<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2020 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคุก 20 ปี  &#039;อดีต ผอ.พศ.&#039; และให้ร่วมกับพวกชดใช้ 12 ล้านคดีเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษาคดีทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนแรก คดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.,นายวสวัสตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน พศ., นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด, นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด เป็นจำเลยที่ 1 - 4 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีเบียดบังเอาเงินของ พศ. ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณที่มีการเบียดบังไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน และให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 12,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมคืนเงินจำนวน 3 ล้านบาท แก่ผู้เสียหาย ต่อมามีการยื่นอุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นผู้ร่วมคบคิดกันการกระทำความผิด เพราะได้กระทำการดังกล่าวเป็นเครือข่ายระหว่างข้าราชการของ พศ. กับบุคคลภายนอกในลักษณะกระทำการใดๆ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือหรือให้ได้รับความสะดวกในการกระทำความผิดและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน ทั้งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันของจำเลยทั้งสี่กับพวก เป็นเครือข่ายและขบวนการในการกระทำความผิด เบียดบังยักยอกเงินเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดของ พศ. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1- 2 ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1-2 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะการพิจารณาลงนามอนุมัติเงินอุดหนุนจำนวน 9 วัดเป็นเงิน 21,300,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี จึงไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าได้ทำหนังสือขออนุมัติเงินอุดหนุนเพียงครั้งเดียว และมีการจ่ายเงินให้แก่วัดต่างๆ ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โดยสภาพพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคน ซึ่งอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้ การที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลต่อ พศ. วัดมุขธาราราม วัดท่าพญา วัดนาวง วัดปากเจาพัฒนาราม หรือผู้หนึ่งผู้ใด การลงมือกระทำเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้งไม่ได้พิจารณาจากจำนวนครั้งที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือเสนอเพื่ออนุมัติและจำเลยที่ 1 อนุมัติหนังสือดังกล่าวเพียงครั้งเดียวคราวเดียว แต่เพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยทั้งสี่กับพวก ดังที่จำเลยที่ 1 - 2 อุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกใช้วัดดังกล่าว เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณรัฐ แล้วเบียดบังไปจาก พศ. อีกทั้งเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพบมูลทุจริตในกลอุบายหลอกลวง พศ. วัดมุขธาราราม วัดท่าพญา วัดนาวง และวัดปากเจาพัฒนาราม คนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกัน เพียงพอนับว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 4 กระทง นั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 - 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันจำเลยทั้งสี่ยังคงถูกคุมขังรับโทษในเรือนจำ อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้หากจำเลยจะยื่นฎีกาก็จะต้องเป็นการยื่นฎีกาในลักษณะขออนุญาตฎีกาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ซึ่งมาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้การฎีกาผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ ระบุไว้ในมาตรา 46 คือต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยซึ่งรวมถึงปัญหาดังต่อไปนี้ (1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ (2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา &amp;nbsp;(3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน (4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขัดกับคำพิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น (5) เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต (6) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ (7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อบังคับของประธานศาลฎีกาได้กำหนดปัญหาสำคัญอื่นเพิ่มเติมอีก 2 กรณีคือ (1) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ (2) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย ส่วนเรื่องการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาก็เป็นสิทธิที่จำเลยพึงกระทำได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84476</URL_LINK>
                <HASHTAG>พนม ศรศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd18c0b22522.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด &#039;พนม&#039; พร้อมพระ-ฆราวาสโกงเงินทอนวัด 7 แห่ง เสียหาย 27.5 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.63 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข่าวถึงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทุจริตการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด 7 แห่ง (คดีเงินทอนวัด) รวมวงเงินเสียหาย 27.5 ล้านบาทว่า คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ., น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.กองพุทธศาสนสถาน พศ. และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ พศ. ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ประกอบมาตรา 93, 91 กับผู้เกี่ยวข้องทั้งพระและฆราวาส รวม 7 วัด ใน 5 จังหวัด ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. วัดช้าง ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี งบประมาณประจำปี 2558 จำนวน 4,200,000 บาท ประกอบด้วย นายพนม, น.ส.ประนอม และนายวสวัตติ์ มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง นายพยงค์ สีเหลือง นายช่างโยธา มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. วัดดอนสะท้อน , วัดท้องตมใหญ่ , วัดเล็บกระรอก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร รวม 3 วัด งบประมาณประจำปี 2559 จำนวนวัดละ 2,000,000 บาท รวมจำนวน 6,000,000 บาท ประกอบด้วย นายพนม, นายชยพล พงษ์สีดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรอง ผอ.พศ., น.ส.ประนอม, นายฉัตรชัย ชูเชื้อ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.กองพุทธศาสนสถาน สำนักงาน พศ. และนายวสวัตติ์ และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง พระครูกิตติพัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง เจ้าคณะอำเภอชนแดนเจ้าอาวาสวัดลาดแค อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ พระครูนิวิฐสีลวัตร เจ้าอาวาสวัดท้องตมใหญ่ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. วัดพร้าวโสภณาราม ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา งบประมาณประจำปี 2557 และปี 2558 จำนวน 6,000,000 บาท ประกอบด้วย&amp;nbsp;นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ., นายพนม, น.ส.ประนอม และนายวสวัตติ์ มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร งบประมาณประจำปี 2556 และปี 2557 จำนวน 6,300,000 บาท ประกอบด้วย นายนพรัตน์, น.ส.ประนอม และนายวสวัตติ์ &amp;nbsp;มีมูลเป็นความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง นางวรัญญู เพชรรัตน์ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. วัดถาวรวราราม ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี งบประมาณประจำปี 2557 จำนวน 5,000,000 บาท ประกอบด้วย นายนพรัตน์, น.ส.ประนอม และนายวสวัตติ์ มีมูลความผิดอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72209</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการ ป.ป.ช., พนม ศรศิลป์, โกงเงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd18c0b22522.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลพิพากษาโกงเงินทอนวัด 7 สำนวนแล้ว  อดีต ผอ.พศ.  คุกรวมกว่า 91 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ่มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตเงินทอนวัดอย่างต่อเนื่องด้วยอีก 2 สำนวน โดยศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนที่ 6 คดีหมายเลขดำ อท.280/2561 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) , นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นจำเลยที่ 1-4&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2561 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ปีงบประมาณ 2556-2557 สำนักงาน พศ. ได้รับงบประมาณตามแผนงานงบประมาณ เงินอุดหนุนการปฏิบัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม เงินอุดหนุนการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปรรยัติธรรม เงินอุดหนุนการจัดงานวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี มี ผอ.พศ.เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้จ่ายเงินงบประมาณดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณต้นปี 2556 จำเลยที่ 2 ได้ไปพบเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เรื่องเงินอุดหนุนให้กับวัดบางอ้อยช้างจำนวน 2 ล้านบาท แต่ทางวัดบางอ้อยช้างจะต้องคืนเงินให้สำนักงาน พศ.จำนวน 1.6 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือวัดอื่นๆ ทางเจ้าอาวาสวัดเห็นว่าวัดบางอ้อยช้างจะได้รับเงินมาบูรณะวัดที่กำลังทรุดโทรม เชื่อว่าเงินที่คืนให้กับจำเลยที่ 2 ไปสามารถช่วยทำประโยชน์แก่วัดต่างๆ ได้ และเชื่อมั่นวางใจในจำเลยที่ 2 จึงได้ลงลายมือชื่อขอรับเงินงบประมาณตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เลือกวัดศรีเรืองบุญและวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี ตามที่เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างเสนอ โดยจำเลยที่ 2 ได้ให้เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างดำเนินการแทนวัดศรีเรืองบุญและวัดใหม่ผดุงเขต เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 12 ก.พ. 2556 - 26 ก.ย. 2557 จำเลยทั้งสี่กับพวกที่ยังหลบหนีได้ร่วมกันวางแผนสมคบกันทุจริตอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนการปริยัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม, โครงการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม, โครงการเงินอุดหนุนการจัดงานวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา และโครงการเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน พศ. โดยวันที่ 12 ก.พ. 2556 จำเลยที่ 2 อนุมัติโอนเงินอุดหนุนจำนวน 2 ล้านบาทให้วัดบางอ้อยช้างและได้รับเงินคืนไปจำนวน 1.6 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 2 ได้เบียดบังเงินดังกล่าวไปโดยทุจริตนำไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตนสร้างความเสียหายแก่สำนักงาน พศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 เม.ย. 2556 จำเลยที่ 1-3 ขออนุมัติเงินเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมใช้เงินงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อผลิตสื่อการสอนประกอบการเรียนการสอนธรรมศึกษาแก่วัดบางอ้อยช้าง ทั้งที่จำเลยที่ 1-3 รู้อยู่แล้วว่าวัดบางอ้อยช้างไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จากนั้นเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างได้โอนเงินคืนกลับให้จำเลยที่ 2 จำนวน 8 ล้านบาทโดยจำเลยที่ 1-3 ได้ร่วมกันเบียดบังเงินงบประมาณดังกล่าวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 1 พ.ย. 2556 จำเลยที่ 1, 2, 4 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2557 ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง จำนวน 5 ล้านบาท, วัดศรีเรืองบุญ จำนวน 4 ล้านบาท, วัดใหม่ผดุงเขต จำนวน 4.5 ล้านบาทโดยที่จำเลยที่ 1, 2, 4 และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. (ยังหลบหนีคดี) ทราบอยู่แล้วว่าการพิจารณาอนุมัตเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบและวิธีการงบประมาณ เนื่องจากเงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาไม่อยู่ในกิจกรรมจำนวน 8 กิจกรรมของแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้เงินงบประมาณ และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ขอรับเงินคืนจากวัดบางอ้อยช้าง จำนวน 4 ล้านบาท, วัดศรีเรืองบุญ จำนวน 3.2 ล้านบาท , วัดใหม่ผดุงเขต จำนวน 3.6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 10,800,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 2, 4 และนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ.ได้เบียดบังเงินงบประมาณดังกล่าวไปโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 23 ก.ย. 2557 จำเลยที่ 1, 2 ทำบันทึกข้อความเสนอนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลีประจำปีงบประมาณ 2557 แก่วัดบางอ้อยช้าง จำนวน 1.5 ล้านบาท แล้วจำเลยที่ 2 ได้ไปขอรับเงินคืนจำนวน 1.3 ล้านบาท รวมเงินงบประมาณที่สำนักงาน พศ. โอนให้กับวัดบางอ้อยช้าง, วัดศรีเรืองบุญ, วัดใหม่ผดุงเขต เป็นเงินทั้งสิ้น 28 ล้านบาท และมีการรับเงินคืนไปรวม 21,700,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) 157&amp;nbsp; (เดิม)&amp;nbsp; 162 (4 ) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม)&amp;nbsp; 157 (เดิม) 162&amp;nbsp; (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147&amp;nbsp; (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกจำคุก 14 ปี กระทงที่ 2 จำคุก 15 ปีกระทงที่ 3 จำคุก 6 ปี รวม 3 กระทงจำคุก 35 ปี, จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงแรก 6 ปีกระทงที่ 2 จำคุก 14 ปีกระทงที่ 3 จำคุก 15 ปีกระทงที่ 4 จำคุก 6 ปี รวม 4 กระทงจำคุก 41 ปี, จำเลยที่ 3 จำคุก 14 ปี และจำเลยที่ 4 จำคุก 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางนำสืบของจำเลยทั้ง 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 2 มีกำหนด 27 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน และจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 1.6 ล้านบาทคืนแก่สำนักงาน พศ.ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 1, 2, 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 10,800,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,300,000 บาทคืนแก่ผู้เสียหายอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.253/ 2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.254/2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 32/2562 ของศาลนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.254/2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 32/2562 นับโทษจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงาน พศ. สำนวนที่ 7 คดีหมายเลขดำ อท.281/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพนม อดีต ผอ.พศ., นายบุญเลิศอดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-4&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2561 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2556 จำเลยที่ 1-4 ได้ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อนายนพรัตน์ ผอ.พศ.ในขณะนั้น ให้สนับสนุนงบประมาณการจัดการศึกษาพระปริยติธรรมให้แก่สำนักเรียนที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการจำนวน 15 ล้านบาท ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 5 ล้านบาท และทางเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างได้คืนเงินให้กับจำเลยที่ 2 ไป 4 ล้านบาท จำเลยที่ 1-4 และนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ร่วมกันเบียดบังเงินงบประมาณไปโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 26 ก.ค. 2556 จำเลยที่ 1 และถึงที่ 4 ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยใช้งบประมาณ 8 ล้านบาทให้แก่วัดใหม่ผดุงเขต 2.5 ล้านบาท วัดศรีเรืองบุญ 3 ล้านบาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาขอรับเงินคืนไปจากวัดใหม่ผดุงเขต จำนวน 2 ล้านบาท และวัดศรีเรืองบุญจำนวน 2.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 6 ส.ค. 2556 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อนายนพรัตน์จำนวน 9 ล้านบาท มอบให้แก่วัดศรีเรืองบุญ วัดใหม่ผดุงเขต และวัดอ้อยช้าง จำนวนวัดละ 2 ล้านบาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 มาขอรับเงินคืนไปวัดละ 1.6 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 23 ก.ย. 2556 จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อนายนพรัตน์จำนวน 20 ล้านบาท ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 6 ล้านบาท วัดศรีเรืองบุญ วัดใหม่ผดุงเขต วัดละ 3 ล้านบาท ทั้งที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าทั้ง 3 วัดไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในสังกัดหรือตั้งอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้มาขอรับเงินคืนไปจากวัดบางอ้อยช้างจำนวน 4.8 ล้านบาท วัดศรีเรืองบุญ และวัดใหม่ผดุงเขต วัดละ 2.4 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 1-4 และนายนพรัตน์เบียดบังเงินงบประมาณไปโดยทุจริตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตนสร้างความเสียหายแก่สำนักงาน พศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจำเลยที่ 1-4 ให้การปฏิเสธ พร้อมสืบพยานต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดีทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในชั้นไต่สวนแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามฟ้อง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ ตาม ป.อ.มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 4 กระทงรวมโทษทั้งสิ้น 44 ปี (กระทงแรกจำคุก 9 ปี , กระทงที่ 2-3 จำคุกกระทงละ 10 ปี เป็น 20 ปี, กระทงที่ 4 จำคุก 15 ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทางนำสืบของจำเลยที่ 1-4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้คนละ 29 ปี 4 เดือน และให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงิน 28,500,000 บาท คืนสำนักงาน พศ.ผู้เสียหายด้วย พร้อมกับนับโทษของ นายพนม อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท. 253/2561, อท.254/2561, อท.257/2561, อท.32/2562, อท.280/2561, อท.43/2562 ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ด้วย ส่วนนายบุญเลิศ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนฯ จำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561, อท.280/2561, อท.32/2562 ของศาลนี้ด้วย สำหรับนายแก้ว อดีตนักวิชาการกองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 3 และนางพรเพ็ญ อดีตนักวิชาการ กองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 4 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561, อท.32/2562 ของศาลนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโทษจำคุกในส่วนของนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 ที่ศาลมีคำพิพากษารวม 7 สำนวน ในความผิดการทุจริตงบ พศ.นั้น รวมเวลาจำคุกทั้งสิ้น 91 ปี 36 เดือน และมูลค่าเงินเสียหายที่ต้องร่วมกับพวกชดใช้คืนสำนักงาน พศ.ทั้งสิ้น 85,207,235 บาท แต่อย่างไรก็ดีโทษใน 7 สำนวนดังกล่าวยังเป็นเพียงการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งคู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ได้อีกตามสิทธิและขั้นตอนกฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66437</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตโกงเงินทอนวัด, พนม ศรศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec395362681d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตพระพรหมสิทธิฯโล่งรอลงอาญาคดีเงินทอนวัด!ส่วน&#039;พนม&#039;นอนคุกยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.2563 - &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำพิพากษาคดี ทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คดีหมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) , นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.พศ. , นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา , นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา , พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ , ทำ , จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต , เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.58 - 22 ก.ค. 2559 พวกจำเลยได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณของสำนักงาน พศ.ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้วัด โดยเจ้าอาวาสเสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมา จากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย พร้อมขอให้ศาลนับโทษจำคุกนายพนม กับคดีหมายเลขดำ อท. 253/2561 , อท.254/2561 (ร่วมทุจริตการจัดสรรเงินงบ พศ.) ของศาลนี้ และพระพรหมสิทธิฯ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 กับคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 (ร่วมฟอกเงิน) ของศาลนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ นายพนมถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัว เพราะถูกดำเนินคดีหลายสำนวนในศาลนี้ ส่วนพระพรหมสิทธินั้นก็เพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2562 โดยศาลตีราคาหลักประกัน 2.5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 1 เดือนไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา และห้ามเดินทางอกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-5 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลาทั้งสิ้น 2 ปี 12 เดือน , จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนพระพรหมสิทธิ ให้จำคุก 36 เดือน และปรับ 27,000 บาท โดยในส่วนของจำเลยที่ 5 นั้นศาลเห็นว่า ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่พุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ไม่เคยกระทำผิดทางวินัย จึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้กำหนด 2 ปี.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57609</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธงชัย สุขโข, พนม ศรศิลป์, พระพรหมสิทธิ, พศ., ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4cc1f13184c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรม!‘พนม’นอนคุกยาว ยึดทรัพย์เสี่ยกำพล225ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรรมส่งท้ายปี 2562 ศาลปราบโกงสั่งจำคุก &amp;ldquo;พนม-วสวัสตติ์&amp;rdquo; ยาว 20 ปี พร้อมให้ชดใช้คดีเงินทอนวัดอีก 12 ล้านบาท ส่วนแก๊งร่วมสารภาพสิ้นได้รับโทษกึ่งหนึ่ง อายัดแล้ว 225 ล้านเครือข่ายค้ามนุษย์วิคตอเรียซีเครท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.253/2561 คดีหมายเลขแดง อท.251/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด, นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาสติดต่อหาวัด เป็นจำเลยที่ 1-4 เรื่องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีเบียดบังเอาเงินของ พศ.ไปเป็นประโยชน์ของตน และใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ โดยขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 12,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 3,000,000 บาทแก่ พศ.
ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1-3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 โดยจำคุกนายพนม จำเลยที่ 1 และนายวสวัตติ์ จำเลยที่ 2 กระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี จำคุกนายเจษฎา จำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน และจำคุกนายชรินทร์ จำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 3-4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงิน 12 ล้านบาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดคืนเงินหรือใช้เงินกับจำเลยที่ 1-3 จำนวน 3 ล้านบาทแก่ผู้เสียหาย
ขณะที่นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เผยว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ศาลแพ่งได้มีคำสั่งในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 2 (ฟอกเงิน) ได้ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของเครือข่ายสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครทตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งคดีนี้อัยการรับสำนวนมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของนายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวด จำเลยคดีอาญาร่วมกันค้ามนุษย์และค้าประเวณีกับพวก จำนวนทุนทรัพย์ 467,597,936.53 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานค้ามนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ปปง. พ.ศ.2542
โดยเมื่ออัยการสำนักงานคดีพิเศษ 2 ยื่นคำร้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง ต่อมานายกำพล วิระเทพสุภรณ์ หรือเสี่ยกำพล เจ้าของสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรียฯ ผู้ต้องหาคดีที่อัยการสั่งฟ้องคดีร่วมค้ามนุษย์ไปแล้วกับพวกรวม 15 คนที่มีชื่อในทรัพย์สินนั้นได้ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลแพ่งได้พิจารณาคำร้องของอัยการและคำคัดค้านของเครือข่ายวิคตอเรียฯ แล้ว จึงได้มีคำสั่งว่าให้ทรัพย์สินตามที่อัยการยื่นคำร้องดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ยกเว้นทรัพย์ที่บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กับบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านที่ 2-3 ขอให้คุ้มครองไว้ในรายการที่ 27 และ 29 ซึ่งเป็นหุ้นในบริษัท อควาฯ ที่นายกำพล ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องนำมาชำระหนี้บางส่วนให้บริษัทหลักทรัพย์ฯ ทั้งสองเสียก่อน ศาลจึงมีคำสั่งให้เอาหลักทรัพย์นั้นออกขายในตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำมาชำระหนี้ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระฯ ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 174,160,000 บาท และในส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาตฯ จำนวน 67,875,360 บาท (รวมยอดหนี้ 242,039,360 บาท) ขณะที่คำคัดค้านอื่นของนายกำพล ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกอีก 13 รายนั้นฟังไม่ขึ้น ศาลแพ่งจึงให้ทรัพย์สินตามคำร้องของอัยการ และ ป.ป.ง.ยื่นมานั้นตกเป็นของแผ่นดิน โดยเท่ากับจำนวนทุนทรัพย์ที่ตกเป็นของแผ่นดินหลังจากหักส่วนที่ชำระหนี้ให้กับ 2 บริษัทหลักทรัพย์ฯ แล้วประมาณ 225 ล้านบาทเศษ
นายประยุทธยังกล่าวถึงขั้นตอนตามกฎหมายต่อไปว่า คำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนี้ คู่ความที่มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์ ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลา 1 เดือนตามกฎหมายนับจากวันที่ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53394</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเงินทอนวัด, ค้ามนุษย์วิคตอเรียซีเครท, จำคุก 20 ปี, พนม ศรศิลป์, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, สวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191227/image_big_5e05f2f9376b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2019 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2019 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุก20 ปี &#039;พนม-อดีตผอ.พศ.&#039; โกงเงินทอนวัด-ลูกน้องโดน 1 ปี 8 เดือน-20 ปีพร้อมสั่งชดใช้ 12 ล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ธ.ค.62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อท.253/2561 คดีหมายเลขแดง อท.251/2562&amp;nbsp;ที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), นายวสวัสตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด, นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด เป็นจำเลยที่ 1-4 เรื่องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเบียดบังเอาเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ ที่มีการเบียดบังไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 91, 147, 157 ขอให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 12,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147(เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1-3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำคุกนายพนม จำเลยที่ 1 และนายวสวัสตติ์ จำเลยที่&amp;nbsp;2 กระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี จำคุกนายเจษฎา&amp;nbsp;จำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน และจำคุกนายชรินทร์&amp;nbsp;จำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 3-4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 12,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดคืนเงินหรือใช้เงินกับจำเลยที่ 1-3 จำนวน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53379</URL_LINK>
                <HASHTAG>พนม ศรศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd18c0b22522.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2018 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศราชกิจจาฯ&#039;พนม ศรศิลป์&#039;พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.61 - ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ นายพนม ศรศิลป์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาถูกจับในคดีอาญาและได้ถูกขังเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวัน โดยพนักงานสอบสวนได้ขอฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ ฝ.๓๕/๒๕๖๑ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๑
ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้รับสนองพระราชโองการ
วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20710</URL_LINK>
                <HASHTAG>พนม ศรศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd18c0b22522.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
