<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าละเลยบำรุงผิวพรรณ..แม้จะเวิร์คฟอร์มโฮม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดูแลสุขภาพผิวพรรณในทุกฤดูกาล &amp;nbsp;เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจแม้จะเป็นหน้าฝน หรือในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนเป็นเหตุให้หลายคนต้องหยุดทำงานอยู่กับบ้าน หรือ Work from Home ก็ตาม &amp;nbsp;เพราะการที่ปล่อยให้ผิวแห้งเสีย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าหรือผิวกาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย ออกไปทำธุระหรือทำงานนอกบ้าน ก็ยิ่งต้องหมั่นบำรุงผิวพรรณ รวมถึงช่วงนี้โรคโควิด-19 กำลังกลับมาระบาดอีกละลอก การดูแลผิวพรรณให้สะอาดอยู่เสมอ ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสร้ายไปด้วยในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช แพทย์ทางเลือกเวชศาสตร์ชะลอวัย เจ้าของ &amp;ldquo;ณัฐชญา คลินิก&amp;rdquo; (Natchaya Clinic) ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo; ในช่วงหน้าฝนเรายิ่งต้องเพิ่มความใส่ใจในการดูแลผิวพรรณ เนื่องจากผิวของเรามักจะมีภาวะแห้งและแพ้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นการบำรุงให้นุ่มชุ่มชื่นทั้งผิวหน้าและผิวกาย จะช่วยป้องกันอาการระคายเคืองผิวหนังได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยไปนอกบ้าน หรือที่สาธารณะ ซึ่งการบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ก็จะป้องกันผิวแห้ง และระคายเคือง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิว ผดผื่นแดงคัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ลืมไม่ได้การดูแลผิวด้วยการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายให้แห้ง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากในช่วงนี้ต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน หรือไปทำงาน และหากโดนฝน ยิ่งต้องรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดทันที ซึ่งเป็นหลักสุขอนามัยที่ช่วยป้องกัน การติดเชื้อโรคโควิด-19 ไปด้วยในตัว และป้องกันโรคเชื้อราในร่มพากต่างๆ ที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝนเช่นกัน ซึ่งหลังจากการชำระล้างร่างกายแล้ว หมอแนะนำให้ทาโลชันบำรุงผิว หรือบำรุงผิวด้วยการรับประทานคอลลาเจน ที่ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง รวมถึงวิตามิน ซี ,ดี และวิตามินอี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างผิวให้แข็งแรง ลดภาวะผิวระคายเคืองและอักเสบ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพราะการนอนหลับสนิทจะทำให้ร่างกายซ่อมแซม และฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง และการหมั่นดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร ก็เป็นการเติมน้ำให้ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ลดผิวแห้งระคายเคืองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเลือกหน้ากากอนามัย ที่ถือเป็นอุปกรณ์เซฟตี้ตัวเองทั้งจากโรคโควิด-19 และป้องกันปัญหาผิวหน้าแพ้ง่ายและมีผดผื่นคันแดง จากการใส่แมส์กนั้น หมอแนะนำว่าให้เลือกใส่หน้ากากอนามัยแบบผ้าระบายอากาศ แต่ถ้าใครที่แพ้หน้ากากอนามัยแบบผ้า ก็แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หน้ากากทางการแพทย์แทน อีกทั้งก่อนจับหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ควรล้างมือให้สะอาดก่อน และถ้าจะให้ดีนั้นแม้อยู่ในบ้านก็ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ภายในครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ลืม บำรุงผิวให้ชุ่มชื่นไม่แห้งกร้าน ทั้งผิวหน้าและผิวกายในช่วงหน้าฝนนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ทางเลือกเวชศาสตร์ชะลอวัย บอกอีกว่า &amp;ldquo; การขับถ่ายที่ไม่เป็นปกติเป็นปัญหาสำคัญต่อปัญหาผิวพรรณได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกกินอาหารที่เส้นใย หรือกากอาหาร ที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี เช่น กินผักผลไม้เป็นหลัก เพราะเมื่อไรที่เราท้องผูกนั้น ลำไส้ของเราจะมีอาหารเสียที่ค้างอยู่ และนั่นจะทำให้ลำไส้ทำงานหนัก อีกทั้งลำไส้มีภาวะบวม ซึ่งคล้ายกับเหงือกของเราที่เมื่อมีเศษอาหารติดค้าง ก็จะทำให้มีปัญหาเหงือกบวมนั้นเอง ที่สำคัญเมื่อลำไส้เกิดภาวะบวมจากของเสียที่ค้างอยู่ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้ ประกอบกับเมื่ออวัยวะภายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เกิดการบวมอักเสบ ก็จะส่งผลไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย และหนึ่งในนั้นคือปัญหาผิวพรรณและสิวอุดตันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103984</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครีมบำรุงผิว, บำรุงผิวพรรณ, พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช, สุขภาพ, เวิร์คฟอร์มโฮม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab4e2ad3d80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งีบกลางวัน-หลับกลางคืนถูกวิธี เรียกความสดชื่นคนวัยเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การนอนหลับในช่วงบ่ายประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายผู้สูงอายุได้พักผ่อน และเรียกคืนกำลัง เพื่อช่วยให้ทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างปกติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บ่อยครั้งที่เราเคยได้ยินผู้สูงวัยของีบหลับสักพักในช่วงเวลาบ่ายๆ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเติมพลังให้กับร่างกาย เนื่องจากคนวัยเก๋ามักจะเข้านอนเร็ว และตื่นแต่เช้าตรู่กว่าคนวัยอื่นๆ &amp;nbsp;หรือแม้แต่เด็กเล็กเองก็ต้องได้รับการพักผ่อนในช่วงเวลาบ่ายเช่นกันเพื่อให้โตเร็ว ทว่าลักษณะกายภาพของเด็กและผู้สูงวัยต่างกัน ดังนั้นการนอนพักสายตาช่วงบ่ายแก่ๆ ของผู้สูงอายุอย่างถูกวิธี ตลอดจนการปฏิบัติตัวหลังจากเพิ่งงีบหลับ ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม ถือเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีสำหรับคนสูงวัย พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย จาก &amp;ldquo;ณัฐชญาคลินิก&amp;rdquo; ( Natchaya Clinic) มีข้อมูลมาแนะนำทั้งการนอนพักสายตาในช่วงบ่าย ที่รวมไปถึงการพักผ่อนในช่วงเวลากลางคืน ที่ถูกสุขลักษณะมาแนะนำกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พญ.ณัฐชญา ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;โดยปกติแล้วการที่ให้ผู้สูงอายุงีบหลับในช่วงบ่าย เนื่องจากร่างกายของมนุษย์เรา พอตื่นเช้าและทำงานหรือใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางวัน จะมีฮอร์โมนที่ช่วยเสริมสร้างพลัง แต่พอถึงช่วงบ่ายฮอร์โมนดังกล่าวจะตกลง ถ้าเป็นคนวัยหนุ่มสาวก็จะยังสามารถดึงพลังงานที่ร่างกายสะสมเอาไว้มาใช้ได้ แต่ในกลุ่มของผู้สูงวัยเมื่ออายุมากขึ้น การสะสมพลังงานต่างๆ ก็จะทำได้ลดน้อยลง &amp;ldquo;การงีบหลับ&amp;rdquo; ช่วงบ่ายสักพัก จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อน และทำให้ผู้สูงอายุมีแรงมากขึ้น และทำกิจวัตรประจำวันต่อไปได้ ทั้งนี้ในส่วนของผู้สูงอายุที่หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และกินอาหารที่มีประโยชน์ หรือดูแลสุขภาพอยู่สม่ำเสมอ ถ้าไม่นอนหลับช่วงกลางวัน ก็ถือว่าไม่เป็นไร และโดยทั่วไปแล้วระยะเวลาของการงีบพักผ่อนของผู้สูงอายุ คือประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย แต่ในกลุ่มของผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคมะเร็ง ด้วยตัวของโรคที่อาจส่งผลต่อร่างกาย กรณีนี้อาจจะงีบหลับได้นานกว่าในกลุ่มของผู้สูงวัยที่มีร่างกายปกติ หรือไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ส่วนกลุ่มคนสูงอายุที่เฮลตี้ ก็ไม่จำเป็นต้องนอนหลับช่วงบ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หลังตื่นจากการงีบหลับช่วงบ่าย แนะนำให้ผู้สูงอายุลุกขึ้นมาเดินออกกำลังกายเบาๆ หรือยืดเส้นยืดสาย เพื่อให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ปกติ เนื่องจากขณะที่นอนหลับ การไหลเวียนของระบบเลือดในร่างกายจะทำได้ไม่ดี จึงทำให้รู้สึกปวดเมื่อยหลังจากการนอนพักสายตา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังจากที่ผู้สูงอายุตื่นจากนอนหลับช่วงบ่าย หมอแนะนำว่า ให้ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ อย่าลุกเร็ว เพราะคุณตาคุณยายบางรายที่นอนหลับช่วงบ่ายกินเวลานานหลายชั่วโมง เช่น งีบในช่วงบ่าย 2 โมง และตื่นตอน 6 โมงเย็น หรือประมาณ 1 ทุ่ม จะทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนที่ผิดปกติ ทำให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ จึงจำเป็นต้องลุกช้าๆ นั่นเอง &amp;nbsp;ส่วนกิจกรรมที่ควรทำหลังจากงีบหลับประมาณ 1-2 ชั่วโมง แนะนำว่าให้ &amp;ldquo;ลุกขึ้นมาเดินออกกำลัง&amp;rdquo; โดยการยืดเส้นยืดสาย เพราะขณะที่นอนหลับนั้น ระบบการไหลเวียนของโลหิตจะทำได้ไม่ดี นั่นจึงทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย หลังจากนอนหลับช่วงบ่าย ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการที่เมื่ออายุมากขึ้น บริเวณหลอดเลือดจะมีคาบไขมันไปเกาะ นั่นจึงทำให้การไหลเวียนของโลหิตทำได้ไม่ดี ดังนั้นการที่ผู้สูงอายุขยับตัวเพื่อที่จะเดิน หรือเคลื่อนไหวร่างกาย ก็จะทำให้กล้ามเนื้อที่บีบรัดตัว คลายตัวได้ดีขึ้น และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตที่ติดขัดทำงานได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ส้ม&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;มะละกอ&amp;rdquo; ผลไม้ที่มีน้ำตาลจากธรรมชาติไม่สูงเกินไป ซึ่งช่วยเติมพลังหลังจากการงีบหลับ และมีกากใยอาหารสูงช่วยย่อยได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้กิจกรรมที่ควรทำหลังจากตื่นนอนลำดับที่ 2 คือ แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลจากธรรมชาติ หรือ &amp;ldquo;กินผลไม้&amp;rdquo; เพื่อเติมพลังงานให้ร่างกายนั่นเอง เช่น มะละกอ หรือส้มเขียวหวาน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความหวานตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้มากจนเกินไป หรือไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วจี๋มากจนเกินไป อีกทั้งมีกากใยอาหารหรือไฟเบอร์สูง ที่ช่วยเรื่องระบบย่อยได้ค่อนข้างดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ช่วง 4 ทุ่มเป็นเวลาที่ผู้สูงอายุควรนอนหลับพักผ่อน เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้หลับสบาย และตามด้วยการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอให้กลับมาทำงานได้ปกติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พญ.ณัฐชญา บอกอีกว่า ในส่วนของการเข้านอนหลับ ในช่วงเวลากลางคืนสำหรับคนสูงอายุ คือ ไม่ควรเข้านอนเกิน 4-5 ทุ่ม โดยเฉพาะช่วงเวลา 4 ทุ่มนั้น เหมาะกับการนอนหลับมากที่สุด เนื่องจากจะทำให้ &amp;ldquo;ฮอร์โมนเมลาโทนิน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้ดี มักจะหลั่งออกมาในช่วง 4 ทุ่ม ที่สำคัญบรรยากาศภายในห้องต้องมืดสนิท เพื่อเอื้อต่อการนอนหลับ และหลังจากฮอร์โมนเมลาโทนินหลั่ง ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้น &amp;ldquo;โกรทฮอร์โมน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกาย และเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ให้แข็งแรง ก็จะหลั่งออกมาเช่นกัน ดังนั้นหากผู้สูงอายุเข้านอนดึก เช่น เข้านอนตี 1 หรือตี 2 ก็จะทำให้ทั้ง &amp;ldquo;ฮอร์โมนเมลาโทนิน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โกรทฮอร์โมน&amp;rdquo; ไม่หลั่ง นั่นจึงทำให้ร่างกายโทรมและแก่เร็วนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในกรณีที่ผู้สูงอายุตื่นเร็ว หรือมักจะนอนไม่หลับ หรือมีระยะเวลาการนอนที่สั้นลง ส่วนใหญ่มักจะเกิดการคิดวน หรือเป็นกังวลในเรื่องต่างๆ เช่น เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว ก็กลัวว่าจะไม่มีงานหรือไม่มีกิจกรรมทำ ซึ่งความกังวลเหล่านี้จะทำให้นอนหลับพักผ่อนได้ไม่ค่อยดี ดังนั้นการทำสมาธิก่อนเข้านอน ก็เป็นตัวช่วยลดความเครียดความกังวล และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่หากว่าอาการตื่นนอนกลางดึก และนอนไม่หลับ อันเนื่องจากความกังวลที่วุ่นวาย แนะนำว่าในบางรายอาจต้องรับประทานวิตามินเสริม ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยให้นอนหลับได้ดี หรือบางครั้งการที่ผู้สูงอายุตื่นกลางดึก อาจจะเป็นไปได้ว่ารู้สึกหิวหรือไม่ ตรงนี้อาจดื่มนมอุ่นๆ ก็จะช่วยให้นอนหลับได้สนิทมากขึ้นค่ะ &amp;nbsp;ส่วนการที่จะระบุว่าผู้สูงอายุควรพักผ่อนกี่ชั่วโมงถึงจะพอดี อาจจะบอกได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นหากผู้สูงอายุเข้านอน และตื่นตี 2 หรือตื่นตี 4 กระทั่งบางคนตื่น 6 โมงเช้า และรู้สึกสดชื่นไม่รู้สึกเพลีย ตรงนี้ถือเป็นการพักผ่อนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากกว่าค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ออกกำลังกายด้วยการเดินในน้ำ กระตุ้นให้ผู้สูงอายุได้ใช้พละกำลัง ช่วยทำให้นอนหลับได้อย่างสนิทในช่วงกลางคืน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สิ่งที่อยากแนะนำอีกเรื่องคือ หากคนสูงอายุต้องการนอนหลับพักผ่อนได้แบบไม่ต้องพึ่งยาหรือไม่พึ่งตัวช่วยอื่น ในระหว่างวันควรออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะ &amp;ldquo;การเดินในน้ำ&amp;rdquo; ที่ทำให้ใช้พลังงานค่อนข้างเยอะ จากแรงต้านของน้ำ ที่สำคัญไม่ควรอยู่นิ่งๆ แต่ควรหากิจกรรมทำให้รู้สึกเหนื่อย ในแบบที่ผู้สูงอายุรับได้ กล่าวโดยสรุปหากคนสูงวัยไม่ขยับร่างกาย และนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่เพียงจะทำให้คิดมากและนอนไม่หลับ แต่อาจทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และเบื่อชีวิตได้ในที่สุด ดังนั้นขอให้หมั่นขยับร่างกาย และเลือกทำกิจกรรมที่ชอบและสนใจค่ะ&amp;rdquo;.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38301</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190611/image_big_5cff9d151bfc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อผู้สูงวัย ต้องปรับวิถีการกินคู่ขยับกาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรละเลย สำหรับ &amp;ldquo;อาการท้องอืดท้องเฟ้อ&amp;rdquo; ในคนสูงวัย เพราะนอกจากรบกวนการใช้ชีวิตแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของลำไส้ซึ่งมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ลดน้อยลง กระทั่งพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีแก๊สสูง ทำให้เกิดภาวะท้องอืด พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช แพทย์ทางเลือกเวชศาสตร์ชะลอวัย จากคลินิกความงาม &amp;ldquo;ณัฐชญา คลินิค&amp;rdquo; ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;สาเหตุของอาการท้องอืดและท้องเฟ้อในผู้สูงอายุมาจากการที่ &amp;ldquo;ลำไส้บีบตัวได้น้อยลง&amp;rdquo; เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นย่อมทำให้อวัยวะดังกล่าวทำงานได้ลดลง และส่วนหนึ่งมาจากการ &amp;ldquo;กินอาหารที่มีแก๊สในปริมาณสูง&amp;rdquo; เช่น อาหารกลุ่มโปรตีนอย่าง &amp;ldquo;ถั่ว&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;น้ำอัดลม&amp;rdquo; รวมถึง &amp;ldquo;บริโภคอาหารในกลุ่มที่ย่อยยาก&amp;rdquo; เช่น &amp;ldquo;เนื้อแดง&amp;rdquo; (ผู้สูงอายุสามารถบริโภคเนื้อแดงได้ แต่ควรหั่นให้ชิ้นเล็ก อีกทั้งต้องเคี้ยวให้ละเอียด) และอย่างที่เรียนไปว่า เมื่ออายุมากขึ้น &amp;ldquo;เอนไซม์ช่วยย่อยทำงานลดลง&amp;rdquo; อีกทั้งกรดและด่างในกระเพาะอาหารก็ทำงานผิดเพี้ยนไป ประสิทธิภาพการช่วยย่อยก็ลงน้อยลงเช่นกัน นั่นจึงเป็นสาเหตุหลักๆ ของปัญหาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้ระบบย่อยอาหาร หรือเอนไซม์&amp;rdquo; ทำงานได้ไม่ดี การที่คุณตาคุณยายดื่มนม&amp;rdquo; ก็เป็นสาเหตุของการท้องอืดได้ทางหนึ่งวิธีแก้คือการทดลองดื่มนมทีละน้อย จะทำให้รู้ว่าร่างกายสามารถบริโภคนมได้หรือไม่)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงการ &amp;ldquo;บริโภคอาหารไฟเบอร์สูง&amp;rdquo; หรืออาหารที่มีกากใยอาหารสูง ก็ทำให้ผู้สูงอายุท้องอืดได้เช่นกันหากเคี้ยวไม่ละเอียด ทั้งนี้ &amp;ldquo;ผักไฟเบอร์สูง&amp;rdquo; ได้แก่ &amp;ldquo;ผักกาดเขียว&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ผักกาดขาว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผักกระเฉด&amp;rdquo; ที่หากรับประทานก็ควรเคี้ยวให้ละเอียด หรือหั่นเป็นชิ้นขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นผักที่มีความแข็งและเหนียว หากจะให้ดีต่อระบบย่อย แนะนำว่าให้กินผักไฟเบอร์สูงที่ปรุงสุก หรือผักต้ม, นึ่ง จะดีกว่ากินดิบเพื่อลดปัญหาสุขภาพดังกล่าว หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่ &amp;ldquo;ดื่มนม&amp;rdquo; เนื่องจากระบบย่อย หรือ &amp;ldquo;เอนไซม์&amp;rdquo; ทำงานได้ไม่ดี จึงไม่สามารถย่อยนมได้ ก็เป็นสาเหตุอาการท้องอืดเช่นกัน ดังนั้นแนะนำว่าให้คุณตาคุณยายลองปรับพฤติกรรมการดื่มนม โดยการทดลองดื่มทีละน้อยๆ เพื่อให้รู้ว่าร่างกายสามารถรับนมที่ดื่มเข้าไปได้หรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขยับมาที่ &amp;ldquo;อาหารช่วยย่อย&amp;rdquo; ให้กับผู้สูงวัยกันบ้าง ที่หลายคนมักคุ้นเคยกันดีอย่าง &amp;ldquo;เนื้อปลา&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ข้าวต้มโจ๊ก&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นกลุ่มอาหารที่มีแป้งน้อย เหมาะกับการเคี้ยว โดยเฉพาะผู้ใหญ่ส่วนมากที่มักจะมีปัญหาฟันไม่ดี อาหารกลุ่มดังกล่าวจึงย่อยได้ค่อนข้างง่าย ในส่วนของ &amp;ldquo;ผลไม้ช่วยย่อย&amp;rdquo; ได้แก่ &amp;ldquo;สับปะรด&amp;rdquo;, &amp;ldquo;มะละกอ&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณช่วยย่อย เพราะอุดมไปด้วยเอนไซม์ รวมถึงผลไม้ไฟเบอร์สูงอย่าง &amp;ldquo;แก้วมังกร&amp;rdquo; ก็สามารถรับประทานเพื่อลดอาการท้องอืดและระบายท้องได้ค่อนข้างดี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หลังกินอาหารเย็น ผู้สูงอายุควรเดินเล่นรอบบ้าน เพื่อให้ระบบลำไส้ย่อยอาหารได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญหลังบริโภคอาหาร ผู้สูงอายุไม่ควรนอนหรือนั่งอยู่เฉยๆ เพราะการที่ผู้สูงวัยได้ลุกมาทำกิจกรรมต่างๆ นอกจากทำให้ฮอร์โมนความเป็นหนุ่มสาวทำงานได้อย่างดีแล้ว ยังทำให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว จึงทำให้ระบบย่อยทำงานได้อย่างเป็นปกติ ก็เป็นการป้องกันปัญหาโรคท้องอืดท้องเฟ้อได้ทางหนึ่ง หรืออาจหากิจกรรมทำ เช่น กวาดถูบ้าน แต่ต้องทำโดยไม่ก้มหลังมากเกินไป เพราะอาจยิ่งทำให้รู้สึกปวดเมื่อยจากกระดูกสันหลังที่งองุ้มจากงานบ้านดังกล่าว หรือให้เปลี่ยนไปเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กระดูกเชิงกราน หรือใช้อวัยวะช่วงล่างจะดีกว่า หากว่าคุณตาคุณยายที่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง ให้เลือกออกกำลังกายหลังการบริโภคอาหารด้วยการปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นในสวน ชมต้นไม้ดอกไม้รอบๆ บ้านค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13951</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดื่มนม, ผลไม้ช่วยย่อย, พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช, มะละกอ, สับปะรด, อาหารไฟเบอร์สูง, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55cc7373033.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
