<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039;แจงฝ่ายค้านไม่ต้องห่วงทุจริตเงินกู้โควิดการันตีทุกอย่างตรวจสอบได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31พ.ค.63​ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการอภิปราย พ.ร.ก.3 ฉบับเพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันพุธที่27พค.ที่ผ่านมาจนมาถึงวันที่​ 31พ.ค.ว่า บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปด้วยดี ซึ่งขอบคุณฝ่ายค้าน ที่อภิปรายเป็นไปในทางสร้างสรรค์ มีความห่วงใยรัฐบาลในการใช้งบประมาณ สิ่งที่ดีมีประโยชน์รัฐบาลพร้อมนำไปปฎิบัติ แต่ก็ยังมีส.ส.บางท่านที่ยังอภิปรายทำให้ประชาชนสับสนและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจว่าพ.ร.ก.เงินกู้นี้เจตนาพุ่งเป้าเพื่อเยียวยาวิกฤตโควิดให้ประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์ กล่าวว่า หากฝ่ายค้านได้รับฟังการชี้แจงของนายกฯเมื่อวันที่​ 30พ.ค.จะเห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน นายกฯมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ไม่เคยคิดอยากที่จะกู้เงินให้เป็นภาระ ถ้าสถานการณ์ประเทศอยู่ในภาวะปกติ แต่วิกฤตโควิดได้เกิดขึ้นทั่วโลกมีปัญหาเกือบทุกประเทศ ต้องฝ่าฟันก้าวผ่านไปให้ได้ เป็นความจำเป็นที่หนักหน่วงของประเทศ จึงจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน​ หากไม่เกิดการแพร่ระบาด นายกฯก็คงไม่ต้องกู้เงิน เพราะนายกฯไม่เคยคิดที่อยากจะสร้างหนี้ให้เกิดขึ้น แต่นี่เป็นวิกฤตที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าใจรัฐบาลว่ามีความจำเป็นจริงๆ ไม่งั้นประชาชนจะเดือดร้อนมากกว่านี้อย่างแน่นอน จึงทำให้ประชาชนเข้าใจนายกฯและรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์​ กล่าวว่า​ โดยตาม พ.ร.ก.กู้เงินนั้นย้ำว่า เป็นการกู้เงินจำนวน 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่เงินอีก 9 แสนล้านบาท เป็นแนววิธีการของธนาคารแห่งประเทศไทย บางครั้งส.ส.ฝ่ายค้านบางคนได้อภิปรายแบบแกล้งโง่ให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลกู้1.9 ล้านล้านบาท เพื่อให้ประชาชนเข้าใจรัฐบาลผิดว่าทำไมต้องกู้เยอะมากเพียงนั้น ต้องขอยืนยันให้เข้าใจตรงกันย้ำอีกครั้งว่า กู้1ล้านล้านบาทเท่านั้น​ พร้อมกันนี้ยังยืนยันงบประมาณดังกล่าวได้นำไปใช้ในด้านสาธารณสุข &amp;nbsp;การฟื้นฟูประเทศ &amp;nbsp;และเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ในทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนคนไหนหรือกลุ่มไหน อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะเดียวกันก็ต้องขอร้องฝ่ายค้านอย่ากังวลว่าการใช้งบประมาณนั้นจะเกิดการทุจริต เพราะสามารถตรวจสอบได้ และนายกฯ ย้ำอยู่เสมอที่จะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต จะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ผ่านๆมาอย่างเด็ดขาด เข้าใจเจตนาของฝ่ายค้านที่มีความกังวลในเรื่องของการใช้งบประมาณ แต่ขอให้เชื่อมั่นในตัวนายกฯ ที่มีความตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหา และเอาจริงกับการปราบปรามการทุจริต เพราะนายกฯย้ำเสมอตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศว่าพร้อมที่จะตรวจสอบการทุจริตอย่างเฉียบขาดและหากฝ่ายค้านมีหลักฐานการทุจริตก็ขอให้นำมาให้ด้วยนายกฯจะตรวจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด&amp;quot; นายสุภรณ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67419</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์, พ.ร.ก.3 ฉบับ, พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท, แรมโบ้อีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e31743a46a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;คำนูณ&#039;เสนอ3ข้อยกระดับความมั่นใจใช้เงินกู้1ล้านล.สร้างหลักประกันขจัด‘แร้งลง-รุมทึ้ง-เชื้อชั่วไม่ยอมตาย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.63-นายคำนูณ สิทธิสมาน วุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;nbsp;พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทมีมิติใหม่ขึ้นมาประการหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีควรจะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือได้มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 7 ให้มี &amp;lsquo;คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้&amp;rsquo; ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ปกติในพระราชกำหนดกู้เงินลักษณะนี้ฉบับก่อน ๆ จะไม่มีบัญญัติไว้ โดยจะไปอยู่ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ตราขึ้นตามพระราชกำหนดนั้น ๆ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/030/T_0001.PDF&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ ปลัดสานักนายกรัฐมนตรีปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสานักงบประมาณ ผู้อำนวยการสานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสานักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ ให้รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคนหนึ่งซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย เป็นเลขานุการและผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสานักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นผู้ช่วยเลขานุการร่วมโดยให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(มาตรา 7 วรรคแรก / พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกจิและสังคม ที่ได้รับกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่ายังได้กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิถึง 5 คนในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นนี้เป็น &amp;lsquo;มิติใหม่&amp;rsquo; จริง ๆ !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าโครงสร้างของคณะกรรมการกลั่นกรองฯทั้งหมด 11 คนจะมาจากภาคราชการเสีย 6 คนเป็นเสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะหากนายกรัฐมนตรีตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกระบบราชการโดยให้มาจากผู้มีประสบการณ์ในภาคประชาสังคมก็จะทำให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯเป็นที่รวมภูมิปัญญามากขึ้น สามารถกลั่นกรองโครงการในส่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนทั่วประเทศ 4 แสนล้านบาทได้อย่างตอบโจทย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทราบว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีตั้งไปเพียง 1 คน เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาจากภาคราชการอีกนั่นแหละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากนายกรัฐมนตรีใช้โควต้าที่เหลือในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒินี้ แต่งตั้งบุคคลจากภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมทำงานในคณะกรรมการชุดที่มีความสำคัญยิ่งนี้ เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน และตอบคำถามฝ่ายการเมืองในทั้ง 2 สภาได้อย่างองอาจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นข้อแรกที่ทำได้ และควรต้องทำทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะขณะนี้การคิดโครงการจากกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ในสัดส่วน 4 แสนล้านบาทมีความเข้มข้นมาก ขณะที่ภาคประชาสังคมก็มีข้อเสนอจำนวนไม่น้อย หากรวม ๆ แล้วเกินวงเงินแน่ จะมีหลักการในการคัดเลือกอย่างไร โดยเฉพาะหลักการที่จะทำให้โครงการเหล่านี้สามารถผลิดอกออกผล ไม่เป็นเบี้ยหัวแตก หรือแบ่งปันกันไปตามโควต้ากระทรวง เหมือนโควต้ารัฐมนตรีตามพรรคตามมุ้งที่เป็นความปกติเดิม ๆ ของสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อต่อมาที่สามารถทำได้เช่นกัน คือการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดําเนินการตามแผนงานหรือโครงกการภายใต้พระราชกำหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2563 ที่ออกตามความในมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชกำหนดฉบับนี้ ให้มีความเข้มข้นขึ้น ในระดับเทียบเท่าหรืออย่างน้อยก็น้อง ๆ การใช้งบประมาณรายจ่ายในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเฉพาะการนำเนื้อหาในรัฐธรรมนูญมาตรา 144 มาประยุกต์บรรจุไว้เท่าที่สามารถจะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีระเบียบฯนี้ออกมาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/093/T_0001.PDF&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื้อหาสาระยังคงใกล้เคียงกับระเบียบฯฉบับเดิม ๆ ที่ออกตามพระราชกำหนดกู้เงินลักษณะนี้ในอดีตจะเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อมีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาสังคมเข้ามาอีก 4 คนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองฯแล้ว ก็ให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯพิจารณาเสนอแนะนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังฉบับนี้ต่อไป โดยนำสารัตถะที่ได้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาประกอบการพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และข้อสุดท้าย คือตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบการใช้เงินตามข้อเสนอของท่านส.ว.ประมนต์ สุธีวงศ์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทรงคุณค่ายิ่งจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากภาคธุรกิจเอกชนและมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบมาโดยตลอด ทำให้รัฐบาลมี &amp;lsquo;ตัวช่วย&amp;rsquo; ที่มีประสิทธิภาพและทรงพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 3 ข้อนี้ นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้ทันทีตามลำดับ 1 - 2 - 3 ที่เสนอมา
ทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นการเพิ่มบทบาทให้กับภาคประชาสังคมและภาคประชาชนที่ควรจะต้องเป็นความปกติใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินยุคหลังมหาวิกฤตโควิด-19 และเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
ทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นการยกระดับความมั่นใจและความศรัทธาของประชาชนในเป้าหมายขจัดสภาวะ &amp;lsquo;แร้งลง-รุมทึ้ง-เชื้อชั่วไม่ยอมตาย&amp;rsquo; ไม่ให้มาแผ้วพานกับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66771</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายคำนูณ สิทธิสมาน, พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200409/image_big_5e8f20112f776.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเผยมาตรการเยียวยาโควิดระยะที่ 3 วางกรอบกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทสู้วิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เมษายน 2563 นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้เร่งออกมาตรการเพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งโดยการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ ลดต้นทุนการระดมทุน รวมถึงการเยียวยาภาคประชาชน อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงกระทบไปทั่วโลกและเป็นการแพร่ระบาดที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 100 ปี ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนภายในประเทศได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวลง และเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
กระทรวงการคลังรับผิดชอบการดูแลเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เล็งเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที กระทรวงการคลังจึงได้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤติของประเทศโดยอยู่ในระหว่างดำเนินการอย่างครบถ้วนแล้ว ซึ่งมีข้อจำกัดและเงื่อนเวลาของการงบประมาณ โดยงบกลางของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และเงินทุนสำรองจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ต้องสำรองไว้เพื่อใช้จ่ายในเหตุฉุกเฉินอื่นที่อาจจะเกิดขึ้น และวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เหลืออยู่อย่างจำกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ภายในปีงบประมาณ 2563 มาใช้เพิ่มเติม และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รวมถึงการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2564 จะใช้เวลานานซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องจัดหาแหล่งเงินงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกรณีที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ โดยการกู้เงินด้วยวิธีการออกพระราชกำหนดเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังจึงเสนอมาตรการเพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ต่อระบบเศรษฐกิจ ป้องกันไม่ให้สถานการณ์รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติจนต้องสูญเสียทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการเงินที่มากเกินจำเป็นอันจะเป็นภาระให้กับประเทศในอนาคต และวางรากฐานเพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายดีขึ้น โดยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เรื่อง มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 3 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) รัฐบาลมีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและควบคุม &amp;nbsp;การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ แต่ด้วยข้อจำกัดและเงื่อนเวลาการงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ โดยมีกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 1,000,000 ล้านบาท เพื่อเป็นงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยสามารถแบ่งกรอบการใช้เงินได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 ชุดมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ และเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดจาก COVID-19 วงเงิน 600,000 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยครอบคลุมการช่วยเหลือและเยียวยาให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 การแพทย์และสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 ชุดมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศ วงเงิน 400,000 &amp;nbsp;ล้านบาท โดยครอบคลุม 1) การเพิ่มศักยภาพ และยกระดับการค้า การผลิต และการบริการในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ตลาดจนการส่งเสริมตลาดสำหรับผลผลิต และผลิตภัณฑ์ในระดับ ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวหรือภาคบริการอื่น 2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การจัดหาปัจจัยการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งการสร้างช่องทางทางการตลาด และยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (Local Economy) 3) การส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน รวมทั้งการส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนต่างๆ ของภาคเอกชนที่จะทำให้สภาวะการบริโภคและการลงทุนกลับเข้าสู่ระดับปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันวางแนวทางเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน ในสภาวการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็น ผู้จ้างแรงงานร้อยละ 80 ของประเทศ ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จึงอาจส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานและผิดนัดชำระหนี้ ในขณะเดียวกันความผันผวนในตลาดการเงินอาจทำให้บริษัทที่มีคุณภาพ ไม่สามารถไถ่ถอนตราสารหนี้ที่ครบกำหนดได้ จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและลดประสิทธิภาพในการระดมทุน รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs พร้อมกับการเสริมสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยการตราร่างพระราชกำหนด 2 ฉบับ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ร่างพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.ก. soft loan 500,000 ล้านบาท) สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยร่าง พ.ร.ก. soft loan 500,000 ล้านบาท กำหนดให้ ธปท. สามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ให้แก่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจไปปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มียอดสินเชื่อคงค้างเดิมไม่เกิน 500 ล้านบาท ที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และไม่เป็น NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดสินเชื่อเดิม ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่ได้เพิ่มเติมในระยะ 6 เดือนแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถพักชำระหนี้เดิมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ร่างพระราชกำหนดการสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตราสารหนี้ ภาคเอกชน พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.ก. BSF) สำหรับเพิ่มสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ &amp;nbsp;ภาคเอกชนและระบบการเงิน โดย ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ กำหนดให้จัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund: BSF)และให้ ธปท. สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนดังกล่าว เพื่อสนับสนุนให้การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ในตลาดแรกให้ทำงานได้เป็นปกติ (Market functioning) โดยกองทุนจะเข้าไปซื้อตราสารหนี้เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องแก่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ที่มีคุณภาพ แต่ประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว (Temporary liquidity shortage) จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้บริษัท
สามารถ rollover หุ้นกู้ต่อไปได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท. สามารถซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังให้อำนาจ ธปท. ในการซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชนในตลาดรองในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนและระบบการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ประกอบด้วย 3 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.1 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. ....
เพื่อให้ขยายวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 5 ล้านบาทไปถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน ซึ่งจะเพิ่มความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน&amp;nbsp;(Non-banks) เพื่อให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้แก่ Non-Banks เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของแต่ละบริษัทโดยการผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ลิสซิ่ง เช่าซื้อ เช่าซื้อรถจักรยานยนต์และสินเชื่อทะเบียนรถให้แก่ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.3 การปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว ทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินจากอัตราร้อยละ ๐.๔๖ ต่อปี เหลือร้อยละ ๐.๒๓ ต่อปี เพื่อให้สถาบันการเงินมีต้นทุนต่ำลง ซึ่งจะนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังมั่นใจว่ามาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 3 จะเป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ให้เดินต่อไปได้และมาตรการดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญ ให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงเมื่อวิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไป กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะออกมาตรการที่เหมาะสมมาดูแลเศรษฐกิจไทยอย่างทันท่วงทีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62392</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ครม., พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท, มาตรการเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e872fd00d629.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
