<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตะลึง ‘ผู้กำกับโจ้’ ทำคดีนำจับรถหรู 368 คัน ศุลกากรไม่ทราบได้ส่วนแบ่งเงินรางวัลเท่าใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบ การครอบครองรถยนต์หรูของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล&amp;nbsp;(ผกก.โจ้)&amp;nbsp;ว่า ได้ผลการตรวจสอบเบื้องต้นตามข่าวที่ปรากฎว่า มีรถหรู รวมกว่า&amp;nbsp;29&amp;nbsp;คัน ในจำนวนนี้ เป็นรถที่แจ้งนำเข้า&amp;nbsp;5-6&amp;nbsp;คัน และเป็นรถที่ประมูลจากกรมศุลกากรจำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถที่ซื้อขายผ่ายตลาดตามปกติ ไม่ใช่รถแจ้งนำเข้าทั้งหมด โดยกรมศุลกากร จะประสานข้อมูลกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลทั้งหมดจากการตรวจสอบ จะดูว่ารถทั้งหมด เป็นรถนำเข้ากี่คัน ถูกต้องหรือไม่ และได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้จับกุมหรือเป็นผู้ที่มาประมูลรถยนต์หรูกับกรมศุลกากรหรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp;นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงปี&amp;nbsp;2554-2560&amp;nbsp;พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เป็นเจ้าของสำนวนคดีนำจับรถหรูและรถทั่วไปรวม&amp;nbsp;368&amp;nbsp;คัน โดยขายทอดตลาดไปแล้ว&amp;nbsp;363&amp;nbsp;คัน เหลือ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;คัน ซึ่งตามระเบียบกรมศุลกากร เมื่อสิ้นสุดกระบวนการขายทอดตลาดแล้ว จะมีการแบ่งเงินค่ารางวัลนำ ตามพ.ร.บ.ศุลกากร ฉบับเดิมก่อนปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;เป็นค่าสินบน&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;และ เงินรางวัล&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;และกฎหมายฉบับใหม่อัตรารางวัลที่ 20%&amp;nbsp;สินบน&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;ต่อ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คดีไม่เกิน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้ว่า พ.ต.อ.ธิติสรรค์ จะเป็นผู้นำส่งคดี แต่ในส่วนของเงินสินบน และเงินรางวัล ก็จะต้องแบ่งตามสัดส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในงานคดีทั้งหมด เช่น ชุดจับกุม ค่ารักษาดำเนินการต่าง ๆ ไม่ได้จัดสรรให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เพียงผู้เดียว ซึ่งบอกไม่ได้ว่า เงินค่าสายใครเป็นผู้ได้รับบ้าง เนื่องจาก เป็นความลับทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลพบว่ารถหรู ทั้ง&amp;nbsp;368&amp;nbsp;คัน มีการเปิดราคาประมูลที่&amp;nbsp;500&amp;nbsp;ล้านบาท เฉพาะส่วนที่ขายทอดตลาด เป็นเงินประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พันล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114636</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ผู้กำกับโจ้, พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผกก.โจ้), พชร อนันตศิลป์, รถยนต์หรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_612601f0cb4c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังจี้กรมศุลฯหาวิธีรีดภาษีพัสดุต่างประเทศที่มีราคาไม่เกินชิ้นละ1,500บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มี.ค.64 &amp;nbsp;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ได้สั่งการให้กรมศุลกากรเร่งศึกษาแนวทางลดผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยจากกรณีที่กรมศุลกากรยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กับสินค้าที่มีการส่งพัสดุทางไปรษณีย์จากต่างประเทศ ที่มีราคาไม่เกินชิ้นละ 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี ผู้ผลิตสินค้าในประเทศกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตจากเอสเอ็มอีไทยจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สินค้าที่สั่งนำเข้ามาทางไปรษณีย์จากต่างประเทศหากราคาไม่ถึงเกณฑ์ก็ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีการสั่งสินค้านำเข้าทางไปรษณีย์จากต่างประเทศจำนวนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ซื้อราคาไม่ถึง 1,500 บาท ซึ่งได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นกรมศุลกากรกำลังศึกษาว่ามีช่องทางใดที่ทำได้บ้าง ในการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้าที่มีการส่งทางพัสดุมาจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน แต่ต้องไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยเบื้องต้นอาจใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือใช้กฎหมายภายในประเทศ เช่น กฎหมายกรมสรรพากร หรือกฎหมายสรรสามิตมาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมีจำนวนพัสดุที่มีการสั่งเข้ามาจากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านกล่องต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 24 ล้านกล่อง ที่มีมูลค่าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งหากมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับกับรายได้ของกรมฯ ต่อปีที่เกือบ 1 แสนล้านบาท แต่ประเด็นสำคัญคือเป็นการช่วยเพิ่มความเท่าเทียมในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างโอกาสการแข่งขันให้ร้านค้า และผู้ผลิตสินค้าในไทย ให้มีโอกาสจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมาพบว่าคนไทยนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ และให้ส่งเข้ามาทางไปรษณีย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีต้นทุนราคาถูกกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องเสียภาษี จนทำให้ร้านค้าปลีก ร้านค้าส่งในประเทศได้รับผลกระทบ จนต้องปิดกิจการไปจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96805</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, พชร อนันตศิลป์, รีดภาษีพัสดุต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6057316824c92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศุลกากร&#039;ซมพิษโควิดคลังจ่อลดเป้าจัดเก็บ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค. 2564 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-ธ.ค. 63) เกินกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ยังต่ำกว่าเอกสารงบประมาณ โดยยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19 ที่แม้ภาคส่งออกจะยังดำเนินต่อไปได้ แต่ความต้องการบริโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ชะลอตัวลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะมีการปรับประมาณการภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณ 2564 ใหม่อีกครั้ง จากก่อนหน้านี้ได้ปรับลดลงมาเหลือ 9 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว จากเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณที่ 1.04 แสนล้านบาท เพราะการปรับลดก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยการปรับเป้าการจัดเก็บรายได้ใหม่ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จริง ๆ ชั่วโมงนี้ไม่อยากให้มาสนใจเรื่องตัวเลขรายได้มากนักว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะหากมองว่ายังสามารถจัดเก็บรายได้ในระดับนี้ ก็แปลว่าเศรษฐกิจในภาพรวมยังพอเดินไปได้ในภาวะที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่ได้รับผลกระทบกันทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งทำให้การบริโภคและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่าง ๆ เข้ามาช่วยในเรื่องการจัดเก็บรายได้นั้น ยังไม่ได้มีการประเมินว่ามีผลให้การจัดเก็บเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เพราะยังติดเรื่องโควิด-19 แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บในระยะยาวมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรในปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 9.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของกระทรวงการคลังเล็กน้อย ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท และต่ำกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยหลัก ๆ เป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการในการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ชะลอตัวลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90633</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, พชร อนันตศิลป์, เป้าจัดเก็บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd5735d87453.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพสามิตรีดภาษีฉลุยรถยนต์-น้ำมันหนุนมาตรการโควิดไม่กระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 2564 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต ในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-ธ.ค. 63) ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยยังสามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายเล็กน้อย โดยภาษีที่ยังสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย อาทิ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีสรรพสามิตน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการของรัฐบาลในการเข้มงวดการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งการจำกัดจำนวนคน การจำกัดเวลาสำหรับการนั่งกินในร้านอาหารต้องไม่เกิน 21.00 น. รวมทั้งการห้ามดื่มสุราและแอลกอฮอล์ภายในร้าน เพื่อลดระยะเวลาในการรวมกลุ่มนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2564 เพราะกรมฯ มีการจัดเก็บภาษีจากสินค้าอุปโภคบริโภคในประเภทอื่น ๆ ด้วย ซึ่งประชาชนยังมีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวดีขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้ขยายตัวตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการในการเข้มงวดการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาลนั้น เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ทำให้เชื่อว่ากรมฯ จะสามารถรับมือได้ โดยการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ จะไม่ได้รับผลกระทบ&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต ในปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังปรับลดเป้าหมายที่คาดว่าจะจัดเก็บได้จริงลงมาอยู่ที่ 5.3 แสนล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่กรมสรรพสามิตได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-พ.ย. 63) ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ติดลบไม่มาก โดยกรมสรรพากรยืนยันว่าจะพยายามจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากโควิด-19 อาทิ ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ และธุรกิจออนไลน์ โดยในปีงบประมาณ 2564 กรมสรรพากรมีเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณ อยู่ที่ 2.08 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณ2564ยังอยู่ที่ 1.04แสนล้านบาทตามที่เอกสารงบประมาณกำหนด ยังไม่รวมผลกระทบของโควิด-19และปัจจัยที่มีผลต่อการจัดเก็บต่าง ๆ ถือว่ายังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามสภาพเศรษฐกิจ โดยหลังจากนี้จะมีการปรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90169</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, การจัดเก็บรายได้, นายลวรณ แสงสนิท, พชร อนันตศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68ab31b710a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกก.สอบ ยาเคบิ๊กล็อต ช่วงขนย้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; แจงจับยาเคล็อตมหึมาโอละพ่อ ขอเวลาตรวจสอบของ 3 หน่วยงาน คาดอาทิตย์หน้าได้ข้อสรุป ตั้งกรรมการสอบปมแคลงใจมีการเปลี่ยนของกลางระหว่างขนย้ายหรือไม่ ออกตัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อ้างแถลงข่าวตามหน้าที่ ขู่ฟ้อง &amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; และนักเลงคีย์บอร์ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ที่หน้าห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 1 ชั้น 9 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีการจับกุมยาเคตามีน 11.5 ตัน ใน จ.ฉะเชิงเทรา แต่ตรวจสอบภายหลังพบว่าเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า การแถลงข่าวในวันจับกุมที่โกดัง จ.ฉะเชิงเทรา ตนขอยืนยันว่า เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นเคตามีน เพราะการใช้น้ำยาตรวจสอบปรากฏว่าเป็นสีม่วง แต่ผลจริงๆ ต้องรอจากห้องปฏิบัติการ และผลยืนยันเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต ทำให้ต้องมีการเก็บตัวอย่างร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ทั้ง ป.ป.ส. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองพิสูจน์หลักฐานและนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ จะมาช่วยตรวจสอบให้จบภายในสัปดาห์หน้าว่าของกลางทั้งหมดเป็นยาเสพติดหรือไม่ จำนวนมากน้อยเท่าใด จึงได้เสนอให้แบ่งตรวจสอบของกลางเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เบื้องต้นในสัปดาห์นี้ ส่วนที่เหลือค่อยทยอยตรวจสอบภายหลังให้ครบ รวมถึงการจัดสัมมนาทางวิชาการกับหน่วยงานอื่นเพื่อปรับความเข้าใจใหม่ และหาความรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารไตรโซเดียมฟอสเฟต ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ส.ไม่เคยพบสารตัวนี้ ส่วนเครื่องมือเทสต์คิตที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ เป็นมาตรฐานเดียวกับสากล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยอมรับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับสารตัวนี้ เนื่องจากเป็นสารใหม่และไม่เคยปรากฏขึ้นในประเทศไทย ว่าหากเข้าเครื่องเทสต์คิตจะเป็นสีม่วงด้วย ซึ่ง UNODC บอกว่าประเทศอื่นเคยมีลักษณะนี้ แต่ในประเทศไทยถือเป็นครั้งแรก โดยจากนี้จะต้องมีการจัดเสวนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนด้วย ทั้งนี้ คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ผมพร้อมน้อมรับ ซึ่งการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม เราจะเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายสมศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ข้อสงสัยเรื่องการขนส่ง จัดเก็บหลักฐานหรือเปลี่ยนของกลางนั้น ต้องมีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการขนย้าย และให้ชี้แจงโดยเร็วที่สุด ส่วนการจัดเก็บหลักฐาน ตนยืนยันว่ามีห้องเก็บหลักฐานหนาแน่น และระบบราชการ เรื่องการเก็บหลักฐานต่างๆ รัฐมนตรีไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องเลย วันที่ไปแถลงการจับกุม ตนต้องไปตามหน้าที่ หากไม่ไปคนจะหาว่าเราละเลยหน้าที่ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าตนไม่เคยไปร่วมแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติดเลย โดยตนจะเน้นการยึดทรัพย์ตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ยุติธรรมกล่าวด้วยว่า กรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าแจ้งความตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กล่าวโทษตนแถลงข่าวอันเป็นเท็จนั้น ขณะนี้ได้ให้นักกฎหมายตรวจสอบ หากประเด็นไหนทำให้เกิดความเสียหายฟ้องได้ก็ต้องฟ้อง เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริง ซึ่งตนพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ต้องมีผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ขณะนี้ต้องเร่งหาข้อเท็จจริงว่าสารที่เรายึดมาได้ทั้งหมดนั้นมีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีปลัด ยธ.เป็นประธาน และมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อเร่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ และยืนยันว่าการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งใคร เพราะการวิพากษ์วิจารณ์หากกระทบผมหรือ ป.ป.ส. ที่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ยอมรับได้ แต่ห่วงที่จะกระทบผู้อื่นที่ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องถูกดำเนินคดี ตรงนี้ไม่ควรเกิดการบิดเบือนข้อเท็จจริง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชัยกล่าวว่า สังคมสงสัยว่าทำไมขั้นตอนการดำเนินคดีถึงได้ล่าช้า ตนขอชี้แจงว่า คดีนี้เรายึดของกลางได้โดยไม่มีผู้ต้องหา ไม่เหมือนกับการจับกุมของกลางพร้อมผู้ต้องหาที่เป็นความผิดซึ่งหน้า และคดีนี้เป็นคดีระหว่างประเทศ เป็นการประสานงานมาจากประเทศไต้หวัน ดังนั้น อำนาจในการสั่งสอบสวนจะอยู่ที่อัยการสูงสุด ทางตำรวจไม่มีอำนาจ ขั้นตอนคือ เมื่อ ป.ป.ส.รวบรวมหลักฐานให้กับตำรวจ ทางตำรวจจะทำเอกสารให้อัยการสูงสุดเพื่อสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา ถึงจะมีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ ซึ่งในส่วนของผู้ต้องสงสัยนั้น เรามีข้อมูลแล้ว แต่เรากำลังสืบไปให้ถึงผู้ร่วมกระบวนการในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมที่ไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อดีตเลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า กรณีการจับยาเค สังคมเกิดความคลางแคลงใจว่าของกลางมูลค่าสูงหายไปได้จริงหรือไม่ อย่างไร เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบต้องทำให้สังคมเข้าใจและเชื่อมั่นในกระบวนการของการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่การได้เบาะแส จนกระทั่งเข้าตรวจยึดของกลาง กระบวนการตรวจนับ จัดเก็บ กระบวนการส่งพิสูจน์ เพื่อในทุกขั้นตอนมีความชัดเจนถูกต้องด้วยความรอบคอบ ว่าจะไม่มีการสูญหาย หรือเปลี่ยนของกลางเป็นอย่างอื่นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปโดยสุจริต ชอบด้วยกฎหมายในทุกขั้นตอน เพราะหากในที่สุดของกลางที่ตรวจยึดได้นั้นไม่ใช่ยาเสพติดดังที่แถลงข่าวไปนั้น ผู้ต้องหาในเบื้องต้นอาจตกเป็นผู้เสียหาย ที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายกับเจ้าพนักงานได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร, พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. กับพวก แถลงว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากร กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสินค้าที่จะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย สำแดงชนิดสินค้าเป็นเศษอะลูมิเนียม ผลการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวเป็นเครื่องยนต์เก่าสภาพชำรุด 74 เครื่อง พบไอซ์ 62 กิโลกรัม บรรจุอยู่ในถุงชาจีนแบบสุญญากาศในช่องว่างของเครื่องยนต์เก่า 33 เครื่อง มูลค่ายาเสพติดประมาณ 37 ล้านบาท ก่อนติดตามจับกุมผู้ส่งออกและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพชรกล่าวว่า เครื่องเอกซเรย์สามารถเห็นสิ่งผิดปกติได้ แต่เนื่องจากของกลางนั้นซุกซ่อนในเครื่องยนต์โดยห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยล์ และใส่น้ำมันเป็นของเหลวทำให้เครื่องยนต์ใช้การได้ จึงต้องใช้วิธีชำแหละเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นมา กรมศุลกากรมีสถิติการตรวจยึดยาเสพติดทั่วประเทศ รวม 143 คดี มูลค่ายาเสพติดประมาณ 5,488,151,748 บาท ซึ่งไอซ์ในไทยมีมูลค่าประมาณกิโลกรัมละ 1 แสนบาท แต่หากส่งออกแล้วจะมีค่าสูงขึ้นอีก 10 เท่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84898</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, พชร อนันตศิลป์, พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก, วิชัย ไชยมงคล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbcf85049d22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพสามิต&#039;ยิ้มไม่หุบภาษีเหล้า-เบียร์พุ่ง!หนุนปิดหีบ63ทะลุเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.62-ก.ย.63) จัดเก็บได้ 5.46 แสนล้านบาท แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ 5.8 แสนล้านบาท แต่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย หลังประเมินผลกระทบจากโควิด-19 ที่ 5.01 แสนล้านบาท โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2564 จะจัดเก็บได้เป้าหมายที่ 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากเดิมที่ 6.3 แสนล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ค่อนข้างงง แปลกใจกับตัวเลขจัดเก็บปีนี้ เพราะเดิมที่เห็นเป้าหมายจัดเก็บใหม่ที่ 5.01 แสนล้านบาท ยอมรับว่าหืดขึ้นคอ เพราะโควิด-19 ทำให้มีการล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด แต่พอเริ่มเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตัวเลขจัดเก็บก็เริ่มกลับมาช่วงไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2563&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตัวเลขที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย มาจากการจัดเก็บภาษีสุรา เบียร์ และเครื่องดื่มทั่วไปที่ทำได้ไม่ต่ำกว่าคาดการณ์มากเกินไป เนื่องจากมีการเก็บภาษีจากโรงงาน และของไปค้างที่สต็อก รวมทั้งช่วงโควิด-19 ประชาชนให้ความสนใจดื่มน้ำผสมวิตามินเป็นอย่างมาก โดยภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 8 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 6 พันล้านบาท ภาษีสุรา จัดเก็บได้ 6.12 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 300 ล้านบาท และภาษีเครื่องดื่มจัดเก็บได้ 2.5 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2.67%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังสามารถจัดเก็บภาษีน้ำมันได้ 2.21 แสนล้านบาท &amp;nbsp;ต่ำกว่าเป้าหมาย 7% และภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 8.4 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 5 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวว่า ในส่วนของงานที่ยังค้างอยู่ ต้องฝากให้นายลวรณ แสงสนิท ว่าที่อธิบดีสรรพสามิต คนใหม่ มาผลักดันต่อไป คือการขยายฐานภาษี ปรับปรุงการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพ ส่วนภาษีตัวใหม่พิจารณาไว้หมดแล้ว ให้อธิบดีคนใหม่มาตัดสินใจต่อ ทั้งภาษีความเค็ม ภาษีเบียร์ 0% รวมทั้งภาษีที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น เครื่องดื่มผสมสารสกัดจากกัญชา (CBD) ที่มีแนวโน้มเป็นโอกาสในการขยายการจัดเก็บของกรมฯ ได้ในอนาคต แต่ก็ต้องหารือกับกระทรวงสาธารณสุขให้รอบด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีหน้า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้รัฐบริหารกระแสเงินสดให้เพียงพอ เดือนละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเงินคงคลัง &amp;nbsp;เพราะเป็นเงินสดที่ไหลเข้ารายวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78635</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดเก็บภาษีทะลุเป้า, พชร อนันตศิลป์, ภาษีสุรา, ภาษีเบียร์, อธิบดีกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190714/image_big_5d2b362dd2a06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพสามิตฟุ้งรีดภาษี63เข้าเป้า!อานิสงส์รถยนต์-น้ำมันดันเต็มพิกัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า คาดว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.62-ก.ย.63) จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 5.2 แสนล้านบาท จากการจัดเก็บภาษีรถยนต์และภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่าคาดการณ์ เนื่องจากยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เดิมเคยคุยกันว่าจากปัญหาโควิด-19 อาจทำให้ปีนี้เก็บภาษีได้ไม่ถึง 4.8 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ แต่พอมาช่วงไตรมาส 4 กลับพบว่ายอดจัดเก็บภาษีรถยนต์ และภาษีน้ำมันทำได้เกินกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กหรือรถครอบครัว ที่มีการปรับโฉมใหม่ในหลายรุ่น หลายยี่ห้อ รวมทั้งสถานประกอบการต่างก็เริ่มกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ&amp;quot; นายพชร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 ได้มีการปรับปรุงเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตใหม่ มาอยู่ที่ 5.01 แสนล้านบาท จากผลกระทบของการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมในครั้งแรกที่ตั้งไว้ที่ 5.85 แสนล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2564 มั่นใจว่าถ้าไม่มีสถานการณ์รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ก็เชื่อว่าการจัดเก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตจะสามารถทำได้ 5.34 แสนล้านบาทตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป้าหมายจัดเก็บปีงบ 2564 ได้รับมา 5.34 แสนล้านบาท กรมฯ ประเมินว่าในช่วงท้ายของปีงบ 2563 ตัวเลขจัดเก็บค่อนข้างดี ถ้าในปีงบ 2564 ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงเหมือนกับโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างปีนี้ คิดว่ากรมฯ น่าจะจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย&amp;quot; นายพชร กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78125</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, จัดเก็บภาษีเข้าเป้า, พชร อนันตศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bf23d00145.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
