<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ขย่มพรก.เงินกู้5แสนล้าน! บี้&#039;บิ๊กตู่&#039;ตอบ10คำถาม หวั่นซุกกองทัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 5 แสนล้านบาทเข้าสภาฯ เพื่อพิจารณาในวันที่ 9 มิ.ย. ซึ่งจะเป็นการสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เศรษฐกิจไทยยังคงทรุดหนัก โดยไตรมาสแรกยังคงติดลบถึง - 2.6% อีกทั้งการใช้เงินนอกงบประมาณแบบนี้ จะตรวจสอบได้ยาก เปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอร์รัปชันกันได้สูง&amp;nbsp; ยกตัวอย่างเช่นการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านที่ผ่านมามีการกำหนดว่าจะใช้เยียวยา 550,000 ล้านบาท ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท และ ใช้สำหรับสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า สุดท้ายกลายเป็นการใช้จ่ายเพื่อการเยียวยาเกือบทั้งหมด การกระตุ้นเศรษฐกิจแทบไม่มีผลอะไรเลย และมีการใช้เงินด้านสาธารณสุข 45,000 บาท แต่กลับไม่มีวัคซีนเพียงพอที่จะใช้กระจายการฉีดให้กับประชาชนจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่มีวัคซีนให้ประชาชนสามารถเลือกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6% กว่าของจีดีพี แต่กลับเพิ่มจีดีพีได้เพียง 2% เท่านั้นตามการประเมินของสภาพัฒน์ ซึ่งแสดงถึงการใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพและอาจจะมีการทุจริตคอรัปชั่นเพราะรัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดของการใช้เงิน 1 ล้านล้านบาทให้ประชาชนได้ทราบเลย ซึ่งต้องอธิบายว่าทำไมจ่ายเงินมากขนาดนั้นแล้ว รัฐบาลยังบริหารล้มเหลวทั้งเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน การความคุมการระบาดของไวรัสโควิด และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวอย่างหนักในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนยังลำบากกันอย่างมากทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนาดเรื่องจัดการวัคซีนซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายๆ แค่การจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพหลายยี่ห้อ และพยายามกระจายการฉีดให้มากและเร็วที่สุด พลเอกประยุทธ์ยังบริหารได้อย่างล้มเหลวแบบเละเทะ แล้วการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่ามาก พลเอกประยุทธ์จะเอาปัญญาที่ไหนมาแก้ไขได้ เศรษฐกิจไทยจึงมีแต่จะหักหัวทรุดลงไปเรื่อยๆ จนคนบ่นเรื่องความลำบากกันหนาหูมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก. เงินกู้ เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท โดย พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการเขียนไว้กว้างๆ โดยเอาไปใช้ด้านสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท เยียวยาประชาชน 3 แสนล้านบาท ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.7 แสนล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ตอบ 10 คำถามคาใจดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้าน จะผิดวินัยการเงินการคลัง และ ผิดกฏหมายหรือไม่ เพราะการใช้เงินอีก 5 แสนล้านบาทดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยพุ่งทะลุเกินเพดาน&amp;nbsp; 60% ของจีดีพี ตามที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะชี้แจงเองว่าถ้าใช้เพียง 1 แสนล้านบาทของการกู้ 5 แสนล้านบาทนี้ ร่วมกับการกู้ในส่วนที่เหลือของการกู้ 1 ล้านล้านบาทเดิม จะทำให้ให้หนี้สาธารณะพุ่งถึง 58.56% ดังนั้นถ้าใช้ครบ 5 แสนล้าน จะทะลุเกิน 60 % อย่างแน่นนอน ทั้งนี้ยังไม่รวมเงินกู้ชดเชยงบประมาณรายจ่ายปี 2565 อีก 7 แสนล้านบาท และ การเก็บรายได้ที่จะพลาดเป้าในปีนี้อีกประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมแล้ว หนี้สาธารณะจะทะลุเกินเพดาน 60% ไปอย่างมาก&amp;nbsp; และจะผิดระเบียบวินัยการเงินการคลังแน่นอน และน่าจะผิดกฎหมายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การออก พ.ร.ก. เงินกู้อีก 5 แสนล้านนี้จะยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลจะกู้เงินมาใช้มากกว่าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นไปอีกใช่หรือไม่ เพราะในงบประมาณปี 65 มีการกู้ 7 แสนล้านบาท แต่ลงทุนเพียง 6.24 แสนล้านบาท การกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นการกู้มาใช้เกือบทั้งหมด ยิ่งจะตอกย้ำสิ่งที่นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ได้เตือนไว้แล้วว่าจะเสี่ยงล้มกันทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้ยิ่งเสี่ยงล้มกันทั้งประเทศเพิ่มขึ้นไปอีกใช่ไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การออก พ.ร.ก. เงินกู้อีก 5 แสนล้านบาทนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง บอกว่าจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp; 1.5%-2.5% ซึ่งจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อคราวที่แล้วใช้ไป 1 ล้านล้านบาท ยังช่วยได้เพียง 2% เท่านั้น อีกทั้ง 5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 3% ของจีดีพี แต่ทำไมจีดีพีถึงเพิ่มได้น้อยกว่า แล้วที่พลเอกประยุทธ์เคยบอกว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายได้ 4% ขนาดยังไม่ต้องกู้ 5 แสนล้านบาท หายไปไหนแล้ว แสดงถึงความล้มเหลวซ้ำซ้อนของรัฐบาลใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่ลดลงมาจากเดิมที่จะตั้งใจกู้ 7 แสนล้านบาทตามที่ ครม. ได้อนุมัติแล้ว อยากทราบว่าได้ตัดการใช้จ่ายเรื่องใดออกไปบ้าง และทำไมถึงตัด หรือ ไม่ได้มีแผนงานแต่แรกแต่กู้ไว้ก่อนแล้วค่อยมาคิด จึงสามารถลดได้ตามชอบใจใช่หรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.อยากถามว่ายังมีงบของกระทรวงกลาโหมแอบซุกใน พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาทนี้อีกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวการจัดสรร 387 ล้านบาทให้กองทัพ และ การจัดสรรงบ 16,000 ล้านบาท ให้กองทัพเรือ ซึ่งไม่น่าจะใช่วัตถุประสงค์ของการกู้ครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การออก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท จะมีการกำหนดกรอบการใช้ให้ชัดเจนได้หรือไม่ เพื่อให้ใช้เงินที่กู้มาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อป้องกันการทุจริต ไม่ใช่เป็นการตีเช็คเปล่าเหมือนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งจะมีแนวทางในการตรวจสอบทุจริตได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ล้มเหลวเหมือน การใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.การใช้จ่ายสาธารณสุข 30,000 ล้านบาท จะมีการจัดหาวัคซีนให้ประชาชนอย่างเพียงพอหรือไม่ มีวัคซีนให้ประชาชนเลือกหรือไม่ และจะมีการกระจายการฉีดให้ทั่วถึง จนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทันภายในสิ้นปีได้หรือไม่ ซึ่งต้องฉีดให้ได้ 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี ซึ่งหากดูประสิทธิภาพการทำงานของพลเอกประยุทธ์ที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การใช้ 3 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยา จะมีการเยียวยาอย่างไร โดยการเยียวยาที่ผ่านมาช่วยประชาชนที่ลำบากได้น้อยมาก มีการแจกแบบกระจัดกระจาย เหตุใดไม่รวมกับเงินที่เหลือ 3.8 แปดแสนล้านบาทในครั้งแรก แล้วจ่ายเดือนละ 5000 บาท 3 เดือนตั้งแต่แรก หรือเพราะไม่ได้มีการคิดวางแผนกันไว้ก่อนล่วงหน้าเลย คิดแต่จะแจกสะเปะสะปะเท่านั้น ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.การกระตุ้นเศรษฐกิจ 170,000 ล้านบาท จะนำไปใช้ในด้านใดบ้าง จะทำตามแบบเดิมในการกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ล้มเหลวหรือไม่ ที่ใช้แล้วไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เลย เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น นำไปเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืช ฯลฯ ซึ่งกรอบคิดเล็กเกินไปที่จะฟื้นเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. รัฐบาลมีแนวทางในการใช้หนี้ หรือ ลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีได้อย่างไร เพราะรายได้ของรัฐมีเพียง 15% ของจีดีพีเท่านั้นและสัดส่วนอาจลดต่ำลงอีก ซึ่งเมื่อมีหนี้มากๆแต่รายได้ต่ำจะมีปัญหาในการชำระหนี้ อีกทั้งดอกเบี้ยอาจจะต้องจ่ายสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อของโลกอีก ทั้งนี้อาจจะเพราะไม่ได้คิด เพราะคิดแต่จะกู้ไปเรื่อยๆ จนหนี้ท่วมประเทศใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็น 10 คำถามพื้นฐานที่ประชาชนอยากทราบ และอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ตอบให้ชัดเจน เพราะเท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเหมือนประเทศไม่มีแนวทางหาเงินเพื่อที่จะฟื้นเศรษฐกิจได้เลย ได้แต่จะกู้เงินเพื่อใช้ไปวันๆ เท่านั้น ทั้งนี้ห่วงว่าและรัฐบาลจะก่อหนี้จนล้นเกิน&amp;nbsp; ไม่อยากคิดว่าพลเอกประยุทธ์ตั้งใจสร้างหนี้จนท่วมเพราะห่วงว่ารัฐบาลในอนาคตจะฟื้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าที่พวกผมบริหารอยู่ใช่หรือไม่ หรือ เพราะกลัวพี่โทนี่จะฟื้นเศรษฐกิจได้จริงใน 6 เดือน&amp;nbsp; ซึ่งหากยังสร้างหนี้เพิ่มไม่หยุดแต่ไม่รู้จักวิธีหารายได้ จะทำให้ประเทศไทยเสียหายและเสื่อมถอยไปอีกนาน ประชาชนจะยิ่งลำบากกันมากจนจะทนกันไม่ไหว&amp;quot; นายพิชัย ระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105510</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กตู่, พท., พรก.เงินกู้, รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb2892d9bd25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อใช้งานยาว!ครม.ตั้ง&#039;อุตตม&#039;คุมกมธ.วิสามัญ&#039;โอนงบประมาณ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ครม.เห็นชอบ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯดังกล่าว แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด จึงกำหนดจำนวนกมธ. 43 คน สัดส่วนครม.ไม่เกิน 1 ใน 4 ของกมธ.หรือไม่เกิน 10 คน สัดส่วนของพรรคการเมือง 33 คน ประกอบด้วยรัฐบาล 18 คน ฝ่ายค้าน 15 คน ทั้งนี้ครม.ได้เสนอชื่อมา 3 คน ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เหลืออีก 7 คนที่ครม.จะพิจารณาตามความเหมาะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67642</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายอุตตม​ สาวนายน​, พรก.เงินกู้, รองโฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed60acc52986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห่าใบตอง!&#039;ชลน่าน&#039;ด่าล่วงหน้ารัฐบาลหมกเม็ดเงินกู้ เอื้อนายทุน อ้างว่าไม่โกงเพราะเวลาโกงไม่มีใครบอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63- นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎร จะผ่านพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 1.9 ล้านล้านบาท ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาขออนุมัติจากสภาฯไปแล้ว แต่ส.ส.จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;เพราะทุกบาทเป็นเงินภาษีประชาชน การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าไม่เห็นหัวประชาชน และไร้การตรวจสอบที่น่าเชื่อถือหลายโครงการที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า หมกเม็ด เอื้อประโยชน์พวกพ้องและนายทุนใหญ่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจได้ประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชน ดังนั้นฝ่ายค้านจึงจำเป็นที่จะต้องใช้กลไกที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการใช้งบประมาณในโครงการของรัฐ การดำเนินการหลายโครงการของรัฐบาลที่ผ่านมาจะเน้นในการสร้างฐานเสียงทางการเมืองมากกว่าจริงใจที่จะช่วยเหลือประชาชน &amp;nbsp;รวมทั้งไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ &amp;nbsp;ดังนั้นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้เงินกู้ของรัฐบาล แบบไร้การตรวจสอบและหวั่นว่าจะเกิดความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยชี้แจงว่าจะนำเงินกู้จำนวน 1.9 ล้านล้านบาทไปใช้ในโครงการใดบ้าง มีแต่เขียนกรอบการใช้เงินกว้างๆ หวั่นว่าซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณปี 2563 รัฐบาลอย่าอ้างว่าไม่โกงเพราะเวลาโกงไม่มีใครบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่านกล่าวว่า การที่รัฐบาลเห็นชอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติไปซื้อตราสารหนี้ &amp;nbsp;จากบริษัทยักษ์ใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ &amp;nbsp;เพราะเป็นการอุ้มเจ้าสัวโดยตรง &amp;nbsp;บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ร้องขอแต่รัฐบาลจัดให้ &amp;nbsp; ดังนั้นที่บอกว่าไม่เอื้อนายทุนนั้น เป็นการพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ส่วนการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มอบให้แบงก์พาณิชย์ไปดำเนินการภายใต้วงเงินที่รัฐสนับสนุน จะเป็นดาบสองคมของรัฐบาล เพราะแบงก์ก็จะเลือกลูกค้าที่เครดิตดีและมีฐานะมั่นคง ส่วนผู้ประกอบการที่กำลังจะตายหรือแบงก์ประเมินว่าไม่รอดแน่ ก็จะไม่ช่วย ดังนั้นจากนโยบายนี้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากมากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้เงื่อนไขที่รัฐกำหนดจะส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67622</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชลน่าน ศรีแก้ว, พรก.เงินกู้, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200316/image_big_5e6f43112e3be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดาไว้ก่อนเลยว่าทุจริตแน่! &#039;ก้าวไกล&#039;บี้ตั้งกมธ.สอบใช้งบพรก.กู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย. 63 - พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;อย่าหนีการตรวจสอบ ! ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจใช้งบประมาณและมาตรการสู้โควิด&amp;quot;ป้องกันทุจริตคอรัปชั่น-ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล ร่วมสนับสนุนให้มีการตั้ง &amp;quot;กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤตการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;quot;&amp;nbsp; ซึ่งพรรคก้าวไกลได้ยื่นเป็นญัตติด่วนไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุตอนหนึ่งว่า วงเงินกู้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์นี้ ถ้าใช้อย่างประสิทธิภาพ จะสามารถช่วยกู้วิฤตประเทศ ทั้งจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แต่ก็ตรงกันข้าม ถ้าใช้อย่างเป็นเบี้ยหัวแตกเพื่อให้เกิดโครงการใช้เงินเท่านั้น หรือช่วยเหลือแต่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อประโยชน์แต่พวกพ้องตนเอง ดังข้อข้อครหาที่ผ่านมาว่า อุ้มเจ้าสัว อย่างนั้น ประเทศไทยก็คงต้องจมปลักอยู่ในวิกฤตนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะต้องปาดน้ำตา แบกรับหนี้สินคือประชาชนคนไทยทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จึงไม่เพียงแต่การอภิปรายครั้งนี้เท่านั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ &amp;quot;ผู้แทนประชาชน&amp;quot; จะต้องใช้กลไกในระบบรัฐสภาตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณ รวมถึงการออกมาตรการต่างๆ ที่เพื่อแก้ปัญหาโควิด -19 และก็ไม่ใช่เพียงแต่เงินกู้ที่มีการพิจารณาครั้งนี้เท่านั้น หากยังหมายรวมถึงงบประมาณก้อนอื่นๆ เช่น งบกลางที่จะโอนมาให้รัฐบาลใช้ตาม พ.ร.บ. โอนงบประมาณประจำงบประมาณ 2563 กว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาในช่วงสัปดาห์หน้าด้วย&amp;rdquo; พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นที่น่ายินดีว่า มีหลายพรรคทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลให้การสนับสนุน และยื่นญัตติด่วนทำนองเดียวกันนี้ประกอบ แต่กระนั้น ท่าทีของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาลอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คล้ายๆ กับว่าไม่อยากจะให้มี กมธ.วิสามัญชุดนี้เกิดขึ้น เพราะถ้ายึดตามที่พรรคก้าวไกล เสนอ กมธ. ชุดนี้ ไม่ใช่ว่าดูแต่เรื่องเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรการแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลด้วย อาทิ&amp;nbsp; การประกาศเคอร์ฟิว การจ่ายเงินเยียวยาประชาชน การจัดการการเดินทางกลับประเทศของคนไทย มาตรการคลายล็อก หรือการเปิด-ปิดโรงเรียน ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนคนไทยเห็นแล้วว่า มีปัญหาอย่างไร ประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรุปชัดๆ ตรงนี้ว่า การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบการใช้งบและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด-19 จะเป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งคงต้องขอความร่วมไม้ร่วมมือ ส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันลงมติให้เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากญัตติด่วนนี้ถูกตีตกไป ไม่มีการตั้งขึ้น ก็คงต้องขอเดาเอาไว้ก่อนเลยว่า จะมีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นแน่ๆ มาร่วมกันสนับสนุนให้ตั้ง &amp;quot;กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้งบและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด-19&amp;quot; มาช่วยกันจับตารัฐบาล และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนด้วยกันครับ&amp;rdquo; รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67510</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ., ก้าวไกล, คอร์รัปชัน, พรก.เงินกู้, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed46c119411e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสี่ยไก่&#039;ห่วงมาก!เศรษฐกิจเสียหาย คนตกงาน รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม เลิกพรก.ฉุกเฉินช้าหายนะ-กลียุคมาเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.63- &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook ว่าจากการอภิปราย พรก. เงินกู้ 1.0 ล้านล้านบาท สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเป็นห่วงมากที่สุดคือเศรษฐกิจ เพราะมาตรการที่รัฐบาลใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด19 ไม่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ของโรคอันจะทำให้เศรษฐกิจเสียหายอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงประการแรกคือเงินกู้จำนวน 1.0 ล้านล้านบาทและที่จะต้องกู้มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปี 2564 อีก 523,000 ล้านบาท จะทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งขึ้นไปถึงร้อยละ 57 นั่นคือรัฐบาลจะสามารถกู้ยืมเงินได้อีกไม่เกินร้อยละ 3 หรือเป็นเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท หากรัฐบาลไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือมีกรณีฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินอีกรัฐบาลจะเอาที่ไหนมาแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงต่อมาคือเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่จะใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถือเป็นเงินก้อนสุดท้ายแล้วซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในอันเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่จะต้องจุดให้ติดเพื่อต่อลมหายใจประเทศ แต่ตามแผนงานบัญชีแนบท้าย พรก. รวม 4 แผนล้วนมุ่งเน้นการใช้เงินเพื่อการลงทุน ปัญหาคือรัฐบาลจะสร้างกำลังซื้อให้เกิดขึ้นกับคนไทยได้อย่างไรเพราะขาดกำลังซื้อมาก่อนที่จะเกิดโควิดแล้ว หากปราศจากกำลังซื้อเงินลงทุนก้อนนี้จะหมดไปโดยไม่ได้อะไรคืนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงต่อมาคือคนตกงานอีกราว 8-10 ล้านคน ที่ไม่มีจะกินและการเยียวยาของรัฐบาลจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ปัญหาที่รัฐบาลยังไม่ตอบคือจะดูแลคนพวกนี้อย่างไร ถ้าจะกู้เงินเพิ่มก็ทำไม่ได้เพราะชนเพดานหนี้สาธารณะแล้ว ส่วนการลงทุนเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่หลังโควิด19 ก็ยังไม่เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาล นอกจากการออกมาแก้ตัวของพลเอกประยุทธ์ว่าไม่ได้ก่อหนี้เพิ่ม ทั้งที่เป็นคนเดียวที่ก่อหนี้สูงสุดให้กับประเทศก่อนที่จะเกิดโควิด19 ตามหลักฐานการก่อหนี้สาธารณะที่โพสต์มา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้แต่เอาใจช่วยเพราะรัฐบาลต้องการเอาการแก้ปัญหาโควิด19 มากลบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่มีปัญญาแก้ปัญหาก็ควรให้ประชาชนได้กลับไปทำมาหากิน จำไว้ว่ายิ่งยกเลิก พรก. ฉุกเฉินช้าหายนะและกลียุคจะมาเร็วมากขึ้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67260</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, กลียุค, พรก.เงินกู้, วัฒนา เมืองสุข, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c86f588370cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ชงตั้งกมธ.วิสามัญตรวจสอบ&#039;พรก.เงินกู้&#039; จัด15ขุนพลอภิปราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 63 - นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงผลการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ครั้งแรกในการประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่1/2563 ว่า ที่ประชุมในวันนี้ มีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นประธานที่ประชุม ได้มีการพิจารณา เรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ของรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้แต่แสดงความเห็นได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ประเด็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ทั้งหมด มีผู้อภิปรายสนับสนุนหลายคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวได้อภิปรายสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าวด้วยคนหนึ่ง เพราะเห็นว่า พ.ร.ก.เงินกู้ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็น พ.ร.ก.เงินกู้ ที่มีวงเงินกู้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การใช้เงินอาจมีการรั่วไหล และใช้เงินไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินการลงทุน จึงเห็นควรให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ทั้งหมดขึ้นมา แนวความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาในยุคสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เคยมีโครงการเงินกู้มิยาซาวาแพลน วงเงิน 53,000ล้านบาท ในตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบมาแล้ว จึงเห็นว่ากู้เงินในครั้งนี้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ก็ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย ไม่ควรจะใช้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา เป็นผู้ตรวจสอบ เพราะจะมีข้อจำกัดในการตรวจสอบ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้วิปของพรรค นำข้อเสนอดังกล่าวไปพูดคุยกับวิปรัฐบาลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการอภิปราย พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับนั้น มีผู้อภิปรายจำนวน 15 คน คือ นายกนก วงษ์ตระหง่าน นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายเกียรติ สิทธีอมร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายเทพไท เสนพงศ์ นายอันวาร์ สาและ นายประกอบ รัตนพันธ์ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี นายนริศ ขำนุรักษ์ น.พ.บัญญัติ เจตนจันทร์ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์&amp;nbsp; นายชัยชนะ เดชเดโช นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ทั้งหมดจะอภิปรายในกรอบเวลา 120 นาที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67007</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญ, ปชป., พรก.เงินกู้, สภา, อภิปราย, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecd10dab5634.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;ชี้6ปีหลังปฏิวัติยิ่งล้าหลัง ยิ่งรัฐบาลอยู่ต่อเศรษฐกิจยิ่งทรุด แนะ&#039;บิ๊กตู่&#039;ออกก่อนประชาชนไล่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.63- &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวในงานแถลงข่าวของ สภาที่ 3 ที่ห้องประชุม อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ว่า จะเห็นได้ชัดว่า 6 ปีหลังการปฏิวัติ ประเทศไทย ยิ่งล้าหลังและยิ่งเสื่อมถอยลงทุกด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยตกต่ำมาตลอดและจะยิ่งย่ำแย่หนัก ประชาชนลำบากกันมากถึงขนาดที่มีการฆ่าตัวตายกันมากที่สุดเพราะพิษเศรษฐกิจ สังคมเสื่อมทราม ขนาดมีกลุ่มครูรุมข่มขืนลูกศิษย์แต่ยังมีคนเห็นใจกลุ่มครู การเมืองย้อนยุค พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะรัฐธรรมนูญที่เขียนเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป และรัฐบาลยังเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะยิ่งเสื่อมลงไปอีกทุกด้าน อีกทั้ง ทุกวันนี้ดูเหมือนรัฐบาลจะขับเคลื่อนด้วยการโดนด่า ถูกด่าเมื่อไหร่ถึงจะคิดเริ่มดำเนินการ แสดงถึงว่าผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ในการคิดล่วงหน้าเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งเป็นการเร่งความเสื่อมถอย และ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและดูแลประชาชนในช่วงลำบาก โชคดีที่ไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงจึงสามารถควบคุมโรคได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งไม่น่าจะใช่เป็นผลงานของรัฐบาลแน่เพราะขนาดโรงแรมกักตัวยังปล่อยให้มีการหักหัวคิวกันเลย การเยียวยาประชาชนยังเป็นปัญหาหนัก อีกทั้ง การคง พรบ. ฉุกเฉิน และกำหนดเคอร์ฟิว ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่น่าจะทำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ห่วงว่าคนจะออกมาประท้วงขับไล่ จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจให้หนักมากขึ้น ถึงขนาดที่กระทรวงการคลังจะไม่กล้าแถลงตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 1 และ 2 ซึ่งน่าจะทรุดหนักมากจนไม่กล้าแถลง และหากยังไม่ยกเลิก พรบ. ฉุกเฉิน และ เคอร์ฟิว รวมถึงการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีกจนกระทรวงการคลังอาจจะไม่แถลงกันทั้งปีเลยก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะมีแนวทางการเยียวยาประชาชนแต่ยังมีปัญหาอย่างมากที่การเยียวยาไม่ทั่วถึง คนจำนวนมากไม่ได้รับการเยียวยา อีกทั้งคนตกงานจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินประกันสังคม และรัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าว่าหากเงินเยียวยาหมดแล้ว ประชาชนจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ซึ่งจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น การที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงินจำนวน 1.9 ล้านล้านบาท จะต้องพิจารณาให้ดีอย่าใช้สะเปะสะปะเหมือนในอดีต และ อยากเสนอแนวคิด 5 ข้อดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ในส่วนของรัฐบาลที่จะกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ควรจะกู้ภายในประเทศทั้งหมด อย่ากู้เงินจากต่างประเทศ ตามที่ได้อธิบายไว้ เพราะจะเกิดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งค่าเงินบาทน่าที่จะต้องอ่อนค่าลงในอนาคตตามสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การเยียวยาประชาชน 5000 บาท ควรจะทำให้ทั่วถึง ผู้ที่ลำบากควรจะต้องได้รับทุกคนและต้องไม่ล่าช้า เพราะปัจจุบันก็ล่าช้ามากแล้ว โดยเฉพาะเพิ่งจะมาเยียวยาเกษตรกรทั้งๆที่ควรทำไปพร้อมกันแต่แรก และยังมีความสับสนเรื่องข้าราชการที่ทำการเกษตรจะได้รับเงินเยียวยาหรือไม่ รวมถึงการเร่งจ่ายเงินประกันสังคมแก่ผู้ที่ตกงานที่ลำบากกันอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่จะใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากข้อมูลที่รัฐบาลชี้แจงยังสับสนมาก และ แนวทางก็ยังซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่มีอยู่เดิม อีกทั้งยังย้อนยุคจะพาประเทศกลับไปสู่เกษตรกรรม และยังวัดผลไม่ได้ ซึ่งไม่น่าจะฟื้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน และต้องชี้แจงให้เห็นเป็นตัวเลขได้ว่าใช้เงินแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเป็นมูลค่าเท่าใด เพราะห่วงว่าจะเป็นเงินที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองเพื่อรักษาตำแหน่งกัน โดยไม่คำนึงประโยชน์ของประเทศ ซึ่งจะเสียเงินเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การอัดฉีดเงิน 5 แสนล้านบาท ในส่วนของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการช่วยเหลือธุรกิจ SME ผ่านธนาคารพาณิชย์ อยากให้พิจารณาว่าธุรกิจ SME ใดจะยังคงจะไปรอดหลังวิกฤตไวรัส เพราะหลายธุรกิจอาจจะต้องเลิกไปเลย เพราะหมดสมัยและตกยุคแล้ว ซึ่งหลังวิกฤตไวรัส ธุรกิจ SME จำนวนมากอาจจะต้องปิดตัวลง นอกจากนี้ อยากให้มีการกำหนดให้รักษาการจ้างงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานที่จะเกิดขึ้นอย่างมากในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การอัดฉีดเงิน 4 แสนล้านบาทของ ธปท. ที่จะซื้อตราสารหนี้ของเอกชน ก็ควรจะช่วยผ่านธนาคารพาณิชย์ เช่นกัน เหมือนที่ช่วย SME เพื่อคงหลักการของ ธปท. ทั้งนี้ ต้องคำนึงว่าในกรณีที่เกิดหนี้เสียจะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้ การที่ผู้ว่าการ ธปท. ไม่ขอต่อเทอมเป็นเรื่องที่ฉลาดมาก เพราะผู้ว่าการ ธปท. คนต่อไปคงต้องรับภาระหนัก อีกทั้งอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องคำนึงว่าหลังวิกฤตการณ์ไวรัสผ่านไปแล้ว โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร และประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ได้ พยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ดังนั้น จึงต้องมี 4 แนวทางดำเนินการดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กำหนดว่าแนวทางว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต เพราะแนวทางเศรษฐกิจจะไม่มีทางกลับมาเหมือนเก่า และ ถึงเหมือนเก่าไทยก็ยังจะแย่อยู่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เปิดทางสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยเปิดให้คนเก่งๆทั่วโลกเข้ามาทำธุรกิจในไทยได้ง่าย อีกทั้งปรับปรุงกฏหมายและระบบราชการให้สอดคล้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เลิกการผูกขาดของนายทุน เพื่อให้เกิดการกระจายของโอกาส และ การกระจายรายได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. รื้อระบบงบประมาณเพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเทศเสียใหม่ เช่น งบการทหาร และงบซื้ออาวุธก็ควรจะต้องปรับลดลงไป เป็นต้น พร้อมกับหารายได้เข้าประเทศด้วยแนวทางใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกรอบเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่สามารถจะคิดและทำได้ ทุกวันนี้รัฐบาลยังกลั่นแกล้งคนเห็นต่างอยู่เลย โดยเฉพาะกับคนที่ออกความเห็นทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง รัฐบาลยังไม่ตอบเลยว่าได้กลั่นแกล้ง ดร. วีรพงษ์ รามางกูร จริงหรือไม่ ดังนั้นยิ่งรัฐบาลอยู่ต่อไปเศรษฐกิจจะยิ่งทรุด จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ลาออกก่อนที่จะโดนประชาชนขับไล่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66969</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พรก.เงินกู้, สภาที่ 3, เพื่อไทย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5eccbd27afb48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
