<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 05:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 05:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปล่าตบเท้า!&#039;ธรรมนัส&#039;แจง​ส.ส.พปชร.แห่ฟังข้อมูลพรก.เงินกู้ที่คลังไม่ใช่การแสดงพลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.63-ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกระแสข่าวมีกลุ่มส.ส. พปชร.บางส่วนในปีกของร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปร่วมประชุมรับฟังการติวข้อมูลพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อเตรียมรับมือการอภิปราย จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแสดงพลังของส.ส.ที่สนับสนุนกลุ่มนายอุตมม สาวนายน​ รมว.คลัง​ และ หัวหน้าพรรคพปชร. ว่า เป็นเพียงการไปขอข้อมูลและรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับที่กำลังจะเข้าสภาผู้แทนราษฎร เพราะส.ส.ทุกคนมีความตั้งใจ อยากสร้างมาตรฐานให้การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรมีสาระและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลรายละเอียดซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ส.ส.ทุกคนอยากทราบประเด็นรายละเอียดที่นอกจากเพื่อนำข้อมูลไปอภิปรายในสภาแล้ว ยังมีภารกิจต้องนำข้อมูลไปสื่อสารให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ ยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ประชาชนย่อมต้องการทราบข้อมูลว่ารัฐบาลเตรียมช่วยเหลืออย่างไรผ่านพ.ร.ก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเข้าหารือครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการแสดงพลังในเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และส.ส.ที่ไปก็ประกอบด้วยส.ส.หลายพรรค อาทิ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ก็ไปเข้าร่วมรับฟังเช่นกัน ยืนยันว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาของการเล่นการเมือง เพราะปัญหาของพี่น้องประชาชนกำลังรอการแก้ไข ต้องร่วมมือกัน อยากให้สภาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนทุกคน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66931</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พปชร., ธรรมนัส  พรหมเผ่า, พรก.เงินกู้ 3 ฉบับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191224/image_big_5e019e7a5bc1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกพท.จวกต่อพรก.ฉุกเฉินรักษาอำนาจรัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อควบคุมโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 พ.ค.63-นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีการประชุมกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อ 21 พ.ค.และมีมติให้เสนอรัฐบาลต่ออายุพรก.ฉุกเฉิน ไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนั้น เห็นว่า รัฐบาลทำเพื่อต่ออายุการบริหารประเทศ จัดระเบียบอำนาจของพรรคร่วมรัฐบาล และกลุ่มการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งโอกาสการได้บริหารเงินกู้พรก. 3 ฉบับ 1.9 ล้านล้านบาท ที่หลายฝ่ายยังมีข้อห่วงใยในการใช้เงิน และการป้องกันการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจากการบริหารงานผิดพลาดในมิติต่างๆ ของนักศึกษาและประชาชน
&amp;quot;เชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้กระทำเพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเป็นสำคัญ เพราะขณะนี้ ปัญหาการแพร่ระบาดมีน้อยมาก การคงบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่กว้างขวางไม่สมเหตุสมผล และไม่ได้สัดส่วนกันกับสถานการณ์ของโรค และอาจใช้อำนาจเกินขอบเขต จึงต้องถือว่าการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉิน กับประชาชนในเวลาที่ไม่มีภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ยุติธรรมกับประชาชน&amp;nbsp; แต่อาจทำเพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ซึ่งสังเกตุว่า ทั้ง สมช.และ ศบค. มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม&amp;quot;
นายชุมสาย กล่าวว่า ทีมแพทย์ของเรามีคุณภาพ ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางสังคม (Social Vaccination)แล้ว ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในทุกมิติยังประเมินไม่ได้และมีแนวโน้มทรุดลงอีก รัฐบาลจะกอดเชื้อโรคบริหารประเทศ และกล่อมประชาชนให้กลัวเพื่อประโยชน์บางอย่าง แต่ปล่อยให้ศรษฐกิจพินาศย่อยยับไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66595</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, ชุมสาย ศรียาภัย, ต่ออายุพรก.ฉุกเฉิน, พรก.เงินกู้ 3 ฉบับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba534307685.jpg      </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.สบน.สรุปพรก.3 ฉบับ แบบให้อ่านง่ายๆ ไม่ได้กู้ 1.9 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.63-นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) โพสต์เฟซบุ๊ก Patricia Mongkhonvanit ถึงพระราชกำหนด(พรก.)เงินกู้ 3 ฉบับ ว่ามีผู้ใหญ่ท่านนึงขอให้เขียนสรุปเรื่องเกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ แบบให้อ่านง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไหนๆ ก็เคยให้สัมภาษณ์ตามสื่อมาหมดแล้ว ก็ถือว่าน่าจะลงในนี้ได้ เผื่อเป็นความรู้และสร้างความเข้าใจให้คนที่ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ที่ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดทนอ่านหน่อยนะคะ ยาวนิดนึง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลกู้ 1.9 ล้านล้าน จริงเหรอ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่จริงค่ะ พรก. ที่รัฐบาลออกมา มีอยู่ 3 ฉบับ แบ่งเป็น
1. พรก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน
2. พรก. Softloan 500,000 ล้าน
3. พรก. Bond Stabilization Fund BSF 400,000 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าถ้าบวกกันจะมีมูลค่ารวม 1.9 ล้านล้าน แต่มีเพียงพรก. ฉบับที่ 1 ฉบับเดียวเท่านั้นที่จะใช้เงินกู้ ส่วนอีก 2 ฉบับ เป็นการใช้สภาพคล่องของ ธปท.ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การบอกว่ารัฐบาลกู้เงิน 1.9 ล้านล้าน เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รัฐบาลจะกู้เงินจากที่ไหน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีเครื่องมือในการกู้เงินทั้งเครื่องมือระยะยาว เช่น การขายพันธบัตร ตั้งแต่อายุ 5-50 ปีให้นักลงทุนสถาบัน การขายพันธบัตรออมทรัพย์ให้ประชาชน การกู้จากองค์การระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และเครื่องมือระยะสั้น เช่น การออกตั๋วเงินคลัง การกู้เงินผ่านสถาบันการเงินในรูป PN หรือ Term loan ซึ่งภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านนี้ก็จะกระจายการกู้เงินไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเครื่องมือใดเครื่องมือนึงเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รัฐบาลกู้เงินมา 1 ล้านล้านแล้วหรือยัง ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังค่ะ รัฐบาลจะทยอยกู้เงินตามความต้องการใช้เงิน ซึ่งในขณะนี้มีเพียง 2 โครงการเท่านั้น ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินกู้ คือการเยียวยาประชาชน และเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน (16 พค. ) ได้ทำการกู้เงินไปแล้ว 170,000 ล้านบาท ผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและพันธบัตรออมทรัพย์ เครื่องมืออื่นจะทยอยตามมาค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. จำเป็นต้องกู้ทั้ง 1 ล้านล้านไหม ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจจะไม่จำเป็นค่ะ ทั้งนี้ จะต้องกู้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงิน ถ้า COVID ทำให้เศรษฐกิจฟุบนาน งบประมาณปี 2564 ใช้ไม่เพียงพอในการดูแลประชาชนและเศรษฐกิจ ก็อาจจะต้องกู้จนครบจำนวน 1 ล้านล้าน แต่ถ้าพวกเราช่วยกันแล้วคุมโรคอยู่ ทุกๆอย่างค่อยๆ ผ่อนคลาย เศรษฐกิจเริ่มหมุน คนกลับมามีรายได้ เงินงบประมาณ 2564 ดูแลได้อย่างเพียงพอ ก็อาจจะไม่ต้องกู้จนครบ 1 ล้านล้านบาทก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. เมื่อกู้ครบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว สภาวะหนี้ของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประมาณการ หากต้องกู้เงินครบ 1 ล้านล้านบาท ภายใน 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะสามารถกู้ได้ตามพรก. ฉบับนี้ คาดว่าหนี้สาธารณะของไทย ณ 30 กันยายน 2564 จะอยู่ที่ 57.96% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ประกาศกำหนด Debt / GDP ไว้ที่ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี Debt/GDP ที่ระดับ 60% นี้ เป็นระดับหนี้พึงมีในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่ปกติ แต่ในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ หากมีความจำเป็นต้องมีเงินเพื่อดูแลประชาชนและเศรษฐกิจเพื่อให้เดินต่อไปได้ และสามารถกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และอาจทำให้หนี้สาธารณะเกินระดับ 60% ไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่โลกจะถล่ม ประเทศจะทลาย ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเจริญเติบโต สัดส่วนดังกล่าวก็จะกลับมาอยู่ในภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นช่วงที่หนี้สาธารณะสูงที่สุด คือ 59.9% และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นประกอบกับการมีวินัยในเรื่องหนี้ที่ดี ทำให้ในปัจจุบัน หนี้สาธารณะอยู่ในระดับเพียง 41.4% ของ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. หนี้ก้อนนี้เมื่อไหร่จะใช้หมด ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อายุเฉลี่ยของหนี้สาธารณะในปัจจุบันอยู่ที่ 10 ปีกว่าๆ โดยหนี้ที่อายุยาวที่สุดคืออายุ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการชำระหนี้ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้ไว้ในงบประมาณทุกปี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าอัตราการชำระหนี้ที่เหมาะสมในแต่ละปี ควรจะจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 3% ของงบประมาณเพื่อใช้ในการชำระเงินต้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการจะตอบว่าประเทศไทยจะชำระหนี้ก้อนนี้หมดเมื่อไหร่ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คงไม่สามารถตอบเป็นจำนวนปีที่ชัดเจนได้ อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจดี ประเทศไทยจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น และได้รับการจัดสรรงบชำระหนี้อย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ชำระหนี้ก้อนนี้ให้หมดได้เร็วขึ้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, พรก.เงินกู้ 3 ฉบับ, สบน., แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd1f32d1b62f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
