<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งจับจิตอาสาโกงลงทะเบียนวัคซีนบางซื่อ19รายเสียหาย7ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.64-ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง และผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ แถลงข่าวกรณีการทุจริตการลงทะเบียนวัคซีนโควิด-19ว่า จากเหตุการณ์บริการ walk-in ช่วงเดือนก.ค. ทางศูนย์ฯจะไม่มีข้อมูลเดิมของผู้รับบริการเลย ต้องลงทะเบียนหน้างานใหม่ทั้งหมด ทำให้จำเป็นต้องเปิดสิทธิให้จิตอาสาที่มาทำหน้าที่ในส่วนการลงทะเบียนที่มีอยู่มากกว่า 200 จุด สามารถเพิ่ม/แก้ไขข้อมูลของผู้รับบริการได้ทั้งหมด&amp;nbsp; จึงมีจิตอาสาหมุนเวียนและได้รับสิทธิในการดำเนินการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้นได้ ไม่ได้เกิดจากการแฮกระบบเครือข่ายมือถือ ทรู เป็นเพียงจิตอาสาที่ทางทรูได้จัดจ้างคนภายนอกมาช่วยในการทำงาน ซึ่งได้มีการเฝ้าระวังตลอดจนเก็บข้อมูลเชิงสถิติทั้งสำหรับการทำงานที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานในแต่ละวัน ตลอดจนตรวจสอบภาระงานที่ต้องทำในอนาคตอยู่เสมอ&amp;nbsp; จึงทำให้ตรวจพบความผิดปกติในการนัดหมายล่วงหน้าที่คาดว่าอาจจะมีการทุจริต&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ กล่าวว่า เริ่มทราบความผิดปกติในวันที่ 18 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีการนัดฉีดวัคซีนให้กับองค์กร ยกเว้นกระทรวงต่างประเทศที่มีการนัดประมาณ 400 คน/วัน ที่พบพิรุธหลักๆ 2 ประการคือ&amp;nbsp; ประการแรก พบว่ามีจำนวนการนัดล่วงหน้าสูงกว่าปกติที่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้นำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล&amp;nbsp; โดยเริ่มพบตัวเลขผิดปกติในหลักสิบในช่วงวันที่ 20-27 ก.ค.เป็นช่วงเวลาของการเฝ้าระวัง&amp;nbsp; และในวันที่ 28-31 ก.ค.เพิ่มจำนวนนัดมากกว่าปกติเฉลี่ยประมาณ 2,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; รวมแล้วกว่ากว่า 7,000&amp;nbsp; คน ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเปิดรับการบริการแบบ walk-in&amp;nbsp; รวมจำนวนนัดตั้งแต่ทราบความผิดปกติกว่า 10,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เป็นความผิดปกติของช่วงเวลาในการ upload ข้อมูลการนัดล่วงหน้าเข้าสู่ระบบ โดยพบว่า ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวซึ่งทางศูนย์ฯ ได้งดรับการนัดล่วงหน้าจากองค์กรภายนอกเกือบทั้งหมด(ยกเว้นบางหน่วยงาน เช่น การนัดของกระทรวงต่างประเทศซึ่งได้ส่งนัดหมายการฉีดวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุต่างชาติวันละประมาณ 400 คนเท่านั้น) และเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในเวลา 18.00 น. ของแต่ละวันแล้ว แต่พบว่ายังมี Upload ส่งข้อมูลนัดหมายล่วงหน้าอีกในเวลาหลัง 22.00 น.ของทุกวันอยู่อีก ประกอบกับได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการซื้อขายเพื่อรับคิวการฉีดวัคซีนจากประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร จึงได้ทำการตรวจสอบและพบว่า มีการเพิ่มจำนวนนัดล่วงหน้าโดยทุจริตจาก Users 19 login ซึ่งอยู่ในกลุ่มจิตอาสาที่ได้รับการเพิ่มสิทธิในการนำเข้า/แก้ไขข้อมูลผู้รับบริการในช่วงเปิดบริการแบบ walk-in&amp;nbsp; แบ่งเป็น Users 8 login จะทำการลงทะเบียนจำนวนไม่มากประมาณ 1-2 คน และมีที่ทำการลงทะเบียนแบบจริงจังจำนวน Users 11 login ในจำนวนนี้มี Users 4&amp;nbsp; login หลักที่ทำการ upload ข้อมูลการนัดล่วงหน้าเข้าสู่ระบบมากถึง 400-500 คน จึงได้มีการแจ้งความให้เป็นผู้ต้องสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทางศูนย์ฯ จึงมีการวางแผนจับกุมเพื่อสืบให้ได้ถึงผู้กระทำผิดรายใหญ่ทั้งหมดนี้&amp;nbsp; ในวันที่ 28 ก.ค. ซึ่งเป็นวันแรกที่มีคิวนัดล่วงหน้าเพิ่มมากกว่าปกติกว่า 2,000 คน&amp;nbsp; ได้ดำเนินกลยุทธ์ขุดบ่อล่อปลาให้ผู้ที่ซื้อคิวโดยทุจริตเหล่านี้เดินทางมารับบริการที่ศูนย์ฯ เมื่อตรวจเช็คแล้วว่าเริ่มมีการลงทะเบียนไปประมาณ 600 คน จากจำนวน 2,000 กว่าคนนั้น ทางศูนย์ฯ จึงแจ้งยกเลิกคิวการฉีดของทั้งสองพันกว่าคนนั้นทั้งหมด เพื่อบีบให้คนเหล่านี้แสดงตัวขอความช่วยเหลือ/ร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่&amp;nbsp; โดยได้จัดสถานที่ไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อทำการสอบสวน โดยตนได้เข้าไปชี้แจงและขอความร่วมมือเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของตัวการผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต พร้อมกับการสอบสวนอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าตำรวจอีกครั้ง&amp;nbsp; สามารถรวบรวมผู้นัดคิวจองวัคซีนล่วงหน้าจากการทุจริตได้มากกว่า 300 คน ซึ่งได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ก็ได้ทำการลงทะเบียนฉีดวัคซีนให้กับ&amp;nbsp; 300 คนนั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการซื้อคิวนัดดังกล่าวพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่กรุงเทพฯ มีทั้งซื้อเอง ญาติหรือนายจ้างซื้อให้&amp;nbsp; และมีการจ่ายเงินทั้งแบบเงินสดและการโอนเงินในอัตรา 400-1200 บาทต่อคิว ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์ฯ ได้รับข้อมูลรายชื่อและเลขที่บัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวแล้ว จึงได้ให้นิติกรกรมการแพทย์เป็นผู้แทนในการดำเนินการแจ้งความต่อตำรวจ สน.นพวงศ์ ในฐานะผู้เสียหายต่อไปแล้ว การทุจริตลงทะเบียนวัคซีนครั้งนี้ พบการจ่ายเงินจองคิวไปจนถึงวันที่ 8 ส.ค. หากไม่มีการสกัดจับกระบวนการดังกล่าวไว้ก่อน ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ที่ราว 7 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตลอดจนจิตอาสาทั้ง 19 คนนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้ขอความร่วมมือกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อสอบสวนหาหลักฐานเชิงลึกและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111833</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตลงทะเบียนฉีดวัคซีน, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_61064913397c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ แจงภาพแออัดแค่ด้านนอกอาคาร จ่อปรับช่วงอายุรับวอล์คอิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;27 ก.ค.64 - พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง ในฐานะผอ.ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มผู้สูงอายุยังสามารถวอล์คอินได้อยู่ แต่ในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมปรับแผน อาจจะมีการปรับช่วงอายุการรับวอล์คอิน หรืออาจจะไม่มีการรับวอล์คอินเลยก็ได้ ต้องรอข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ (27 ก.ค.) เวลา 14.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;พญ.มิ่งขวัญ&amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีที่สถานีกลางบางซื่อจะมีการเปิดเดินรถไฟสายสีแดงในวันที่ 2 ส.ค.นั้น ศูนย์ฉีดวัคซีนจะมีการคืนพื้นที่ประตู 1 แต่ยังสามารถใช้พื้นที่ประตู 2, 3 และ 4 ในการฉีดวัคซีนได้เหมือนเดิม&amp;nbsp;ก่อนหน้านี้มีการคืนพื้นที่ไปแล้ว 1 รอบ ตอนที่เปิดให้ผู้สูงอายุ 75 ปี ขึ้นไปสามารถวอล์คอินได้ เมื่อฉีดให้กลุ่ม 75 ปี ขึ้นไปเสร็จแล้วก็คืนพื้นที่ประตู 1 ไป แต่ต่อมามีนโยบายเรื่องให้คนอายุ 60 ปี ขึ้นไปวอล์คอินได้ เลยทำให้มีคนเยอะขึ้นอีก จึงขอใช้พื้นที่ประตู 1 เหมือนเดิม ซึ่งก็ได้ได้รับอนุญาตให้ใช้จนถึง 31 ก.ค.นี้ เพราะจะมีการเดินรถในวันที่ 2 ส.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;พญ.มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า ส่วนการฉีดวัคซีนก็ถอยกลับมาดำเนินการเพียงบริเวณประตู 2,3,4&amp;nbsp;เช่นเดิม กำลังการฉีดวันละ 20,000-25,000&amp;nbsp;คนต่อวัน จะเห็นว่าภาพของความแออัดเกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงพื้นที่ด้านนอกอาคารเท่านั้น ส่วนข้างในไม่แออัด เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดการพื้นที่ด้านนอกได้ ประตู 2,3,4 ก็เพียงพอ&amp;rdquo; พญ.มิ่งขวัญ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111260</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, สถานีกลางบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60eb92785bf88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โชว์ศักยภาพ&#039;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&#039; ฉีดได้ 10,000 คน/วัน พร้อมเปิดให้บริการ 7 มิ.ย.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.64- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวแนวทางการจัดการบริการจุดฉีดวัคซีนโควิด-19ที่ &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; โดยใช้พื้นที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ จำนวน 14,294 ตารางเมตร จากความร่วมมือระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงคมนาคม ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับผู้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนสูงสุด 10,000 คนต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เผยว่า วัตถุประสงค์ที่ใช้พื้นที่สถานีกลางบางซื่อ เพื่อลดความแออัดจากการเข้าใช้บริการในสถานพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีน และให้เป็นไปตามแผนแผนการระดมฉีดวัคซีนให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น ในการดำเนินงานทดสอบจุดให้บริการฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.-6 มิ.ย.64 โดยบุคลากรสถาบันโรคผิวหนัง เพื่อบริการฉีดวัคซีนแก่ผู้ประกอบอาชีพขนส่งสาธารณะ ซึ่งถือเป็นบุคคลด่านแรกที่มีความเสี่ยงสูง จากนั้นผู้ที่ได้รับวัคซีนทุกคนข้อมูลจะถูกส่งไปยังฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข หรือ Moph IC เพื่อทำการบันทึกข้อมูลว่าได้รับวัคซีนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงการทดสอบที่ผ่านมา พบว่าความสามารถในการรองรับผู้มาใช้บริการได้ประมาณวันละ 7,000-10,000 คน &amp;nbsp;และจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มิ.ย.- 31 ส.ค.64 &amp;nbsp;ซึ่งได้มีการประเมินขอบเขตเวลาการให้บริการประมาณ 15 นาที/คน รวมเวลาเฝ้าสังเกตอาการต่อคนก็จะประมาณ 45-60 นาที สามารถรองรับผู้ใช้บริการ 900-1,000 คน/ชั่วโมง หรือเฉลี่ย 10,000 คน/วัน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และทัตแพทย์ จากหลากหลายสถาบันพร้อมให้บริการประชาชนกว่า 600 คน ซึ่งคาดว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่กำหนดจะสามารถให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ประมาณ1 ล้านคน หรือมากกว่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มผู้รับบริการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้ 1.กลุ่มองค์กร ที่ประสานมายังสาธารณสุข จำนวน 5,000 คนต่อวัน 2.กลุ่มประชาชนทั่วไป สามารถลงทะเบียนนัดหมายเข้ารับบริการฉีดวัคซีนผ่านผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือดีเอไอเอส (AIS) 1 เบอร์ได้สิทธิ์ลงทะเบียน 5 คน(ตามบัตรประชาชน / บัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย) &amp;nbsp;แทค (Dtac) 1 เบอร์ได้สิทธิ์ลงทะเบียนให้สมาชิกในครอบครัวได้ 1 สิทธิ์ (เครือข่ายใดก็ได้) ทรู (True) 1 เบอร์ได้สิทธิ์ลงทะเบียน 2 คน ได้ที่เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และคิวอาร์โค้ดของค่ายมือถือนั้นๆ &amp;nbsp; ซึ่งจะแบ่งพื้นที่ให้บริการ คือ ประตู 2 เอไอเอส &amp;nbsp;ประตู 3 ดีแทค &amp;nbsp;และประตู 4 ทรู และ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติจำกัด (มหาชน) จำนวน 5000 คนต่อวันซึ่งจะอยู่ประตู 2 ฝั่งซ้าย &amp;nbsp;โดยจะได้รับ SMS การยืนยันวัน/เวลาและระบุประตูที่ต้องเข้ารับบริการ ทั้งนี้ในส่วนประตูที่ 1 จะจัดสรรพื้นที่สำหรับผู้ที่มารับวัคซีนเข็ม 2 ในวันที่ 14 มิ.ย.64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยการจัดให้บริการจะเป็นลักษณะเดียวกันคือ One Way &amp;nbsp;เพื่อการจัดการให้บริการอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่การกรอกข้อมูลแบบคัดกรองและความยินยอมการรับวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp;อาทิ อายุต่ำกว่า 18 ปี มีอายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์ ความดันมากกว่า 160/100 มม.ปรอท ได้รับการถ่ายเลือด พลาสมา ผลิตภัณฑ์จากเลือด ส่วนประกอบของเลือดอิมมูโนโกลบูลิน ยาต้านไวรัส หรือแอนติบอดีรักษาโควิด-19 ภายใน 90 วันที่ผ่านมา หรือมีโรคประจำตัว อาทิ ทางเดินหายใจเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด หลอดเลือดสมอง เบาหวาน ไตเรื้อรัง ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และมะเร็งทุกชนิด &amp;nbsp;หากมีข้อมูลดังนี้จะไม่สามารถรับวัคซีนได้&amp;rdquo; แพทย์หญิงมิ่งขวัญ กล่าวถึงข้อมูลแบบคัดกรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์หญิงมิ่งขวัญ ได้นำชมในจุดต่างๆ จากจุดที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยก็จะเข้าสู่จุดที่ 1 รองรับประชาชน 1.4 พันที่นั่ง เพื่อชั่งน้ำหนัก วัดความดัน จุดที่ 2 การลงทะเบียน เซ็นใบยินยอม ซึ่งเตรียมให้บริการกว่า 200 จุด จุดที่ 3 ฉีดวัคซีน ที่ให้บริการ 100 จุด ขณะที่รอฉีด สังเกตป้ายคำว่า ว่าง ที่บุคลากรทางการแพทย์จะยกขึ้น เพื่อให้บริการคนถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;จุดที่ 4 พักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่งรองรับได้ประมาณ 1,200-1,500 ที่นั่ง โดยมีทีวีให้ดูวิธีการสังเกตอาการ จุดบริการน้ำ จุดชาร์จมือถือ และในบางวันก็จะการแสดงดนตรีจากอาสาสมัคร ด้านหลังจะเป็นพื้นที่รองรับสำหรับผู้มารับบริการเกิดเหตุฉุกเฉิน &amp;nbsp;ทั้งนี้เรายังได้จุดที่เก็บวัคซีนไว้ใกล้จุดให้บริการฉีดมากที่สุด โดยตู้เย็นเก็บวัคซีนที่มีการตั้งอุณหภูมิตามมาตรฐานทั้ง 3 ตู้สามารถเก็บได้ 20,000 โดส โดยเฉลี่ยใช้วันละ 12,000-13,000 โดส และมีส่วนที่เก็บสำรองไว้ใช้ในวันถัดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคนไข้กลุ่มเปราะบาง จะมีจุดบริการแบบ One stop service อาทิ ผู้สูงอายุ เดินไม่ไหว &amp;nbsp;รวมไปถึงผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยาหรือวัคซีนอย่างรุนแรงมาก่อน หรือปัจจุบันได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด มีภาวะเลือกออดง่าย เกล็ดเลือดต่ำ สามาถดำเนินการทุกอย่างจบในที่เดียว ซึ่งที่ผ่านมามีผู้มาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 100-200 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ยังไม่มีนโยบายให้บริการในรูปแบบ Walk-in เพี่อลดความแออัดและไม่แน่นอนในการได้คิวฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแล้ว สามารถตรวจสอบประวัติรับการฉีดวัคซีนได้ที่ &amp;nbsp;แอปพลิเคชั่น หมอพร้อม และหน่วยเวชระเบียนของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ &amp;nbsp;หากมีปัญหาหรือต้องการสอบถาม สามารถติดต่อทางไลน์ @skinthailand ได้ตลอด และเมื่อฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ก็จะมีการออกใบรับรองการฉีดวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุขให้กับประชาชนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินทางมายังสถานีกลางบางซื่อ สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิน รถขนส่งมวลชนสาธารณะ โดยกระทรวงคมนาคม ได้อำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่ประชาชน จัดรถประจำทาง ขสมก. จำนวน 3 เส้นทาง และหากเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว สถานีกลางบางซื่อมีที่จอดรถให้บริการได้ถึง 1,500 คัน โดยรถประจำทาง ขสมก.ที่จะให้บริการ ได้แก่ท่าน้ำบางโพ-สถานีเตาปูนสายสีม่วง, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว &amp;ndash; BTS สถานีหมอชิต หรือ รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสวนจตุจักร - สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เป็นวงรอบ)

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104924</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, #โควิด19, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, สถานีรถไฟบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b616341125c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดอันตราย เสียงตายได้  &quot;หมอ&quot;ยันโลกนี้ยังไม่มีวิตามินทำให้ขาวได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25มี.ค.64-นพ. มานัส &amp;nbsp;โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ตามที่มีข่าวเผยแพร่ใน Social ที่มีการโพสต์ภาพการสอนฉีดวิตามินเร่งผิวขาวที่เส้นเลือดหลังฝ่ามือซึ่งถูกแชร์ต่อลงใน TikTok ขอเรียนว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในสถานความงาม &amp;nbsp;โดยเชื่อกันว่าวิธีบริหารวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินหรือสารเหล่านั้นโดยตรง &amp;nbsp;โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการดูดซึมที่ระบบทางเดินอาหาร ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่จะยืนยันถึงประโยชน์ของการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดต่อผิวหนัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.มิ่งขวัญ &amp;nbsp;วิชัยดิษฐ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง &amp;nbsp;กรมการแพทย์ &amp;nbsp;ให้คำแนะนำว่า การฉีดวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำ อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต จากการมีฟองอากาศในหลอดเลือด การฉีดด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ได้ใช้วิธีการที่ปราศจากเชื้อ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ที่รุนแรงได้ &amp;nbsp;ถ้าไม่อยู่ในสถานพยาบาลอาจช่วยชีวิตไม่ทัน อาการเบื้องต้นที่ควรเฝ้าระวังได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดท้อง ใจสั่น เหงื่อแตก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีผื่นขึ้นทั่วตัว &amp;nbsp;นอกจากนี้ การบริหารสารน้ำใดๆ ทางหลอดเลือดดำควรกระทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตในการทำหัตถการ มิเช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้ &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าหากการฉีดวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำนั้นทำในสถานพยาบาลที่ไม่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ในการเฝ้าระวังและรักษา กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอาจเกิดอันตรายต่อผู้เข้ารับการฉีดได้ &amp;nbsp;หากเกิดเหตุที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;
ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า สังคมควรปรับค่านิยมให้เห็นว่า &amp;nbsp;ผิวทุกสีก็สวยได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผิวขาวอย่างเดียว การดูแลผิวพรรณที่ถูกวิธีเริ่มต้นจากการทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี &amp;nbsp;ดื่มน้ำที่เพียงพอ ทาครีมบำรุงตามความจำเป็นเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม &amp;nbsp;ลดปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะทำลายผิว เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดที่แรงและมลภาวะต่างๆ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97260</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วิตามิน, ฉีดวิตามิน, ผิวขาว, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c3cb83cc0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยาคุม&quot;ผสมแชมพู ไม่ช่วยรักษาโรคผมร่วง ผมบางได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27ต.ค.63-นพ. ณรงค์ อภิกุลวณิช &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ตามที่มีข่าวเผยแพร่ใน Social ว่า ถ้าอยากเร่งให้ผมยาวหรือแก้ผมร่วง ให้เอายาคุมกำเนิดมาบดใส่แชมพูแล้วเอามาสระผมนั้น ขอเรียนว่า &amp;nbsp;ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิดคือ เอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสติน (progestin) ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีคุณสมบัติยับยั้งการตกไข่ ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนและลดฮอร์โมนเพศชาย ที่ทำให้เกิดภาวะผมบางจากพันธุกรรม &amp;nbsp;ส่วนฮอร์โมนโปรเจสตินมีคุณสมบัติยับยั้งฮอร์โมนแอนโดรเจนที่ทำให้เกิดภาวะผมบางจากพันธุกรรมเช่นกัน ปกติยาคุมกำเนิด จะดูดซึมทางระบบอาหาร ไม่มีรายงานทางการแพทย์ว่าดูดซึมทางหนังศีรษะ การนำยาคุมกำเนิดไปใช้ผิดวิธี จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.มิ่งขวัญ &amp;nbsp;วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ &amp;nbsp;ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp;โรคผมบางจากพันธุกรรมเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่จากปัจจัยฮอร์โมนแอนโดรเจนอย่างเดียว เช่นปัจจัยทางพันธุกรรมรวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ด้วยเหตุนี้ &amp;nbsp;การรักษาด้วยการใช้ยาทาหรือยารับประทานที่ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนอาจจะไม่ได้ผลในผู้หญิง สำหรับผู้ชายไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดในการรักษาเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มีเต้านมขนาดใหญ่ขึ้น พบว่าจากหลักฐานการศึกษาทางการแพทย์ มีการใช้ยาทาเอสโตรเจนในผู้ป่วยหญิงที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม แต่ไม่ได้ทำให้ผมขึ้นมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ยาคุมกำเนิดบดผสมในแชมพูอาจมีการดูดซึมที่หนังศีรษะได้ไม่ดีเท่ากับการทายา แต่กลับจะทำให้ปริมาณ ยาคุมกำเนิดลดลงพร้อมกับแชมพูสัมผัสหนังศีรษะในระยะเวลาจำกัดก่อนที่จะถูกล้างออก &amp;nbsp;ดังนั้นการดูดซึมจึงน้อยกว่าการทายาหรือการรับประทานยา ประสิทธิภาพในการต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ. สถาบันโรคผิวหนัง &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า &amp;nbsp;การศึกษาทางการแพทย์ที่พบว่ายาต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนชนิดอื่นนอกเหนือจากยาคุมกำเนิด อาจใช้ได้ผลในผู้ป่วยหญิงบางรายที่มีโรคผมบางทางพันธุกรรม ได้แก่ &amp;nbsp;spironolactone, finasteride, dutasteride, flutamide แต่ยารับประทานเหล่านี้ยังไม่ได้รับการจัดให้อยู่ในมาตรฐานการรักษาและห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีโอกาสจะตั้งครรภ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่ทารกในครรภ์ได้ &amp;nbsp;จากหลักฐานการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานยา spironolactone อย่างเดียวหรือรับประทานยา spironolactone ร่วมกับยาคุมกำเนิด ผลการศึกษาไม่พบว่าการรับประทานยาคุมกำเนิดช่วยให้ผมขึ้นมากขึ้น &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะดีกว่าการทำตามความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81933</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, ยาคุมกำเนิด, แชมพูสระผม, โรคผมร่วง ผมบาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201027/image_big_5f97c41cee187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2018 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.สอบสาวดับ4 ติด&#039;เอดส์&#039;ร้านสัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอชี้จำเป็นต้องตรวจพิสูจน์สาว 4 คนไปสักที่ร้านเดียวกันแล้วติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตหมดภายใน 5 เดือน ระบุเชื้อเอชไอวีมีระยะฟักตัวนานจนถึงปรากฏอาการนานเป็นปี แต่เตือน การสักลาย สักคิ้ว มีโอกาสติดเชื้อสูงหากใช้เข็มเก่า โดยเฉพาะตามร้านตลาดนัดกลางคืน อย่าได้เสี่ยงเป็นอันขาด เพราะเท่าที่พบเป็นร้านเถื่อน สธ.ส่งเจ้าหน้าที่ค้นหาความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 กันยายนนี้ นพ.เมธิพจน์ ชาตะเมธีกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณี น.ส.ขวัญ อายุ 22 ปี พร้อมเพื่อนสาวรวม 4 คน เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสในกระแสเลือด (เอชไอวี) ในเวลา 1 เดือนต่อมา ภายหลังไปสักลายที่ร้านแห่งหนึ่งในตลาดนัดคลองหลอด สายใต้ใหม่ กรุงเทพมหานคร ว่า กรณีดังกล่าวต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดเสียชีวิตจากการติดเชื้อเพราะใช้เข็มสักลายหรือไม่ หรือการติดเชื้อเอชไอวีเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แน่นอน โอกาสติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มซ้ำกับคนอื่นย่อมมีโอกาสเสี่ยงสูง และอาจเสี่ยงติดเชื้อทางกระแสเลือดได้อีกหลายโรค อาทิ โรคไวรัสตับอักเสบบีและซี เชื้อรา เป็นต้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เมธิพจน์กล่าวว่า ที่ข่าวระบุว่าผู้ตายเสียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวีใน 1 เดือนนั้น มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะระยะ 1 เดือนเป็นระยะที่เชื้อเริ่มฟักตัวจนถึง 6 เดือน จากนั้นนับตั้งแต่เวลาเริ่มรับเชื้อเข้ามาในร่างกายจนเริ่มปรากฏอาการประมาณ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้น โดยอาการระยะแรกๆ ของโรคคล้ายกับป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่และอ่อนเพลีย ส่วนกรณีดังกล่าวผู้เสียชีวิตอาจติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ ไม่มีทางที่จะเสียชีวิตจากเอชไอวีภายใน 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้เสียชีวิตจะมีเม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ ระบบภูมิคุ้มกันต่ำมาก และมีอาการอื่นแทรกซ้อน แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ราย ก็ยังมองว่าเป็นไปได้ยากอีก ดังนั้น หากแพทย์สามารถเจาะเลือดและบ่งบอกความรุนแรงของโรคได้ อาจทราบว่าผู้เสียชีวิตติดโรคมาก่อนมีอาการแทรกซ้อนหรือไม่ ซึ่งกรณีเช่นนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่พบมาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เมธิพจน์กล่าวว่า ร้านสักลายเป็นการประกอบกิจการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ถือเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2558 ผู้เปิดร้านหรือกิจการจะต้องยื่นขอใบอุญาตประกอบกิจการต่อกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดย สธ.จะเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานและดูแลกิจการดังกล่าว ซึ่งพบว่าร้านสักลายที่เปิดตามตลาดนัดกลางคืน มักเป็นร้านสักเถื่อน ลักลอบเปิดกิจการ โดยหากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบใบอนุญาตสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที นอกจากนี้ การติดเชื้อเอชไอวีไม่เพียงสามารถติดต่อจากเข็มสักลาย แต่ปัจจุบันซึ่งนิยมสักคิ้วสามมิติหรือหกมิติ เพนต์คิ้วโดยใช้เข็มนั้น มีความเสี่ยงติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับผู้อยากสักลาย สักคิ้วที่ต้องใช้เข็ม ขอให้เลือกร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้อง เพราะทาง สธ.จะมีการตรวจสอบมาตรฐาน โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบระบบฆ่าเชื้อ มีความสะอาดตามเกณฑ์กำหนด ไม่แนะนำให้ไปสักตามร้านเถื่อน เช่น ร้านที่ลักลอบเปิดตามบ้าน ตรอกซอย เป็นต้น ครอบคลุมร้านสักคิ้ว หากมั่นใจที่จะสักแล้วต้องให้ผู้ที่จะทำการสักนั้นเปิดโชว์เข็มจากบรรจุภัณฑ์ที่เปิดใหม่ให้เห็น โดยต้องแกะโชว์ให้เห็นชัดเจน ไม่ใช่ใช้เข็มเก่า แม้การเปิดเข็มสักใหม่จะมีรายจ่ายสูงกว่า แต่คุ้มค่ามากกว่าการเสี่ยงใช้เข็มซ้ำกับผู้อื่นแน่นอน&amp;rdquo; นพ.เมธิพจน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีหญิงสาวไปสักลายแล้วเสียชีวิตด้วยเชื้อเอชไอวี ญาติสงสัยว่าอาจติดเชื้อมาจากเข็มสักนั้น ผู้เสียชีวิตเป็นชาวจังหวัดเลย โดยนายเดชา พ่อของผู้ตาย เปิดเผยว่า ลูกสาวไปอยู่กับน้าที่จังหวัดปทุมธานี ได้โทร.มาบอกตนเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าปวดท้องมาก ไปหาหมอที่โรงพยาบาลลำลูกกา หมอบอกว่าติดเชื้อไวรัสในกระแสเลือดและให้ยามากิน หลังจากนั้นก็ปวดท้องเรื่อยมา และลูกเล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายเดือนมีนาคมได้ไปสักลายแฟชั่นพร้อมกับเพื่อนรวม 4 คน ที่ตลาดนัดคลองหลอด กทม. จากนั้นก็มีอาการปวดเนื้อปวดตัว ปวดในช่องท้องบ่อย กระทั่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ลูกไปหาป้าที่เชียงใหม่และมีอาการหนักขึ้น ป้าพาเข้า รพ.นครพิงค์ หมอบอกว่าติดเชื้อเอชไอวีระยะที่ 3 กระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็ได้ข่าวว่าเพื่อนอีก 3 คนก็เสียชีวิตทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอุภัยพร มหานิน นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า หลังทราบข่าวตนได้รีบเข้าพบผู้ปกครองของ น.ส.ขวัญฤดี เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น โดยจากนี้จะมีขั้นตอนการสอบข้อมูลทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ปกครอง เพื่อที่จะนำข้อมูลเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ หลังจากนั้นก็จะพิจารณามอบเงินช่วยเหลือต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเดชาได้นำใบรับรองแพทย์ รพ.นครพิงค์มาแสดง ซึ่งระบุว่า น.ส.ขวัญฤดีติดเชื้อเอชไอวีขั้นที่ 3 พร้อมกับนำหนังสือรับรองการตายที่ รพ.เลยออกให้มาแสดงด้วย ระบุว่าโรคที่เป็นสาเหตุการตาย ระยะเริ่มต้นตั้งแต่เป็นโรคจนกระทั่งเสียชีวิตมีด้วยกัน 3 โรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การสักตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งหมดมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงเชื้อโรคติดต่ออื่นๆ หากอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ไม่สะอาด ส่วนกรณีมีข่าวหญิงเสียชีวิตเพราะติดเชื้อเอชไอวี ยังตอบไม่ได้ว่าติดเชื้อจากสักหรือไม่ ต้องรอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี น.ส.ขวัญฤดีเสียชีวิต และให้ค้นหาผู้เสียชีวิตอีก 3 คน ตามที่ญาติของ น.ส.ขวัญฤดีระบุว่าทั้งหมดเสียชีวิตจากเชื้อเอชไอวี หลังไปสักที่ร้านเดียวกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16664</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เมธิพจน์ ชาตะเมธีกุล, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุภัยพร มหานิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180902/image_big_5b8be6fac8385.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
