<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กฆ่าตัวตายจากพิษรัก-ผลการเรียนตก ปัญหาที่ป้องกันได้ด้วยการรับฟังอย่างเข้าใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพิ่มขึ้นทุกปีสำหรับปัญหาเด็กและเยาวชน &amp;ldquo;ฆ่าตัวตาย&amp;rdquo; เซ่นพิษความรักและผลการเรียนที่ตกต่ำ ส่วนหนึ่งเพราะสังคมไทยในยุคนี้ทุกคนแข่งกันเรียน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ตัดสินที่ใจปราศจากการไตร่ตรอง ประกอบกับวัยรุ่นเป็นช่วงวัยเลี้ยวหัวต่อ ดังนั้นเมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด และไร้คนปรึกษาที่รับฟังอย่างเข้าใจ หรือแม้มีภาวะอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจกระตุ้นให้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว เนื่องจากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตเผยว่า คนไทยคิดสั้น ชม.ละ 6 คน อีกทั้งคนไทยพยายามฆ่าตัวตายปีละ 53,000 คน และทำสำเร็จปีละประมาณ 4,000 คน ก่อความสูญเสียปีละกว่า 400 ล้านบาท...งานนี้จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาสะท้อนสาเหตุของปัญหา ตลอดจนการหาทางออกไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ปัญหาการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นเพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ เรียกได้ว่าเกือบเท่าวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า หากเด็กวัยรุ่นที่เลือกจบชีวิตด้วยการปลิดชีพตัวเองทั้งจากการเรียนและความรัก โดยที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอย่าง &amp;ldquo;โรคซึมเศร้า&amp;rdquo; นั่นสะท้อนว่าเด็กได้ตัดสินใจผิดพลาดจากความเครียดที่เกิดขึ้นฉับพลัน ซึ่งมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากพื้นฐานของความบอบช้ำ ที่สำคัญเด็กไม่ได้รับการประเมินเพื่อนำมาสู่การช่วยเหลือ ดังนั้นจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เราต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สาเหตุของการที่เด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายจากความรักหรือการเรียนที่ตกต่ำนั้นมีด้วยกัน 2 ประเด็นคือ 1.เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกท้อแท้และอยากตาย 2.เด็กติดยา เมื่อไหร่ที่เด็กติดยา เขาจะมีความรู้สึกผิดที่ต้องใช้ยาเสพติด ซึ่งสร้างปัญหาให้พ่อกับแม่ หรือแม้แต่การที่เด็กเป็นโรคจิตในช่วงวัยรุ่น พอกินยารักษาโรคไปได้ระยะหนึ่งและอาการดีขึ้น เขาก็จะรู้สึกผิดว่าต้องเป็นภาระของพ่อแม่เช่นกัน ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว สาเหตุการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นทั้ง 2 เรื่อง ถือว่ามีเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกัน ทั้งการเป็นโรคซึมเศร้าและการที่เด็กติดยาเสพติด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแนวทางที่จะเข้าไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันการเลือกปลิดชีพตัวเองนั้น ต้องบอกว่ากลุ่มคนที่ใกล้ชิดเด็กนั้นมีหลายกลุ่ม ซึ่งไม่เฉพาะแต่พ่อแม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อน และอาจารย์ในโรงเรียน ดังนั้นหมอแนะนำให้หลัก &amp;ldquo;3 ส.&amp;rdquo; คือเริ่มจาก &amp;ldquo;ส.&amp;rdquo; ที่ 1 คือ &amp;ldquo;สอดส่อง&amp;rdquo; ว่าบุตรหลานหรือเพื่อนของตัวเองเสี่ยงต่อการคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ หรือมีความเจ็บป่วยทางด้านโรคจิต หรือติดยาหรือไม่ ส่วน &amp;ldquo;ส.&amp;rdquo; อันที่ 2 คือ &amp;ldquo; ใส่ใจ&amp;rdquo; โดยการเปิดใจรับฟังปัญหาของบุตรหลานหรือเพื่อน เพราะการที่พ่อแม่ เพื่อน และครูอาจารย์เปิดใจที่จะรับฟัง จะทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจ และเมื่อเขาได้รับการไว้วางใจโดยสามารถเล่าปัญหาให้ผู้อื่นฟังได้แล้ว ก็จะทำให้เด็กค่อยๆ มองเห็นปัญหาหรือทางออกจากการเล่าเรื่องความทุกข์ใจให้คนอื่นฟัง ที่สำคัญเมื่อมีคนฟังเขา เขาก็สามารถทบทวนตัวเองได้ ดังนั้นสิ่งที่หมออยากแนะนำมากที่สุดคือ การที่พ่อแม่ เพื่อน และครูอาจารย์ใส่ใจและรับฟังปัญหาของเด็ก โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งแนะการแก้ไข ที่สำคัญต้องไม่ตำหนิเขา แต่การที่เรารับฟังเขาโดยให้เขาเล่าทุกอย่างออกมา นั่นจะทำให้เด็กรู้สึกว่าปัญหาของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เมื่อนั้นเด็กจะเริ่มมองเห็นทางออกด้วยตัว เริ่มเห็นคุณค่าในตัวเอง และทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปช่วย หรือดึงรั้งไม่ให้เด็กคิดฆ่าตัวตายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ส.&amp;rdquo; ที่ 3 คือ &amp;ldquo;ส่งต่อ&amp;rdquo; หมายความว่า เมื่อเรารับรู้ปัญหาของเด็กจากการที่เขาเล่าให้เราฟังแล้ว ก็ให้เพื่อน พ่อแม่ หรือครูอาจารย์ ถามเด็กว่ามีความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือไม่ ซึ่งถ้าเด็กตอบว่า &amp;ldquo;เขาไม่อยากอยู่ในโลกใบนี้แล้ว&amp;rdquo; นั่นแปลว่าปัญหาที่เขาเล่าค่อนข้างรุนแรงมาก ดังนั้นอาจต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์โดยด่วน ทั้งนี้ หากเด็กไม่ยอมไปพบแพทย์ แต่คนรอบข้างอย่างพ่อแม่หรือเพื่อน กระทั่งครูอาจารย์ประจำชั้นของเด็กสามารถไปพบแพทย์ได้ เพื่อที่จะได้นำความรู้จากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละราย เพื่อนำไปช่วยแก้ปัญหาให้กับเด็กที่คิดจะฆ่าตัวตายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้ารับฟังปัญหาและพูดคุยซักถามเด็กว่า &amp;ldquo;ที่ผ่านมาเด็กอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพราะอะไร&amp;rdquo; และเขาบอกว่าอยากมีชีวิตต่อเพราะกลัวบาป หรือยังศรัทธาในพระพุทธศาสนา หรืออยากมีชีวิตต่อเพราะว่าอยากทำอาชีพที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ หรือกลัวพ่อแม่เสียใจ นั่นสะท้อนให้พ่อแม่ เพื่อน และครู รับรู้ได้ว่าจะสามารถช่วยดึงรั้งไม่ให้เด็กเลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวได้นั่นเอง โดยแก้ไขตามสาเหตุที่เด็กแต่ละคนเล่ามา เช่น หากเด็กอยากทำอาชีพนั้นๆ ก็ให้เรียนในสาขาวิชาที่เขาชอบแทน เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายแพทย์ยงยุทธ กล่าวต่อว่า แนวโน้มในอนาคต อัตราการฆ่าตัวตายในเด็กวัยรุ่นช่วง 1-2 ปีจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการเลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวของเด็ก ที่นอกจาก &amp;ldquo;3 ส.&amp;rdquo; แล้ว ต้องแก้ที่ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ระบบการดูแลป้องกันเรื่องเด็กฆ่าตัวตายนั้น คนในสังคมต้องตระหนักและรับรู้ใหม่ว่า อันที่จริงแล้วไม่ใช่พ่อแม่ แต่เพื่อนที่ใกล้ชิดเด็ก หรือแม้แต่ครูอาจารย์ในโรงเรียน หรือแม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็ต้องให้ความตระหนักในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน เพราะปัจจุบันปัญหาเด็กมหาวิทยาลัยกระโดดตึกเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น 2.การลงข่าวที่ขาดความไม่เข้าใจ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเด็กและเยาวชนจะมองว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นเรื่องที่ง่าย 3.บทบาทของสื่อออนไลน์ที่ช่วยติดตั้งแอปพลิเคชันออนไลน์ เพื่อให้คนที่มีปัญหาเข้าไปปรึกษา เนื่องจากมีผลวิจัยที่ออกมาระบุว่า เด็กบางคนนั้นได้เข้าไปแสวงหาความช่วยเหลือจากการที่คิดฆ่าตัวเองในรูปแบบของสื่อออนไลน์ หรือการเล่นโซเชียล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การพาดหัวข่าวใหญ่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย พร้อมการอธิบายแคปชั่นข่าวว่า ผู้ที่ฆ่าตัวตายนั้นเพราะอกหัก หรือสอบตกซ้ำชั้นบ่อยๆ หรือดาราที่กระโดดตึกฆ่าตัวตายเพราะอกหัก ซึ่งนั่นอาจทำให้เด็กที่คลั่งไคล้ดาราคนดังกล่าวเกิดการเลียนแบบได้ เนื่องจากสิ่งที่สื่อออกมาสะท้อนว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องง่าย หากว่าเด็กเองก็มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเด็กจะคิดสรุปเอาเองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่หนักสุดในชีวิตแล้ว อีกทั้งคนที่ชื่นชอบก็ทำอย่างนั้น ดังนั้นจึงน่าจะจบชีวิตตัวเองเหมือนดาราที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่ผิดอยากมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นในมุมมองของนักจิตวิทยา อยากเห็นทั่วโลกนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตาย ที่ไม่เน้นระบุสาเหตุการตาย (ซึ่งไม่ใช่การอกหักกระโดดตึกฆ่าตัวตาย) แต่เน้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น บอกถึงสาเหตุของปัญหาการฆ่าตัวตาย ว่ามีเหตุปัจจัยมาจากอะไรได้บ้าง? และอาการเป็นอย่างไร? สุดท้ายคือการช่วยเหลือผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายว่าควรทำอย่างไร? เป็นต้น ที่สำคัญตัวอย่างของเจ้าของสื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ที่ออกมารับผิดชอบสังคมก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากสื่อออนไลน์เหล่านี้จะมีรายได้จากค่าโฆษณา จึงต้องกลับมาทำเพื่อสังคมบ้าง โดยปัจจุบันเจ้าธุรกิจดังกล่าวได้ออกมาติดตั้งระบบโปรแกรมคัดกรองเกี่ยวกับการไลฟ์สดฆ่าตัวตาย เพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปคอมเมนต์ หรือกดโหวตเกี่ยวกับประเด็นการฆ่าตัวตาย เพราะนั่นจะยิ่งกระตุ้นปัญหาดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ยิ่งต้องส่งเสริมให้มีมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าวให้เข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จิตแพทย์จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่า &amp;ldquo;เวลาที่เราจะช่วยเหลือเด็กที่คิดทำร้ายตัวเอง สิ่งที่ผู้ป่วยจะสะท้อนออกมาว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือนั้น วิธีสังเกตที่ง่ายที่สุด หากเด็กบ่นออกมาเลยว่าเขาอยากตาย ผู้ที่ใกล้ชิดรอบตัวเด็กจะต้องเป็นผู้ที่รับฟังเขาและซักถามเด็กว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไหนเล่าให้พ่อแม่ พี่ ครู ฟังสิ? จากนั้นให้ผู้ที่ใกล้ชิดเด็กถามกลับไปว่า สิ่งที่เด็กพูดออกมาว่าอยากฆ่าตัวตายนั้นจริงแค่ไหน? ซึ่งถ้าเด็กบอกว่าเป็นความจริง ก็ให้พ่อแม่และคนใกล้ชิดถามอีกว่า แล้วเด็กลงมือไปถึงแล้ว? เช่น วางแผนการฆ่าตัวตายอย่างไร ซื้ออุปกรณ์อะไรเตรียมไว้แล้ว หรือคิดว่าจะไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่ไหน? ดังนั้นหากถึงขั้นนี้แล้วให้รีบพาเด็กมาโรงพยาบาลและพบจิตแพทย์โดยด่วน แต่ถ้าเด็กไม่ยอมมาพบแพทย์ ผู้ปกครองอาจจำเป็นต้องโทร.ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้เช่นเดียวกัน เพื่อปรึกษารับแนวทางการช่วยเหลือเด็กเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับคำแนะนำข้างต้นในการป้องกันเด็กฆ่าตัวตายนั้น มีหลักการสำคัญคือการฟังอย่างเข้าใจ ไม่ดุด่าและไม่ตำหนิลูก อีกทั้งต้องไม่พูดว่าปัญหาของลูกเป็นเรื่องเล็ก จากนั้นนำข้อมูลที่เด็กเล่ามาประเมินเพื่อช่วยหาทางแก้ไขในการช่วยเหลือ เพราะเด็กยุคใหม่จะค่อนข้างมีความเครียดเยอะ ดังนั้นเด็กต้องการคนรับฟังอย่างเข้าใจ เพื่อที่เขาจะได้ไปต่อได้ ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องหาทางแก้ไขอะไรเลย เพราะถ้าเด็กได้เล่าปัญหา เขาก็จะสามารถมองเห็นทางออกได้ แต่ในเด็กบางรายที่เมื่อเขามีปัญหา อีกทั้งพ่อแม่ถามและเด็กไม่ยอมพูด ไม่ยอมสื่อสาร ตรงนี้พ่อแม่อาจจะบอกกับเด็กไปเลยว่า &amp;ldquo;พ่อแม่เป็นห่วงลูกมากนะ ถ้าลูกพร้อมและมีอะไรให้พ่อแม่ช่วยก็บอกนะ&amp;rdquo; ซึ่งวิธีนี้จะทำเป็นรูปแบบของการเปิดให้เด็กขอความช่วยเหลือค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สัญญาณเตือนที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายของเด็กนั้น 1.พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ฉุนเฉียวและหงุดหงิดเว่อร์ไปจากเดิม 2.พฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น หรือพ่อแม่ เพื่อนสังเกตว่าเวลาที่ลูกพูดสิ่งต่างๆ ออกมานั้นจะดูแย่มากกว่าเดิม หรือไม่ใช่คนเดิม อีกทั้งลูกเก็บตัวมากขึ้น ถามอะไรก็ไม่โต้ตอบ เป็นต้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล ดีไซเนอร์ที่สนใจศึกษาธรรมะ บอกว่า นอกจากการพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อปรับสารเคมีในสมองให้เกิดความสมดุลแล้ว และเมื่อเด็กๆ ได้รับการรักษาและมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น การใช้ธรรมะก็สามารถช่วยได้ค่ะ เพราะหลักการของธรรมะนั้น คือการสอนให้เด็กๆ คิดตามความเป็นจริง มีสติ และไม่คาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะยิ่งหวังมากก็ยิ่งทุกข์มาก โดยเฉพาะโปรโมชั่นในช่วงของความรัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปัจจุบันมีหนังสือธรรมะที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และมีเนื้อหาสอนใจวัยรุ่นเรื่องความรักของพระฝรั่ง อย่าง &amp;ldquo;พระอาจารย์ชยสาโร&amp;rdquo; ที่เขียนหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;หลักรัก&amp;rdquo; ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับว่าทำไมเราถึงผิดหวังในความรัก และทำไมต้องฆ่าตัวตาย โดยใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และสอนใจวัยรุ่นวัยเรียนได้ดี ทั้งนี้ พระอาจารย์จะไม่พูดถึงเรื่องเนื้อคู่ ว่าคนนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ของคนนี้ แต่ท่านใช้คำว่า ถ้าคนเราศีลไม่เสมอกัน นั่นแปลว่าเขาไม่เหมาะสมกับเรา หรือการที่ใช้ฟังธรรมะจาก &amp;ldquo;ท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต&amp;rdquo; ที่เทศน์เกี่ยวกับวัยรุ่นผ่านทางพอดแคสต์ (เล่าเรื่อง สนทนาเรื่องต่างๆ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต) เวลาที่เด็กๆ ว่างเว้นจากการทำการบ้านหลักเลิกเรียนก็สามารถหาฟังได้ เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตเกี่ยวกับเรื่องความรักในวัยเรียนอย่างมีสติค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;วัยรุ่นวัยเรียนสะท้อนปัญหา&amp;ldquo;การฆ่าตัวตายเพราะอกหักและเรียนเกรดตก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(บัญชา ภารสำเร็จ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บัญชา ภารสำเร็จ นักเรียนชั้น ม.5 รร.นนทรีวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนตัวคิดว่าการฆ่าตัวตายเพราะอกหักเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้พ่อแม่ พี่น้องเสียใจ และเมื่อตายไปก็เป็นบาปได้ ที่ผ่านมาก็ยังไม่เจอปัญหาดังกล่าวกับตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าอกหัก อย่างน้อยก็ต้องปรึกษาพ่อแม่ แน่นอนท่านจะต้องบอกให้ลูกทำตัวสบายๆ ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นไป และเมื่อถึงวันหนึ่งลูกจะเจอคนที่เหมาะกับเรามากกว่าตอนนี้ ผมก็คงต้องเชื่อฟังพ่อแม่ครับ เพราะในอนาคตเราอาจจะเจอคนที่รักจริง แต่ตอนนี้ก็ต้องเรียนให้จบก่อนครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พคพร ผุดผ่อง นักเรียนชั้น ม.3 รร.ราชวินิตมัธยม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มองว่าปัญหาวัยรุ่นเครียดและฆ่าตัวตาย เพราะเกรดตกและปัญหาความรัก เป็นเรื่องที่พบได้ค่ะ แต่ส่วนตัวยังไม่มีเพื่อนที่ทำแบบนี้ และหนูก็มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าเกิดจากสาเหตุการเจ็บป่วยก็ควรรักษาค่ะ และถ้าเกิดปัญหาดังกล่าวกับตัวเองจริงๆ แน่นอนว่าพ่อแม่คือที่พึ่งสำหรับตัวเองค่ะ เพราะท่านมีประสบการณ์มากกว่าเรา และถ้าพ่อแม่บอกให้ตั้งใจเรียน หนูก็จะทำตามค่ะ เพราะคิดง่ายๆ ว่าถ้าเราเป็นอะไรไป แน่นอนครอบครัวคงเสียใจมากกับการกระทำของเรา ดังนั้นถ้ามีปัญหาก็ต้องขอคำปรึกษาจากพ่อแม่ค่ะ อย่าคิดและตัดสินใจอะไรเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(น.ส.บี (นามสมมุติ))&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น.ส.บี (นามสมมุติ) นักเรียนชั้น ม.6 รร.สายปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หนูคิดว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว สำหรับเด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายเพราะอกหักและผลการเรียนแย่ เพราะเด็กยุคใหม่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่กดดันค่ะ ทั้งจากกลุ่มเพื่อนที่อาจจะเรียนเก่งกันทั้งกลุ่มหรือครอบครัวที่อยากให้ลูกเรียนได้เกรดเอ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีทางแก้ไขหรือมีทางออกเสมอ ส่วนตัวหนูถ้ามีปัญหาอกหักก็จะเลือกปรึกษาเพื่อนค่ะ เพราะเพื่อนจะบอกกับเราว่า สาเหตุที่เราทะเลาะกับแฟนอาจจะไม่เข้าใจกัน และควรปรับจูนกันในบางเรื่อง แต่ถ้าปรึกษาพ่อแม่ท่านก็จะบอกว่าไม่เป็นไรหรอกลูก และเราอาจจะไม่เหมาะกับเพื่อนชายคนนี้ ดังนั้นถ้าปรึกษาเพื่อนก็จะช่วยปลอบใจได้ดีกว่าค่ะ ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่สามารถปรับใช้ให้ตรงกับสถานการณ์ของแต่ละคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อนุธิดา บุญเสนา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนุธิดา บุญเสนา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รร.คลองเตยวิทยา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปัญหาเด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่พบได้ในสังคมไทย แต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรเอาอย่างค่ะ เพราะไม่เพียงแค่ทำให้เสียการเรียน แต่ยังทำให้พ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาเสียใจค่ะ ส่วนตัวคิดว่าถ้ามีปัญหาอกหัก หรือการเรียนตกต่ำนั้น ก็ต้องปรึกษาพ่อแม่ก่อนค่ะ เพราะเป็นคนที่รู้ใจหนู โดยเฉพาะเวลาที่เราเสียใจทำข้อสอบได้คะแนนน้อย พ่อกับแม่ก็จะบอกให้เราสู้ๆ นะลูก ที่ผ่านมาก็เคยรู้สึกปลื้มรุ่นพี่ แต่พอเราไปบอกท่าน พ่อแม่ก็บอกว่ายังไม่ควรมีแฟนและให้ตั้งใจเรียนก่อน ส่วนหนึ่งเพราะตัวเองยังเด็ก ก็เลยรู้สึกว่าเราทำใจได้ และต้องตั้งใจเรียนเป็นอันดับแรกอย่างที่พ่อแม่บอกค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46226</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าตัวตาย, นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, บัญชา ภารสำเร็จ, พคพร ผุดผ่อง, พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ, พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุธิดา บุญเสนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d84ac2946294.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แอปสแนปแช้ต&quot; แค่ขำ..ผู้ใหญ่อย่าเยอะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับแอปพลิเคชันสแนปแช้ต (Snapchat) ที่กำลังฮอตฮิตในกลุ่มของดาราและเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ ทั้งการทำหน้าเด็ก และเปลี่ยนใบหน้าตัวเองจากผู้ชายเป็นผู้หญิง หรือแช้ตสนทนากับเพื่อน ด้วยใบหน้าจากไอคอนของแอปพลิเคชันที่มีให้เลือก ทั้งตาโต ปากหนา ลิ้นยาว เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เล่นส่วนใหญ่ก็มองว่าเป็นเรื่องสนุก เพราะต่างคนต่างผลัดแต่งรูปส่งให้กันดูว่าใครจะฮาและแปลกกว่ากัน งานนี้ไม่รอช้าไปขอข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกับเด็ก ว่าแอปพลิเคชั่นสุดฮาดังกล่าวจะผลอย่างไรต่อเด็กวัยรุ่นยุคใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะค่านิยมอยากสวย อยากเด่น และอยากมีตัวตนของกลุ่มวัยรุ่นที่เรามักพบเห็นกันอยู่บ่อยๆ เพราะตอนนี้ในเมืองนอกเมืองนาเขาถกกันอย่างหนักว่าอาจส่งผลต่อพฤติกรรมสวยด้วยศัลยกรรม อีกทั้งยังอาจเป็นปัญหาให้เยาวชนเลือกที่จะสร้างสังคมหลอกตัวเองในโลกโซเชียลได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่า &amp;ldquo;หมอมองว่าแอปพลิเคชันสแนปแช้ตเป็นการเล่นทั่วไปแบบสนุกสนานเฮฮามากกว่าค่ะ ไม่ทำให้เกิดอันตรายกับเด็ก เพราะอย่างมากสุดคือเปลี่ยนรูปตัวเองให้น่าเกลียด แกล้งกันมากกว่า ยังไม่ถึงขึ้นเป็นเรื่องที่โหดร้ายหรือรุนแรงอะไร เพราะอันที่จริงแล้วพฤติกรรม อยากสวย อยากหล่อ หรืออยากโดดเด่น เป็นพฤติกรรมปกติของเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นค่ะ หรือแม้แต่การที่เด็กเล่น โดยการเปลี่ยนหน้าตัวเองจากผู้ชายเป็นผู้หญิง ตรงนี้ไม่ได้มีผลหรือไม่ได้กระตุ้น ให้เด็กเบี่ยงเบนทางเพศ หากเด็กวัยรุ่นคนนั้นไม่มีพฤติกรรมเป็นผู้หญิงในร่างผู้ชาย ยกเว้นว่าเขามีภาวะดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหมอมองว่ามันเป็นการที่เด็กได้เล่นได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ หมายความว่าเขาสามารถถ่ายรูปตัวเองจากชายเป็นหญิง หรือตกแต่งใบหน้าตัวเองให้ดูตลกหรือสนุกสนาน ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองมากกว่าค่ะ เพราะอันที่จริงแล้วถ้าเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันแต่งหน้าอื่นๆ ที่ทำให้ใบหน้าของเด็กใสเรียบเนียน สวย หล่อ ตรงนั้นน่าจะทำให้เกิดปัญหาได้มากกว่าแอปพลิเคชันสแนปแช้ต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พูดง่ายๆ ว่าแอปดังกล่าวไม่ได้มีแนวโน้มที่นำไปสู่พฤติกรรมที่เสียหาย แต่มันเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เด็กสนใจ และถ้าหากว่าเขาเล่นโดยสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ อีกทั้งไม่ละเมิดสิทธิ์คนอื่น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ที่สำคัญหมอว่าแอปนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับได้ และเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม สรุปง่ายๆ ว่าเป็นการเล่นที่วัยรุ่นอยากเล่นเหมือนคนอื่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่กำลังอยู่ในเทรนด์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ก็เป็นเพียงกิจกรรมกิจกรรมหนึ่งเท่านั้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(งามสิริ อาศิรเลิศสิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ งามสิริ อาศิรเลิศสิริ นักจิตวิทยาเด็ก บอกคล้ายกันว่า &amp;ldquo;สำหรับแอปพลิเคชันสแนปแช้ตถือเป็นว่าสิ่งที่วัยรุ่นเล่นกันเพื่อความสนุกเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวัยที่ค่อนข้างโตแล้ว ซึ่งอันที่จริงแอปนี้ก็มีทั้งประโยชน์และโทษ สำหรับประโยชน์ก็เพื่อความสนุกสนาน สามารถเล่นได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของผลเสีย เช่น การที่เรานำไปแกล้งเพื่อน และเพื่อนไม่สนุกกับเรา ซึ่งวัยรุ่นสามารถเล่นแอปนี้ได้ แต่ต้องดูว่าเพื่อนๆ สนุกกับเราหรือไม่ หรือแม้แต่การที่เรานำรูปเพื่อนไปแต่งให้ดูตลกนั้น และนำไปเผยแพร่และเพื่อนไม่ชอบ ตรงนี้อาจจะทำให้เกิดเป็นการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ หรือ &amp;ldquo;ไซเบอร์บูลลี่&amp;rdquo; ดังนั้นถ้าจะเล่นกับเพื่อนก็คงต้องขออนุญาตเพื่อนก่อนค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคำถามที่ว่าแอปพลิเคชันสแนปแช้ตจะมีแนวโน้มกระตุ้นให้เด็กอยากสวย อยากหล่อหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการใช้งาน เพราะถ้าหากวัตถุประสงค์ของแอปนี้ไม่ได้แต่งหน้าเพื่อความสวย หล่อ มันก็คงไม่ได้กระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมเช่นนั้น เพราะอันที่จริงความอยากดูดี อยากเด่น ถือเป็นพฤติกรรมปกติของเด็กวัยรุ่นที่กำลังจะโตค่ะ หรือแม้แต่การที่เด็กผู้ชายแต่งหน้าเป็นเด็กผู้หญิง ในขณะที่ตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นเด็กผู้ชายปกติ แอปพลิเคชันสแนปแช้ตก็ไม่ได้มีผลอะไรค่ะ แต่คงเป็นเรื่องของความสนุก และการได้เห็นในสิ่งที่เขาทำด้วยตัวเองมากกว่าค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัยรุ่นวัยเรียนสะท้อน &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แอปพลิเคชั่นสแนปแช้ต&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;(พิชญา แฉล่มวารี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิชญา แฉล่มวารี นักเรียนชั้น ม.6 รร.สายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ บอกว่า &amp;ldquo;ตอนนี้ก็เล่นสแนปแช้ตกับเพื่อนอยู่ค่ะ ส่วนตัวหนูมองว่ามันก็มีประโยชน์มากกว่าผลเสียค่ะ เพราะเป็นแอปแต่งหน้ารูปตัวเองให้ดูตลก เพื่อเล่นกับเพื่อน หรือส่งให้เพื่อนดู หรือบางครั้งลงในไอจีสตอรี่ และก็มีเพื่อนๆ เข้าไปดู ก็มองว่าการเล่นที่น่ารัก ไม่ได้มองถึงว่าจะมีผลเสียร้ายแรงอะไรค่ะ เพราะอันที่จริงแล้วหนูและกลุ่มเพื่อนก็เล่นกันแบบขำๆ ค่ะ แต่งหน้าให้ดูปากใหญ่และส่งให้เพื่อนดู เพื่อนก็จะหัวเราะค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชญานันท์ ชินวงศ์เขียว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชญานันท์ ชินวงศ์เขียว นักเรียนชั้น ม.5 รร.สายปัญญา ในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกว่า &amp;ldquo;หนูคิดว่าสแนปแช้ตก็มีโอกาสที่ทำให้คนเข้าใจผิดกันได้ค่ะ เช่น ไอคอนที่เปลี่ยนจากผู้ชายเป็นผู้หญิง แต่อาจจะไม่ถึงขึ้นนำไปสู่การหลอกลวงได้ เนื่องจากสุดท้ายเราก็จะจับได้ค่ะ เพราะมันเป็นการเล่นแบบสนุกสนานมากกว่าค่ะ สำหรับหนูคิดว่าแอปนี้มีประโยชน์มากกว่าโทษค่ะ เพราะเวลาที่เล่นส่วนใหญ่ก็จะเปลี่ยนหน้าตัวเองให้เป็นรูปสัตว์แลบลิ้น และส่งให้เพื่อนดู เพื่อนก็จะหัวเราะมากกว่าค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(มีนา ชนะศักดิ์อำไพ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีนา ชนะศักดิ์อำไพ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จาก รร.สายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ บอกว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวก็เล่นสแนปแช้ตกับเพื่อนมาประมาณครึ่งเดือนค่ะ เพราะว่าเห็นเพื่อนเล่นก็เลยเล่นตามเพื่อน และมองว่าเป็นการเล่นแบบสนุกนาน เนื่องจากเป็นแอปที่น่ารัก มีไอคอนรูปหน้าคนหน้าสัตว์ให้เราเลือกที่หลากหลาย ส่วนอันตรายจากการเล่น แน่นอนว่าอาจทำให้คนเข้าใจผิดได้ แต่คิดว่าค่อนข้างน้อยที่จะนำไปสู่การหลอกลวงกันค่ะ เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็จะมองว่ามันเป็นแอปที่เล่นกันแบบขำๆ ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37316</URL_LINK>
                <HASHTAG>Snapchat, งามสิริ อาศิรเลิศสิริ, ชญานันท์ ชินวงศ์เขียว, พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ, พิชญา แฉล่มวารี, มีนา ชนะศักดิ์อำไพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf109ac64b44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2018 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิทรรศการ We Are Listening สะท้อนสุขภาพจิตเด็ก กระตุ้นความใส่ใจคนรอบตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยความตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นในปัจจุบันที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ มีการทำร้ายผู้อื่น การทำร้ายร่างกายและจิตใจของตัวเอง พึ่งการใช้สารเสพติด มีอารมณ์ที่ไม่ปกติ จนเกิดเป็นโรคซึมเศร้า บางครั้งรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดังเป็นข่าวพบเห็นตามหน้าสื่อสารมวลชนอยู่บ่อยครั้ง สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร จึงร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หน่วยงานรัฐและองค์กรภาคเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร กรมกิจการเด็กและเยาวชน (พม.) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มูลนิธิแพธทูเฮลท์ MBK Center จึงจัดนิทรรศการ We Are Listening ระบายความรู้สึกผ่านคลิปเสียง ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Children and Youth Happy +plus การทำงานบนภาพความทรงจำแห่งความสุขด้วยสุขภาพจิตที่ดี&amp;rdquo; ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อให้ข้อมูลการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตอย่างถูกต้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สสส.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการว่า ข้อมูลองค์การอนามัยโลกระบุถึงสาเหตุการตายของเยาวชนวัย 10-24 ปีทั่วโลกที่สูงถึง 2.6 ล้านคนต่อปี พบว่า 1 ใน 3 สาเหตุจากการฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2560 พบวัยรุ่นไทยอายุ 10-19 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงถึงร้อยละ 44 และมีอัตราป่วยเป็นโรคนี้สูงถึงร้อยละ 18 หรือราว 1 ล้านคน ซึ่งเห็นได้จากข่าวที่มีบ่อยขึ้นในเรื่องการทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่นของวัยรุ่น ซึ่งสื่อมักรายงานว่าเกิดจากปัญหาการเรียน ปัญหาครอบครัว ปัญหาความรัก รวมถึงปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน โดยวัยรุ่นที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้ไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สสส.มีภารกิจสร้างเสริมสุขภาพคนไทยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การจัดงานในวันนี้เป็นผลจากการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร รวมถึงสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ ในโครงการ Bangkok For Teen (B4T) ที่มุ่งป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งมาตรการที่สำคัญประการหนึ่งคือ การกระตุ้นให้ผู้ใหญ่สร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนได้ตระหนักในคุณค่าและความสามารถของตน อันเป็นแนวทางในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนจากภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี การทำกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ตามความสนใจ และโดยการร่วมกันวางแผนทำงานของกลุ่มเยาวชนกันเอง&amp;rdquo; ทพ.ศิริเกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า โครงการยูรีพอร์ต ประเทศไทย ได้สำรวจออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่น 2,692 ราย ระหว่างวันที่ 5-13 กันยายน 2561 พบว่า ครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นตอบว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเคยรู้สึกหดหู่ เศร้า สิ้นหวัง ท้อแท้ และอีกร้อยละ 70 รู้สึกเบื่อหรือทำอะไรไม่สนุก ไม่เพลิดเพลิน โดย 1 ใน 4 เคยคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย ร้อยละ 87 ไม่เคยได้รับบริการสุขภาพจิตจากหน่วยงานใด และต้องตกอยู่ในความทุกข์ทางใจจำนวนไม่น้อย โดยเรื่องเรียนเป็นเรื่องที่สร้างความกดดันมากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น งานนิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นเรื่องดีที่สำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ที่จะหันมาสนใจปัญหาเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ทำให้ทั้งเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่รอบข้าง สามารถรู้วิธีป้องกัน วิธีสังเกตภาวะซึมเศร้า รวมถึงรู้จักหน่วยงานช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาในกรณีพบผู้ที่อาจเข้าข่ายซึมเศร้า จะได้ช่วยกันนำพาเข้าสู่การรักษาเหมือนโรคทั่วๆ ไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายภาณุศาสตร์ ทองทศ ประธานการจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมในงานมีการจัดนิทรรศการ We&amp;rsquo;re listening โดยผู้ที่มีความเครียดจะระบายความรู้สึกต่างๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Lovecare Station ในรูปแบบของคลิปเสียง ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการสามารถรับฟังและให้คำปรึกษาได้ เพียงแค่พิมพ์แฮชแท็ก (#) ตามด้วยหมายเลขปัญหาที่รับฟัง และข้อความที่ต้องการสื่อสาร ซึ่งเป็นการให้กำลังใจผู้ที่มีภาวะเครียดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกบูธโดยหน่วยงานที่ทำงานด้านสุขภาพจิตในวัยรุ่น และมีบริการคัดกรองสุขภาพจิตให้คำปรึกษาโดยแพทย์และนักจิตวิทยา รวมถึงกิจกรรมการเล่นเกม การแสดงดนตรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานครั้งนี้นอกจากจะเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นของเยาวชนแล้ว ยังจุดประกายความคิดผู้เกี่ยวข้องให้มองเห็นปัญหา&amp;nbsp; เร่งวางมาตรการป้องกันและแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมทุกมิติ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปากน้ำโพ&amp;rdquo;นำร่องลดอุบัติเหตุ ชูครอบครัวหนุนความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ร่วมกับจังหวัดนครสวรรค์ นำร่องพัฒนากลไกลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง ลงไปถึงระดับอำเภอ ประสานความร่วมมือลดพฤติกรรมการเสี่ยงชีวิต ผ่านศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในแต่ละอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ประชุมผู้รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ โดยมีนายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือ ศวปถ. ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากลไกป้องกันอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียอย่างยั่งยืน เนื่องจากจังหวัดนครสวรรค์เป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องตามโครงการพัฒนากลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ หรือ สสส. ที่มุ่งเน้นให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์อุบัติเหตุในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ย้อนหลังจากข้อมูล 3 ฐาน ประกอบด้วย โรงพยาบาลสรรค์ประชารักษ์ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ตำรวจภูธรนครสวรรค์ รวมทั้งแขวงทางหลวงนครสวรรค์ พบว่า สถานการณ์อุบัติเหตุปี 2560 ต่อเนื่องถึงปี 2561 มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม จากสถิติอุบัติเหตุ 4,965 ครั้ง เป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับจักรยานยนต์ 3,918 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 79.12&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายแพทย์ธนะพงศ์กล่าวว่า ต้องนำท้องถิ่นชุมชนมาเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา ลดความสูญเสีย ลดพฤติกรรมการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ นอกจากนี้ กลไกครอบครัวและกลไกของกฎหมายมีส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในแต่ละพื้นที่ต้องกำหนดข้อปัญหา วิเคราะห์หาแนวทาง โดยผ่านการประสานงานร่วมกันระหว่างศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในแต่ละอำเภออย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อลดความสูญเสียในภาพรวม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18913</URL_LINK>
                <HASHTAG>Bangkok For Teen (B4T), We Are Listening, ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ, พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ, ภาณุศาสตร์ ทองทศ, สสส, สุขภาพคนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb31ef0ba032.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
