<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พี่ศรี&#039;ตามขยี้&#039;ธนาธร&#039;อุทธรณ์กกต.ไม่โอนหุ้นให้บลายด์ทรัสต์ซัดเข้าข่ายการจงใจหลวกลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ต.ค.62-ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย&amp;nbsp; ได้มายื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อ กกต.&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลัง กกต.มีคำวินิจฉัยกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp; ได้เคยแถลงข่าวว่าเมื่อเป็นนักการเมืองตนจะโอนหุ้นของบริษัทในเครือไทยซัมมิท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดให้บลายด์ทรัสต์เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการแถลงก่อนวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง&amp;nbsp; แต่หลังจากการเลือกตั้งแล้วปรากฏชัดเจนว่านายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจจากประชาชน รวมทั้งได้ ส.ส. จำนวน 83 คน หลังจากนั้นทุกคนคงจะทราบดีว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำไมนายธนาธรจึงไม่โอนหุ้นให้กับบริษัทบริหารจัดการทรัพย์สินดำเนินการ ตามที่ตัวเองกล่าวไว้&amp;nbsp; แม้ว่านายธนาธรได้เข้ามาปฎิญาณตนในรัฐสภา&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 25 พ.ค. เรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามที่พูดไว้แต่อย่างใด &amp;nbsp;
&amp;quot;ล่าสุดนายธนาธรจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมายสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ปรากฏว่าก็ยังไม่ได้โอนบัญชีทรัพย์สินแต่อย่างใด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นการที่นายธนาธร ยังไม่ได้โอนโดยอ้างว่าตัวเองยังถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฎิบัติหน้าที่อยู่นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องคนละภาคส่วนกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานะของนายธนาธรก็ยังเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่อยู่&amp;quot;
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่ กกต.มีคำวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงแค่การหาเสียงทั่วไป ไม่ใช่เข้าข่าย ลักษณะเป็นการหลอกลวง จูงใจให้เกิดคะแนนนิยมในตัวเองหรือพรรคของตัวเอง&amp;nbsp; คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ&amp;nbsp; มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นบรรทัดฐานของนักการเมืองในอนาคตต่อไปว่าในการหาเสียง&amp;nbsp; จะไปพูดจากลับประชาชนอย่างไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องไปทำ เพราะเรื่องนี้จริงๆแล้ว&amp;nbsp; หากจะถือว่าเป็นการหาเสียงนั้นต้องพูดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่กำหนดไว้ในข้อบังคับพรรค&amp;nbsp; ที่พรรคเหล่านั้นได้จดแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งพรรคอนาคตใหม่ได้จดแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2561&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนโยบายของพรรคก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของการที่ผู้บริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรค&amp;nbsp; ต้องโอนบัญชีทรัพย์สินไปให้บริษัทจัดการทรัพย์สินแต่อย่างใด &amp;nbsp;
&amp;quot;เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็อยากให้ กกต.ทบทวน เพราะว่าวันที่ผมได้มายื่นคำร้องไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อาจจะยังไม่มีเรื่องของแบบแสดงบัญชีทรัพย์สินของนายธนาธร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่วันนี้นายธนาธรได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp; ก็น่าจะเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่จะบ่งชี้ว่าการกระทำดังกล่าวของนายธนาธรก่อนการหาเสียงจะแถงข่าว ว่าโอนหุ้นของตัวเองทั้งหมดที่อยู่ในไทยซัมมิท ให้บลายด์ทรัสต์เป็นผู้จัดการ&amp;nbsp; ซึ่งเรื่องเหล่านี้น่าจะเข้าข่ายการจงใจหลวกลวง เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงของตัวเอง ซึ่งเป็นบทต้องห้ามของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)​ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในมาตรา 73&amp;nbsp; วรรคหนึ่ง (5) &amp;quot;
เมื่อถามว่า กกต.มองว่า การแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวของนายธนาธร&amp;nbsp; เป็นเพียงแค่การหาเสียงเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้านักการเมืองทุกคน หาเสียงไปลักษณะที่ไม่สามารถทำได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จะปูถนนด้วยทองคำ จะสร้างตึกหรือมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กทั้งประเทศ&amp;nbsp; แต่ว่าตัวเองไม่สามารถทำได้&amp;nbsp; มิฉะนั้นการปฎิรูปการเมือง ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งมี ส.ส.แต่ละพรรคการเมืองได้หาเสียงกับประชาชน&amp;nbsp; จะโม้จะพูดจะคุยอะไรกับประชาชนก็ได้&amp;nbsp; โดยไม่มีความผิด ซึ่งเรื่องเหล่าตนคิดว่าไม่ควรเป็นบรรทัดฐานในการหาเสียงเลือกตั้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48765</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร-บลายด์ทรัสต์, ธนาธรโอนหุ้น, พรป.เลือกตั้งส.ส., ศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191024/image_big_5db1299b97633.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2019 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2019 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยแย้งกกต.ยันไม่มีมาตราใดขัดรธน.พรรคใดคะแนนต่ำกว่า7.1หมื่นไม่ได้สส.พึงมีตั้งแต่ต้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
12เม.ย.62-นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เสนอเรื่องวิธีการคำนวณส.ส.ยัญชีรายชื่อ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า มีข้อที่ต้องพิจารณา2ประเด็น โดยประเด็นแรก เหตุผลที่ กกต.อ้างเป็นเหตุผลที่ถูกต้องหรือไม่เมื่อพิจารณาข้ออ้างของกกต.ที่ว่ามีหลายพรรคมีจำนวนส.ส.พึงมีได้ ต่ำกว่าหนึ่งคน แต่เมื่อคำนวณตามมาตรา 128(5) แล้วทำให้พรรคเหล่านั้นได้ส.ส.1 คน จึงอาจทำให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91(2)และ(4)ที่ห้ามจัดสรรที่มีผลให้พรรคการเมืองได้ส.ส.มากกว่าจำนวนพึงมีนั้น ประเด็นนี้เห็นว่าหากอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 อย่างเป็นขั้นตอนจะไม่มีข้อความส่วนใดขัดหรือแย้งกันเลย แต่ที่กกต.เห็นว่ามีปัญหาเพราะกกต.ไม่ได้ยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งเป็นหลักแต่ไปเอาตามวิธีการที่สำนักงาน กกต.เสนอ ซึ่งอ้างว่าเป็นไปตามความเห็นของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อกกต.ตั้งโจทย์แบบนี้ การคำนวณจึงผิดตั้งแต่ต้น แล้วก็ไปโทษว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตรงนี้อธิบายได้ง่ายๆว่า เมื่อกฎหมายให้ยึดจำนวนคะแนนต่อส.ส.หนึ่งคนเป็นหลักแล้วนำไปหารคะแนนรวมของแต่ละพรรคเพื่อหาส.ส.พึงมีของพรรคนั้น ตามมาตรา 128(2)แล้วเอาจำนวนสส.พึงมีนั้นไปลบสส.เขตของพรรคนั้น ผลลัพธ์คือจำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับเบื้องต้นสส.บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา 128(3) เมื่อถึงตรงนี้ ต้องเข้าใจว่า หากพรรคใดมีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อสส.หนึ่งคน(ต่ำกว่า71,065 คะแนน) พรรคนั้นก็ไม่มีจำนวน สส.พึงมีมาตั้งแต่ต้น จึงถูกตัดตอนตั้งแต่ม.128(2)แล้ว หลังจากนั้นการคำนวณต่อไปจะคิดเฉพาะพรรคที่มีจำนวนสส.พึงมีเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยม.128(4)ให้จัดสรรสส.บัญชีรายชื่อตามผลลัพธ์ตามม.128(3) หมายถึงจัดสรรให้พรรคที่มีสิทธิจะได้รับจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อเบื้องต้นมายถึงจัดสรรให้พรรคที่มีสิทธิจะได้รับจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อเบื้องต้น แต่เมื่อพรรคที่มีคะแนนต่ำกว่า 71,065 คะแนน ซึ่งไม่มีส.ส.พึงมีและไม่ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้นซึ่งไม่มีส.ส.พึงมีและไม่ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อตามม.128(4) ทั้งนี้ในการจัดสรรนั้นถ้าพรรคใดมีส.ส.เขตเท่ากับหรือมากกว่าส.ส.ที่พึงมีก็จะไม่ได้รับจัดสรรสส.บัญชีรายชื่ออีกคือส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นศูนย์ แล้วเอาส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้กับพรรคที่มีส.ส.เขตต่ำกว่าแล้วเอาส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้กับพรรคที่มีส.ส.เขตต่ำกว่า ส.ส.ที่พรรคนั้นพึงมี เมื่อพรรคเหล่านั้นไม่มีทั้งส.ส.เขตและส.ส.พึงมี ก็ไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรโดยไม่ต้องไปพิจารณาว่าจะทำให้พรรคนั้นมีส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีหรือไม่โดยไม่ต้องไปพิจารณาว่าจะทำให้พรรคนั้นมีส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีหรือไม่ เพราะเขาไม่มีส.ส.พึงมีมาแต่แรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดสรรตามม.128(7)กรณีจัดสรรแล้วมีสส.บัญชีรายชื่อเกิน 150 คนกฎหมายให้คำนวณปรับส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ตามวิธีการที่กำหนดและในกรณีนี้กฎหมายก็เขียนชัดว่าเมื่อคำนวณตาม(5)แล้วมีส.ส.เกิน ให้ทำอย่างไร เช่นกันพรรคที่คะแนนต่ำกว่า71,065 คะแนนไม่อยู่ในข่ายได้รับจัดสรรตาม(5)และไม่มีจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้รับจึงไม่อาจนำมาคำนวณตาม]และไม่มีจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้รับจึงไม่อาจนำมาคำนวณตาม(7)ได้เช่นกัน ดังนั้นหากตีความกฎหมายตรงไปตรงมาจึงไม่เห็นว่าจะมีปัญหาตรงไหน และเมื่อคำนวณจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคทีมีส.ส.พึงมีและจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้รับตาม128(7)แล้วผลคำนวณก็ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อครบ 150 คน &amp;nbsp;ไม่ได้มีปัญหาเหมือนที่ กกต.อ้างเลย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง เรื่องที่กกต.จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น]เรื่องที่กกต.จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น เห็นว่าปัญหาที่กกต.อ้างดูเหมือนกับการจะขอคำอธิบายข้อกฎหมายกับศาลรัฐธรรมนูญ]เห็นว่าปัญหาที่กกต.อ้างดูเหมือนกับการจะขอคำอธิบายข้อกฎหมายกับศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่กกต.มีอำนาจในส่วนนี้อยู่แล้วแต่กกต.ยังไม่ได้ใช้อำนาจของตนเอง]ทั้งที่กกต.มีอำนาจในส่วนนี้อยู่แล้วแต่กกต.ยังไม่ได้ใช้อำนาจของตนเอง หากใช้อำนาจตามที่มีอยู่และพิจารณาไปตามก.ม.ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรให้ต้องกังวลหากใช้อำนาจตามที่มีอยู่และพิจารณาไปตามก.ม.ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรให้ต้องกังวล โดยส่วนตัวจึงเห็นว่าอาจยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เพราะที่ผ่านมาเข้าใจว่าศาลเคยวางหลักว่าไม่มีหน้าที่มาอธิบายรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูจากคำแถลงดูเหมือนกกต.จะตั้งประเด็นกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญด้วยแต่ก็ไม่เห็นประเด็นว่ามาตราใหนขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องดูคำร้องอย่างละเอียดกันอีกที เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรที่กกต.จะปล่อยให้ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้กกต.เป็นผู้ใช้กฎหมาย.เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายจึงมีหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยตีความกกต. และการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ไม่ควรชี้นำโดยอ้างสูตรคำนวณที่มีการเสนอต่อกกต.แต่ควรอ้างวิธีการคำนวณตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นสำคัญ&amp;rdquo;นายชูศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33498</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูศักดิ์ ศิรินิล, พรป.เลือกตั้งส.ส., ส.ส.พึงมี, สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ, ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b320325ced47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.มึน!มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวิธีคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11เม.ย.62- คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เผยแพร่เอกสารข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยระบุว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ทั้งนี้ ตามที่สำนักงาน กกต. เสนอต่อที่ ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 แล้ว มีความเห็น ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 วรรคสาม กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณและการคิดอัตราส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 ซึ่งมาตรา 128ในกฎหมายดังกล่าว ได้กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไว้ ซึ่งสำนักงาน กกต. ได้เสนอผล การคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต. ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณตามแนวทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ได้จัดทำวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อในชั้นพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ปรากฏว่า การคำนวณดังกล่าวมีพรรคการเมืองหลายพรรคมีจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ ในเบื้องต้นต่ำกว่า 1 คน แต่เมื่อคำนวณต่อไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา128 (5) แล้ว พรรคการเมืองที่มีผลการคำนวณจำนวน ส.ส.จะพึงมีได้ ในเบื้องต้นต่ำกว่า 1 คนดังกล่าว สามารถได้รับการจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กกต.พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามข้อ 1 แล้วเห็นว่า แม้การคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ สำนักงาน กกต.ทำมานั้น สามารถจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน สอดคล้องกับความเห็นของ กรธ.ก็ตาม แต่การคำนวณ ส.ศ. ตามมาตรา 128(5) ดังกล่าวมีผลขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (2) และ (4) เนื่องจากมีผลให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.จะพึงมีได้ต่ำกว่า 1 คน สามารถได้รับการจัดสรรให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ 1 คน จึงอาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรค มีจำนวน ส.ส.เกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แต่หากคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 แล้ว จะทำให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน อีกทั้งหากไม่นำจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ในเบื้องต้นของพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่า 1 คนไปคิดคำนวณต่อตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128(5) ก็ไม่สามารถคิดคำนวณจัดสรรได้ครบ 150 คนได้เช่นกัน จึงไม่มีวิธีการใดที่จะนำมาคิดคำนวณให้มีจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้จำนวน 150 คน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 ได้ อีกทั้งการคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามแบบของ กรธ. ผลของการคำนวณจะไม่สามารถนำไปประกาศผลการเลือกตั้งได้ เพราะอาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อาศัยเหตุผลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงได้เสนอเรื่อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด ว่ากรณืที่ กกต.จะคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้ได้จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อครบจำนวน 150 คนได้ มีเพียงการคำนวณตามมาตรา 91 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่สามารถจะคำนวณให้ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อครบจำนวน 150 คนได้ ดังนั้น กกต.จะคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 โดยการคิดคำนวณดังกล่าวอาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน กกต.จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรธ., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, พรป.เลือกตั้งส.ส., ศาลรัฐธรรมนูญ, สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63afba388d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
