<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ่งสูงวัย....ยิ่งต้องระมัดระวังโรคงูสวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคงูสวัด เมื่อเป็นแล้วจะมีความเจ็บปวดทรมานและมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การป้องกันไว้ก่อนด้วยการฉีดวัคซีนจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากภูมิต้านทานต่างๆ ในร่างกายลดลงตามอายุ พญ.ธนีศา ภานุมาตรัศมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ความงามและการชะลอวัย รพ.พญาไท 1 จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดแก่ผู้สูงวัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอธนีศาอธิบายว่า งูสวัดเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มักจะเกิดกับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการรักษาทันท่วงที ยิ่งพบแพทย์ไว ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งูสวัด (Shingles) คือโรคติดเชื้อไวรัส มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) โรคอีสุกอีใสสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่งูสวัดนั้นจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนเท่านั้น โดยเมื่อเชื้อดังกล่าวจู่โจมร่างกายจนเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วก็จะไปหลบตามปมประสาท และกลายเป็นงูสวัดในภายหลังเมื่อร่างกายอ่อนแอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ ก็คือทุกคนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน แต่ความเสี่ยงนั้นจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือเป็นผู้ที่มีปัญหาทางด้านระบบภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่ใช้การรักษาด้วยยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ผู้ที่อยู่ในช่วงการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีวิทยาหรือเคมีบำบัด เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่าคนปกติจึงทำให้เสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการรักษาโรคงูสวัดนั้น พญ.ธนีศาชี้แจงว่า การรักษาจะรักษาตามอาการร่วมกับใช้ยาต้านไวรัสเพื่อเร่งกระบวนการการหายของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ความร้ายกาจของโรคนั้นอยู่ที่ภาวะแทรกซ้อนนั่นเอง ซึ่งภาวะแทรกซ้อนมักจะเกิดในผู้สูงอายุมากกว่าวัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียการมองเห็นอันเนื่องจากเกิดแผลในกระจกตา การติดเชื้อที่ผิวหนัง อาการปวดที่ปลายประสาท หรือปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทและเส้นประสาท เช่น รัมเซย์ ฮันต์ ซินโดรม (Ramsay Hunt Syndrome) บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือไข้สมองอักเสบ ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อย ทั้งนี้ การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ และเนื่องจากการรักษาโรคงูสวัดไม่สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ 100% การป้องกันโรคจึงเป็นทางเลือกที่แพทย์แนะนำ นั่นคือเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งมีให้บริการแล้วในประเทศไทย และฉีดเพียงแค่เข็มเดียวเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือ 60 ปีขึ้นไป แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือมีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ผู้ป่วยอาจเข้ารับการฉีดวัคซีนก่อนอายุ 60 ปีก็ได้เช่นกัน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คุณหมอเปิดเผยว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดนั้นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไม่เป็นโรคเลย แต่เป็นการช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคได้กว่าครึ่งและลดความรุนแรงของโรคลงได้&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19701</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, งูสวัด, พญ.ธนีศา ภานุมาตรัศมี, โรคอีสุกอีใส, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf4f078bf5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
