<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039; ร้องศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนมติครม.เห็นชอบกู้เงิน 7 แสนล้าน และ 1 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.64 - ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะแกนนำกลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย เดินทางมายื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี ต่อศาลปกครองสูงสุด ให้พิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่18 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ออกร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.&amp;nbsp;&amp;hellip;&amp;nbsp;วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาท และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2563 ที่มีมติเห็นชอบพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา พ.ศ. 2563 หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวว่า ตน ไม่ได้ขัดขวางการกู้เงินเพราะตระหนักดีว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนและในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายและจำเป็นต้องใช้เงินอีกไม่น้อย แต่การใช้เงินจำเป็นจะต้องดำเนินการไม่ให้ผิดรัฐธรรมนูญหากปล่อยให้มีการออก พ.ร.ก.ที่ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้เงินอยู่ดี เพราะจะมีคนทักท้วงได้ เเละมีปัญหาในภายหลัง จึงมาขอให้ศาลพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. 1ล้านล้านบาทที่ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย ยังกล่าวอีกว่า&amp;nbsp;เนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวทั้งสองฉบับน่าจะคล้ายคลึงกัน แต่ปัญหาคือ มีการตัดตอนองคาพยพในการตรวจสอบ กำกับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสรัดกุมของหลักวินัยการเงินการคลังออกไปแล้วไปยกร่างให้มีคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการคัดเลือกโครงการและเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ กำกับโครงการ และมีอำนาจในการออกระเบียบ ซึ่งลักษณะนี้ถือเป็นการใช้จ่ายที่หละหลวม ขัดกับวินัยการเงินการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 7แสนล้านบาท อยู่ระหว่างรอทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้&amp;nbsp; ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนได้แถลงข่าวเสนอแนะต่อองคมนตรีว่า ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พิจารณาร่างกฎหมายนี้อย่างรอบคอบ ให้นำความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาประกอบด้วย ขอแนะนำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า การนำเสนอร่างกฎหมายที่ผิดรัฐธรรมนูญอาจเข้าข่ายเป็นความผิด มาตรา 112 โดยตรง และในอนาคตการทำสัญญาเงินกู้ของรัฐบาลกับหน่วยงานต่างๆอาจจะมีปัญหา หากมีการหยิบยกเป็นประเด็นโต้แย้ง ว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติกฎหมายเงินกู้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายละเมิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157&amp;nbsp; และมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&amp;nbsp; แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนกรานว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกต้องแล้ว จะเดินหน้าต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104005</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab75f30b0c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุสรณ์เสนอแนวทางกู้เงิน 7 แสนล้าน ทำใจมีความเสี่ยงการคลังเพิ่มขึ้นกระทบศก.ระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 2564 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต เปิดเผยว่า การก่อหนี้สาธารณะและการกู้เงินเพิ่มเติมนั้นมีความจำเป็นในการนำมาใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเศรษฐกิจ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งชดเชยรายได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรออกเป็นพระราชกำหนด การออกเป็นพระราชกำหนดจะทำให้การพิจารณาการจัดสรรการใช้เงินกู้ซึ่งเป็นภาระภาษีประชาชนในอนาคตไม่รอบคอบ ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และ อาจนำมาซึ่งความไม่โปร่งใสและเบี่ยงเบนไปจากยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่ได้สำคัญต่อประชาชนมากนัก แต่อาจสำคัญต่อกลุ่มผลประโยชน์ทั้งในระบบราชการและนอกระบบราชการที่อยู่แวดล้อมผู้มีอำนาจรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรอบการจัดสรรงบประมาณปี 2565 ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็มีขนาดของงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติในปัจจุบันและอนาคต ไม่มียุทธศาสตร์และแผนงานชัดเจนว่าหลังจากประเทศพ้นจากวิกฤติ Covid-19 แล้วจะวางรากฐานประเทศเพื่อก้าวอย่างไรต่อไป สมมติฐานในการจัดทำงบประมาณก็มองโลกในแง่ดีเกินไปว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวและรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อย จึงควรเตรียมการวางแผนก่อหนี้ไว้ล่วงหน้าเลยจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ที่ไม่มีการกลั่นกรองตรวจสอบเช่นที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นก็มั่นใจว่าน่าจะทะลุ 60% แน่นอนในปี พ.ศ. 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขณะนี้ก็เกือบจะแตะ 60% ซึ่งเรากำหนดเพดานเอาไว้&amp;nbsp; หากเศรษฐกิจขยายได้ไม่ถึง 2% ในปีนี้ หนี้สาธารณะจะชนเพดาน หากเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องอีก และ ต้องใช้เงินเพิ่มเติมเพื่อดูแลเศรษฐกิจและเยียวยาความยากลำบากทางเศรษฐกิจต่อไปอีกหลายปี รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษีและเก็บภาษีทรัพย์สินให้ได้มากพอ หรือ ต้องแก้กฎหมายเพื่อขยับเพดานการก่อหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีหลังนี้ รัฐบาลจะหลุดกรอบวินัยทางการเงินการคลังไปแล้วประเทศน่าจะมีความเสี่ยงทางการคลังในอนาคต มีงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์จำนวนมากบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า การก่อหนี้สาธารณะจำนวนมากและสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงเกินไปมีความสัมพันธ์เชิงลบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวหรือทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงนั้นเอง การก่อหนี้สาธารณะจะไม่ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ต่อเมื่อเป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนที่นำมาสู่ศักยภาพในการแข่งขันโดยปัจจัยทรัพยากรมนุษย์และการลงทุนในการวิจัยนวัตกรรมสำคัญที่สุด หากการก่อหนี้เป็นเรื่องของรายจ่ายประจำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคตย่อมทำให้การเติบโตลดลงในอนาคตอันเป็นผลจากการต้องจัดสรรเงินจำนวนมากเพื่อชำระหนี้และต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ จึงได้เสนอ แนวทางการใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากเงินกู้ 7 แสนล้านบาทว่าควรมีแนวทางดังนี้ แนวทางที่หนึ่ง ต้องใช้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นเฉพาะหน้าและไม่สร้างภาระในระยะปานกลางหรือระยะยาว และเน้นไปที่โครงการเพื่อการลงทุนต่างๆ แนวทางที่สอง ต้องทุ่มเทงบประมาณไปที่บริการทางการแพทย์ การบริการสุขภาพและสาธารณสุข การลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมยาและวัคซีน การควบคุมการแพร่ระบาดและการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 70% โดยเร็วที่สุด แนวทางที่สาม ตัดงบประมาณหรือชะลอการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และค่าใช้จ่ายทางการทหารทั้งหมด ตัดงบประมาณลับและงบปฏิบัติการทางจิตวิทยาสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนออกทั้งหมด หรือ ชะลอโครงการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นของหน่วยราชการบางแห่ง แนวทางที่สี่ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค โครงการลงทุนระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานระบบอุตสาหกรรมให้เดินหน้าลงทุนอย่างเต็มที่ แนวทางที่ห้า ตัดงบประมาณสนับสนุนหรือชดเชยรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็นตามวัตถุประสงค์การก่อตั้งแล้ว เพราะเอกชนสามารถให้บริการได้ดีกว่ามาก รวมทั้งรัฐวิสาหกิจที่บริหารล้มเหลว รั่วไหล มีการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของผู้อำนาจรัฐและผู้บริหาร และไม่มีประสิทธิภาพ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ควรถูกแปรรูปเพื่อลดภาระทางการคลังและไม่ควรใช้งบประมาณจากเงินกู้ 7 แสนล้านบาทนี้ แนวทางที่หก งบประมาณที่ใช้ควรเน้นไปที่การสร้างการจ้างงาน การประคับประคองไม่ให้ธุรกิจปิดกิจการเพื่อรักษาการจ้างงานเอาไว้ มากกว่า การแจกเงินชดเชยรายได้ แนวทางที่เจ็ด ต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนเมือง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงานรายวัน โดยช่วยเหลือทั้งแรงงานชาวไทยและแรงงานต่างด้าว&amp;nbsp; แนวทางที่แปด ไม่ควรใช้มาตรการหรือโครงการภายใต้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ใช้แล้วไม่มีประสิทธิผลหรือล้มเหลว ส่วนโครงการหรือมาตรการใดได้ผลควรเพิ่มเติมและขยายผลต่อ โดยรัฐบาลต้องมีระบบประเมินผลการใช้งบประมาณที่ดีและรวดเร็วจึงสามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องนำ พรก 7 แสนล้านบาทเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วนพร้อมงบประมาณปี 2565 การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีสบายใจระดับหนึ่งเนื่องจากรัฐบาลได้ก่อหนี้จำนวนมาก ขณะนี้รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดมาตรการและโครงการในการใช้งบประมาณจากเงินกู้ 7 แสนล้านบาททันที หากรัฐบาลอ้างว่ายังไม่มีรายละเอียดและยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ย่อมแสดงถึงการบริหารจัดการงบประมาณที่ล้มเหลวไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ประชาชนย่อมมีสิทธิจะรู้ว่าเอาเงินของพวกเราไปทำอะไรบ้าง และ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากเวลานี้ มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และ ทุกคนในประเทศนี้ต้องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การบริการทางการแพทย์ และ การฉีดวัคซีน รัฐบาลได้ยึดหลักการอะไรในการดำเนินการ การรวบอำนาจและรวมศูนย์ในการตัดสินใจในบางเรื่องนั้นมีความจำเป็นในภาวะวิกฤติ แต่บางเรื่องต้องกระจายอำนาจกระจายการตัดสินใจกระจายงบประมาณจะมีประสิทธิภาพมากกว่า บางเรื่องต้องอาศัยการแทรกแซงและควบคุมโดยรัฐ บางเรื่องต้องใช้กลไกตลาดและกลไกราคา การตัดสินใจในการใช้งบประมาณในโครงการและมาตรการต่างๆต้องอยู่บนผลประโยชน์สาธารณะ ยึดหลักความเป็นธรรม และต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ดี หากรัฐบาลอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์และลัทธิพวกพ้อง รวมทั้งไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง เราจะไม่สามารถฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ความมีเอกภาพของสังคมเป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นการฝ่าวิกฤติครั้งนี้&amp;nbsp;  &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า การระบาดระลอกใหม่ในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และโรคระบาดอุบัติใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก การปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณทางด้านสาธารณสุขและบริการสุขภาพใหม่มีความจำเป็น การปฏิรูประบบสาธารณสุขและการบริการสุขภาพนี้ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคเสียใหม่ เพราะระบบแบบเดิมต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นและตอบสนองต่อสภาวะทางการคลังที่ย่ำแย่ลง ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเราต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด Covid-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปนี้ต้องมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขและการบริการสุขภาพโดยไม่ไปลดความเสมอภาคในการเข้าถึงการใช้บริการ และ สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นของประชาชนภายใต้การแพร่ระบาดของ Covid-19 และ Covid กลายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลายระลอก วิธีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม คือ การแบ่งแยกผู้ซื้อและผู้ขายบริการสุขภาพออกจากกัน การจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายต่อหัว (Capitation) มากขึ้น การกำหนดให้มี GP Budgetholders การ Contracting-out การทำ self-governing hospital เป็นต้น การปฏิรูปแนวทางนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณผ่านตลาดภายในของบริการสุขภาพเอง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการลดลงของคุณภาพในการให้บริการโดยการกำหนดธรรมาภิบาลในทางคลินิคเพื่อให้ได้คุณภาพที่เป็นมาตรฐาน คุณภาพที่เป็นมาตรฐานหมายถึง รักษาและบริการสุขภาพอย่างถูกต้องให้กับผู้ป่วยที่สมควรได้รับในเวลาที่เหมาะสมและต้องพยายามทำทั้งหมดนี้ให้ได้ในครั้งแรกสำหรับผู้ใช้บริการหรือผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของการปฏิรูปโครงการ Medicaid ในรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ที่ประเทศไทยสามารถนำมาเป็นบทเรียนได้ในการแก้ปัญหาความไม่เพียงพอของงบประมาณ โดยเฉพาะดูแลผู้มีรายได้น้อยและคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ ด้วยการทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ซื้อประกันสุขภาพเพื่อให้องค์กรของผู้ใช้บริการมีอำนาจในการต่อรองกับผู้ให้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้ได้ราคาบริการสุขภาพที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้อ้างข้อเสนอของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่า หมอสงวนเคยเสนอเรื่องการปฏิรูปการจัดการและระบบการเงินการคลังสำหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเอาไว้ หลายอย่างมีการดำเนินการ มีความคืบหน้า บางอย่างยังไม่เกิดขึ้นและอาจต้องปรับเปลี่ยนจากปัญหาฐานะทางการคลังที่เพิ่มมากขึ้นพร้อมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 เริ่มต้นจากการปรับระบบสวัสดิการและการประกันสุขภาพของรัฐทุกระบบให้มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิประโยชน์ เน้นนโยบายและมาตรการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพิ่มการลงทุนทางด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มคนที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพ การปฏิรูประบบกำลังคนทางการแพทย์และบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้กล่าวในช่วงท้ายว่า รัฐจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อปิดจุดอ่อนของระบบสาธารณสุขและการบริการสุขภาพไทย ดังนี้ การลดความซ้ำซ้อนการบริหารจัดการสุขภาพในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ลงทุนทางด้านระบบข้อมูลสารสนเทศทางด้านสุขภาพทั้งระบบโดยเฉพาะข้อมูลด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นทางด้านการเงินการคลังว่า จะหาเงินและงบประมาณมาจากไหนเนื่องจากรายจ่ายทางด้านสาธารณสุขและบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากสังคมผู้สูงอายุและผลกระทบของโรคระบาด เราจะเก็บภาษีผ่านกรมสรรพากร หรือ เก็บเงินสมทบผ่านสำนักงานประกันสุขภาพ ซึ่งผลของการสนับสนุนทางการเงินอาจแตกต่างกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในโรงงานการผลิต แคมป์คนงานก่อสร้างก็ดี จำนวนมากสะท้อนถึงปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลที่เป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ ลูกจ้างหรือแรงงานโดยเฉพาะแรงงานรายวัน อาจปกปิดการติดเชื้อ Covid เพราะเกรงผลกระทบต่อรายได้และการมีงานทำ การป้องกันการติดเชื้อในโรงงาน ในแคมป์คนงาน และ ในชุมชนแอดัดที่มีแรงงานอิสระรับจ้างรายวันอาศัยจึงล้มเหลว&amp;nbsp; เพราะความด้อยประสิทธิภาพของกลไกของตลาด กลไกตลาดทำงานไม่ปรกติ มีความไม่สมมาตรของข้อมูล (asymmetric Information) จึงเกิดพฤติกรรมเสี่ยงภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) เกิดปัญหาการเลือกรับภัยที่ขัดประโยชน์หรือการเลือกที่ก่อให้เกิดผลเสีย (Adverse Selection) ขึ้นอันเป็นผลจากการล้มเหลวของกลไกตลาด รัฐจึงต้องเข้าแทรกแซงด้วยการประกันรายได้ให้กับแรงงานติดเชื้อและประคับประคองสถานประกอบการที่ต้อง Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าควรต้องจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้นโดยจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลของรัฐตามความเสี่ยงของประชากรที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลต่างๆ นั่นคือ ผู้ให้บริการทื่ต้องดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงสูงควรจะเหมาจ่ายต่อหัวสูงกว่าผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลที่ดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ไม่ควรกำหนดการเหมาจ่ายแบบคงที่ทั่วทั้งประเทศ และ แนวทางตามที่ผมเสนอนี้ควรจะนำมาใช้ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลต่างๆมีภาระในการดูแลรักษาผู้ป่วย Covid ฉีดวัคซีน และป้องกันการแพร่ระบาดแตกต่างกันด้วย ฉะนั้นงบประมาณต้องจัดสรรไปตามภาระและแผนงานกิจกรรมที่ต้องทำ และ ไม่ควรรวมศูนย์การตัดสินใจเพราะจะทำให้แก้ปัญหาล่าช้าและไม่ทันกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103911</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.คลัง ห่วงพรก.กู้เงิน 7 แสนล้านเอื้อรัฐบาลใช้เงินเบ็ดเสร็จ-ตีเช็คเปล่า ไม่ฟังรัฐสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22&amp;nbsp;พ.ค.64 - ที่สถานีพีซทีวี กรุงเทพฯ คณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย จัดเวทีปราศรัยออนไลน์ ขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในหัวข้อ &amp;ldquo;7&amp;nbsp;ปีรัฐประหาร เหลียวหลังแลหน้าประเทศไทย&amp;rdquo; โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปราศรัยตอนหนึ่งถึงกรณีคณะรัฐมนตรีออก พ.ร.ก.เงินกู้เพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนล้านบาท แก้ปัญหาไวรัสโควิดว่า ตั้งแต่ พ.ร.ก.เงินกู้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินไม่ถูกต้อง แทนที่จะทุ่มนำเข้าอุปกรณ์ทดสอบโควิด เปิดเสรีนำเข้าวัคซีน ลงทุนเครื่องมือแพทย์ ป่านนี้ฉีดวัคซีนยังล่าช้า การใช้เงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท วางแผนไว้พอหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เรื่องการเยียวยามีหลายโครงการ เป็นลักษณะขยายหาฐานเสียงสนับสนุน ควรจะต้องมีการทักท้วง การลดค่าใช้จ่ายประจำวัน จะช่วยไปได้นานกี่เดือน เรื่องการแก้ปัญหารื้ออำนาจผูกขาดของบริษัทธุรกิจพลังงาน ดูแลส่วนนี้เต็มที่หรือยัง นักธุรกิจเล็กน้อยประสบปัญหามาก ช่วยได้แค่ให้กู้เงินเพิ่ม พักชำระหนี้ ควรดูตัวอย่างการช่วยเหลือของประเทศอื่น ที่ใช้วิธีให้เงินผ่านบริษัท ถ้าจ้างงานอยู่ รัฐบาลช่วยแบกรับภาระให้ระยะเวลาหนึ่ง ผูกโยงลูกจ้างไว้กับนายจ้าง ให้ธุรกิจขนาดย่อยพัฒนาฟื้นฟูตัวเองได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวถึงโครงการฟื้นฟูต่างๆ ที่มีการเผยแพร่โดยสภาพัฒน์ พบส่วนราชการมีการนำเงินไปใช้ในงานปกติ เช่น โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็ง พัฒนาทักษะอาชีพ ทั้งหมดดูแล้วกลายเป็นเอาเงินให้ส่วนราชการขับเคลื่อนโดยรัฐมนตรีที่คุมกระทรวง ไม่มีภาพชัดเจนว่ากระตุ้นให้ชุมชนมองภาพรวมอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนล้านนั้น เชื่อว่าไม่ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้าน น่าเป็นห่วงมีลักษณะเอื้ออำนวยให้รัฐบาลใช้เงินได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ตีเช็กเปล่า ตั้งกลไกกำหนดวิธีการทำงานชงเองกินเอง ใครจะตรวจสอบได้ แทนที่จะรับฟังความเห็นจากรัฐสภา กลับใช้วิธีออกเป็น พ.ร.ก. อ้างกรณีฉุกเฉิน ความฉุกเฉินคือโดยปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่โควิดผ่านมา&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนแล้ว การกู้เงินเพิ่มทำไมไม่จัดทำข้อมูลเสนอเป็น พ.ร.บ. อย่างโปร่งใส ให้ประชาชนรับทราบ ทำได้แต่เนิ่นๆ แต่ไม่ทำ เบื้องลึกต้องการใช้เงิน ตีเช็กเปล่าเบ็ดเสร็จเหมือน พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับแรกใช่หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103816</URL_LINK>
                <HASHTAG>7ปีรัฐประหาร, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, ไทยไม่ทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a8d39eacd58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19ยืดเยื้อทำเงินหมดปี๊บ รัฐบาล&#039;ลักหลับ&#039;กู้เพิ่ม7แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อ และดูเหมือนจะยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันที่ยังอยู่ในระดับสูง จำนวนผู้ป่วยอาการหนักไปจนถึงยอดผู้เสียชีวิตสะสมที่ยังคงเพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 รุนแรงกว่าการระบาดในรอบก่อน ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในมิติด้านเศรษฐกิจ หลายฝ่ายประเมินว่า ผลกระทบจากมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ไม่เข้มข้นมากนักในรอบนี้ จะไม่สร้างความเสียหายให้ภาคเศรษฐกิจมากเหมือนกับมาตรการขั้นเด็ดขาดที่ใช้ในการควบคุมการระบาดในรอบแรกเมื่อต้นปี 2563 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพความบอบช้ำของภาคธุรกิจและประชาชน ไปจนถึงภาคเศรษฐกิจโดยรวมจากมาตรการล็อกดาวน์นั้น ยัง &amp;ldquo;ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรจะเป็น&amp;rdquo; ดังนั้นแม้การระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รัฐบาลจะไม่ได้ใช้มาตรการควบคุมที่รุนแรง กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนยังสามารถดำเนินไปได้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ เม.ย. 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สำคัญ จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกซอฟท์โลนเพื่อดูแลเอสเอ็มอี วงเงิน 5 แสนล้านบาท 2. ร่าง พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท และ 3. ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท โดยการกู้เงินในส่วนนี้ รัฐบาลได้แบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายออกเป็น 6 แสนล้านบาท สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19, วงเงิน 5.55 แสนล้านบาท สำหรับเยียวยาเศรษฐกิจ และอีก 4.5 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้ในด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ผ่านมาตรการสำคัญที่เน้นการบรรเทาภาระของประชาชน และกระตุ้นการใช้จ่าย อุปโภคบริโภคภายในประเทศ โดยพบว่าที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการอนุมัติโครงการที่เสนอขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ไปแล้วกว่า 287 โครงการ กรอบวงเงินกู้ 8.33 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการทางการคลังอย่างต่อเนื่อง สำหรับรองรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปี 2563-2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ่านการช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อาทิ โครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ โครงการม33 เรารักกัน การเยียวยากลุ่มเปราะบาง และเกษตรกร และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงยังมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพในส่วนต่าง ๆ ด้วย โดยการใช้จ่ายเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนโต จำนวน 1 ล้านล้านบาท เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีกรอบวงเงินกู้คงเหลือเพียง 1.66 แสนล้านบาท ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องนำเงินส่วนที่เหลือไปดูแลเศรษฐกิจผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ต้องเดินหน้าต่อไปอีกราว 1.5 แสนล้านบาท ทำให้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลจะมีวงเงินคงเหลืออยู่เพียง 1.65 หมื่นล้านบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอในการดำเนินการกู้เงินภายใต้ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ&amp;hellip;. วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจ่ายเยียวยาประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการเพิ่มเติม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการกู้เงินเพิ่มเติมในจำนวนดังกล่าว ส่วนหนึ่งจะมีการกันไว้ใช้ในด้านสาธารสุขเพิ่มเติมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม จำนวน 7 แสนล้านบาท เนื่องจากการประชุมเป็นวาระด่วนและลับ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลัง&amp;rdquo; ระบุว่า การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ในขณะที่ประเทศยังคงมีความต้องการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ประกอบกับข้อจำกัดของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อเยียวยา ฟื้นฟูและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมถึงข้อจำกัดของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ไม่เพียงพอ &amp;ldquo;รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องมีกรอบวงเงินกู้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และเพื่อบริหารสภาพคล่องทางการคลัง จึงเป็นที่มาของ พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 7 ล้านบาทดังกล่าว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรอบเวลาการกู้เพื่อใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2565 โดยวงเงินกู้เพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน 7 แสนล้านบาทนั้น ถูกจัดสรรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. ให้กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 3 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค และวัคซีนที่ยังมีความจำเป็นในช่วงที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการกระจายวัคซีนให้กับประชาชนตามแผน2. ให้กระทรวงการคลัง เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 จำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3. ให้กระทรวงการคลัง เพื่อใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จำนวน 2.7 แสนล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงาน/โครงการเพื่อรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบการ และกระตุ้นการลงทุน รวมถึงการบริโภคในระบบเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;ldquo;กระทรวงการคลัง&amp;rdquo; ได้ประเมินว่า การกำหนดกรอบวงเงินเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ไม่เกิน 7 แสนล้านบาท สำหรับใช้ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรคและวัคซีนที่ยังมีความจำเป็น การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจ รักษาการจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่องในระยะ 1 ปีข้างหน้า รวมไปถึงยังสามารถใช้สำหรับการบริหารความเสี่ยงของผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้และสภาพคล่องของรัฐบาลนั้น จะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.5% จากที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และทันทีที่ ครม. ได้เห็นชอบการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาทนั้น เชื่อว่าจะมีคำถามตามมา เกี่ยวกับ &amp;ldquo;สถานะหนี้สาธารณะ&amp;rdquo; หลังจากมีการกู้เงินว่าจะพุ่งทะลุเพดานหรือไม่ โดยเรื่องนี้ ได้มีการประเมินแล้วว่า สถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2564) อยู่ที่ 8.47 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 54.28% ของจีดีพี ซึ่งการดำเนินการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับประมาณการการกู้เงินอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ จะส่งผลให้สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2564 คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 9.38 ล้านล้นบาท หรือคิดเป็น 58.56% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีไว้ไม่เกิน 60%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103789</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a37c6372d3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039; หวั่นเงินกู้รอบใหม่ 7 แสนล้านละลายหาย แนะพุ่งเป้าช่วยเอสเอ็มอี-ร้านอาหาร-ธุรกิจบริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.64 - นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมีมติออกเงินกู้อีก 7 แสนล้านบาทว่า นับเป็นรัฐบาลที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินนอกระบบงบประมาณ ถึง2ครั้ง เป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์ โดยครั้งแรกสมัย รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ตนเป็น รมว.คลัง เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจโลกแฮมเบอร์เกอร์สำเร็จด้วย พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นไวเป็นอันดับ 2 ของโลก และอีกครั้งในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้เพราะโครงการไม่พร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มาถึงรัฐบาลนี้ออก พ.ร.ก.พิเศษกู้เงินแก้วิกฤตโควิดสองรอบ (1ล้านล้าน+7แสนล้าน) รวม 1.7 ล้านล้านบาท เท่ากับ 10% ของ GDP รอบล่าสุดนี้ ก้อนแรก 7 แสนล้านคือการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2565 ก้อนสองอีก 7 แสนล้านโดยออกเป็นพ.ร.ก.พิเศษ รวม 1.4 ล้านล้าน รวมสองปี การกู้ทั้งหมดของ ปี64 และ ปี65 รวมเกือบ 3 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 20% ของ GDP สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ยังตกต่ำ และฟื้นช้าเพราะวัคซีนยังไม่เรียบร้อยดี คนไทยยังกลับไปทำมาหากินยังไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องกู้ และกู้โดยไม่มีทางเลือกอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากถามว่าการกู้ครั้งใหม่นี้มีผลต่อเสถียรภาพทางการคลังหรือไม่ คำตอบคือในสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงิน คำตอบคือ ไม่กู้ไม่ได้อยู่ดี โดยที่ภาระต่องบประมาณยังรับได้อยู่ (สัดส่วนงบดอกเบี้ยและงบคืนเงินต้น เทียบกับงบรายจ่ายโดยรวมของรัฐบาล) แต่นั่นเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยช่วงนี้ต่ำมาก และเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นว่าดอกเบี้ยนโยบายประเทศอื่นจะปรับขึ้น เพราะสัญญาณเงินเฟ้อเริ่มกลับมาจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ทั้งหมดจะไม่เป็นปัญหาหากเศรษฐกิจเราฟื้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้า GDP เราโตได้เฉลี่ยเพียงปีละ 2-3% ไปอีก 4-5 ปี เราอาจจะเริ่มมีปัญหา ดังนั้นการใช้เงินจึงต้องเข้าเป้า และนี่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุด ต้องกู้แต่ต้องใช้เงินกู้ให้คุ้มที่สุด&amp;quot; หัวหน้าพรรคกล้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ กล่าวอีกว่า รอบแรก 1 ล้านล้านบาท ตนขอให้คะแนนแค่ 6 เต็ม 10&amp;nbsp;จากส่วนเยียวยา เพราะถือว่ารัฐบาลทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราไม่ทิ้งกัน หรือโครงการคนละครึ่ง เป็นต้น แต่ที่หัก 4 คะแนน เพราะว่าผิดเป้า นำงบไปฟื้นฟูในเรื่องไม่เป็นเรื่องเป็นจำนวนมาก และเบิกจ่ายช้ามาก ไม่สมกับเป็นงบฉุกเฉินตามนิยามของพ.ร.ก. ฉะนั้น รอบใหม่นี้จึงไม่ควรแจกแนวเดิม และไม่ควรมีเรื่องฟื้นฟูไม่เป็นเรื่องอีก แต่ต้องยิงให้เข้าเป้า นั่นคือเป้าหมายหล่อเลี้ยงผู้ประกอบการขนาดเล็ก SMEs ร้านอาหาร ธุรกิจภาคบริการทั้งระบบให้อยู่รอดจนถึงการฉีดวัคซีนครบตามเป้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรมว.คลัง ระบุด้วยว่า พรรคกล้าเสนอทางออกไปหลายครั้งเพื่อแก้ปัญหา อย่างล่าสุดเราเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อช่วยทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหาร แต่ก็ถูกกระทรวงการคลังปฏิเสธ ส่วนในเงินกู้ 7 แสนล้านใหม่ มีส่วนที่กันไว้เพื่อการฟื้นฟูสูงถึง 2.7แสนล้าน ตรงนี้ก็จะนำไปสู่ความผิดพลาดซํ้ากับปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องปรับ และสำคัญที่สุดที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องเร่งทำคือ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มิเช่นนั้นเงินกู้ทั้งหมดนี้ก็จะถูกละลายหายไปโดยที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ทำให้คนไทยรู้สึกมีความหวังมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือ เสียงสะท้อนจากเฮือกสุดท้ายของผู้ประกอบการ รวมไปถึงกรอบเงินกู้ที่ล้นชนเพดานแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103479</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, พรรคกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a5009303949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 21:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 21:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  ครม.แอบผุดกม.กู้เพิ่มอีก7แสนล้านตุนใส่เป๋าใช้ฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 2564&amp;nbsp; รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;ระบุว่า&amp;nbsp;การประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;พ.ค. 2564ซึ่งมี&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอออกพระราชกำหนด&amp;nbsp;(พ.ร.ก.)&amp;nbsp;เงินกู้เพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;700,000&amp;nbsp;ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจ่ายเยียวยาประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการเพิ่มเติม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;รอบใหม่&amp;nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้&amp;nbsp;ซึ่งการกู้เงินเพิ่มเติม วงเงิน&amp;nbsp;700,000&amp;nbsp;ล้านบาทนั้น&amp;nbsp;ส่วนหนึ่งจะมีการกันไว้ใช้ในด้านสาธารสุขเพิ่มเติมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลสำคัญที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;700,000ล้านบาท เนื่องจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาทเดิม มีการใช้เต็มวงเงินหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การกู้เงินเพิ่มเติม 700,000ล้านบาท จะนำไปใช้ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ให้กระทรวงสาธารณสุข 30,000 ล้านบาท นำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน ปรับปรุงสถานพยาบาลและการวิจัยพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ 2.ให้กระทรวงการคลัง&amp;nbsp; 400,000 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และ 3.ให้กระทรวงการคลังคลังนำไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน 270,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุน และการบริโภคในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี&amp;nbsp;ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ยังไม่ยอมให้ความเห็นเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินเพิ่มเติม จำนวน&amp;nbsp;700,000&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;เนื่องจากการประชุมเป็นวาระลับ และต้องรอให้นายกรัฐมนตรีเซ็นและประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.&amp;nbsp;ได้อนุมัติหลักการมาตรการภาษีอากรสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ โดยการยกเว้นภาษีอากรและการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้สำหรับการดำเนินมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019พ.ศ.&amp;nbsp;2564 (โครงการพักทรัพย์ พักหนี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า&amp;nbsp;ในส่วนของร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร&amp;nbsp;(ฉบับที่..)&amp;nbsp;พ.ศ. ....&amp;nbsp;ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ของสถาบันการเงิน อันเนื่องมาจากโครงการพักทรัพย์ พักหนี้&amp;nbsp;และให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงิน สำหรับการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า และการกระทำตราสาร&amp;nbsp;จากโครงการพักทรัพย์พักหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎกระทรวง ฉบับที่&amp;nbsp;.. (พ.ศ. ....)&amp;nbsp;ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ โดยกำหนดให้การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงินในส่วนของหนี้ที่สถาบันการเงินได้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้&amp;nbsp;จากโครงการพักทรัพย์พักหนี้&amp;nbsp;กระทำได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103364</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่ม, ครม., พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a3cdd4019aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039; ฉะรัฐบาลไร้น้ำยาดูแลเงินกู้ก้อนใหม่ 7 แสนล้าน ส่องกองทัพของบลับคุมม็อบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.64 - น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้ประชาชนช่วยกันจับตาให้ดีคือ การประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงการคลังได้ขออนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มเติมอีก 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินเพิ่มเติมจากวงเงินกู้เดิมตาม พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท ที่ได้มีการอนุมัติงบประมาณไปเกือบเต็มวงเงินแล้ว โดย ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน ดังกล่าวเป็นเอกสารแค่ 4 หน้า กรอบแผนงานการใช้เงิน เขียนสั้นๆ แบ่งเป็น 3 แผนเหมือน พ.ร.ก. เงินกู้เดิมทุกประการ เพียงแต่ปรับลดวงเงินลง มาแบ่งเป็นแผนงานด้านสาธารณสุข ลดลงเหลือ 30,000 ล้านบาท, แผนงานเยียวยาประชาชน ลดลงเหลือ 400,000 ล้านบาท และแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ลดลงเหลือ 270,000 ล้านบาท

&amp;ldquo;การออก พ.ร.ก. เงินกู้ครั้งนี้น่าเป็นห่วง เพราะโครงสร้างแผนงานและกลไกการอนุมัติโครงการแทบจะเหมือน พ.ร.ก. 1 ล้านล้าน ทุกประการ ดังนั้น เราคงคาดหวังได้ยากว่าใน พ.ร.ก. เงินกู้ตัวใหม่รัฐบาลจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณให้ดีขึ้น พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน ที่รัฐบาลออกมาในปีที่แล้วเห็นได้ชัดแล้วว่า นอกจากโครงการที่เป็นเงินโอนโครงการอื่น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศอนุมัติได้น้อย การเบิกจ่ายล่าช้า ตัวโครงการไม่มีความสมเหตุสมผล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแผนงานด้านสาธารณสุขที่งบประมาณเดิมมีการเบิกจ่ายแค่ไม่ถึง 30% อุปกรณ์การแพทย์กว่า 2,500 รายการ ในจำนวนนี้มีเครื่องช่วยหายใจ 1,000 เครื่อง งบวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ 170 ล้านชิ้น ที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว ทั้งหมดนี้ยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินเลย แม้แต่เพียงบาทเดียว&amp;rdquo;

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนงานฟื้นฟูและเยียวยาเศรษฐกิจผ่านมาแล้ว 1 ปี เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น การจ้างงานใหม่ 400,000 ตำแหน่ง, เกษตรกร 95,000 ราย มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงตนเองได้, มีพื้นที่เกษตรสมัยใหม่เพิ่มขึ้น 5 ล้านไร่ พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น 1.7 แสนไร่ และพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 7,900 ล้าน ลบ.ม. ก็เป็นได้แค่ลมปาก ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

โครงการเรือธงอย่าง &amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;quot; มีถึง 2 โครงการใช้ชื่อต่างกัน มี 2 หน่วยงานที่ทำเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้ สตง. ได้ออกมาชี้เป้าแล้วว่าโครงการภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน มีความเสี่ยงในการใช้เงิน เพราะมีการแก้ไขไม่ว่าจะเป็น การดำเนินโครงการล่าช้ากว่าแผน หน่วยงานไม่พร้อมในการดำเนินการ และการดำเนินโครงการมีความเสี่ยงที่จะไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะมีการแก้เงื่อนไขการดำเนินงานหลังอนุมัติ เช่น ลดเป้าหมายเกษตรกรตำบลละ 16 คน เหลือตำบลละ 2 คน เป็นต้น

&amp;ldquo;เรามีบทเรียนการใช้เงินกู้ของประชาชนที่ไม่มีประสิทธิภาพมาแล้ว 1 ปี ในสถานการณ์ปัจจุบัน การกู้เงินเพิ่มเพื่อเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความจำเป็น แต่เราอยากเห็นการกู้แบบมีความรับผิดชอบ ที่มีการคิดเสร็จแล้ว มีรายละเอียดพร้อม มีกลไกเร่งรัดการเบิกจ่าย มีการประเมินกำลังหน่วยงานรัฐว่าไหวไหม ถ้าไม่ไหวอย่าเอาไป เสียของ! ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลนี้ไม่มีความสามารถมากพอที่จะดูแลเงินกู้ก้อนใหม่ให้ประชาชนได้&amp;rdquo;

อีกเรื่อง น.ส.ศิริกัญญา ทิ้งท้ายว่า ให้จับตาในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการที่กระทรวงกลาโหมทำหนังสือลับมาก ด่วนมาก ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายแก้ปัญหาโควิด-19 ของกระทรวงกลาโหม การของบประมาณในครั้งนี้ กระทรวงกลาโหมขอใช้งบกลางประมาณ 387 ล้านบาท หลายเรื่องเป็นภารกิจของกองทัพอยู่แล้ว เช่น การสกัดกั้นแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายที่บริเวณชายแดน 80 ล้านบาท การเตรียมความพร้อมโรงพยาบาลสนามของกองทัพ 100 ล้านบาท

&amp;ldquo;แต่ที่น่าติดใจเท่ากับส่วนที่ใหญ่ที่สุด 207 ล้านบาท ที่เป็นค่าใช้จ่ายของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ที่เป็นการใช้เงินเพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลในการรับมือกับสถานการณ์ชุมนุม ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการรับมือแก้ปัญหาโควิด-19 เลย รัฐบาลต้องตอบคำถามเรื่องนี้กับประชาชนให้ชัดด้วย&amp;rdquo; น.ส.ศิริกัญญา กล่าวสรุป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103350</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., พรก.กู้เงิน, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, พรรคก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_607931d5b0ca4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
