<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักวัณโรค ผุด&quot;โปรแกรมบริหารจัดการผู้ป่วยวัณโรค &quot;แก้ปัญหาเชื้อดื้อยา ลดสถิติผู้ป่วยไทยติดอันดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15พ.ค.62-องค์การอนามัยโลก ( World Health Organization) หรือ &amp;nbsp;WHO ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยติด 1 ใน 14 ประเทศ ที่มีอัตราผู้ป่วยวัณโรคสูงที่สุดในโลก โดยจากการคาดการณ์ทางสถิติพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคมากถึง 1.2 แสนราย เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวปีละ 12,000 ราย แต่ค้นพบและนำเข้าระบบเพื่อรักษาได้เพียง 80,000 ราย คงเหลืออีก 40,000 ราย ที่สำนักวัณโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องค้นหาให้พบและนำเข้าสู่ระบบการรักษา พร้อมเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อที่ประเทศไทยจะหลุดจากบัญชีประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุดในโลก ขณะที่จำนวนผู้ป่วยวัณโรคทั้งโลกในปี 2560 มีอยู่ราว 10.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ 6.3 ล้านคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่ และอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ปีละ 1.3 ล้านคน แต่หากผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างถูกวิธี กรณีวัณโรคปกติสามารถรักษาให้หายขาดได้ในเวลา 6 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวัณโรคกลายเป็น &amp;ldquo;โรคติดต่อร้ายแรง&amp;rdquo; ที่สามารถรักษาให้ &amp;ldquo;หายขาด&amp;rdquo; ได้ วัณโรคในประเทศไทยจึงไม่ขยับไม่พ้นสถานการณ์วิกฤติสักที! เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อัพเดทสถานการณ์ให้ฟังอย่างละเอียดว่า เพราะวัณโรคไม่ใช่โรคที่เป็นแล้วเสียชีวิตทันทีเหมือนไข้เลือดออก และยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ คนไทยจึงไม่ค่อยตระหนัก ทั้งที่วัณโรคเป็นโรคติดเชื้ออันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังสามารถแพร่กระจายได้แบบไม่จำกัดจำนวนผ่านระบบทางเดินหายใจ เมื่อเป็นแล้วต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่เป็นกังวลอยู่ในตอนนี้ คือในจำนวนผู้ป่วยวัณโรค 80,000 ราย ที่สามารถผลักดันเข้าสู่ระบบการรักษาทางการแพทย์ได้แล้วนั้น พบว่าในจำนวนนี้มีป่วยเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัณโรคดื้อยาหลายขนาน Multidrug Resistance Tuberculosis (MDR-TB) สูงถึง 1,000 ราย จากจำนวนคาดการณ์ของ WHO ที่ 4,500 ราย ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาชนิดรุนแรง Extensively Drug Resistant Tuberculosis (XDR-TB) พบที่ 70 ราย จากจำนวนคาดการณ์ของ WHO ที่ 450 ราย ซึ่งผู้ป่วยวัณโรคในสองกลุ่มหลังนี้ใช้งบประมาณในการรักษาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นผู้ป่วยกลุ่มวัณโรคปกติจะใช้งบประมาณในการรักษา 3,000 บาท/ 6 เดือน/ ราย &amp;nbsp;แต่หากเป็นผู้ป่วยวัณโรคกลุ่ม MDR-TB จะใช้งบประมาณในการรักษาสูงขึ้นเป็น 120,000 บาท/ 20 เดือน /ราย และถ้าเป็นผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่ม XDR-TB จะใช้งบประมาณมากถึง 1.2 ล้านบาท/ 20 เดือน /ราย ซึ่งหากรักษาไม่หายขาดภายใน 3 ปี ส่วนมากจะเสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่สำคัญหากได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี ไม่ต่อเนื่อง ซื้อยารับประทานหรือฉีดเอง จากกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคปกติ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเชื้อวัณโรคดื้อยาและวัณโรคดื้อยาชนิดรุนแรงได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยมีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยารักษาวัณโรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการเป็นสิว ผิวดำ หูอื้อ หนักมากขึ้นจะถึงขั้นหูหนวก ตับอักเสบ ไตวาย ตาบอด และสุดท้ายคือเสียชีวิต เพราะอาการของโรครุนแรงมากขึ้นและไม่ยาชนิดใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากดื้อยา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;พ.ญ.ผลิน กล่าวอีกว่า เพื่อให้สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยลดจากภาวะวิกฤต ไปสู่ระยะที่สามารถแก้ไขควบคุมได้ อย่างแท้จริง โปรแกรมบริหารจัดการผู้ป่วยวัณโรค (Tuberculosis Case Management : TBCM) หรือ TBCM Online จึงถูกนำมาใช้จริงในประเทศไทย ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ตั้งใจพัฒนาระบบปฏิบัติการดังกล่าวมานานกว่า 3 ปี เพราะต้องการจัดเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยวัณโรคในประเทศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และเรียลไทม์! ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากอันดับประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงติดอันดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระบบ TBCM Online &amp;nbsp;เป็นระบบปฏิบัติการออนไลน์ที่บันทึกข้อมูลผู้ป่วยวัณโรคทั่วประเทศไทยแบบเรียลไทม์ สามารถเปิดใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้ย้ายไปรักษาในโรงพยาบาลอื่นก็สามารถดึงข้อมูลเพื่อติดตามอาการได้ ขอแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โรควัณโรค หากได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี ไม่ต่อเนื่อง ซื้อยารับประทานหรือฉีดเอง จากกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคปกติ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเชื้อวัณโรคดื้อยาและวัณโรคดื้อยาชนิดรุนแรงได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยมีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยารักษาวัณโรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการเป็นสิว ผิวดำ หูอื้อ หนักมากขึ้นจะถึงขั้นหูหนวก ตับอักเสบ ไตวาย ตาบอด และสุดท้ายคือเสียชีวิต เพราะอาการของโรครุนแรงมากขึ้นและไม่ยาชนิดใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากดื้อยา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ดี โปรแกรม TBCM Online จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือหยิบนำมาใช้งานจริง เพราะผู้ป่วยจะถูกผลักเข้าสู่ระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แถมไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เภสัชกรในสถานพยาบาลเองก็จะได้บันทึกทั้งจำนวนผู้ป่วย ชนิดยาที่ใช้ วิธีการให้ยา เฝ้าระวังการดื้อยา ทำเป็นรีพอร์ตเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาไปสู่การรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลมากที่สุด ยังเป็นการเบาแรงแพทย์ในการสั่งจ่ายยาที่ถูกต้อง มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อย หรือค้นหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล หรือในกรณีที่เคสใกล้เคียงกันได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขด้านวัณโรคของไทยพัฒนาและมีศักยภาพมากขึ้น เพราะมีฐานข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ สามารถตามติดและควบคุมสถานการณ์ได้ไวได้ทัน&amp;nbsp;
ผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวคือจำนวนผู้ป่วยวัณโรคในสังคมลดลงเพราะเข้าถึงข้อมูล ท้ายที่สุดประเทศไทยจะหลุดจากลิสต์ประเทศที่มีวัณโรคสูงติดอันดับโลกของ WHO โดยถ้าเทียบกับประเทศใกล้เคียงกันอย่างญี่ปุ่น พบว่าทั้งประเทศมีผู้ป่วยวัณโรคปกติเพียง 1,000 ราย ส่วนผู้ป่วยวัณโรคแบบ MDR-TB ไม่มีเลย และเมื่อค้นพบผู้ป่วยวัณโรค กฎหมายสาธารณสุขของญี่ปุ่นจะผลักดันให้เข้าสู่ระบบการรักษานอนในโรงพยาบาลทันทีจนกว่าจะหายขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โปรแกรม TBCM เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วย เภสัชกร แพทย์ ระบบสาธารณสุขของไทย สังคม ไปจนถึงประเทศ โดยเฉพาะกับการปรับสถานะยา หรือ Drug Reclassification ในกลุ่มยารักษาวัณโรค ที่ยาในกลุ่มดังกล่าวจะถูกจัดให้ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่กำหนด ตรงนี้จะเป็นการผลักดันให้ผู้ป่วยวัณโรคเข้าถึงระบบการรักษาที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ได้รับยาต่อเนื่อง ผลข้างเคียงน้อย ไม่เสี่ยงต่ออาการเชื้อดื้อยาที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตในอนาคต เป็นการสร้างสังคมสุขภาวะอย่างแท้จริง&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กล่าวย้ำอย่างมั่นใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำนักวัณโรคจึงขอเฃิญชวนให้ประชาชนเข้าตรวจคัดกรองวัณโรคตามสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งถ้าตรวจพบจะได้นำเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างถูกวิธี ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่เข้าตรวจคัดกรอง และตลอดการรักษาจนกว่าจะหายขาด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35929</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, พญ.ผลิน กมลวัทน์, วัณโรค, เชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdbb987692a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย1ใน14ประเทศมีผู้ติดเชื้อวัณโรคสูงเสียชีวิตปีละ1.2หมื่นราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยติดอันดับ 1ใน 14ประเทศ &amp;nbsp;มีผู้ติดเชื้อวัณโรคสูงอัตรา 1.2แสนคนต่อปี &amp;nbsp;เข้าถึงการรักษาแค่ 60%เสียชีวิตปีละ &amp;nbsp;1.2หมื่นราย สมาคมปราบวัณโรคฯ รณรงค์เปิดตัว &amp;ldquo;โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค&amp;rdquo; เน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อก้าวสู่เป้าหมายการยุติวัณโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;10 มิ.ย. ณ โรงแรมเดอะสุโกศล มีการเสวนา &amp;quot;โครงการประเทศ&amp;ldquo;ไทยปลอดวัณโรค&amp;rdquo; โดย สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในโครงการมีกิจกรรมหลัก คือ ทุนสนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับการดูแลและควบคุมวัณโรค ปี 2561 (TB Grant 2018) เพื่อกระตุ้นให้โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตื่นตัวและคิดหานวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีทุนสนับสนุนรวม 3แสนบาทโดยจะมอบให้ปีละ3โครงการ โครงการละ 1 แสนบาท โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถส่งรายละเอียดโครงการขอรับทุน รวมทั้งหลักฐาน เอกสารสนับสนุน ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่ไม่เคยได้รับรางวัลมาก่อน และสามารถขยายผลและปฏิบัติลงสู่พื้นที่อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศ. เกียรติคุณ นพ. อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค ซึ่งรวมถึงการให้ทุน TB Grant 2018 จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชน เสนอนวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนวัตกรรมนั้นควรสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาโมเดลความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ที่ร่วมกับเครือข่ายงานวัณโรคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุน TB Grant เมื่อพ.ศ. 2553 และได้ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน สามารถขยายเครือข่ายให้ความรู้และเข้าถึงชุมชนได้ถึง 469 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 2,066 หมู่บ้าน นับเป็นอีกโมเดลตัวอย่างที่ดำเนินงานได้โดยประชาชนมีส่วนร่วม หากได้นำแนวคิดและวิธีการไปปรับใช้และขยายผลในจังหวัดอื่นๆ ก็จะสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยได้ และมุ่งสู่เป้าหมายในการยุติวัณโรคใน พ.ศ. 2578 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณ สุข กล่าวว่า องค์การณ์อนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยติด 1 ใน 14 ประเทศที่พบผู้ป่วยวัณโรคสูงโดยพบอัตรา 1.2 แสนคน/ปี มีผู้เข้าถึงระบบการรักษาเพียงร้อยละ 60 และเสียชีวิตสูงถึงปีละ 12,000 ราย ทั้งวัณโรคที่ติดเชื่อ HIV สูง และมีวัณโรคดื้อยารุนแรงเนื่องจากไม่มียารักษาประมาณปีละ 4,500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก ดังนั้น สธ.ก็ได้มีมาตรการเร่งรัดค้นหาเพื่อเอาผู้ป่วยที่ติดเชื้อมารักษาให้ เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อเพราะการแพร่เชื้อง่ายมาก มีการติดต่อในระบบทางเดินหายใจ เพราะฉะนั้นการที่ใช้บริการรถไฟฟ้า การเดินในห้างสรรพสินค้า มีโอกาสรับเชื้อสูงมาก ทั้งนี้ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่นผู้ที่อยู่ในที่แออัดเช่นกลุ่มนักโทษ กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรค HIV และกลุ่มที่สัมผัสผู้ป่วย เช่นพ่อแม่พี่น้อง กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีการเคลื่อนย้ายไปมา เพราะในประเทศเพื่อนบ้านมีวัณโรคสูงมากกว่าบ้านเรา และกลุ่มบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ต้องมีการนำมาคัดกรองว่ามีการติดเชื้อในระยะแฝงหรือไม่ ซึ่งต้องรีบคัดกรองเพราะวัณโรคมีระยะฟักตัวที่นาน อย่างในปี 2560 แล้วสำนักวัณโรคกรมควบคุมโรค ก็ได้มีการนำรถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ ไปเอ็กซเรย์นักโทษทั้งหมด 3 แสนคน เพื่อวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ หากพบว่าติดเชื้อก็ต้องรีบนำมาให้ยาป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคในอนาคต ซึ่งทั้งสองส่วนต้องมีการดำเนินการค้นหาควบคู่กันเพื่อให้การควบคุมในอนาคตมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมวัณโรค ได้มีการนำเรื่องเข้า ครม.เป็นที่เรียบร้อย โดยในระยะเวลา 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2560-2564ต้องลดอัตราผู้ติดเชื้อ 172 คน/1 แสนประชากร ให้เหลือ 88 คน/1แสนประชากรซึ่งเราก็พยายามเดินไปตามเป้าขององค์การอนามัยโลกว่าภายใน20 ปีข้างหน้า หรือ 2578 ต้องลดให้น้อยกว่า10 คน/1 แสนประชากร ซึ่งการดำเนินงานนั้นเนื่องจากมติได้ผ่าน ครม.แล้ว เพราะฉะนั้นก้มีการทำงานร่วมกับทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสอนให้เด็กนักเรียนรู้จักการเฝ้าระวังตัวเองรู้จักว่าวัณโรคเป้นอย่างไร นอกจากนี้ก็มีกระทรวงแรงงาน พม. กระทรวงยุติธรรม ที่อนุญาตให้เราเข้าดูลนักโทษในเรือนจำ ซึงทุกกระทรวงได้รับการรับรองว่าจะให้ความร่วมมือในการป้องกันวัณโรคจึงจะผ่านมติ ครม.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำหรับกรุงเทพมหานคร นอกจากจะมีการเร่งรัดการดำเนินงานวัณโรคแล้ว ยังได้มีมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา โดยมีการลงทุนงบประมาณในการจัดตั้ง &amp;lsquo;TB Referral Center&amp;rsquo; ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขาดยา รวมถึงเพื่อกำกับการกินยาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน โดยศูนย์ฯ จะมีการส่งต่อผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้วจากสถานที่หนึ่ง แต่สมัครใจจะไปรักษาที่อื่น หรือส่งต่อผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไปยังแห่งอื่นทั้งในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด รวมถึงช่วยติดต่อสถานที่ทำ DOT (การกินยาโดยมีพี่เลี้ยงกำกับ) ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย มีการติดตามผลเมื่อรักษาครบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่คอยประสานและติดตามผลเพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้บริการศูนย์ &amp;lsquo;TB Referral Center&amp;rsquo; จำนวน 488 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยเป็นวัณโรคจำเป็นต้องรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่องทุกเม็ด ทุกมื้อตลอด 6 เดือนจนหายขาด ซึ่งจะใช้ค่ายารักษาประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อราย ทั้งนี้รัฐบาลให้บริการการรักษาฟรี ทั้งค่ารักษาค่ายา แต่หากผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ และหรือหยุดยาเองจะทำให้เป็นวัณโรคดื้อยา ทำให้ต้องเปลี่ยนกลุ่มยาซึ่งจะมีราคาแพงขึ้นเป็นหลักแสนบาท และต้องกินยาไม่น้อยกว่า 18 เดือน และถ้าเป็นวัณโรคเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 1.2 ล้านบาทต่อราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13149</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์, พญ.ผลิน กมลวัทน์, ศ. เกียรติคุณ นพ. อรรถ นานา, สถานการณ์วัณโรคในไทย, สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โ, โครงการประเทศ“ไทยปลอดวัณโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180710/image_big_5b44a1c2d6d3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
