<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ใช้สมุนไพรรับมือโรคหน้าฝน” รู้ละเอียดเสริมภูมิคุ้มกันถูกวิธี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประโยชน์ของสมุนไพรไทยนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ประกอบกับปีนี้หน้าฝนมาเร็ว ดังนั้นการประยุกต์สมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาของไทยมาใช้ดูแลสุขภาพ ก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่สนใจ เนื่องจากสรรพคุณของสมุนไพรนั้น สารมารถใช้เป็นตัวช่วยในการส่งเสริมสุขภาพ หรือเสริมภูมคุ้มกันโรค และใช้เป็นยารักษาโรคได้ในคราวเดียวกัน ที่สำคัญต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลว่า&amp;nbsp; สรรพคุณของสมุนไพรไทยนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.เราใช้สมุนไพรไทยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ที่รู้กันว่าเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ส่วนอันที่ 2.เราใช้สมุนไพรไทยเพื่อเป็นยารักษาโรคโดยตรง เพื่อบรรเทาอาการของโรคนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มจากการใช้ &amp;ldquo;สมุนไพรไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; ในช่วงหน้าฝนที่มักจะทำให้อากาศเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน หรือแพทย์แผนไทยนั้น สมุนไพรที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่สำคัญมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์แอนตี้บอดี้ หรือ ออกฤทธิ์ต่อเม็ดเลือดขาวให้ทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีนั้น คือ สมุนไพรกลุ่ม &amp;ldquo;ขิง, ข่า, ตะไคร้&amp;rdquo; และเรายังพบอีกว่าถ้าปรุงสมุนไพรเหล่านี้ ให้อยู่ในรูปแบบของอาหาร เช่น เครื่องแกง ใส่ในเมนูต้มยำต่างๆ จะช่วยชูรสชาติอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้น และเสริมภูมคุ้มกันป้องกันโรคได้ในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เรายังพบว่าในสมุนไพรไทยอย่าง &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขิง&amp;rdquo; ที่เป็นพืชตระกูลเดียวกับ &amp;ldquo;ขมิ้นชัน และ &amp;ldquo;กระชาย&amp;rdquo; ที่ไม่เพียงช่วยเสริมภูมคุ้มกันให้ร่างกาย แต่ใน &amp;ldquo;ขิง&amp;rdquo; ยังเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และยังช่วยย่อยทำให้ขับถ่ายได้ดี หรือ แม้แต่พืชสมุนไพรอย่าง &amp;ldquo;ใบแมงลัก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ใบกระเพา&amp;rdquo; ยังช่วยเพิ่มการขยับตัวให้กับลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำได้ดีเช่นกัน และที่ลืมไม่ได้นั้นผักพื้นบ้าน ที่อยู่ในรูปแบบของสมุนไพรไทยอย่าง &amp;ldquo;ขี้เหล็ก&amp;rdquo; ก็มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นในช่วงฤดูฝนอย่างนี้ ดังนั้นถ้าเราบริโภคสมุนไพรที่มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแบบสลับหมุนเวียน ก็จะช่วยลดอาการเจ็บป่วยในช่วงหน้าฝนได้ โดยเฉพาะโรคหวัดและอาการเจ็บคอต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การบริโภคสมุนไพรไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ลำดับต่อมา คือ &amp;ldquo;กลุ่มยาสมุนไพรตรีผลา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่ ใช้กันในกลุ่มอายุรเวทของอินเดีย และแพทย์แผนไทยของเรา ซึ่งตัวยาดังกล่าวประกอบไปด้วย สมอไทย ,สมอภิเภก ,มะขามป้อม ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และช่วยชะลอวัยไปด้วย ที่สำคัญยังช่วยแก้ไอ ทั้งนี้จะใช้โดยการต้มเป็นน้ำดื่มตรีผลาเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในช่วงที่มีโรคโควิด-19 กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ การดูแลสุขภาพด้วยการนำเอาแพทย์แผนไทยมาประยุกต์เพื่อดูแลสุขภาพ และเสริมสร้างภูมคุ้มกันให้ร่างกาย ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งดีกว่าไม่ดูแลสุขภาพ ยกตัวอย่างการที่เราดื่มน้ำขิง หรือน้ำกระชาย ที่กำลังได้รับนิยมนั้น สิ่งสำคัญหมออยากแนะนำว่า หากเราจะคาดหวังให้น้ำสมุนไพรทั้งสองชนิดป้องกันโรคโควิด-19 โดยตรง อาจจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นติดง่าย ดังนั้นการปฏิบัติตามคำแนะนำ ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ทั้งการเลือกบริโภคสมุนไพรดังกล่าวในรูปแบบของอาหาร เช่น เครื่องแกง จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อให้ร่างกายแข็งและทำให้เจ็บป่วยได้ยากขึ้น ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีมากว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย บอกอีกว่า &amp;ldquo; สำหรับการใช้สมุนไพรไทยเพื่อรักษาโรค จากอาการเจ็บป่วยแล้ว อาทิ ผู้ที่มีอาการไข้จากโรคหวัด ซึ่งสมุนไพรไทยที่ใช้นั้นเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่ช่วยลดอาการไข้ หรือเป็นยาลดไข้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหวัดในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดดเด่นและเป็นที่รู้จักอย่าง &amp;ldquo;ยาเขียว (ใบพิมเสน, ใบผักกระโฉม, ใบหมากผู้,ใบมะระ, ใบสะเดาฯลฯ)&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ยาจันทร์ลีลา (โกศสอ,โกศเขมา,โกศจุฬาลัมพา,แก่นจันทร์ขาว ,แก่นจันทร์แดง ลูกกระดอม เถาบอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก) &amp;rdquo; กระทั่ง &amp;ldquo;ยา 5 ราก (คนทา,ชิงชี่,ย่านาง ,เท้ายายม่อม,มะเดื่ออุทุมพร&amp;rdquo; ซึ่งตัวยาสมุนไพรลดไข้ในบัญชียาหลักแห่งชาติดังกล่าวนั้น จะอยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่สามารถกินง่าย และได้ผลค่อนข้างดี รวมถึงยาสมุนไพรไทยอย่าง &amp;ldquo;ยาประสะมะแว้ง&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณช่วยแก้ไอและลดไข้ ที่สามารถใช้รักษาโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สมุนไพรไทยหลายตัว ที่ค้นพบว่ามีฤทธิ์แก้ไข้ และช่วยต้านเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียอย่าง &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; ซึ่งล่าสุดกำลังทำการวิจัย โดยค้นพบว่ามีสรรพคุณแก้ไข้ และลดอาการอักเสบ ที่สามารถใช้แทนยาพาราเซตามอลได้ ที่สำคัญในฟ้าทะลายโจร ยังพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสหลายตัว และยังลดการแบ่งตัว หรือแบ่งเซลล์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ เนื่องจากการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองพบว่า ฟ้าทะลายโจรมีสารที่เรียกกันว่า สารแอนโดรกราโฟไลด์ ที่ช่วยยับยังไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวในเซลล์ได้ แต่ทั้งนี้จากการศึกษาโดยการบริโภคสมุนไพรดังกล่าวในคน พบว่าสามารถลดอาการไข้ จากผู้ป่วยโรคหวัดได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่การใช้สมุนไพรไทยอย่างฟ้าทะลายโจร ในกลุ่มของผู้ป่วยโรคโควิด-19 นั้น จะต้องเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่อยู่ในระยะน้อยๆ หรือไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก (ปอดยังไม่บวม) ตรงนี้เมื่อใช้ฟ้าทะลายโจรก็จะทำให้หายจากโรคโควิด-19 ได้เอง (รูปแบบการใช้รักษาโรคโควิด-19 ในระยะน้อยๆนั้น จะใช้สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรวันประมาณ 180 มิลลิกรัมในการรักษาโรค) แต่ถ้าหากเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงลุกลาม หรือมีภาวะปอดบวมไปแล้ว ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จะไม่ใช่ตัวเลือกในการรักษาสุขภาพจากโรคโควิด-19 แต่อย่างใด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พญ.อัมพร&amp;rdquo; บอกอีกว่า &amp;ldquo;สมุนไพรไทยอย่างกระชาย ที่มีสารแพนดูลาตินเอ (Pandulatin A) และสารพิโนสตรอบิน(Pinostrobin) เป็นสมุนไพรไทยที่ตามฟ้าทะลายโจรมาติดๆ ในการต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการเล็กน้อย(ไม่มีอาการปอดบวม) ที่สำคัญจะต้องบริโภคกระชายในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้นจึงยังอยู่ในขั้นตอนที่เภสัชกรวิจัยและออกแบบ ให้อยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้นหมอแนะนำว่าควรกินกระชาย ให้อยู่ในรูปแบบของอาหาร ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายไม่เป็นโรคจะเหมาะสมมากกว่า เช่น ใส่ในเครื่องแกงของเมนูขนมจีนน้ำยา หรือ ใส่ในต้มโคล้ง เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไล่มาถึงการบริโภคสมุนไพรไทย เพื่อรักษาโรคที่พบได้ในช่วงหน้าฝนอย่าง &amp;ldquo;โรคผิวหนังจากเชื้อรา&amp;rdquo; อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ บอกว่า &amp;ldquo; หากเป็นอาการเชื้อราที่พบได้ทางผิวหนังนั้น แนะนำให้ใช้ใบทองพันชั่ง ที่นำมาพอกทิ้งไว้ หรือทาบ่อยๆบริเวณผิวหนังที่เป็นเชื้อรา กลาก เกลื้อน แต่วิธีการใช้นั้นจะต้องนำใบทองพันชั่ง มาทำร่วมกับวิธีการกึ่งแผนปัจจุบัน โดยการนำใบทองพันชั่งตำพอละเอียด และนำไปแช่เหล้า หรือแอลกอฮอล์ แต่หากเป็นแผลชนิดอื่นๆที่ผิวหนัง ซึ่งไม่ใช่เชื้อราจากน้ำกัดนั้น หรือ ผิวหนังถูกของมีคมบาด หรือเป็นแผลถลอกจากการเดินลุยน้ำท่วมขังในช่วงหน้าฝน แนะนำให้ล้างแผลให้สะอาด และนำใบบัวบกบดพอละเอียด มาพอกทิ้งไว้ที่ผิวหนัง ที่เป็นแผลถูกของมีคมบาด เนื่องจากใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยสมานแผล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในช่วงหน้าฝนหลายคนมี &amp;ldquo;อาการท้องร่วงท้องเสีย&amp;rdquo; จากน้ำฝนที่ปนเปื้อนเชื้อโรคท้องร่วง กระทั่งน้ำฝนมาสัมผัสถูกอาหาร ที่เรารับประทานเข้าไปนั้น การบริโภคฟ้าทะลายโจรในรูปแบบของแคปซูล สามารถช่วยได้ เนื่องจากมีการวิจัยแล้วว่าฟ้าทะลายโจร สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มากับอาหารไม่สะอาดได้ แต่ทั้งนี้อาจต้องบริโภคแคปซูลฟ้าทะลายโจร สูงกว่าการกินเพื่อป้องกันโรคหวัด นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ได้ท้องเสียจากอาการเป็นโรคหวัดลงกระเพาะ พูดง่ายๆว่าท้องเสียเพราะอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคท้องร่วง ก็สามารถกิน &amp;ldquo;ผงกล้วย&amp;rdquo; ที่บรรจุในรูปแบบซอง และชงดื่มเป็นน้ำผงกล้วย ซึ่งในผงกล้วยนั้นไม่เพียงทำให้อุจจาระของผู้ป่วยโรคท้องร่วงเป็นก้อน เนื่องจากสารแพคตีนที่พบในกล้วย แต่ในผงกล้วยที่สกัดจากกล้วยนั้น ยังช่วยเคลือบกระเพาะให้กับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะได้อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103983</URL_LINK>
                <HASHTAG>พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์, สมุนไพร, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab4c3650017.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ&quot;ฟ้าทะลายโจร&quot;รักษาโควิดอาการระยะเริ่มต้น ปอดยังไม่อักเสบ ได้ผลดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ธ.ค.63-พญ.อัมพร &amp;nbsp;เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากสถานการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การระบาดของไวรัสโควิด 19 มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 80 ล้านคน ซึ่งล่าสุดโรคนี้ ได้กลับมาสร้างความวิตกกังวลให้คนไทยทั้งประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยคนไทยติดเชื้อโควิด 19 ที่จังหวัดสมุทรสาคร และมีการพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากจากการค้นหาในกลุ่มเสี่ยง จึงจำเป็นต้องหาทางเลือกในการร่วมดูแลผู้ป่วยควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันจากข้อมูลการศึกษาก่อนนี้ ชี้ให้เห็นว่าฟ้าทะลายโจรมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับสารที่ก่อการเกิดการอักเสบ การยับยั้ง &amp;nbsp; การเพิ่มจำนวนของไวรัส รวมถึง การอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสเอง ทั้งในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง ในประเทศไทยมีการศึกษาผ่านการพิจารณาจริยธรรมการศึกษาวิจัยในคนเรียบร้อยแล้ว พบว่า ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ระดับความรุนแรงน้อย ซึ่งได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง มีอาการดีขึ้นทุกราย หลังวันที่สามของการได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจร โดยไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้ายาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จะเป็นทางเลือกในการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักษาผู้ป่วย และเป็นการลดต้นทุนการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันโดยหันมาใช้ยาสมุนไพรไทยแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ โรงพยาบาลของรัฐ 5 โรงพยาบาล ในเขตสุขภาพที่ 5 ประกอบด้วย โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม เตรียมใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร รักษาผู้ป่วยไวรัสโควิด 19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 18 - 60 ปี และมีระดับความรุนแรงน้อย คือ มีอาการแสดงของระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ โดยไม่มีภาวะปอดอักเสบ รวมถึงได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ภายใน 72 ชั่วโมง หลังเริ่มมีอาการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า การรักษาด้วยยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนี้ &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะได้รับสารสำคัญ Andrographolide 180 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 5 วัน ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานการรักษาโรคด้วยยาแผนปัจจุบัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามมาตรฐานทางการแพทย์จากโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และการประเมินอาการทุกวัน หากมีอาการแพ้ยา หรือผลข้างเคียงจากการรักษา สามารถหยุดยาได้ทันทีและแจ้งทีมรักษา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้ตลอด 24 ชั่วโมง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จึงขอให้ผู้ป่วยที่สมัครใจรักษาด้วยสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มั่นใจในกระบวนการรักษาทุกขั้นตอน ทางโรงพยาบาลมีบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการรักษา โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนฟ้าทะลายโจร โทร. 065 504 5678 หรือ ช่องทาง www.facebook.com/dtam.moph และ Line @DTAM&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88400</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, #โควิด-19, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f44dfacf0c57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ครูจิตวิทยา&quot;ในโรงเรียน ฮีโร่..สแกนปัญหาเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ่อยครั้งที่เราเคยได้ยินแต่ &amp;ldquo;หมอจิตวิทยา&amp;rdquo; ล่าสุดมีการอบรมทักษะ &amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ขึ้นในพื้นที่ จ.นครราชสีมา หรือเมืองย่าโมที่เรารู้จักกันดี ซึ่งนำโดย &amp;ldquo;รพ.จิตเวชโคราช&amp;rdquo; จับมือ &amp;ldquo;สพม.31&amp;rdquo; จัดอบรมความรู้และทักษะครูโรงเรียนระดับมัธยม ให้เป็นครูจิตวิทยาประจำโรงเรียน ยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพจิตเด็กวัยมัธยมเมืองย่าโมที่มีกว่า 60,000 คน เพิ่มประสิทธิภาพการเรียน ป้องกันและช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา อาทิ ติดเกม, ซึมเศร้า, มีปัญหาภายในครอบครัว เชื่อมโยงกับ รพ.ในพื้นที่ รพ.เชี่ยวชาญ และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เผยว่า ผลดำเนินการในรุ่นแรกพบว่าได้ผลดีมาก ครูสามารถดำเนินการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี ผลการตรวจในปี 2561 พบเด็กปกติร้อยละ 80 โดยพบกลุ่มเสี่ยง เช่น มีพฤติกรรมและอารมณ์ผิดปกติ และสงสัยมีโรคทางจิตเวชแอบแฝงรวมร้อยละ 20 ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครูจิตวิทยา เช่น ปรับแก้พฤติกรรมครอบคลุมร้อยละ 70 โดยมีเด็กที่ปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น สงสัยอาจมีโรคทางจิตเวชแอบแฝง เช่น สมาธิสั้น ดื้อ เกเร ติดเกม ติดสารเสพติด เรียนรู้บกพร่อง ประมาณร้อยละ 5 ได้ส่งพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคต่อไป ขณะนี้เด็กอยู่ในระบบการดูแลรักษาแล้ว 1,817 คน เด็กเรียนหนังสือได้...จากการอบรมเพิ่มทักษะการดูแลเด็กในแง่ของจิตวิทยาให้กับคุณครูในโรงเรียน โดยเฉพาะการช่วยคัดกรองเด็กที่มีปัญหาเพื่อไปสู่การแก้ไข แต่ทว่าประเด็น &amp;ldquo;ครูจิตวิทยาในโรงเรียน&amp;rdquo; มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด!!! มีมุมมองจากแพทย์จิตวิทยา ตลอดครูอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา มาให้ข้อมูลไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์ รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วโครงการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนมีนานหลายปีแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าจะอยู่ในนามของครูแนะแนว และเหตุผลที่ได้มีการจัดอบรมดังกล่าวให้กับครูในโรงเรียนนั้น เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า เนื่องจากเด็กแต่ละคนนั้นมีความหลากหลาย ดังนั้นในฐานะครูผู้สอนก็จำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คำแนะนำกับเด็กนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้านสภาพจิตใจและร่างกายของเด็กควบคู่กันไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาเวลาที่เด็กนักเรียนมีปัญหาทางด้านร่างกายและสังคม เช่น มีปัญหาเรื่องการขัดสนเงินทอง หน้าที่ของครูจิตวิทยาที่อยู่ในครูแนะแนว ก็มีตั้งแต่ช่วยหาทุนให้ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในสังคม ดังนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่โคราชได้มีการจัดอบรมครูจิตวิทยาขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะนั่นจะทำให้คุณครูมีความรู้และเข้าใจเด็กได้ชัดเจนมากขึ้น และคอยช่วยเหลือเขา โดยเฉพาะการนำแพทย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้กับคุณครูในโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมานานหลายปีแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ความรู้ทางด้านจิตวิทยาหลักๆ ในการดูแลเด็กนักเรียนนั้น ประกอบด้วย 1.พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กในแต่ละช่วงวัย 2.การที่คุณครูจิตวิทยาจำเป็นต้องมีทักษะของการรับฟังปัญหาที่ดี เพื่อให้ข้อมูลกับเด็กๆ และช่วยให้เด็กตัดสินใจปัญหาได้อย่างมีสติ ชัดเจน อีกทั้งสามารถรับผิดชอบกับการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม 3.ครูจิตวิทยาต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจและอารมณ์ของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.อัมพร บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนจะสามารถแก้ไขปัญหาที่หลากหลายของเด็กในโรงเรียนได้ 100% หรือไม่นั้น อาจเป็นการคาดหวังที่มากเกินไป แต่สิ่งสำคัญที่เด็กจะได้รับจากการมีครูจิตวิทยาในโรงเรียนจะแสดงออกมาในรูปแบบของ &amp;ldquo;การได้รับความช่วยเหลือ&amp;rdquo; ในหลากหลายเรื่องมากกว่า เพราะอย่าลืมว่าการที่ครูมีทักษะทางด้านจิตวิทยาที่พร้อม จะสามารถช่วยเหลือศิษย์ได้อย่างถูกต้อง เพราะเรื่องบางเรื่องไม่ใช่แค่การปรึกษา หรือให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเมื่อเกิดปัญหา เช่น การที่เด็กป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถ้ามีคุณครูจิตวิทยาอยู่ใน รร. ก็จะทำให้มีการสังเกต ติดตาม สอบถามเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาหนักใจ หรือปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ เพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้นหรือเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งบางครั้งเด็กไม่จำเป็นต้องรับประทานยาด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะในรายที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงอาการเริ่มต้นหรือเป็นน้อยๆ ดังนั้นหมอขอสรุปว่า การมี &amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ค่ะ แม้จะมีมานานแล้ว และก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรต้องมีต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ไพฑูรย์ ปานประชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อ.ไพฑูรย์ ปานประชา ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และนักบรรยายพิเศษด้านสังคมและวัฒนธรรมในองค์กรต่างๆ บอกว่า ถ้าพูดถึงการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ประกอบกับในวิชาชีพครู หรือครูทุกคนนั้นก็ต้องเรียนวิชาจิตวิทยามาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งให้เพื่อสอดคล้องและสามารถดูแลเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยได้ ที่ผ่านมามักจะอยู่รูปแบบของครูแนะแนว หรือครูที่ปรึกษาก็แล้วแต่ละโรงเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การที่ครูมีความรู้ด้านจิตวิทยานั้น จะทำให้ครูรู้จักคนอื่น รวมถึงตัวเราเอง ที่สำคัญจะทำให้รู้จักการวางตัวที่ดีเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าการที่พ่อแม่ส่งลูกมาเรียนหนังสือ ส่วนหนึ่งก็เพื่อฝากฝังให้ครูดูแลทั้งให้ความรู้ และสิ่งที่นอกเหนือจากเรื่องวิชาการแล้ว การที่เด็กๆ แต่ละช่วงวัยมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตก็จำเป็นต้องมีที่พึ่ง เพื่อช่วยให้เขาสามารถหาทางออกได้ เนื่องจากเด็กที่อยู่ในวัยเรียนถือเป็นช่วงวัยที่กำลังไขว้เขว และสับสนในตัวเอง หรือเด็กกำลังมึนงงกับตัวเอง ว่าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขามักจะมีปัญหาทางด้านสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้เด็กบางคนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง จึงเป็นหน้าที่ของครูจิตวิทยาเช่นกันในการให้คำปรึกษาและปลอบโยน เสมือนเราเป็นเพื่อนเขา เพื่อให้เด็กคล้ายความกังวล และเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่างจาก อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์ ผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียน &amp;ldquo;อุภัยภาดาวิทยาลัย&amp;rdquo; จ.สุพรรณบุรี บอกว่า &amp;ldquo;เห็นด้วยกับการอบรมและมีคุณครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันเด็กมีปัญหาติดเกม กระทั่งทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียน ประกอบกับครูที่สอนในชั้นเรียน ไม่สามารถให้ความรู้แบบเจาะจงกับเด็กในเรื่องนี้ได้ พูดๆ ง่ายว่าให้คำปรึกษาได้ในระดับหนึ่ง หรือช่วยเหลือเด็กได้ในเบื้องต้น แต่ตามหลักแล้ว คุณครูทุกคนนั้นจะต้องได้รับการศึกษาวิชาจิตวิทยาในเด็กมาอยู่แล้ว และในส่วนของโรงเรียนเรายังไม่มีครูจิตวิทยาโดยตรง เนื่องจากเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก ที่สำคัญก็ยังสามารถรับมือปัญหาดังกล่าวได้ ตรงนี้ถ้ารัฐเข้ามามีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เช่นกันค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญปัญหาในโรงเรียนของเราก็ยังไม่รุนแรงมากนัก และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า คุณครูที่สอนในโรงเรียนของเราได้รับการศึกษาวิชาจิตวิทยามาแล้วส่วนหนึ่ง เช่น เวลาที่เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียนจากพ่อแม่หย่าร้างกัน และเมื่อได้มีการคุยกับเด็ก รวมถึงผู้ปกครองแล้ว ประกอบกับมีการติดสอบและติดตามผล ก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ธนภรณ์ พรมชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ อ.ธนภรณ์ พรมชาติ คุณครูจากโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ บอกว่า &amp;ldquo;เห็นด้วยค่ะกับการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียน เพราะทุกวันนี้อุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนการสอน คือการที่เด็กสมาธิสั้นลง ไม่สนใจเรียน ส่วนหนึ่งก็มาจากเด็กติดเกม และมักแอบหลับในห้องเรียน ประกอบกับในโรงเรียนก็จะมีครูแนะแนว ซึ่งหน้าที่หลักๆ ก็จะให้ความรู้ในเชิงวิชาการกับเด็ก ยังไม่ถึงขั้นของการแนะนำหรือให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิทยาโดยตรงค่ะ ดังนั้นจึงอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียน เพื่อช่วยกันดูแลเด็กๆ ทั้งด้านร่างกายจิตใจควบคู่กับการเรียนค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ในสายตานักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;(พิชยาพร ผ่องบุรุษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิชยาพร ผ่องบุรุษ นักเรียนชั้น ม.4 บอกว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะเรื่องปัญหาสุขภาพจิตในเด็กวัยเรียนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนนั้นมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน และมีชีวิตครอบครัวที่ต่างกัน ดังนั้นพวกเราต้องการคนที่เข้าใจพวกเราค่ะ เพราะปัจจุบันในโรงเรียนจะมีครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเรียน และการคบเพื่อน แต่ยังไม่ได้เจาะลึกเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และโรคที่เกิดจากจิตวิทยาโดยตรงค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า &amp;ldquo;หนูเห็นด้วยและอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะมีเพื่อนบางคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันค่ะ ส่วนตัวหนูก็มีความเครียดเกี่ยวกับการเรียน เพราะใกล้จบ ม.6 แล้ว ตรงนี้ถ้ามีครูจิตวิทยาโดยตรงในโรงเรียนก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากในเด็กวัยรุ่น ที่ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะจะสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็กได้โดยตรงค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ปุณณดา อุดมบุญถาวร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปุณณดา อุดมบุญถาวร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 บอกว่า &amp;ldquo;อยากให้มีคุณครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนมักจะมีความเครียด และมีปัญหาในชีวิตที่แตกต่างกัน นั่นจึงทำให้มีปมด้อยในจิตใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องการที่พึ่งด้านจิตใจ ส่วนตัวหนูมีความกดดันในเรื่องของทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยค่ะ ซึ่งเวลาที่หนูมีปัญหาก็จะไปปรึกษากับคุณครูในโรงเรียนที่เคยสอนหนูมาก่อน โดยคุณครูก็จะบอกว่าให้หนูสู้ๆ เพราะยังมีคนที่เดือดร้อนกว่าเราอีกมาก และแนะนำให้เลือกทำงานพิเศษที่เบาลง เพื่อให้สามารถเรียน และมีเวลาทำการบ้าน เช่น การช่วยคุณอาพิมพ์งานเอกสารค่ะ ดังนั้นคิดว่าครูจิตวิทยามีความสำคัญกับเด็กๆ มากค่ะ ส่วนหนึ่งเพื่อทำให้เด็กมองเห็นทางออกในชีวิตได้ค่ะ ที่สำคัญยังสามารถทำให้การเรียนดีขึ้นด้วย เพราะเราจะรู้จักจัดสรรเวลาได้เหมาะสม เพื่อไปทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38574</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, ปุณณดา อุดมบุญถาวร, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์, พิชยาพร ผ่องบุรุษ, รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ.ธนภรณ์ พรมชาติ, อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์, อ.ไพฑูรย์ ปานประชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d03881cb03d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
