<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เจ๊หน่อย&#039;ไม่สบายใจ!&#039;บิ๊กตู่&#039;ไม่เก่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ถ้าจริงใจให้ทำตามที่ฝ่ายค้านเสนอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล รองคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวถึงการติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ผ่านพรก.ทั้ง3ฉบับวงเงิน1.9ล้านล้านบาท รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณ2563 วงเงิน 8หมื่นล้านบาทว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้ติดตามการเสนอพรก.ทั้ง3ฉบับของรัฐบาล ซึ่งดูแล้วไม่สบายใจ ขอให้รัฐบาลดูถึงความยากลำบากของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ขอให้ละความเห็นแก่ตัวลง โดยมองประโยชน์ของประชาชน พรรคเห็นจุดโหว่พรก.3ฉบับ รวมถึงพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณ ที่กำลังจะมีการพิจารณาในสภาฯ พรรคเพื่อไทยกังวลว่า หายนะด้านเศรษฐกิจกำลังจะมาถึง นายกฯบอกว่าไม่เก่งเศรษฐกิจแต่มีความจริงใจ ท่านไม่เก่งเศรษฐกิจ แก้ปัญหาไม่ได้ ตลอดการบริหารงานกว่า6ปี ได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 17ล้านล้านบาท มีการกู้เงินไปแล้วกว่า 2.6ล้านล้านบาท ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ที่บอกว่ามีความจริงใจ ก็ไม่เห็นความจริงใจ การเสนอพรก.3ฉบับ พรรคได้อภิปรายคือ เห็นด้วยกับการออกพรก.เงินกู้ 1ล้านล้านบาท และที่เกี่ยวกับธปท. 9แสนล้านบาท แต่เมื่อไปดูในรายละเอียด กับไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่จะนำเงินไปฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ เงินก้อนนี้เปรียบเหมือนน้ำมันถังสุดท้ายแล้ว รัฐบาลได้กู้เงินที่ผ่านมากว่า 2.6ล้านล้านบาท และเงินที่จะกู้มาใหม่อีก ทำให้เพดานเงินกู้สูงถึง 58เปอร์เซ็นต์ เงินนี้ เป็นน้ำมันถังสุดท้ายที่จะติดเครื่องยนต์ รีสตาร์ทให้ประเทศไทย ในเรื่องการฟื้นฟู เยียวยา ล้มเหลว คนที่ได้รับผลกระทบกว่าจะให้เงินได้ เลือดตาแทบกระเด็น เงินที่จะใช้ฟื้นฟูที่จะใช้เงิน 5.5แสนล้านบาท สิ่งที่เสนอมามีแต่กรอบ ไม่มีแผนงานโดยละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะงบอบรมที่ตั้งเอาไว้ 5.5หมื่นล้านภาคการเกษตร เราเห็นว่า ควรแจกคูปอง ให้แรงงานเขาไปเพิ่มทักษะในด้านอื่นๆได้ เช่น ไปฝึกเรื่องภาษา ค้าขายผ่านโลกออนไลน์ เทคโนโลยี ส่วนงบฟื้นฟู ที่จะให้ไปทำแหล่งน้ำ ขุดลอก ก็เป็นการทำแบบเดิมเหมือนในอดีต ทำไม่สำเร็จ แต่ถ้าจะไปลงทุนระบบชลประทาน ก็จะได้ทรัพย์สินคือน้ำ ให้ประชาชนไปทำมาหากิน เรามองว่า การใส่เงินไปในอบรมและขุดลอก คูคลอง เพราะตรวจสอบยาก มันโกงง่ายหรือไม่ ถึงได้ใส่งบประมาณตรงนี้ลงไป ในส่วนของเงินจำนวน5แสนล้านบาทที่จะไปช่วยเอสเอ็มอี โดยเอสเอ็มอีกว่า 90เปอร์เซ็นต์ เข้าไม่ถึงแน่นอน &amp;nbsp;ปาหี่ ไม่ได้ช่วยคนจริง เอสเอ็มอีกำลังจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว ส่วนงบ4แสนล้านบาท ก็ไปอุ้มเจ้าสัว นายทุนขนาดใหญ่ โดยมีการวางกรอบไว้กว้างมาก ที่ให้ซื้อทั้งหุ้นกู้เก่าและใหม่ได้ ถือว่าผิดวัตถุประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะเสนอร่างพรบ.แก้ไขพรก.ให้มีการตรวจสอบได้ มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการใช้เงินกู้ ขอให้มีการตรวจสอบในสภาฯทุก3เดือน ถ้าพล.อ.ประยุทธ์จริงใจจะแก้เศรษฐกิจ ต้องสนับสนุนข้อเสนอของฝ่ายค้าน เงินก้อนนี้ เป็นเงินก้อนสุดท้าย เป็นน้ำมันถังสุดท้ายที่จะมารีสตาร์ทประเทศไทย ถ้าเงินก้อนนี้ ฟื้นฟูไม่ได้ คนไทยจะลำบากอีกยาวนาน ถ้าเราไม่สามารถรีสตาร์ทประเทศไทยใน3เดือนนี้ สิ่งที่เสนอเพราะเราปรารถนาดีต่อรัฐบาล ถ้าท่านมีความจริงใจ ก็ขอให้สนับสนุนข้อเสนอพรรคฝ่ายค้าน&amp;rdquo;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า สำหรับพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณ2563กว่า 8หมื่นล้านบาท พรรคเพื่อไทย จะอภิปราย ซึ่งสิ่งที่ได้เสนอไปคือขอให้มีการตัดงบประมาณ2564ออกมาก่อ นแล้วค่อยไปกู้เงิน และน่าจะออกพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณก่อนจะมาออกพรก.กู้เงิน การตัดงบประมาณก็ตัดแบบขอไปที งบซื้ออาวุธไม่ได้ตัดเพียงแต่ชะลอออกไป แสดงถึงความไม่จริงใจ เราเสนอให้ตัด10-15เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีการตัดเพียงเล็กน้อย เราข้องใจ ที่อ้างว่าจะตัดเงินสู้กับภัยโควิด แต่กลับตัดเงินไปกองไว้ที่งบกลาง ที่นายกฯมีสิทธิไปใช้คนเดียว ทำไมไม่ตัดไปช่วยระบบสร้างสาธารณสุขให้เข้มแข็ง หรือไปช่วยในด้านอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด งบกลาง5แสนล้านบาท ต้องเอามาตีแผ่ เพราะงบกลางก้อนเดิม พล.อ.ประยุทธ์ เอาไปใช้ไปทำอะไรบ้าง ผิดหลักการหรือไม่ ได้ใช้จนหมดเกลี้ยง เมื่องบกลางหมดแล้ว ก็จะมาตัดงบไปใส่มือให้พล.อ.ประยุทธ์อีก เราจึงต้องอภิปราย เพื่อไม่ให้คนไม่เก่งเศรษฐกิจ ไม่จริงใจ และไร้ประสิทธิภาพได้ทำงานโดยอำเภอใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโภคินกล่าวว่า หลังอภิปรายพรก.ทั้ง3ฉบับ พรรคขอชื่นชมส.ส.ที่ทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ประชาชน การใช้เงิน 1.9ล้านล้านบาท พบว่าไม่มีความชัดเจน ตรวจสอบยาก รวมทั้งมีกระแสข่าวออกมาอีกว่า จะหาประโยชน์ทางการเมืองให้กับพรรคพวกตน คอรัปชั่น กินหัวคิว มีความไม่ชอบมาพาพลแฝงเอาไว้ ประเทศจะเดินไม่ได้ ถ้าการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ระบบรัฐราชการ ถ้าเป็นอย่างนี้ จะไร้ประสิทธิภาพ ตรงนี้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับ12 ระบุให้ รัฐราชการเป็นดิจิตอล แต่กลับพบว่า ต่างคนต่างเก็บข้อมูล แผนพัฒนาจะครบในปี 2564 ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้เลย นอกจากนี้ทั้งแผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ยังพบว่า กฎหมายล้าหลังยังเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน และยังมีข่าวว่าจะทุจริต กลไกลที่ไม่เอื้ออำนวจ จึงน่าห่วงว่า เงินที่จะเข้ามา แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ พรรคเพื่อไทย จะไม่ยอมให้เงินของประชาชนถูกปู้ยีปู้ยำ รัฐบาลตอบไม่ชัดเจน จึงเป็นห่วงเงิน 1.9ล้านล้านบาทที่จะมีการนำมาใช้ รวมไปถึงงบประมาณรายจ่ายที่จะตัดออกมาทั้งปี 2563-2564 จะมาใช้จ่ายอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโภคินกล่าวอีกว่า กำลังเตรียมร่างพรบ.แก้ไขพรก.ที่ต้องให้ธปท.รายงานต่อสภาฯทุก3เดือน และให้รัฐบาลและธปท.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็น การนำเงิน4แสนล้านไปซื้อหุ้นกู้ ให้รายงานทุก15วัน ว่าไปซื้อหุ้นกู้ใครบ้าง รวมทั้งการให้เอสเอ็มอี 5แสนล้านบาท ในทุก1เดือน ต้องมีการระบุไว้ เพราะประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมีการตั้งชื่อว่าจะช่วยเอสเอ็มอี แต่กลับไม่ได้นิยาม เอสเอ็มอีว่า แต่บริษัทที่มีสินเชื่อตั้งแต่500ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งคงไม่ได้ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ทำให้น่าเชื่อว่าน่าจะเป็นการไปอุ้มธนาคารหรือไม่ ไม่ได้ตกกับเอสเอ็มอีทั่วไป นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน ให้มีกฎหมายจัดตั้ง สภาเอสเอ็มอี ที่น่าจะเข้าสภาฯในเดือนมิ.ย. ซึ่งเนื้อหา วัตถุประสงค์ นิยาม ระบุเอาไว้ชัด ก็ขอให้สภาฯพิจารณา3วาระรวด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67639</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายโภคิน พลกุล, พรก.กูัเงิน, สุดารัตน์, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed611663dc82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สุทิน&#039;แย้มโหวตพรก.เงินกู้ออกได้ 3หน้าซัด&#039;บิ๊กตู่&#039;ต้องการหมุนเงินในระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างการพิจารณาพระราชกำหนดจำนวน 4 ฉบับว่า การจะบอกว่าไทยสู้โควิดได้นั้นต้องไม่ประเมินเฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้นแต่ต้องไปประเมินถึงด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งโลกก็มองไทยในประเด็นนี้อยู่เช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับมาดูตัวเองด้วย เพราะหลายประเทศในอาเซียนก็มีผู้ติดเชื้อโควิดเป็นศูนย์เช่นกันอย่างเวียดนาม ลาว บูรไน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภูมิอากาศในประเทศแถบนี้ที่มีทำให้การแพร่เชื้อไม่มากนัก จึงเป็นคำถามว่าหากเชื้อโควิดระบาดในฤดูหนาวขึ้นมาประเทศไทยจะเอาอยู่หรือไม่ จึงต้องชมกันอย่างมีสติและตำหนิอย่างมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงที่สุดเวลานี้ไม่ใช่แนวรบด้านสุขภาพแต่เป็นแนวรบด้านเศรษฐกิจ ถ้าเมืองไทยเป็นคนป่วยเบาหวานแล้วมาหาหมอประยุทธ์ หมอก็อัดยาเข้าไปทั้งพ.ร.ก. ปิดเมือง ทุ่มรักษาได้ผลน้ำตาลลดลง แต่ไปมีผลข้างเคียงไตเสื่อม และก็เสียชีวิตด้วยไตวาย แก้โควิดต้องแก้พองาม ไม่ให้คนอดตาย แก้แบบบ้าระห่ำเจ๊งกันทั้งประเทศ นายกฯต้องลองสำรวจตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวว่า เสียงเรียกร้องทั่วประเทศเรียกร้องให้ผ่อนคลาย การแก้เศรษฐกิจนายกฯก็ทำ แต่ต้องมี 3 ระยะ เฉพาะหน้า คือ เยียวยา ระยะกลาง คือ การฟื้นฟู แต่วันนี้นายกฯจับมารวมกันทั้งหมดแล้วจะได้ผลได้อย่างไร อย่างกรณีการเยียวยา ทุกคนยอมรับว่ามีปัญหา โดยไม่ครอบคลุมทุกคนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ดำเนินการไม่ทันเวลา ด้วยเหตุนี้ท่านยังเยียวยาได้ไม่ดีพอ ส่วนการแก้ไขป้ญหาเฉพาะหน้านั้นรัฐบาลก็ยังไม่มีความชัดเจนไว้ในแผนตามพระราชกำหนด ส.ส.จึงข้องใจและถามว่าแผนและตัวชี้วัดอยู่ที่ไหน รัฐบาลบอกว่าเมื่อกู้เงินแล้วจะทำให้มีหนี้สาธารณะประมาณ 57%ของจีดีพีในปี2564 แต่ต้องถามว่าได้ประเมินหรือไม่ว่าในปี 2564 ประเทศไทยจะมีจีดีพีเท่าไหร เพราะหลายสำนักต่างบอกชัดเจนว่าประเทศไทยจะมีจีดีพีที่ต่ำลงมาก ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะสูงกว่า 60%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกฯบอกว่าไม่มีรัฐบาลไหนแจกเงินได้ถึง 30 ล้านคน ซึ่งผมคิดว่าการคิดที่ผิดเพี้ยนและไปสร้างค่านิยม ทั้งที่สาเหตุของการแจกเงินเพราะรัฐบาลทำให้คนจนลง มันไม่ใช่เรื่องมาอวดอ้าง แต่จะเป็นปมด้อยด้วยซ้ำ เพราะเป็นการกู้เงินเอามาแจก นายจิรายุ ให้ฉายา พล.อ.ประยุทธ์เป็น นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตนขอต่ออีกนิดว่า เป็นบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ เป็น นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ เพราะแม้จะเยียวยายังเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตาม การกู้เงินมีความจำเป็นแต่ต้องมีการเกลี่ยงบประมาณก่อนทำการกู้เงิน หากรัฐบาลเกลี่ยงบประมาณ 15%จะได้งบประมาณราว 6 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาให้กับประชานผ่านงบประมาณปี 2563 โดยไม่จำเป็นต้องตราพระราชกำหนดหรืออาจลดจำนวนเงินที่ต้องกู้เพียง2-3แสนล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่จะใช้มาฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นควรใช้การตราพระราชบัญญัติเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังไม่บอกว่าจะกู้เงินจากที่ไหน เพราะถ้ารัฐบาลกู้จากไอเอ็มเอฟหรือธนาคารโลกก็จะต้องเข้าโปรมแกรมที่มีผลต่อชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะโลกหลังโควิดเศรษฐกิจจะเป็นลักษณะชาตินิยมมากขึ้น เช่น หากไปกู้ประเทศญี่ปุ่นแล้วญี่ปุ่นมีนโยบายเจแปนเฟิร์สขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างนี้รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร เป็นต้น แต่หากรัฐบาลกู้ในประเทศก็ต้องออกพันธบัตรเหมือนกับพันธบัตรเราไม่ทิ้งกันที่ให้ดอกเบี้ยสูงมากถึง 3 เท่า ซึ่งจะต้องมีจุดพอดี เพราะการกำหนดดอกเบี้ยไว้สูงขนาดนั้นเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำทันที ทำให้นายกฯกลายเป็นบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำนอกเหนือไปจากการเป็นนักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวว่า คนรวยเจ้าสัวไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่ซื้อพันธบัตรอย่างเดียว ทำให้มีคำถามว่าเมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลต้องซื้อพันธบัตรแล้วจะมีเงินหรือไม่ ตอนนั้นใครมาเป็นรัฐบาลก็รับภาระไป ดังนั้น ไม่เชื่อว่าการกู้เงินจะมีการฟื้นฟูประเทศได้จริง แต่รัฐบาลต้องการเพียงหมุนเงินเร็วๆ ถ้าต้องการให้เกิดการฟื้นฟูจริงจะต้องทำผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ 2564 ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ไม่ใช่ยัดเยียดโครงการเข้าไปให้ชาวบ้าน ดูแผนการใช้เงินแล้วไม่ใช่การฟื้นฟูและการกระตุ้นเพื่อให้เกิดการหมุนของเงินเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องผิดแต่การจะทำแนวทางนี้ให้สำเร็จต้องมีหลายปัจจัย โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมาเงินไมได้หมุน แต่กลับไปอยู่กับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฝ่ายค้านจะลงมติในพ.ร.ก.อย่างไร ผมขอปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านรุ่นพี่อย่างท่านประธาน (ชวน หลีกภัย) เพราะเป็นฝ่ายค้านโดนทุกด้าน ถ้าไม่เห็นด้วยก็ถูกกล่าวหาว่าขวาง หากเห็นด้วยก็ถูกกล่าวหาว่าชกไม่สุดหมัด ซูเอี๊ย ครั้นจะไม่ให้ผ่านเราก็สงสารชาวบ้านเพราะพวกท่านเอาชาวบ้านมาเป็นตัวประกันแล้ว แต่หากให้ผ่านโดยง่ายก็เป็นห่วงลูกหลานในอนาคต เรารู้ว่าวันนี้มือพวกเราสู้ไม่ได้ แต่ที่ต้องอภิปรายเพื่อให้บันทึกไว้ในสภาและให้ลูกหลานมาดูเหตุผลและที่มาที่ไปของการลงมติ พระราชกำหนดหลักการดีวิธีการชอบเป้าหมายถูกต้อง แต่อยากให้มีการตรวจสอบการงดออกเสียงขอประชาชนเข้าใจว่าพวกผมไฟเขียวให้ผ่านอย่างขมขื่น อะไรที่พวกผมไม่เห็นชอบแสดงว่ามันเหลือเกินจริงๆ อย่าไปคิดว่าเราชกไม่สุดหมัด เพราะเราทำมาแล้วทุกอย่างจริงๆ ชีวิตฝ่ายค้านทำมาแล้วสุดๆ ตอนแรกจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ผมไปล่ารายชื่อพรรคเพื่อไทยพรรคก้าวไกลก็ไม่อยากลง เพราะหมากเกมนี้รู้อยู่แล้ว ถ้าในวันหน้าพวกผมไปทำอย่างนี้ จะมีโอกาสมาถึงสภาหรือไม่ คงถูกตีตกไปแล้ว ดังนั้น ยืนยันฝ่ายค้านทำงานเต็มที่&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67445</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรก.กูัเงิน, วิปฝ่ายค้าน, สุทิน คลังแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed35aad5708e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิพิฏฐ์&#039;วิพากษ์  3 เดือนหลังจากนี้โลกยุคใหม่ของจริง จะได้รู้ว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ถึงพรก.กู้เงินผ่านเฟซบุ๊กว่า มีคนถามว่า ฟังการอภิปรายพรก.กู้เงินฯ ในสภาของส.ส.หรือเปล่า ผมตอบว่าไม่ได้ฟังหรอก เพียงติดตามอ่านตามข่าวสั้นในสื่อออนไลน์บ้าง เขาถามต่อว่า ในฐานะอดีตส.ส.มีความเห็นอย่างไรบ้าง ผมว่า ในฐานะอดีตส.ส.ผมไม่มีความเห็นหรอก เมื่อเราไม่ได้เป็นส.ส.แล้วไปวิจารณ์เดี๋ยวท่านส.ส.เขาจะดุเอา ผู้ถามยังเซ้าซี้ถามอีกว่า แล้วในฐานะประชาชนไม่มีความเห็นอะไรเลยหรือ ผมตอบว่า ในฐานะประชาชนทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้ทั้งนั้นแหละ ผมเลยแสดงความเห็นในฐานะประชาชน ให้เขาฟังว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การกู้เงิน และ การใช้เงิน เป็นกม.สำคัญที่สุดที่ส.ส.ต้องให้ความสำคัญ มันเป็นหลักพื้นฐานของการกำเนิดระบอบประชาธิปไตยของโลก เริ่มตั้งแต่ประเทศอังกฤษ ที่ยึดอำนาจจากกษัตริย์ โดยมีหลักการว่า&amp;quot;เราไม่ยอมให้เก็บภาษี เว้นแต่ตัวแทนของเรายินยอม&amp;quot; และ &amp;quot;เราไม่ยอมให้ใช้ภาษีที่เก็บไป เว้นแต่ตัวแทนของเราอนุมัติ&amp;quot; กล่าวคือ ทั้งการเก็บและการใช้ภาษี เป็นกม.สำคัญที่ก่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยขึ้นในโลกนี้ มิใช่กม.อื่นใดหรอก เพราะฉะนั้น หากผู้แทนราษฎรคนใด ให้คนอื่นกดบัตรลงคะแนนแทนกันในกม.งบประมาณ ในฐานะประชาชนผมเลยโกรธ และถือว่า ท่านละเมิดหลักการสำคัญที่สุดที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.พรก.ทั้ง 3 ฉบับ ที่สำคัญที่สุด คือ พรก.เงินกู้ 1 ล้านล้าน โดยเฉพาะแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนมหาศาล ที่ไม่มีรายละเอียดว่าเอาไปทำอะไรบ้าง การเร่งรัดใช้เงิน 400,000 ล้านบาท ใครจะคิดโครงการอะไรได้ทันในเวลา 9วัน 10 วันล่ะครับ ด้วยเหตุนี้ การที่มีส.ส.บางท่าน บางพรรค แถลงขอให้สภาตั้งกรรมาธิการมาตรวจสอบการใช้เงิน ในฐานะประชาชน ผมจึงเห็นด้วย เพราะมันเป็นเงินของประชาชนทั้งนั้น มันจึงจะหนีหลักการ&amp;quot;ตรวจสอบ&amp;quot; ไปไม่ได้ ก็ต้องวัดใจท่านส.ส.ล่ะครับ ว่าท่านจะเอายังไง กับเงินของประชาชน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ผมยังไม่เห็นมาตรการรองรับหลังจากแจกเงิน 5,000 บาท ตอนนี้จริงๆแล้ว เงินท่วมประเทศแล้วล่ะ ประชาชนได้เงินกันเยอะแล้ว แต่หลัง 3 เดือนนี้ เราเตรียมคนเข้าสู่โลกยุคใหม่หรือยัง หลัง 3 เดือนนี้ แหละของจริง จะได้รู้ว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะประชาชน ผมมีความเห็นอย่างนี้แหละ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67411</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, พรก.กูัเงิน, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed3052a9927e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยตั้งวงวิจารณ์วิสัยทัศน์รัฐบาลอำนาจนิยม ไม่ไว้ใจทั้งพ.ร.ก.เงินกู้-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.63- &amp;nbsp;นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวัฒนา เมืองสุข นายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ถึง ความพร้อมการอภิปรายพรก.เงินกู้ทั้ง3ฉบับ วงเงิน1.9ล้านล้านบาท ที่จะมีการอภิปรายระหว่างวันที่ 27-31พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโภคินกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการดำเนินการเยียวยาประชาชนและเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการของรัฐบาลจะต้องเป็นไปอย่างจริงใจ ไม่มีนัยยะใดๆแอบแฝง โดยเฉพาะการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เพื่อควบคุมการทำกิจกรรมของประชาชน จะต้องไม่มีนัยทางการเมือง &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่ในเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ในแง่ของวิสัยทัศน์ของรัฐบาล จะเห็นได้ว่ารัฐบาลขาดการรับฟังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลายด้าน โดยเฉพาะการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ พิจารณาการขยายพระราชกำหนด แทนที่ควรจะนำเรื่องมาหารือกันในสภา ซึ่งมีวิสัยทัศน์แบบอำนาจนิยม ในด้านการบริหารและการทำงาน แม้รัฐบาลจะพยายามนำระบบดิจิทัลมาใช้แต่จะเห็นได้ว่าไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการจะนำระบบดิจิทัลมาบริหารประเทศได้นั้นประเทศต้องมีประชาธิปไตยและขจัดอุปสรรคทางกฎหมายออกไป แต่ความเป็นจริงยังไม่มีการดำเนินการให้เป็นเช่นนั้นจนทำให้คนรากหญ้าและผู้ประกอบการระดับกลางดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโภคินกล่าวว่า สำหรับการอภิปรายของพรรคเพื่อไทยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎสมัยสามัญ รระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค. จะนำเสนอให้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดหนักของโควิด19 จนเกิดการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พรรคเพื่อไทย กังวลต่อการบริหารจัดการเงินกู้จำนวน 1.9 ล้านล้านบาทว่าเงินเหล่านี้จะถึงมือของประชาชนหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยห่วงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย มีการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะติดลบ5.3-6.7% การส่งออกติดลบ การบริโภคภายใน การลงทุนจะหดตัว และเมื่อคนไม่มีเงิน กำลังซื้อหดตัวลงมาก คำถามที่ต้องถามคือ จะเอากำลังซื้อจากไหน รัฐบาลจะดูแลคนตกงาน 7-10 ล้านคนอย่างไร ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีแผนงานเลย ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยเวลานี้ ยืนอยู่ได้เพราะการลงทุนภาครัฐที่มาจากเงินกู้เป็นหลัก ดังนั้น รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรกับประชาชนบ้าง การคงพระราชกำหนดการบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความชัดเจนว่าจะบังคับใช้ไปอีกนานแค่ไหน จะทำให้เศรษฐกิจของประชาชนเดินหน้าต่อไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาระสำคัญของพระราชกำหนดกู้เงินมีความบกพร่องหลายประการ เช่น การควบคุมการใช้เงินที่มีความหละหลวม และเงื่อนไขของกฎหมายทำให้เอสเอ็มอีที่เข้าถึงเงินกู้นี้ได้เพียงประมาณแสนราย จากเอสเอ็มอีที่ทั้งหมดประมาณ 3 ล้านราย ด้วยเหตุนี้ภายหลังสภาเห็นชอบกับพระราชกำหนดกู้เงินทั้งสามฉบับเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดทั้งสามฉบับทันที เพื่อให้เนื้อหาสาระสำคัญที่สามารถช่วยเหลือประชาชนและตรวจสอบการใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายละเอียดที่จะมีการแก้ไขนั้น มีทั้งในส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองที่นายกฯตั้งขึ้น ควรต้องเพิ่มสัดส่วนจากส.ส.เข้าไป และควรต้องเพิ่มการรายงานเงินกู้จากเดิมปีละครั้ง ต้องรายงานให้ถี่ขึ้น เป็น3เดือนครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66987</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรก.กูัเงิน, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecce880241fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2020 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2020 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังคับใช้แล้ว&#039;พรก.กู้เงิน&#039;หนึ่งล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.63-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 137 ตอนที่ 30 ก เผยแพร่พระราชกำหนด
ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563&amp;rdquo;
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&amp;nbsp;
มาตรา 3 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มีมูลค่ารวมกันไม่เกินหนึ่งล้านล้านบาทโดยต้องลงนามในสัญญากู้เงิน หรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2564
มาตรา 4 ให้การกู้เ งินตามพระราชกำหนดนี้เป็นการกู้เงินตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้&amp;nbsp;
(1) เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(2) เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(3) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019แผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 6 การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชาระหนี้คืนประกอบด้วย ทั้งนี้ การกู้เงินเพื่อการตามมาตรา 5 (1) และ (2) ให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกินหกแสนล้านบาท และเพื่อการตามมาตรา 5 (3) ให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสี่แสนล้านบาท
ในกรณีจำเป็นคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้นำวงเงินกู้เพื่อการตามมาตรา 5 (2) มาใช้ เพื่อการตามมาตรา 5 (1) ก็ได้
ในกรณีจำเป็นอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้นาวงเงินกู้เพื่อการ ตามมาตรา 5 (3) มาใช้เพื่อการตามมาตรา 5 (1) และ (2) เพิ่มเติมก็ได้ แต่เมื่อรวมวงเงินกู้ทั้งหมด ต้องไม่เกินหนึ่งล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ ให้เป็นไป ตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ ให้รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคนหนึ่งซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย เป็นเลขานุการ และผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นผู้ช่วยเลขานุการร่วม โดยให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วาระการดำรงตาแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการตามพระราชกำหนดนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 8 ให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการให้เป็นไปตามแผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดนี้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ
(2) กำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุกสามเดือน
(3) กำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชี ท้ายพระราชกำหนดนี้ เพื่อจัดเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการ ตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี
(4) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีมติตามมาตรา 6 วรรคสอง และวรรคสาม
(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย
(6) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อวางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนงานหรือ โครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ ระเบียบดังกล่าวเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วให้ใช้บังคับได้
(7) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การพิจารณากลั่นกรองตาม (1) คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จไม่ช้ากว่ายี่สิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 9 ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การชำระหนี้ และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ และให้นำกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่คำว่าหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งนี้ นอกจากพระราชกำหนดนี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 10 ภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ
มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ระบาดอย่างรุนแรงขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นภาวการณ์แพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลกประกอบกับโรคติดเชื้อดังกล่าวเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า การระบาดของโรคดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อใด นอกจากนั้น การระบาดของโรคร้ายแรงนี้ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจ ทั้งของโลกและของประเทศไทยหดตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กระทบต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพในวงกว้าง ถือเป็นภัยพิบัติสาธารณะที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชนและต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่งยวด ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่ในการดำเนินมาตรการและวิธีการต่าง ๆ เพื่อหยุดยั้งและควบคุมการระบาดของโรคและช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังไม่เพียงพอในอันที่จะยุติการระบาดของโรคและช่วยเหลือเยียวยาประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบในทุกภาคส่วน แม้จะได้มีการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมาเพื่อใช้จ่ายในการนี้แล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเบื้องต้นรัฐบาลประมาณการว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องใช้จ่ายเงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา
และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมประมาณหนึ่งล้านล้านบาท ซึ่งไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการงบประมาณ
ตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษา
ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63628</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, พรก.กูัเงิน, ราชกิจจานุเบกษา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
