<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยู่ท่ามกลางฝุ่นพิษอย่างมีสติ ช่วยดำเนินชีวิตได้แบบไม่สะดุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(รับมือปัญหาผู้สูงอายุผิวแห้งและคัน เลือกใช้สบู่เหลวผสมมอยซ์เจอไรเซอร์ทำความสะอาด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงฝุ่นควันพิษคลุ้งอย่างนี้ ผู้สูงวัยหลายคนมีปัญหาผิวแห้งคัน กระทั่งแสบตา แสบจมูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการที่จะห้ามไม่ให้ออกไปนอกบ้านอาจเป็นเรื่องยาก และเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเสียทีเดียว เนื่องจากสาเหตุหลังของปัญหานี้คือการปล่อยควันพิษ และการก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่เรื้อรังเกินเวลานานหลายปี อีกทั้งปัจจุบันมีการสร้างพร้อมกันหลายจุด หรือแม้เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าในต่างประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบมาถึงบ้านเราและอากาศทั่วโลกไม่มากก็น้อย ดังนั้นแม้ว่าการตระหนักในการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ไม่ควรตระหนกจนกระทบต่อการดำเนินชีวิต ล่าสุด พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและผู้สูงอายุ จากศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.28 กรุงธนบุรี มาให้คำแนะนำในการดูแลผิวพรรณของผู้สูงวัย เพื่อรับมือกับมลพิษได้อย่างน่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;โดยธรรมชาติแล้วผิวของผู้สูงอายุแต่ละคนนั้นมักจะแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากน้ำในตัวเซลล์ผิวนั้นแห้งลง จึงส่งผลให้ผิวแห้ง สังเกตง่ายๆ เราจะพบว่าผู้สูงวัยหนังหุ้มกระดูกและไม่มีเนื้อเลย อีกทั้งเมื่อน้ำในเซลล์ผิวลดลง ก็จะทำให้ผิวของผู้สูงอายุมีลักษณะแห้งสาก ซึ่งความแห้งดังกล่าวนั้นจะทำให้เกิดอาการคันได้ หรือคันได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ซึ่งถือเป็นภาวะปกติที่พบได้ในคนวัยนี้ ส่วนสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างที่ทำให้ผิวของผู้สูงวัยแห้ง คือ &amp;ldquo;การใช้สบู่ก้อนที่มีฤทธิ์แรง&amp;rdquo; ดังนั้นหมอแนะนำว่าให้ใช้ &amp;ldquo;สบู่โลชั่นผสมมอยซ์เจอไรเซอร์&amp;rdquo; หรือสบู่เหลว ก็จะทำให้ผิวไม่แห้งมาก เนื่องจากมีมอยซ์เจอไรเซอร์ที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ครีมทาผิวแบบบัตเตอร์ครีม ตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวผู้สูงอายุ หลังอาบน้ำด้วยสบู่เหลวผสมมอยซ์เจอไรเซอร์
(รูปตัวอย่าง))&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากธรรมชาติผิวของผู้สูงวัยมักจะแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรทาโลชั่นเป็นประจำหลังอาบน้ำ แต่ทั้งนี้แนะนำให้เลือก &amp;ldquo;ครีมทาผิวแบบบัตเตอร์ครีม&amp;rdquo; (Butter Cream) ซึ่งโลชั่นทาผิวสูตรเข้มข้นและมีมอยซ์เจอไรเซอร์ ที่ทำให้ผิวของผู้สูงวัยชุ่มชื่น ไม่แห้งง่าย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายยี่ห้อให้เลือกใช้ เนื่องจากตามโรงพยาบาลทั่วไปมักแนะนำให้คนไข้ใช้ครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea Cream) ซึ่งอันที่จริงแล้วสามารถใช้ได้ แต่จะไม่ทำให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีเท่ากับครีมทาผิวแบบบัตเตอร์ครีม ดังนั้นหากใช้ครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea Cream) ก็ควรใช้ครีมทาผิวแบบบัตเตอร์ครีมร่วมด้วย ก็จะทำให้ผิวผู้สูงวัยยิ่งชุ่มชื่น แต่ทางที่ดีเราควรเริ่มดูแลผิวพรรณไม่ให้แห้งกร้านตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่ในกลุ่มของผู้ที่อายุมากนั้น การเลือกบำรุงผิวที่กล่าวมาก็จะทำให้ปัญหาผิวแห้งและคันเริ่มดีขึ้น หรือทำให้อาการคันผิวลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกป้องกันฝุ่นละออง และพกพาขวดน้ำเพื่อจิบแก้กระหาย และป้องกันผิวหนังแห้งคันได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบช่วงนี้ปัญหาฝุ่นควันพิษในบ้านเราเยอะขึ้น ดังนั้น &amp;ldquo;การจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ&amp;rdquo; หรือถ้าเป็นน้ำอุ่นๆ ก็จะยิ่งดี เพื่อป้องกันทั้งผิวแห้งและลดภาวะกระหายน้ำได้ ทั้งนี้หมอไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกตระหนกเรื่องนี้มากไปเกิน ยกตัวอย่างการที่ไฟไหม้ป่าในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเรานั้น อาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในบ้านเราได้ไม่มากก็น้อย เพราะมีเพียงทะเลมหาสมุทร ที่สำคัญแม้ว่าเขาจะเป็นประเทศที่เจริญ ก็ยังไม่สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ ดังนั้นไม่ควรตระหนกมากจนเกินไป เพราะอันที่จริงแล้วเราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแค่ปฏิบัติตามกฎเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ช่วงที่มีปัญหาฝุ่นควันพิษเยอะ หลังกลับจากทำธุระนอกบ้าน ให้รีบอาบน้ำชำระล้างฝุ่นจิ๋วออกจากร่างกาย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เช่น เวลาที่ผู้สูงอายุออกไปนอกบ้านในช่วงฝุ่นพิษเยอะนั้น ก็พยายามพกน้ำขวดน้ำดื่มขนาดเล็กติดตัวไป เพื่อจิบป้องกันไม่ให้ผิวแห้งและขาดน้ำ และทางที่ดีควรใช้ผ้าปิดจมูกทุกครั้ง และถ้าจะให้ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก ก็ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าซักสะอาดปิดทับผ้าปิดจมูกอีก 1 ชั้น ก็เพียงพอแล้วค่ะ เพราะถ้าเราขับรถเองหรือแม้แต่ใช้บริการรถไฟฟ้า เมื่ออยู่ภายในแล้วจะมีแอร์ปรับอากาศที่ช่วยกรองฝุ่นได้ทางหนึ่งแล้ว หรือเมื่อขึ้นรถยนต์เราก็ต้องปิดประตูรถยนต์แล้ว ดังนั้นการป้องกันด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดปาก และปิดทับด้วยผ้าสะอาดอีก 1 ผืน ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ ที่สำคัญต้องพยายามอยู่ในที่ซึ่งมีฝุ่นละอองเยอะๆ ให้น้อยหรือสั้นที่สุด กระทั่งการใส่หมวก การกางร่ม หรือเสื้อผ้าแขนยาว ขายาว และเมื่อกลับถึงบ้านก็อาบน้ำให้ร่างกายสะอาด ก็เป็นการป้องกันตัวเองจากฝุ่นควันพิษได้ทางหนึ่ง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครีมทาผิวแบบบัตเตอร์ครีม, คุณภาพชีวิต, น้ำเปล่า, พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร, สบู่โลชั่นผสมมอยซ์เจอไรเซอร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2ed75771b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สูงวัยเที่ยวฉลองเทศกาลส่งท้ายปี ต้องเตรียมพร้อม..ก่อนหมดสนุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เพื่อให้คนวัยเก๋าออกไปเปิดหูเปิดตานอกบ้านอย่างมีความสุข ควรมีลูกหลานไปช่วยดูแลท่านทุกครั้ง หรือควรไปกับเพื่อนฝูง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วัยเก๋าก็เหมือนกับคนวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะการมีสังคม หรือการไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาในช่วงใกล้สิ้นปี ทั้งกับลูกหลานหรือเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันมักจะมีการจัดงานต่างๆ เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลจับจ่ายสินค้าราคาประหยัด อย่างงานกาชาด หรือแม้แต่ห้างร้านสรรพสินค้าต่างๆ มีการจัดนิทรรศการ หรือต้นคริสต์มาสยักษ์ไว้ให้ผู้สนใจไปถ่ายรูป กระทั่งมีการออกบูธสินค้าราคาย่อมเยาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้คนสูงอายุได้เลือกซื้อหาไว้มอบเป็นของขวัญและให้ลูกหลาน ดังนั้นสิ่งที่ไม่ควรละเลยคือการเตรียมตัวเตรียมพร้อมก่อนออกไปงานรื่นเริงข้างนอก โดยเฉพาะการขึ้นรถลงเรือ กระทั่งการเตรียมสุขภาพเล็กน้อยๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; งานนี้ พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและผู้สูงอายุ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.28 มาแนะนำการเตรียมสุขภาพก่อนไปนอกบ้านไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;สำหรับผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงหรือยังเดินได้ แต่มีโรคประจำตัวนั้น ก่อนออกไปนอกบ้าน ต้องเตรียมสุขภาพให้พร้อม เช่น หากเป็นโรคเบาหวาน จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ ซึ่งเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ ไปด้วยในตัว โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตสูงที่มักมาพร้อมกับโรคเบาหวาน หรือถ้าหากผู้สูงอายุไม่สามารถควบคุมโรคเรื้อรังดังกล่าวได้ ก็ควรเลี่ยงที่จะออกไปนอกบ้าน อาทิ สถานที่ซึ่งมีคนพลุกพล่าน เพราะอาจเสี่ยงต่อการป่วยกะทันหันขณะท่องเที่ยว แต่ถ้าสามารถควบคุมโรคเรื้อรังที่เป็นให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ก็สามารถไปไหนมาไหนได้ เพราะคนสูงวัยจะได้เปิดหูเปิดตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หมวก ร่ม และไม้เท้า อุปกรณ์กันร้อนและป้องกันการหกล้ม สิ่งที่คนวัยเก๋าไม่ควรลืมหยิบติดมือเมื่อออกไปนอกบ้าน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องจากช่วงสิ้นปี อากาศค่อนข้างจะเย็น แนะนำว่าผู้สูงวัยควร เตรียมเครื่องแต่งกายให้พร้อม เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว อาทิ เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ หมวก และร่มกันแดด อีกทั้งเมื่อต้องอยู่ที่มีคนพลุกพล่านจำนวนมากก็แนะนำให้ใส่ผ้าปิดปาก เพราะในจุดดังกล่าวจะมีเชื้อโรคค่อนข้างมาก ที่สำคัญไม่ควรไปไหนมาไหนคนเดียว แต่ควรมีเพื่อนหรือลูกหลานไปด้วย โดยเฉพาะการเดินขึ้นบันไดก็ควรมีคนช่วยดูแล เป็นต้นว่า หากต้องเดินข้ามสะพานลอย ข้ามถนน หรือเดินขึ้นบันไดเลื่อนในห้างก็เช่นเดียวกัน เพราะเลี่ยงต่อการเดินลื่นหกล้มได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมออกไปเที่ยว หรือช็อปปิ้งนอกบ้าน ควรศึกษาเส้นทางและต้องไปก่อนเวลาเพื่อป้องกันการรีบร้อน ที่เป็นเหตุของการพลัดตกหกล้มจากการเดินทาง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และหากต้องไปเดินในที่ที่มีคนเยอะ เช่น ตลาด หรืองานออกบูธจำหน่ายสินค้านั้น เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรพกทรัพย์สินจำนวนมาก และไม่ควรใส่เครื่องประดับราคาแพงติดตัวไปด้วย และเวลาที่ถือกระเป๋าควรนำไว้ด้านหน้าตัวเสมอ เพื่อป้องกันการกรีดกระเป๋าฉกทรัพย์สินจากมิจฉาชีพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการขึ้นรถลงเรือนั้น ถ้าเป็นไปได้แนะนำว่าควรมีลูกหลานหรือเพื่อนไปด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้สูงวัยก้าวขึ้นบันไดรถสาธารณะ ที่จำเป็นต้องมีคนช่วยพยุง เพราะบางครั้งท่านจะก้าวเท้าช้าและขึ้นไปไม่ทัน ประกอบรถยนต์ออกตัวอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีคนไปดูแล ที่สำคัญก่อนที่จะออกไปนอกบ้านควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้า หรือไปก่อนเวลานัด เพื่อป้องกันอาการรีบร้อน กระทั่งเป็นเหตุให้พลัดตกหกล้มขณะเดินทาง ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุเดินทางโดยการขึ้นเรือ เพราะเสี่ยงต่อการพลัดตกน้ำได้ โดยเฉพาะช่วงเวลาเลิกงาน หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่มักจะมีคนพลุกพล่านตามสถานที่จัดงานต่างๆ ทางที่ดีนั้น การโดยสารด้วยรถบริการสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT หรือรถไฟฟ้า BTS ก็จะค่อนข้างปลอดภัยกว่าการเดินทางด้วยเรือ อีกทั้งผู้สูงอายุยังสามารถใช้บัตรผู้สูงวัย ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลงค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51522</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191201/image_big_5de3b24ff0b79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัยเก๋าเลือกคบเพื่อนถูกใจ สร้างสุขกายใจสดใสอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(หลักการเป็นเพื่อนที่ดีระหว่างกันของผู้สูงอายุไม่ควรให้เพื่อนยืมเงิน เพราะอาจทำให้เสียเพื่อนหากไม่มีการใช้คืน แต่ถ้าคนวัยเก๋าพอมีทรัพย์ก็ควรแบ่งให้เพื่อนตามกำ�ลัง ไม่ต้องมากจนเกินไป โดยที่ไม่ต้องเอาคืน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นการคบเพื่อนฝูงจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับคนวัยเก๋า เพราะปัจจุบันอัตราของการป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้สูงอายุ ที่สำคัญการมีเพื่อนจะช่วยแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อนำไปสู่ทางออกของปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ทั้งปัญหาสุขภาพ ตลอดจนปัญหาความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวที่ผ่านการระดมสมองของกลุ่มเพื่อน และยังทำให้คนหลัก 5 หลัก 6 ไม่เหงาอีกด้วย พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและผู้สูงอายุ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.28 มีข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าสังคมและการคบเพื่อนฝูงของคนวัยเก๋ามาแนะนำไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สุรางค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและผู้สูงอายุ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.28 แนะนำว่า &amp;ldquo;ประโยชน์ของการมีเพื่อนฝูงนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ดังนั้นคนสูงอายุจำเป็นต้องมีเพื่อนเอาไว้พอสมควร ที่สำคัญความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือต้องคบกันเป็นเวลานานๆ และการเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนั้นต้องเกิดจากความผูกพันกัน ตลอดจนมีความทรงจำที่ดีต่อกันโดยที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง โดยเฉพาะเรื่องของเงินทอง ทรัพย์สิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทั้งนี้ หลักของการเลือกเพื่อนที่ดีจำเป็นต้องใช้เวลาร่วมกันในการทำสิ่งดีๆ เพื่อให้รู้จักและรู้ใจกันก่อน ซึ่งตรงนี้จะต้องใช้เวลาคบกันค่อนข้างนาน และส่วนหนึ่งก็เพื่อดูพฤติกรรมของเพื่อนไปด้วย และต้องจำไว้ว่าการที่เราจะเป็นเพื่อนกันนั้น จะต้องไม่ล่วงเกินในเรื่องส่วนตัวของเพื่อน รวมถึงเรื่องเงินทองของอีกฝ่าย และเวลาที่เรามีเงินและต้องการแบ่งปันเพื่อน ก็ต้องไม่ให้มากจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เลยขอบเขตของการเป็นเพื่อน อีกทั้งผู้สูงอายุต้องระลึกอยู่เสมอว่า แต่ละคนนั้นย่อมมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง แต่ถ้าเขามีข้อเสีย แต่เป็นสิ่งที่เราพอรับได้ ประกอบกับเขาก็เป็นคนดีพอสมควร สอดคล้องกับจริตของเรา เช่น ชอบไปวัดเหมือนกัน ชอบออกกำลังกายเหมือนกัน หรือชอบอ่านหนังสือแนวเดียวกัน อีกทั้งเมื่อพูดคุยกันแล้วรู้สึกถูกคอก็สามารถคบกันได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการช่วยเหลือเพื่อน โดยเฉพาะการแบ่งปันเงินทองนั้น แนะนำว่าถ้าอีกฝ่ายพอมีทรัพย์ก็อาจจะแบ่งให้เพื่อนมากหน่อย แต่ถ้ามีน้อยให้ตามน้อย ที่สำคัญไม่ควรเป็นไปในลักษณะของการกู้ยืม เพราะนั่นจะทำให้เสียเพื่อนในที่สุด เพราะมันจะกลายเป็นธุรกิจระหว่างผู้ให้กู้กับลูกหนี้ สุดท้ายก็จะทำให้ความสัมพันธ์ถูกบั่นทอน หากว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถที่จะใช้เงินคืนได้ตามกำหนด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เพื่อนที่ดีของผู้สูงวัยนั้น นอกจากความชอบที่คล้ายคลึงกันแล้ว ยังต้องมีความจริงใจในการคบกัน และชวนกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สุรางค์ บอกอีกว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เราควรต้องมีเมตตากับผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่อยู่รอบข้างตัวเรา ส่วนหนึ่งไม่เพียงทำให้คนที่อยู่ใกล้ทั้งเพื่อนฝูงและลูกหลานนั้นเกิดความรู้สึกอบอุ่น เย็นและสงบเมื่ออยู่ใกล้เรา ตรงกันข้ามหากเราเป็นคนวัยเก๋าที่หงุดหงิด ก็จะทำให้คนรอบข้างไม่อยากอยู่ใกล้ ซึ่งนั่นเราอาจถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง อีกทั้งเพื่อนฝูงก็จะหนีห่าง ที่สำคัญเรื่องความเมตตาต่อผู้อื่นนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องคนในครอบครัว อาทิ ลูกหลานเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อนบ้านที่ดีๆ ของเรา หรือแม้แต่ลูกน้องในที่ทำงาน และลูกศิษย์ลูกหา คนเหล่านี้ผู้สูงอายุจำเป็นต้องเมตตาและเกื้อหนุนตามกำลัง เพราะเขาอาจจะเป็นที่พึ่งพิงและคอยช่วยเหลือเราได้เมื่อเรามีอายุมากขึ้น&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47949</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191013/image_big_5da30ec045ba2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาหารย่อยง่ายโปรตีนจากไก่-ปลา-ไข่ ช่วยปรับสมดุลวัยเก๋าหลังเทศกาลกินเจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ออกกำลังสม่ำเสมอแม้เทศกาลถือศีลกินผักผ่านพ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประโยชน์ของเทศกาลถือศีลผัก นอกจากจะทำให้คุณตาคุณยายได้บุญกุศลจากการงดเว้นเนื้อสัตว์ใหญ่แล้ว ยังทำให้ระบบย่อยของผู้สูงวัยทำงานได้ค่อนข้างดีอีกด้วย แต่เมื่อเทศกาลกินเจจบลง &amp;ldquo;การบริโภคอาหารปรับสมดุลหลังจากที่ผู้สูงอายุออกเจ&amp;rdquo; เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะในระหว่างเทศกาลถือศีลกินผักนั้น คนวัยเก๋าจะเน้นการบริโภคพืชเป็นหลัก เลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งก็จะได้โปรตีนจากธัญพืชแทน ทำให้ขาดสารอาหารดังกล่าวจากเนื้อสัตว์ ประกอบกับอาหารเจจะมีน้ำมันค่อนข้างเยอะ เนื่องจากปรุงด้วยการทอดหรือผัดเป็นหลัก และอาหารเจทำให้ผู้สูงวัยหิวบ่อย ดังนั้นการปรับสมดุลเรื่องการบริโภคอาหารหลังเทศกาลกินเจเป็นสิ่งที่สำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและผู้สูงอายุ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.28 ให้ข้อมูลว่า ร่างกายของผู้สูงอายุขณะรับประทานอาหารเจนั้น นอกจากการงดเว้นเนื้อสัตว์และกินผักเป็นหลักแล้ว คนวัยเก๋าก็จะได้รับโปรตีนจากธัญพืชแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ จึงถือได้ว่าเทศกาลกินเจทำให้ผู้สูงอายุได้ทำบุญจากการงดเว้นการกินสิ่งมีชีวิต และสิ่งที่สังเกตได้ง่ายคือ ผู้ที่รับประทานอาหารเจจะไม่ค่อยท้องผูก เพราะในผักจะมีกากใยอาหารที่ช่วยย่อย แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดของการบริโภคอาหารเจก็มีอยู่บ้างคือ การขาดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หิวบ่อย และอาหารเจก็มักจะใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับน้ำมันเกิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เมนูโปรตีนจากปลา อาหารปรับสมดุลวัยเก๋ากินเจ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังเทศกาลกินเจจบนั้น การเลือกกินอาหารที่ช่วยปรับสมดุลก็เป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ อันแรกแนะนำให้รับประทานอาหารเบาๆ ซึ่งถ้าเวลาผ่านไป 2-3 วัน ผู้สูงอายุก็จะปรับตัวได้ และเมนูที่ควรรับประทานคือ &amp;ldquo;อาหารที่ย่อยง่าย&amp;rdquo; แต่ทั้งนี้ ผู้สูงวัยอาจจะรับประทานให้น้อยลง แต่แบ่งย่อยให้ได้เป็น 5 มื้อใน 1 วัน อีกทั้งต้องพิจารณาว่าในช่วงที่กินเจนั้น เราขาดสารอาหารอะไร ซึ่งหลักๆ คือ &amp;ldquo;โปรตีนจากเนื้อสัตว์เล็ก&amp;rdquo; เช่น ไก่ ปลา ส่วนเนื้อหมูนั้นก็สามารถบริโภคได้บ้าง แต่ควรอยู่ในปริมาณที่น้อย และต้องสับหรือหั่นให้ระเอียดเพื่อช่วยให้ย่อยง่าย แต่หากวัยเก๋าต้องการได้รับโปรตีนจากเนื้อวัว ควรบริโภคในรูปแบบของ &amp;ldquo;ลูกชิ้นเนื้อวัว&amp;rdquo; แต่ก็ไม่ควรกินเป็นประจำเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ไข่ตุ๋น&amp;rdquo; อาหารปรับสมดุลคนวัยเก๋าหลังเทศกาลกินเจ ที่ย่อยง่ายและมีโปรตีนสูง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้แหล่ง &amp;ldquo;โปรตีนจากไข่&amp;rdquo; ผู้สูงอายุก็ควรได้รับเช่นกัน เพราะไข่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับคนสูงวัย แต่ให้เน้นเมนูไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ปิ้ง ไข่ลวก และให้งดเว้นเมนูไข่ที่ทำจากการทอดด้วยน้ำมัน และหลังเทศกาลกินเจจบหลังนั้น การบริโภคอาหารที่ไขมันสูงก็ต้องงดเว้นเช่นเดียวกัน แนะนำให้เปลี่ยนจากการทอดเป็นนึ่ง ต้ม ตุ๋นแทน เช่น ปลานึ่ง หรือต้มยำปลาที่ผู้สูงอายุจะได้บริโภคทั้งโปรตีน ได้ซดน้ำ ได้กินสมุนไพรที่อยู่ในเครื่องต้มยำอย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ ที่ช่วยป้องกันโรคหวัดได้ค่อนข้างดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สุรางค์ ทิ้งท้ายว่า &amp;ldquo;นอกจากการบริโภคอาหารเพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกายหลังกินเจแล้ว การออกกำลังก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันอีกด้วย โดยเฉพาะคนวัยเก๋าที่มีความจำเป็นอย่างมากในการออกกำลังกาย ซึ่งหลังการที่จะทำให้คนวัยเกษียณแข็งแรงและฟิตอยู่เสมอนั้น แนะนำว่าให้เดินหรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวด้วยการเดินออกกำลังเบาๆ หรือจะออกกำลังด้วยท่าการบริหารอย่างง่ายๆ ในบริเวณบ้าน เช่น การยืดเหยียดแขน-ขา บริหารไหล่ บริหารข้อเท้า ก็สามารถทำได้เช่นกัน ที่สำคัญต้องเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน เพราะคนอายุ 70-80 เพิ่งจะหันมาออกกำลังนั้นอาจจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะทักษะของการพัฒนาอาจจะเริ่มน้อยลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่อายุน้อยๆ ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47706</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9dd522505fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมแต่เนิ่นๆ ช่วยวัยเก๋าไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุนั้น จำเป็นต้องดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่อารมณ์ที่เบิกบานแจ่มใส จากการหัวเราะและมองชีวิตให้เป็นเรื่องบวก ไล่มาจนถึงการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม รู้จักเลือกอาหารการกินที่เหมาะสม ตลอดจนออกกำลังกาย และการเตรียมเรื่องของการออมสำหรับดูแลตัวเองในอนาคต เพราะแนวโน้มของผู้สูงวัยไทยในอนาคตนั้น จะต้องดูแลตัวเองมากกว่าการพึ่งพิงบุตรหลาน เนื่องจากปัจจุบันจำนวนของบุตรที่เกิดขึ้นลดน้อยลง พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร จิตแพทย์ผู้สูงอายุ ที่ปรึกษาและแพทย์ผู้สูงอายุ คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ รพ.ราชวิถี มาให้ข้อมูลในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุไว้น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร บอกว่า &amp;ldquo;ประโยชน์ของการหัวเราะ อันที่จริงแล้วการหัวเราะก็เป็นเรื่องดีทำให้คนได้ผ่อนคลายสบาย แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้นั้นอาจจะเป็นการให้ผลเชิงสั้นๆ ถ้าหากความทุกข์ยังอยู่ แต่ท้ายที่สุดแล้วการที่ผู้สูงวัย &amp;ldquo;มีอารมณ์ขัน&amp;rdquo; ก็ได้ผลดีต่อสุขภาพอยู่เช่นกัน ดังนั้นหมอมองว่าถ้าในชุมชนที่อาศัยอยู่สามารถที่จะทำโครงการหัวเราะ หรือสร้างอารมณ์ขันให้กับคนสูงวัย ผ่านการรวมกลุ่มทำกิจกรรม อย่างการเล่นเกม หรือทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เต้นหรือร้องเพลง เพื่อเรียกเสียงรอยยิ้ม ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพแบบองค์รวม เพราะจะทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง รู้สึกไม่เครียดและมีจิตที่เบิกบาน ซึ่งตรงนี้เราเรียกกันว่าเป็นการสุขภาพทั้งกายและใจ เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ เพราะปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอยู่บ้านเพียงลำพังอย่างเหงาหงอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อมีสุขภาพจิตที่แจ่มใสแล้ว การที่คนอายุตั้งแต่ 45-90 ปีนั้นหันมา &amp;ldquo;ดูแลสมอง&amp;rdquo; ซึ่งถือเป็นอวัยวะสั่งการที่สำคัญของร่างกาย เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมนั้น ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้อย่างง่ายๆ เช่น การฝึกบวกลบตัวเลข หรือการเล่นเกมจับคู่ร่วมกับลูกหลาน ตลอดจนทำท่ากายบริหาร เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม เช่น การทำท่าจีบและท่าตัวแอล สลับข้างกันโดยไม่ผิด ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้สมองได้คิดเป็นต้น หรือแต่การที่คนสูงอายุ มีความรู้ในเรื่องของการดูแลตัวเอง เช่น มีทักษะความรู้ในการเลือกออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย เช่น &amp;ldquo;การออกกำลังกายอย่างง่าย&amp;rdquo; เป็นต้นว่า การยืนแกว่งแขน หรือทำงานบ้านเพื่อช่วยขยับเขยื้อนร่างกาย ตลอดจนการปรุงอาหารรับประทานเอง จากเนื้อสัตว์และเครื่องในที่ไร้ไขมัน การลดอาหารหวานมันเค็ม กินผักผลไม้มากขึ้น และเน้นปลอดสารพิษอีกด้วย หรือแม้แต่เรื่องของ &amp;ldquo;การออมเงิน&amp;rdquo; ตั้งแต่อายุยังน้อย การรู้จักการทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือแม้แต่การออมเงินผ่านธนาคาร หรือการประกันภัย การประกันชีวิต เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยที่กล่าวมาข้างต้น อาจจำเป็นต้องอาศัยชุมชนหรือภาคสังคมเข้ามาช่วยกันคิดว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้สูงอายุไม่เพียง ไม่อยู่คนเดียว แต่เขาจะต้องอยู่กับเพื่อนบ้าน รวมถึงชุมชนให้ได้ โดยสามารถดูแลตัวเองในทุกมิติดังกล่าว เพราะในอนาคตอีก 20 ปี ซึ่งหากว่าตอนนี้เขาอายุ 45 ปี เขาจะต้องเป็นคนแก่ที่อยู่กับตัวเอง เลี้ยงดูตัวเอง เนื่องจากลูกหลานจะน้อยลงมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คนที่จะดูแลเราต่อไปในอนาคตอาจไม่ใช่ลูกหลาน แต่อาจจะเป็นคนในชุมชน และส่วนใหญ่ต้องชุมชน ดังนั้นชุมชนเองต้องแข็งแรง โดยลงไปให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการดูแลตัวเองของผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถดูแลตัวเองได้ และจะทำให้ไม่มีโรคมาก ถ้ามีก็ดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อนั้นเขาจะได้ไม่ต้องป่วยเรื้อรัง หรือป่วยทุพพลภาพ สุขภาพจิตผู้สูงอายุก็จะดี ที่สำคัญต้องไม่ลืมเรื่องการวางแผนการเงิน เพื่อจะได้ไม่ต้องหวังพึ่งลูกหลานมากเกินไป ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้สูงวัยลืมไม่ได้นั้น เมื่อมีเงินอย่าให้ลูกหลานไปหมด เนื่องจากต้องเก็บไว้ดูแลตัวเอง เพราะแนวโน้มนั้นผู้สูงอายุใหม่อาจต้องอาศัยคนอื่นมาดูแล แต่ถ้าจะให้นั้นก็ต้องมีการแวงแผนไว้อย่างรอบคอบ หรือแบ่งสันปันส่วน เพื่อป้องกันลูกหลานแย่งชิงทรัพย์สมบัติ หากไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ไว้แต่เนิ่นๆ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูแลสุขภาพที่กล่าวมานั้น นับเป็นการทำงานเชื่อมโยงระหว่างกัน และต้องอาศัยภาคชุมชนสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในการให้ความรู้กับคนอายุตั้งแต่ 45-90 ปี เพื่อดูแลเองเนิ่นๆ ในทุกเรื่อง เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คนหลัก 3 หลัก 4 อาจต้องเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพในทุกมิติ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว ว่าไหมคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43886</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.สุรางค์ เลิศคชาธาร, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5be252a229f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
