<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลยี้อภิปรายพรก.กู้เงินนักการเมืองเก่าเข้ามารุมทึ้งจับตากลุ่มเป่านกหวีดออกมาปกป้องเงินกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มิ.ย.63 - ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ภาพการเมืองหลังสู้ศึกอภิปราย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,621 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2 - 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามถึงภาพการเมืองหลังสู้ศึกอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่าน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 เห็นภาพการเมืองเก่า ๆ จัดคนเข้ามาเอาผลประโยชน์เงินกู้ ที่รัฐบาลก่อหนี้สินให้ประชาชนทุกคนในชาติ รองลงมาคือ ร้อยละ 79.4 เห็นภาพนักการเมืองยี้แย่ ๆ เดิม ๆ ทำให้เด็กและเยาวชนลอกเลียนแบบโกง ร้อยละ 76.4 เห็นภาพสงสารเห็นใจ นายอุตตม สาวนายน คนเคยแจกเงินเยียวยาประชาชนมากขึ้น ร้อยละ 75.6 เห็นภาพการเมืองที่ เสร็จนา ฆ่าโคทึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล ร้อยละ 75.4 เห็นภาพนักการเมืองหักหลัง มุ่งเอาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ร้อยละ 68.1 เห็นภาพเตรียมการ ขบวนการโจรปล้นชาติ และร้อยละ 67.0 เห็นภาพอำมหิต โหดร้ายทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.0 เห็นภาพอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพที่ปล่อยให้มีการหักหลังเพื่อนร่วมรบ ปล่อยให้เพื่อนร่วมรบตายไปหลังจบศึก ในขณะที่ ร้อยละ 28.0 เห็นภาพพลเรือนผู้กล้าหาญยืนชี้แจงความจำเป็นต้องกู้เงินมาเยียวยาประชาชนฟื้นฟูเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.3 ระบุเป็นไปได้ที่ประชาชนจะเป่านกหวีด ลุกขึ้นออกมาปกป้องเงินกู้ที่รัฐบาลก่อหนี้สินให้ทุกคนในชาติ ขจัดนักการเมืองยี้ที่เข้ามารุมทึ้ง ในขณะที่ ร้อยละ 22.7 ระบุเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.7 ระบุ ภาพการเมืองที่เห็นวันนี้คือ นรก ชัด ๆ ในขณะที่เพียงร้อยละ 9.3 ระบุ สวรรค์แท้ ๆ ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.2 ระบุ ถึงเวลาแล้วที่ควรยุบสภา ในขณะที่ร้อยละ 25.8 ระบุ ยังไม่ถึงเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ๓ ป.ระวังสั่นคลอนเหตุคนไม่เอา เพราะเวลานี้ประเทศชาติและประชาชนเปราะบางมากและอาจนำสู่วิกฤตใหญ่หลวงยากจะควบคุมสอดคล้องกับข้อมูลอารมณ์ประชาชนที่เคยทำมาเกือบ ๓๐ ปี จึงต้องรีบแจ้งสัญญาณอันตรายแรง ๆ ด้วยข้อมูลว่าบ้านเมืองอาจจะวุ่นวายช่วงปลายปี ถ้าไม่ตัดไฟแต่ต้นลมในวันนี้ นายกรัฐมนตรีและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจึงอย่าเติมเชื้อเพลิงฝืนกระแสสังคมสร้างความคับแค้นใจ ความเคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนต่อนักการเมืองยี้แบบเก่า ต่อความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล องค์กรอิสระและต่อผู้ใหญ่ฝ่ายการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางออกคือ ๑) รักษาสถานภาพเดิมคือ the Status Quo เอาไว้ไม่ทำตามกลุ่มนักการเมืองแบบเก่าที่เร่าร้อน แต่เมื่อมีผู้ใหญ่บางคนทำพลาดฝืนกระแสสังคมไปก็รีบปรับตัวกลับสู่ทางที่ดีที่ถูกต้อง ๒) ผู้มีบารมีของประเทศน่าจะทำให้พรรคการเมืองเจ้าปัญหากลับมารักษาปกป้องคนดีเอาไว้โดยถือโอกาสนี้ปลดคนไม่ดีมีประวัติด่างพร้อยเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนที่ทุจริตคอรัปชั่นออกไปเลย ใช้วิกฤตเป็นโอกาส สังคมจะกลับมายกย่องเชิดชูพรรคการเมืองนี้ และ ๓) หากทำอะไรไม่ได้มากอีกแล้ว เพราะวุ่นวายเหลือเกิน เหนื่อยเหลือเกิน ก็น่าจะยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ตัดไฟแต่ต้นลม คืนอำนาจให้ประชาชน ผลที่ตามมาคือ จะช่วยทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อได้ไม่เกิดเหตุรุนแรงบานปลาย เพราะดับไว้ซึ่งเหตุปัจจัย ล้างไพ่กันใหม่อีกรอบด้วยวิถีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; ดร.นพดล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67861</URL_LINK>
                <HASHTAG>3ป., กลุ่มเป่านกหวีด, ซูเปอร์โพล, นักการเมืองเก่า, พรก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5ed9a321ad728.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.ขอใช้พรก.กู้เงินหนุนเอสเอ็มอีนอกระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 2563 - นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นฐานราก สสว. จึงได้เร่งออกมาตรการเยียวยา พร้อมดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีทุกอุตสาหกรรม โดยได้เตรียมเสนอโครงการเพื่อจะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบสถานการบันการเงิน(กู้เงินนอกระบบ) และกลุ่มที่เป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยจะเสนอสภาพัฒน์ เพื่อขอใช้เงินในโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ภายในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้หน่วยงานราชการยื่นเสนอโครงการเข้ามา

&amp;ldquo;ขณะนี้ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร เนื่องจากจะต้องดูว่าจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบมีจำนวนเท่าไหร่ เบื้องต้น จำนวนผู้ประกอบการทั้งระบบมีทั้งสิน 5 ล้านราย แต่ขึ้นทะเบียนในระบบมีจำนวน 3 ล้านราย และยังอยู่นอกระบบ 2 ล้านราย โดยช่วงที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีที่ได้รับการช่วยเหลือไปบ้าง ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.)หรือ เอสเอ็มอีดีแบงก์ ในการปล่อยสินเชื่อ วงเงิน 4,800 ล้านบาท ล่าสุดปล่อยกู้แล้ว 2,000 ล้านบาท และยังมีกลุ่มที่ได้รับการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่อรายย่อย (บสย.)อีก 5,000 ล้านบาท&amp;rdquo;นายวีระพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ได้ร่วมกับสสว.จัดทำ 4 โครงการ ช่วยเอสเอ็มอีทุกกลุ่มใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจ สร้างผู้ประกอบการใหม่ พัฒนาแบรนด์ และเครือข่ายคลัสเตอร์ รวมถึงยังได้มอบฉลาก Smart Fabric ให้กับผู้ประกอบการ 4 รายในการผลิตหน้ากากชนิดที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยกับประชาชน โดยการดำเนินโครงการทั้ง 4 จะช่วยพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการในหลากหลายกลุ่ม ครอบคลุมหลายสาขาในอุตสาหกรรม ให้สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นภายหลังการระบาดของโรค รองรับการดำเนินธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคตามวิถีชีวิตใหม่ หรือ นิว นอร์มอล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67825</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรก.3ฉบับ, พรก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน, สสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8de9fe6646.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้ว่าแบงก์ชาติแจงสภาเข้าใจผิด 9 แสนล้านไม่ได้กู้ ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารเห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์ในเฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า ได้ยินหลายท่านอภิปรายในสภาว่า รัฐบาลเสนอ พรก.กู้เงิน 3 ฉบับ รวม 1.9 ล้านล้านบาท ขอเรียนยืนยันอีกครั้งว่า พรก. ที่ ธปท. เสนอ &amp;ldquo;ไม่&amp;rdquo; ควรเรียกว่าเป็น พรก. กู้เงิน เพราะหัวใจของ พรก. ทั้งสองฉบับคือการให้อำนาจ ธปท. เข้าไปบริหารจัดการสภาพคล่องได้ตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครบเวลาสองปี เงินที่ ธปท. ปล่อย soft loans ผ่านสถาบันการเงินไปให้ SMEs สถาบันการเงินก็ต้องเอากลับมาคืน ธปท. ส่วนเงินที่ ธปท. จะลงทุน ผ่านกองทุน BSF เป็นการให้ bridge financing ชั่วคราว เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินกลับมาคืน ธปท. (ธปท. ถึงต้องเน้นเรื่องคุณภาพของตราสารที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งกลไกของ soft loans และกองทุน BSF ไม่ใช่การกู้เงิน 900,000 ล้านบาทมาใช้จ่าย หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ได้สร้างภาระการคลัง 900,000 ล้านบาท หรือไม่ได้สร้างภาระภาษี 900,000 ล้านบาทให้ลูกหลานเหมือนกับที่หลายท่านกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองกลไกอาจจะสร้างภาระการคลังในอนาคตได้บ้าง ถ้าสินเชื่อ soft loans ที่ปล่อยให้ SMEs จำนวนมากเกิดกลายเป็นหนี้เสีย หรือตราสารหนี้ที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุนไม่ได้รับชำระหนี้คืน ซึ่งตาม พรก. แล้วรัฐบาลจะชดเชยความเสียหายให้เพียงบางส่วนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ตระหนักดีว่าทั้งสองกลไกที่ ธปท. เสนอไม่พึงสร้างภาระการคลังให้กับคนไทยในอนาคต จึงต้องมีเงื่อนไขด้านคุณภาพอย่างรัดกุมทั้งการปล่อยสินเชื่อผ่าน soft loans และการลงทุนผ่านกองทุน BSF&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, พรก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
