<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทคนิคเช็กสมอง  ป้องกันอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นำมาเตือนกันถี่ขึ้นสำหรับ &amp;ldquo;โรคอัลไซเมอร์&amp;rdquo; หรือโรคสมองเสื่อมที่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะหากเป็นแล้ว การรักษาด้วยยาทำได้ลำบาก เพราะเป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลเป็นพิเศษของลูกหลานและคนรอบข้าง และหลายครั้งที่ลูกหลานอาจสับสนระหว่างการหลงลืมในคนสูงวัยกับโรคอัลไซเมอร์นั้นแตกต่างกันอย่างไร เนื่องจากมีรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความจำเสื่อม ที่บางรายยังสามารถช่วยตัวเองได้ทั้งที่ป่วยอยู่ นั่นอาจทำให้คนในครอบครัวมองข้ามโรคดังกล่าว หรือคิดว่าผู้สูงอายุไม่ได้ป่วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในงาน &amp;ldquo;ไฟเซอร์-รู้-เฒ่า (เท่า) ทัน-สุข&amp;rdquo; จ.อุบลราชธานี พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวโรค ตลอดจนการสังเกตอาการ &amp;ldquo;สมองเสื่อม&amp;rdquo; ไว้น่าสนใจ ทั้งนี้ เพื่อนำมาสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;(พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.ภาพันธ์ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ลูกหลานหลายคนที่แยกไม่ออกว่าผู้สูงอายุในบ้านป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือเป็นอาการหลงๆ ลืมๆ ทั่วไปของผู้ที่อายุมากกันแน่ หมออยากแนะนำว่า ให้จำหลักการสังเกตง่ายๆ ว่าผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะ &amp;ldquo;มีปัญหาเกี่ยวกับความจำระยะสั้น&amp;rdquo; เช่น หากผู้สูงอายุมีอาการลืมจนถึงขึ้นไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หรือ จำไม่ได้ว่าวิธีตักข้าวรับประทานทำอย่างไร??, พูดหรือถามซ้ำไปซ้ำมาในเรื่องเดิม, นึกคำพูดไม่ออก, ไม่ชอบเข้าสังคมทั้งที่ก่อนหน้าเคยชอบทำกิจกรรม, หลงทางได้ง่าย โดยเฉพาะในจุดที่มีแสงสว่างน้อย, ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม, ขาดความสามารถในการเข้าใจสีหน้าและท่าทางของผู้อื่น ในขณะที่ต้องเข้าสังคมกับผู้อื่น, ขาดการยับยั้งชั่งใจ เช่น สามารถปัสสาวะในที่สาธารณะ, ทำร้ายผู้อื่น, ถ่มน้ำลายต่อหน้าผู้อื่น,&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีอาการนิ่ง เฉยเมย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีโอกาสป่วยโรค อัลไซเมอร์ได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถเกิดภาวะหูแว่ว ประสาทหลอนได้ (กรณีพบเป็นโรคอัลไซเซอร์เมอร์ที่มีอายุน้อย) ซึ่งอาการอย่างหลังนี้ไม่ใช่เป็นผู้ป่วยโรคจิตเภท แต่เป็นภาวะของความจำเสื่อมนั่นเอง กระทั่งอาการที่พบได้ทั่วอย่าง อาการหลงผิดโดยคิดว่ามีผู้อื่นมาขโมยเงิน โดยเฉพาะผู้ที่ดูแล, ตื่นบ่อย และอยากเดินออกไปนอกบ้าน ลูกหลานจึงจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยกับผู้อายุ เป็นต้นว่า ต้องไม่มีสิ่งของที่เป็นอันตรายวางอยู่กับพื้น ที่ลืมไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายจะมีความต้องการทางเพศ ซึ่งอาจต้องรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ เพื่อจัดยาในการควบคุมอารมณ์ทางเพศให้กับผู้ป่วย ทั้งนี้ หากอาการที่กล่าวมามีภาวะที่ดีขึ้นก็อาจไม่ใช่โรคสมองเสื่อม แต่หากมีอาการข้างต้นและสงสัยก็ควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อรับการวินิจฉัยโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ สาเหตุของโรคสมองเสื่อมมักเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือผู้สูงอายุที่ป่วยโรคหลอดสมอง กระทั่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันประมาณ 5-6 ปี ก็เป็นปัจจัยของโรคสมองเสื่อมได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็มีกลุ่มผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่สามารถดูแลตัวเองได้ จะเป็นกลุ่มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ยังสามารถพูดคุยโทรศัพท์ติดต่อกับลูกหลานได้, ทำอาหารกินเองได้, อาบน้ำและแต่งตัว กระทั่งไปถอนเงินที่ธนาคารได้, จัดยาให้ตัวเองได้, เดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งโดยไม่หลงลืม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่ดีที่สุดคือ การหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการเอกเซอร์ไซส์จะกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุข อีกทั้งเป็นวิธีคลายเครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้สมองปลอดโปร่งและร่างกายแข็งแรง หรือแม้แต่การเล่นเกมจับคู่ หรือเกมบวกเลขง่ายๆ ก็เท่ากับเป็นการบริหารสมองที่ดีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ก็แนะนำให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยไม่จำเป็นต้องกินวิตามินเสริม และต้องเลือกกินไขมันที่ดีต่อร่างกาย เช่น ไขมันจากพืชอย่างน้ำมันมะกอก เป็นต้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หากลูกหลานสงสัยว่าคุณตาคุณยายป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมหรือไม่ นอกจากสังเกตพฤติกรรมที่กล่าวมาแล้ว หรือแม้แต่การซักถามจากผู้ป่วย ซึ่งหากท่านไม่ยอมรับ หมอมีวิธีเช็กอาการโรคสมองเสื่อมอย่างง่ายๆ ที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;Mini-cog&amp;rdquo; โดยเริ่มจาก 1.บอกให้ผู้สูงอายุจำ 3 สิ่งต่อไปนี้ ได้แก่ &amp;ldquo;ดอกไม้&amp;rdquo;, &amp;ldquo;รถไฟ&amp;rdquo;, &amp;ldquo;นาฬิกา&amp;rdquo; 2.ให้ผู้สูงอายุหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาและวาดเป็นรูปนาฬิกา โดยการใส่เลขให้ครบ และให้นาฬิกาที่ผู้สูงวัยวาดบอกเวลาที่ 11.15 นาที 3.ให้ผู้สูงอายุบอกสิ่งของ 3 อย่าง ตามข้อที่ 1 หากผู้สูงอายุทำได้ตรงตามที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อ ถือว่ายังไม่เข้าข่ายเป็นโรคความจำเสื่อม แต่หากผู้สูงอายุไม่สามารถทำได้ทั้ง 3 ข้อ แนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์โรคสมอง, อายุรแพทย์ทั่วไป, แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว, อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ, จิตแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป หรือหากผู้สูงอายุสามารถวาดนาฬิกาได้ถูกต้อง แต่จำสิ่งของในที่ 1 ไม่ได้ อาจเข้าข่ายป่วยโรคอัลไซเมอร์ แต่ระดับของอาการยังไม่สูงมาก&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6225</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mini-cog, คุณภาพชีวิต, ประสาทหลอน, ผู้สูงวัย, พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล, รพ.รามาธิบดี, หูแว่ว, อัลไซเมอร์, อุบลราชธานี, โลกวัยเกษียณ, ไฟเซอร์-รู้-เฒ่า (เท่า) ทัน-สุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac0d447dcae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป้องกันโรคซึมเศร้าวัยปู่ย่า  ลูกหลานต้องหมั่นไปมาหาสู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือปล่อยให้อยู่ลำพัง โดยเฉพาะผู้สูญเสียคู่สมรส จะเกิดความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า โดยสังเกตได้จากอาการนิ่ง เฉยชา ไม่อยากทำอะไร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถูกพูดถึงกันถี่ในขณะนี้สำหรับ &amp;ldquo;โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เนื่องจากภาพข่าวในปัจจุบันพบว่ามีคนสูงวัยจำนวนไม่น้อยที่เลือกปลิดชีพตัวเองจากปัญหาที่รุมเร้า การผ่านเหตุการณ์รุนแรงที่ฝังใจ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างภรรยาหรือสามี หรือแม้แต่การถูกลูกหลานทิ้งให้อยู่เพียงลำพังโดดเดี่ยว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้คิดสั้นได้ทั้งสิ้น เพื่อกระตุ้นให้ใจสบาย กายเป็นสุข พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มีข้อมูลและข้อสังเกตอาการโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และการป้องกันมาบอกลูกๆ หลานๆ ที่ต้องดูแลร่มโพธิ์ร่มไทร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.ภาพันธ์ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ก่อนจะพูดถึงโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุและคนทั่วไป ขอย้อนไปที่เรื่อง &amp;ldquo;ความเครียด&amp;rdquo; ที่เป็นตัวสำคัญและมีผลต่อทั้งอารมณ์ จิตใจ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเครียดมากๆ จนไม่สามารถจัดการได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะผู้ที่มีความอ่อนไหวอยู่แล้ว เช่น คนสูงอายุที่สูญเสียคู่ชีวิต ถือเป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคดังกล่าวได้ค่อนข้างมากเช่นกัน นอกจากนี้ คุณตาคุณยายที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังซึ่งรักษาไม่หายขาด อาทิ โรคมะเร็ง กระทั่งการอยู่ในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่ไม่สามารถระบายความในใจกับใครได้ หากเป็นผู้สูงวัยที่อยู่ต่างจังหวัดก็อาจคุยกับคนในชุมชนหรือเพื่อนต่างหมู่บ้านได้ ขณะที่ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองอาจขาดการสื่อสารกับผู้อื่น เนื่องจากสังคมเมืองนั้นต่างคนต่างอยู่ ที่น่าสนใจ ผู้ที่เกษียณอายุราชการก็อาจเข้าข่ายเป็นโรคนี้ได้หากไม่ได้วางแผนการใช้ชีวิตหลังจากนี้ ทั้งนี้ โรคซึมเศร้ายังสามารถพบได้ในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ที่สำคัญผลการรักษาก็ไม่ดีเท่ากับวัยอื่นๆ และหากปล่อยโรคนี้ไว้นานๆ ก็จะทำให้คุณตาคุณยายป่วยโรคสมองเสื่อมได้ในที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอาการของโรคซึมเศร้าที่ลูกหลานพึงให้การสังเกตนั้นมีด้วยกันตั้งแต่ 1.นิ่ง 2.หงุดหงิดง่าย 3.อารมณ์แปรปรวน นอกจากนี้ก็มีอาการอื่นร่วมด้วย เป็นต้นว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นชอบนอนเฉยๆ ไม่อยากทำอะไร เฉื่อยชา, กินไม่ได้ นอนไม่หลับ, เข้านอนเร็ว ตื่นบ่อย, ตื่นนอนเช้ากว่าปกติ, บางรายรับประทานอาหารจุ, ไม่ค่อยมีสมาธิ, หลงลืม, ไม่ทำกิจกรรมที่เคยทำหรือเคยชอบ เช่น ไม่ขับรถ, ไม่ชอบเข้าวัดทำบุญ หรือไม่ทำงานอาสาต่างๆ เหมือนอย่างที่เคย บางรายก็จะบ่นปวดหัว, ชอบพูดประชด เสียดสี ในรายที่อาการของโรคซึมเศร้าหนักมักจะชอบคิดว่าอวัยวะภายในร่างกายหายไป ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าความจำหรือความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนการวางแผนตัดสินใจจะหายไป หรือเกิดความบกพร่องจากภาวะโรคซึมเศร้านั่นเอง ดังนั้นหากพบว่าคุณพ่อคุณแม่มีอาการที่กล่าวนานเกิน 2 อาทิตย์ อาจเข้าข่ายป่วยโรคดังกล่าว จึงควรรีบพาไปพบแพทย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;(วิธีป้องกันโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ยาที่ดีคือลูกหลานต้องหมั่นไปเยี่ยม โดยการรับประทานอาหารด้วยกัน หรือนวดฝ่าเท้าให้กับผู้สูงวัยเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้ท่าน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่น่าเป็นกังวลอีกอย่างคือ หากมีอาการหนักหรือถึงขั้นที่คนไข้บ่นอยากฆ่าตัวตาย หากมาขึ้นถึงขั้นนี้ แนะนำให้ลูกหลานควรให้ความใส่ใจ รีบเข้าไปพูดคุยซักถาม รับฟังปัญหาโดยต้องเป็นผู้ฟังที่ดี&amp;nbsp; ไม่ตำหนิความคิดของผู้ป่วย อีกทั้งต้องไม่พูดว่าเรื่องของผู้ป่วยเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือรีบพาไปพบจิตแพทย์ด่วนที่สุด เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่ผู้ป่วยขู่ เพราะผู้สูงอายุป่วยโรคซึมเศร้ามักจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีรุนแรงกว่าผู้ป่วยเด็ก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แท้จริงอาการของโรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากความเครียด เพราะผู้สูงอายุบางรายไม่สามารถจัดการกับความกดดันดังกล่าวได้ กระนั้นการสร้างความผ่อนคลายให้กับท่านที่นอกเหนือจากการรับฟังแล้ว การหาเวลาไปเยี่ยมเยียนบ่อยๆ หากิจกรรมเพลิดเพลินทำด้วยกันอาทิตย์ละครั้ง 2 ครั้ง ก็นับเป็นการป้องกันโรคนี้ได้ทางหนึ่ง.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5839</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผู้สูงอายุ, พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล, โรคซึมเศร้า, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8f53a00649.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
