<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กรุงไทย’ลุ้นเปิดประเทศช่วยธุรกิจฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2564 นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย&amp;nbsp;Krungthai COMPASS&amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ&amp;nbsp;KTB&amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 1 พ.ย. 2564 ว่า เชื่อว่าในช่วง 1-2 เดือนแรกที่มีการเปิดประเทศ จะยังมีขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ เกิดขึ้น ทำให้ปลายปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ราว 2-3 แสนคน ส่วนปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 5 แสนคน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วง 1-2 เดือนแรกที่เปิดประเทศอาจจะยังมีขั้นตอนวุ่นวาย นักท่องเที่ยวคงยังไม่กลับมามากตามคาด ดังนั้นคงต้องติดตามสถานการณ์อื่น ๆ ประกอบด้วย แต่มองว่าหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น หลายธุรกิจก็มีโอกาสที่จะกลับมาได้ในระยะถัดไป โดยหากทุกอย่างดีขึ้นก็มีโอกาสและความเป็นไปได้สูงที่จะมีการปรับประมาณการจีดีพีปี 2565 เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันคาดการณ์ที่ 3.9%&amp;nbsp;โดยมีหลายปัจจัยที่เอื้อให้ปีหน้าเศรษฐกิจมีโอกาสโตได้ถึง 6%&amp;nbsp;ส่วนปีนี้ ที่ 0.5&amp;rdquo;นายพชรพจน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119739</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชรพจน์ นันทรามาศ, ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB), เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607f938da6923.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวังรัฐอัดโปรหนุนอุตฯ ยานยนต์ไทยผลิใบในธุรกิจ EV</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปัจจุบันธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตขึ้นมาก เนื่องจากผู้คนให้ความใส่ใจเกี่ยวกับภาวะเรือนกระจก รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างหันมาสนใจเศรษฐกิจพลังงานที่ปราศจากมลพิษ เริ่มวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตออกมาแข่งขันกันในตลาดธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่กำลังมีความสนใจของผู้บริโภคทั่วโลก โดย ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย&amp;nbsp;(Krungthai COMPASS)&amp;nbsp;ได้คาดการณ์ว่าในอนาคตการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตมากขึ้น ซึ่ง นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp;Krungthai COMPASS ระบุว่า&amp;nbsp;การประเมินการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยคาดจะแตะล้านคันในปี&amp;nbsp;2571&amp;nbsp;หวังจะมุ่งสู่เศรษฐกิจพลังงานปราศจากการปล่อยมลพิษเข้ามาทดแทนในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ทว่าธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ากลับเติบโตอย่างมาก ตลอดจนผู้บริโภคให้สนใจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเช่นกัน โดยภาครัฐในต่างประเทศตื่นตัวในการแก้ไขประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อตกลงปารีส โดยเฉพาะนโยบายยกเลิกการขายยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ&amp;nbsp;ICE&amp;nbsp;ควบคู่ไปกับการปรับตัวของผู้ผลิตชั้นนำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หันไปทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;สะท้อนจากยอดขายทั่วโลกสูงถึง&amp;nbsp;3.2&amp;nbsp;ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า&amp;nbsp;43%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนให้จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าสะสมทั่วโลกมีโอกาสแตะระดับที่&amp;nbsp;25-45&amp;nbsp;ล้านคันได้จาก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านคันในปัจจุบัน ภายในปี&amp;nbsp;2573&amp;nbsp;เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มียอดจดทะเบียนสูงขึ้นถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หมื่นคัน หรือขยายตัวถึง&amp;nbsp;13%&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ซึ่งธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนอีก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีข้างหน้า คาดว่าครึ่งหนึ่งของรถบนถนนในเมืองไทยจะเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดยอด EV ปี 71 ในไทยแตะล้านคัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย&amp;nbsp;Krungthai COMPASS กล่าวว่า ยอดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศ ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;อยู่ที่เพียง&amp;nbsp;1.9&amp;nbsp;แสนคัน หรือคิดเป็น&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;ของยานยนต์ทั้งหมด ยังอยู่ในช่วงแรกเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำอื่นๆ ที่เริ่มใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในท้องถนน แต่ทว่าข้อได้เปรียบของไทยที่เป็นฐานผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ&amp;nbsp;ICE&amp;nbsp;มาอย่างยาวนาน และประกอบกับกลยุทธ์การทำตลาดของบริษัทแม่ในญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์&amp;nbsp;OEM&amp;nbsp;ในประเทศไทยที่ยังคงเน้นทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ซึ่งจะเสริมสร้างให้ยอดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศมีโอกาสแตะถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคันได้ภายในปี&amp;nbsp;2571&amp;nbsp;หรือขยายตัวเฉลี่ยราว&amp;nbsp;24%&amp;nbsp;ต่อปี จากยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง&amp;nbsp;93%&amp;nbsp;ของยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;Krungthai COMPASS&amp;nbsp;ชี้ว่ามาตรการภาครัฐที่จะสนับสนุนทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ และผู้บริโภค จะเป็นส่วนสำคัญทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีโอกาสที่จะต่อยอดให้เป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;และไฮบริดที่แข็งแกร่งของภูมิภาคในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมถึงฤดูผลัดใบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางสาวพิมฉัตร เอกฉันท์ นักวิเคราะห์&amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า การที่ประเทศไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด นอกจากจะช่วยรักษาตลาดผู้ผลิตในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ&amp;nbsp;ICE&amp;nbsp;ในประเทศ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องในระยะปานกลางแล้ว ยังส่งผลที่ดีต่อผู้ผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้า,&amp;nbsp;ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตวัสดุน้ำหนักเบาและแข็งแรงอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นถึงปานกลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยแบบดั้งเดิมจะถูกปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ&amp;nbsp;ICE&amp;nbsp;แบบเดิม ควบคู่ไปกับระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ยังเป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศ ส่วนระยะยาวปริมาณยานยนต์ที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ&amp;nbsp;(Zero Emission Vehicle)&amp;nbsp;จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยตามกระแสเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังจะเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด&amp;nbsp;(Green Economy)&amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่มที่ผลิตเครื่องยนต์&amp;nbsp;(Engine)&amp;nbsp;และระบบส่งกำลัง&amp;nbsp;(Powertrain)&amp;nbsp;ซึ่งจะมีมูลค่าตลาดที่เกือบสูงถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แสนล้านบาท หรือประมาณ&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;ของรายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี&amp;nbsp;ที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่ง&amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;กล่าวว่า ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และทิศทางการส่งเสริมด้วยการลดการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;(EV)&amp;nbsp;โดยดำเนินการส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยคาดการณ์ว่าในปี&amp;nbsp;2568&amp;nbsp;รถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์สันดาป และได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในส่วนของผู้ผลิต ด้วยการส่งเสริมการผลิตผลักดันผู้ผลิตและผู้ประกอบการชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ&amp;nbsp;(Low Carbon Society)&amp;nbsp;เตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106997</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชรพจน์ นันทรามาศ, พิมฉัตร เอกฉันท์, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์พลังไฟฟ้า, ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย (Krungthai COMPASS)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf19ba1e49a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย’คาดจีดีพีปีนี้โตดีสุดที่3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 2564 นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย&amp;nbsp;Krungthai COMPASS&amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย&amp;nbsp;(KTB)&amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไว้รัสโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ต่อเนื่องจากต้นปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;และคาดว่าจะต้องใช้เวลาราว&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;(พ.ค.-&amp;nbsp;มิ.ย. 64)&amp;nbsp;หลังจากนั้นสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น โดยใช้ประสบการณ์จากช่วงสองครั้งแรกที่ผ่านมาใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน จะทำให้ทุกอย่างปรับตัวดีขึ้นมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบกับการท่องเที่ยวส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน ม.ค.และ ก.พ.&amp;nbsp;2564ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนปรับตัวลดลงไปด้วย จึงมองว่าจะกระทบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;ปีนี้ลดลง&amp;nbsp;1.3%&amp;nbsp;จากที่คาดการณ์ไว้&amp;nbsp;2.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น จึงคาดว่าการส่งออกจะเข้ามาช่วยหนุนตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;0.3%&amp;nbsp;ทำให้ภาพรวมจีดีพีของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้&amp;nbsp;1.5%&amp;nbsp;และหากรวมกับวงเงินที่ภาครัฐบาลจะสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนล้านบาท โดยหากภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราชนะ หรือ โครงการคนละครึ่งเฟส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ตลอดจนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จะส่งผลทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;1.5%&amp;nbsp;ดังนั้นกรณีที่ดีที่สุด&amp;nbsp;มองว่าจีดีพีของไทยในปีนี้อาจจะเติบโตได้ราว&amp;nbsp;3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชรพจน์ กล่าวว่า ในส่วนภาพรวมผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์คาดว่าในระยะเวลา&amp;nbsp;1-3&amp;nbsp;ปีข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตเพียง&amp;nbsp;3.6%&amp;nbsp;เท่านั้น&amp;nbsp;ต่ำกว่าช่วงก่อนหน้าที่เคยเติบโตได้&amp;nbsp;7.2%&amp;nbsp;เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศโดนกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ไม่เร็วนัก และหนี้ครัวเรือนในระดับสูงที่&amp;nbsp;89.3%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี ส่วนกำลังซื้อของชาวต่างชาติถูกจำกัดจากมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ&amp;nbsp;ขณะที่ธุรกิจที่เคยเป็นแหล่งรายได้เสริมให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ อพาร์ทเม้น โรงแรม&amp;nbsp;ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้าเช่นกัน&amp;nbsp;เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติพงษ์ เรือนทิพย์ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีศักยภาพในการเป็นแหล่งรายได้เสริมให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ เนื่องจากมูลค่าตลาดมีแนวโน้มสูงถึง&amp;nbsp;1.37&amp;nbsp;แสนล้านในช่วง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีข้างหน้า โดยนอกจากกระแสรักษ์โลก และ สิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้โซลาร์รูฟท็อปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นมาจากความคุ้มค่า ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาต้นทุนโซลาร์รูฟท็อปที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคารับซื้อไฟที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโควตารับซื้อไฟของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2556&amp;nbsp;ราคาแผงโซลาร์ในไทยลดลงกว่า&amp;nbsp;66%&amp;nbsp;ประกอบกับ ราคารับซื้อไฟของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp;2.2&amp;nbsp;บาท/หน่วย ทำให้ระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเร็วขึ้นจาก&amp;nbsp;17-30.3&amp;nbsp;ปี ในปี&amp;nbsp;2556&amp;nbsp;เหลือ&amp;nbsp;6.1-13.9&amp;nbsp;ปี ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;และ อาจเหลือเพียง&amp;nbsp;5.3-12&amp;nbsp;ปี ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากราคาแผงโซลาร์ยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องทั้งนี้&amp;nbsp;ประเมินว่ามีครัวเรือนไทยถึง&amp;nbsp;2.3&amp;nbsp;ล้านครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และคุ้มทุนได้ค่อนข้างเร็ว หากครัวเรือนกลุ่มนี้เพียง&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;หันมาติดแผงโซลาร์ก็จะทำให้มูลค่าตลาดสูงถึง&amp;nbsp;1.37&amp;nbsp;แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103202</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารกรุงไทย (KTB), พชรพจน์ นันทรามาศ, ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607f938da6923.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2026 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039;คาดจีดีพีปีนี้โตดีสุดที่3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไว้รัสโควิด-19 ระลอกใหม่ต่อเนื่องจากต้นปี 2564 และคาดว่าจะต้องใช้เวลาราว 2 เดือน (พ.ค.- มิ.ย. 64) หลังจากนั้นสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น โดยใช้ประสบการณ์จากช่วงสองครั้งแรกที่ผ่านมาใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน จะทำให้ทุกอย่างปรับตัวดีขึ้นมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบกับการท่องเที่ยวส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน ม.ค.และ ก.พ. 2564ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนปรับตัวลดลงไปด้วย จึงมองว่าจะกระทบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลดลง 1.3% จากที่คาดการณ์ไว้ 2.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น จึงคาดว่าการส่งออกจะเข้ามาช่วยหนุนตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.3% ทำให้ภาพรวมจีดีพีของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5% และหากรวมกับวงเงินที่ภาครัฐบาลจะสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก 2 แสนล้านบาท โดยหากภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราชนะ หรือ โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ตลอดจนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จะส่งผลทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 1.5% ดังนั้นกรณีที่ดีที่สุด มองว่าจีดีพีของไทยในปีนี้อาจจะเติบโตได้ราว 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชรพจน์ กล่าวว่า ในส่วนภาพรวมผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์คาดว่าในระยะเวลา 1-3 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตเพียง 3.6% เท่านั้น ต่ำกว่าช่วงก่อนหน้าที่เคยเติบโตได้ 7.2% เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศโดนกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ไม่เร็วนัก และหนี้ครัวเรือนในระดับสูงที่ 89.3% ต่อจีดีพี ส่วนกำลังซื้อของชาวต่างชาติถูกจำกัดจากมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ ขณะที่ธุรกิจที่เคยเป็นแหล่งรายได้เสริมให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ อพาร์ทเม้น โรงแรม ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้าเช่นกัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของโควิด-19 ซึ่งทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติพงษ์ เรือนทิพย์ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีศักยภาพในการเป็นแหล่งรายได้เสริมให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ เนื่องจากมูลค่าตลาดมีแนวโน้มสูงถึง 1.37 แสนล้านในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยนอกจากกระแสรักษ์โลก และ สิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้โซลาร์รูฟท็อปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นมาจากความคุ้มค่า ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาต้นทุนโซลาร์รูฟท็อปที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคารับซื้อไฟที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโควตารับซื้อไฟของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตั้งแต่ปี 2556 ราคาแผงโซลาร์ในไทยลดลงกว่า 66% ประกอบกับ ราคารับซื้อไฟของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 บาท/หน่วย ทำให้ระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเร็วขึ้นจาก 17-30.3 ปี ในปี 2556 เหลือ 6.1-13.9 ปี ในปี 2564 และ อาจเหลือเพียง 5.3-12 ปี ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากราคาแผงโซลาร์ยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเมินว่ามีครัวเรือนไทยถึง 2.3 ล้านครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และคุ้มทุนได้ค่อนข้างเร็ว หากครัวเรือนกลุ่มนี้เพียง 20% หันมาติดแผงโซลาร์ก็จะทำให้มูลค่าตลาดสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
bk8
gb69
kubet
faw99
789bat
dafabet
bgame888
188bet
acash888
mk888</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100167</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, จีดีพี, พชรพจน์ นันทรามาศ, ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607f938da6923.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หืดจับ!ไวรัสซัดรายได้ท่องเที่ยวปีนี้วูบ70%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย. 2563 นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยเกี่ยวกับรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ว่า มีแนวโน้มหดตัวถึง 2.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70% เหลือเพียง 9.1 แสนล้านบาท เป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวจาก 39 ล้านคน เหลือเพียง 6.8 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในปี 2564 ประเมินว่าการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจอยู่ที่ 7.6 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1.24 ล้านล้านบาท ยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ถึง 59%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โควิด-19 ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 27 ล้านคนทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวระหว่างประเทศหยุดชะงัก และแม้ว่าจะมีวัคซีนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในทันที เนื่องจากผู้ได้รับวัคซีนยังอาจติดโรคและเป็นพาหะได้ ดังนั้น ธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก และต้องตีโจทย์ใหม่ในยุค New Normal ให้ได้ โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยในช่วงก่อนโควิด-19 ที่เคยมีเพียง 36% จะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 70% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงค์จากคนไทยที่เคยเที่ยวนอกกว่า 12 ล้านทริป ที่อาจกลับมาเที่ยวไทยได้ถึงประมาณ 14 ล้านทริปในปีหน้า เนื่องจากการเที่ยวในประเทศ สามารถเที่ยวได้บ่อยกว่าและใช้วันน้อยกว่า&amp;rdquo; นายพชรพจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติพงษ์ เรือนทิพย์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า ในยุค New Normal พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยเปลี่ยนไป โดยมีแนวโน้มเลือกเที่ยวในประเทศก่อน เพราะความเสี่ยงในการติดเชื้อในต่างประเทศยังสูงกว่าเที่ยวในประเทศ โดยเที่ยวระยะใกล้ ๆ สั้น ๆ ขับรถไป ซึ่งอัตราการเข้าพัก (OR) ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจังหวัดที่มีค่า OR กลับมาสูงกว่า 50% ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เช่น เพชรบุรี และกาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คนไทยมีแนวโน้มเลือกเที่ยวสถานที่ Unseen เช่น แหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์และธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวผจญภัย แหล่งท่องเที่ยวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แหล่งท่องเที่ยวประเพณีวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิต ซึ่งคนไม่พลุกพล่าน ทำให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ประกอบการบางรายสามารถปรับตัวรับ New Normal ของนักท่องเที่ยวในประเทศได้ แต่ในภาพใหญ่ หากยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รายได้ท่องเที่ยวไทยยากที่จะกลับมาสู่จุดเดิม ในปีหน้าไทยอาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 9 แสนคน หรือมากสุดถึง 14.9 ล้านคน ขึ้นอยู่กับแนวทางการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในขณะนี้ก็มีหลายแนวทางที่น่าสนใจ ได้แก่ การเลือกเปิด Travel Bubble กับกลุ่มประเทศแถบเอเชียที่มีอัตราผู้ติดเชื้อใหม่ต่ำ อย่าง จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน หรือการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวประเภทเกาะที่มีสนามบิน เช่น ภูเก็ต สมุย ที่ในภาวะปกติมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวถึง 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวที่มาไทยทั้งหมด หรือการเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม Medical ที่มารักษาตัวหรือทำศัลยกรรม ตลอดจนกลุ่มที่มาตีกอล์ฟ หรือกลุ่มที่มาเที่ยวระยะยาว ซึ่งมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 เท่า&amp;rdquo; นายกิตติพงษ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77045</URL_LINK>
                <HASHTAG>พชรพจน์ นันทรามาศ, รายได้จากการท่องเที่ยว, หดตัว 70%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc696b4c0c7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลดล็อก LTV หนุน &quot;อสังหาริมทรัพย์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การผ่อนปรนเกณฑ์มาตรการ LTV จะเป็นผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยให้กับผู้ซื้อ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อในการใช้จ่ายสินค้าเพื่อการอยู่อาศัย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัย สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือการตลาดในการกระตุ้นและปิดยอดการขายในระยะข้างหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&amp;rdquo; ได้ออกแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น แต่ยังอยู่บนพื้นฐานและมาตรการในการดูแลการเก็งกำไร รวมทั้งส่งเสริมการออมของประชาชน โดยมาตรการ LTV ที่ปรับปรุงใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เกณฑ์ของมาตรการ LTV ที่ปรับปรุงใหม่ ได้แก่ การกู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท แม้ว่ายังคงเพดาน LTV ไว้ที่ 100% สำหรับสินเชื่อบ้าน หรือกู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน แต่ในครั้งนี้ ธปท.ได้เปิดช่องให้ผู้กู้สามารถกู้เพิ่มเติมได้อีก 10% ของมูลค่าหลักประกัน สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเข้าอยู่อาศัยจริง อาทิ การซื้อเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งบ้าน และการซ่อมแซมหรือต่อเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้ง ธปท.ยังกำหนดให้ปรับลดการวางเงินดาวน์น้อยลงจาก 20% เป็น 10% สำหรับการกู้ซื้อบ้านหลังแรกที่มีราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของการตกแต่งบ้านหรือต่อเติม และการซื้อเฟอร์นิเจอร์เช่นเดียวกับบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่แนวทางในการดูแลผู้ที่จำเป็นต้องมีบ้าน 2 หลัง ซึ่งมีวินัยในการผ่อนชำระหนี้สัญญาที่ 1 ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และยังคงส่งเสริมให้มีการออมก่อนกู้นั้น ธปท.ได้ผ่อนเกณฑ์ให้การกู้ซื้อบ้านสัญญาที่ 2 ที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยจะลดการวางเงินดาวน์จากเดิม 20 เหลือ 10% หากผ่อนชำระสัญญาที่ 1 มาแล้วอย่างน้อย 2 ปี จากเดิมที่กำหนดให้ต้องผ่อนชำระมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี ส่วนการซื้อบ้านสัญญาที่ 3 ยังต้องมีการวางเงินดาวน์ 30% ซึ่งการปรับ LTV ยังคงเป้าหมายผู้ซื้อบ้านหลังแรกไม่ได้รับผลกระทบ การป้องกันการเก็งกำไรเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่ และกำกับดูแลสถาบันการเงินไม่มีการปล่อยกู้มีเงินทอน หรือปล่อยกู้มากกว่าราคาบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ธปท.ได้ปรับหลักเกณฑ์เงินกองทุนที่ต้องดำรงสำหรับการกู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท และการกู้สร้างบ้านบนที่ดินปลอดภาระ เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้กู้กลุ่มดังกล่าวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;รณดล นุ่มนนท์&amp;rdquo; รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์เท่านั้น เพราะขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะพิจารณายกเลิกเพดาน LTV สำหรับการกู้เพื่อซื้อบ้านในสัญญาที่ 2 เนื่องจากข้อมูลยังพบว่ามากกว่าครึ่งของผู้กู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 &amp;nbsp;พร้อมกัน และมีระยะห่างระหว่างการกู้สัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 ไม่ถึง 1 ปี ยังเป็นการกู้เพื่อเก็งกำไรมากกว่าการอยู่อาศัยจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธปท.ยังคงยืนยันว่ามาตรการ LTV ที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบกับผู้ซื้อบ้านหลังแรกแต่อย่างใด &amp;nbsp;สะท้อนจากตัวเลขในช่วง 11 เดือนของปี 2562 สัญญาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ขยายตัวได้ 10.8% โดยสินเชื่อบ้านแนวราบขยายตัว 17.8% บ้านสัญญาที่ 1 โตได้ 5.6% ขณะที่สินเชื่อคอนโดมิเนียมขยายตัวติดลบ 31.6% เนื่องจากที่ผ่านมามีการเก็งกำไร ซึ่งทำให้คอนโดมิเนียมมีการปรับลดลง เป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัยจริงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ยังมองว่าการปรับเกณฑ์ครั้งนี้ยังไม่ได้เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะช่วยผ่อนคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยืนยันว่าได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการ LTV ที่เข้มข้นในช่วงแรก ส่งผลต่อยอดขาย และท้ายที่สุดกลายเป็นสต๊อกที่อยู่อาศัยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อช่วยระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยที่ยังตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พชรพจน์ นันทรามาศ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของ ธปท.นั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีกับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในสัญญาที่ 2 ที่คาดว่าจะมีโอกาสกลับมาเป็นบวกได้ประมาณ 2% จากในปี 2563 ธนาคารคาดว่าการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยสัญญาที่ 2 จะลดลง -14% จากปีก่อนลดลง -17% และจะเป็นปัจจัยบวกต่อคอนโดมิเนียมในปีนี้ ที่มองกันว่าจะกลับมาเติบโตได้ 4-5% จากปีก่อน -11%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อีกมุมที่ยังมองว่า จะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยต่อไป นั่นคือ &amp;ldquo;ค่าเงินบาท&amp;rdquo; ที่ยังคงมีทิศทางแข็งค่าขึ้น อาจเป็นเหตุผลให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติชะลอการซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน ที่เริ่มเห็นสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ช่วงสิ้นปีก่อนเหลือ 8% จากต้นปีที่ 11% และหากค่าเงินบาทในปีนี้ต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการซื้อของลูกค้าชาวต่างชาติให้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และอาจทำให้สัดส่วนกลุ่มลูกค้าชาวจีนลดลงต่ำกว่า 8% ได้ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า การผ่อนปรนเกณฑ์มาตรการ LTV จะเป็นผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยให้กับผู้ซื้อ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อในการใช้จ่ายสินค้าเพื่อการอยู่อาศัย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัย สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือการตลาดในการกระตุ้นและปิดยอดการขายในระยะข้างหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยจะต้องผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ ภาระหนี้ครัวเรือน และภาวะรายได้และการมีงานทำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยที่ภาครัฐได้ออกไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; ยังคาดว่าการลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2563 น่าจะยังมีโอกาสหดตัวประมาณ 1.2%-2.9% จากปี 2562 หรือมีจำนวนประมาณ 1.09-1.11 แสนหน่วย ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.84-1.89 แสนหน่วย หรือหดตัว 2.2-4.8% จากปี 2562 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการซื้อขายของชาวต่างชาติที่ชะลอตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐ อย่าง &amp;ldquo;ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)&amp;rdquo; โดย ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ มองว่า การผ่อนปรนเกณฑ์มาตรการ LTV จะทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อยได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งผู้ขอกู้สามารถกู้ได้ถึง 110% ของราคาซื้อขายจริง จากเดิมได้ 90-95% เท่านั้น ขณะเดียวกันก็เป็นผลดีกับธนาคารปล่อยสินเชื่อมีรายได้และกำไรมากขึ้น สามารถนำไปลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้าได้เพิ่มอีก ทำให้คาดว่าในปี 2563 จะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.09 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับปัจจัยเสริมที่ ธปท.ผ่อนผันมาตรการ LTV จะส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารขยายตัวเพิ่มขึ้น 5-10%. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55412</URL_LINK>
                <HASHTAG>LTV, ฉัตรชัย ศิริไล, พชรพจน์ นันทรามาศ, รณดล นุ่มนนท์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2ad15e95246.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยปรับลดจีดีพีไทยปีนี้จากเหลือ 3.3%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากความขัดแย้งของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น ทั้งการเพิ่มจำนวนสินค้าที่เรียกเก็บภาษี และการขยายขอบเขตเพื่อชิงความได้ปรียบด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทำให้การค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภาคเอกชนทั่วโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาจีน ทั้งซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนในประเทศมีแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้น และรายได้เกษตรกรที่ชะลอลงจากภัยแล้งช่วงต้นปี ธนาคารจึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 3.3% จากที่ประเมินไว้เดิม 3.8% และปีหน้าคาดจะเติบโต 3.6% พร้อมปรับลดการส่งออกเหลือเติบโตเพียง 0.8% จากเดิม 4% ส่วนปีหน้าคาดส่งออกจะเติบโต 2.5% โดยมีความท้าทายเพิ่มเติมจากการที่เวียดนามได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกไปยุโรปเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้สหรัฐฯและจีนตกลงพักรบชั่วคราวหลังการประชุม G-20 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม แต่คาดว่าสหรัฐฯจะยังเก็บภาษีกับสินค้ามูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์จากจีนในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะกดดันภาคการส่งออกต่อไป สำหรับแรงกระตุ้นจากภาครัฐมีค่อนข้างจำกัด นอกจากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแล้ว คาดว่าเม็ดเงินลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะเบิกจ่ายได้เพียง 7.7 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ซึ่งน้อยกว่าแผนฯ แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในปีถัดไป ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 อาจเบิกจ่ายได้ไม่เต็มที่ในช่วงต้นปีงบประมาณ &amp;nbsp;นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัย กลับจูงใจแค่ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่ยูนิตเหลือขายสะสมและเปิดขายใหม่กระจุกตัวในระดับราคา 1-5 ล้านบาท จึงอาจต้องเตรียมรับมือกับภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย สายงาน Global Business Development and Strategy กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองตลาดเงินและตลาดทุนว่า ในครึ่งปีหลัง นโยบายการเงินทั่วโลกจะผ่อนคลายลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้กลับลำนโยบายการเงินไปในทิศทางผ่อนคลาย รวมทั้งได้ประกาศที่จะยุติการลดขนาดงบดุลในเดือนกันยายนนี้ และจากการประชุมครั้งล่าสุดในเดือนมิถุนายน ได้ระบุชัดเจนว่าพร้อมจะดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ สอดคล้องกับประเทศหลักอย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีนที่ส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.75% ตลอดปี เพื่อพยุงเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อในระดับต่ำ คาดว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่า ซ้ำเติมธุรกิจส่งออก แม้จะกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนแต่มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มผ่าน Macro Prudential มากขึ้น ซึ่งในครึ่งปีหลังอาจมีมาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากการควบคุมสินเชื่ออสังหาฯ &amp;nbsp;ด้วยความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นในระยะหลัง ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้า ควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40234</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ปรับลดจีดีพี, พชรพจน์ นันทรามาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1ebed127c1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
