<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมียนมาตึงเครียด...เมื่อทหาร ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐสภาเมียนมามีกำหนดจะเปิดสมัยประชุมครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนวันนี้...ท่ามกลางความตึงเครียดในบ้านเมืองหลายๆ ด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนเมียนมากำลังเดือดร้อนเรื่องโควิด-19 และเศรษฐกิจที่เสื่อมทรุดหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่านั้นยังไม่พอ สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีข่าวลือว่ากองทัพกำลังจะ &amp;ldquo;หมดความอดทน&amp;rdquo; และอาจกำลังคิดจะ &amp;ldquo;ล้มกระดานการเมือง&amp;rdquo; อีกครั้งหนึ่งแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศนี้กำลังเผชิญกับวิกฤติรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะผู้นำกองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา โดยพรรค NLD ของอองซาน ซูจี ชนะอย่างท่วมท้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กองทัพกับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรค NLD ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการการเลือกตั้งของเมียนมาก็รับรองผลการเลือกตั้ง บอกว่าข้อร้องเรียนของฝ่ายแพ้เลือกตั้งกว่า 300 คดีนั้น สอบสวนแล้วไม่มีเหตุจะทำให้คิดว่าผลการหย่อนบัตรของประชาชนครั้งนี้มีปัญหาอะไรที่จะต้องยกเลิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทหารกับพรรคพันธมิตรของทหารอ้างว่า มีหลักฐานว่ามีการโกงคะแนนกันกว่า 10,000 กรณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพอ้างว่า ได้พบว่ามี &amp;ldquo;ความผิดปกติ&amp;rdquo; ใน 8.6 ล้านรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 314 เมือง ซึ่งอาจจะมีการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กกต. หรือที่เรียกชื่อทางการ Union Election Commission (UEC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ตรวจสอบแล้วสรุปว่าข้อร้องเรียนเหล่านั้นไม่มีหลักฐานยืนยันแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรค NLD ได้ทั้งหมด 396 จากทั้งหมด 476 ที่นั่งในการเลือกตั้งวันที่ 8 พฤศจิกายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้อองซาน ซูจี สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงพรรคการเมืองอื่น ส่วนพรรค Union Solidarity and Development Party (USDP) ที่ทหารหนุนหลังได้แค่ 33 ที่นั่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในระดับชาติก็คือถ้อยแถลงของโฆษกกองทัพบกที่ประกาศว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีการก่อรัฐประหาร...และทางกองทัพก็จะยังส่งคำร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลของการเลือกตั้งครั้งนี้ตามตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันต่อมา (วันพุธ) พลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการเหล่าทัพของเมียนมา บอกนายทหารระดับสูงว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้ากฎหมายทั้งหลายไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างถูกต้อง เราก็อาจจะต้องยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ...เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ถ้าใครไม่ทำตามกฎหมาย ก็ต้องยกเลิกกฎหมาย และถ้าหากมันคือรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกบังคับใช้อย่างถูกต้อง ก็ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดอย่างนี้จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่านายพลผู้กุมอำนาจกองทัพสูงสุดคนนี้กำลังส่งสัญญาณว่าทางกองทัพกำลังคิดการใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือหากผลการเลือกตั้งทำให้กองทัพและพรรคการเมืองของกองทัพไม่มีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง ทหารก็จะยึดอำนาจกลับมาปกครองบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลับไปสู่ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหารของเมียนมาที่ยาวนานถึง 50 ปี ก่อนที่จะยอมให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2015 หรือเมื่อ 5 ปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อองซาน ซูจี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างล้นหลามเช่นกัน แต่ก็มีอุปสรรคในการบริหารประเทศพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ร่างและผ่านโดยกองทัพเมื่อปี 2008 ที่ให้กองทัพมีโควตาที่นั่งในสภา 25%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้กองทัพมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะกำหนดไว้ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีเสียงในสภาเกิน 75%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากกองทัพไม่เห็นพ้องด้วยก็ไม่มีทางแก้ไขกติกาสูงสุดของบ้านเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำขู่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาครั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์หลายคนไม่คิดว่าทหารจะกล้าบุ่มบ่ามทำอะไรแบบเดิม แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการประท้วงกลางถนนจากคนเมียนมาที่ไม่ต้องการเห็นทหารกลับมาปกครองแบบเดิมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมีการประท้วงและมีการปราบปรามโดยทหาร ก็อาจจะเป็นข้ออ้างสำหรับทหารที่จะประกาศกฎอัยการศึก นำไปสู่การเข้ามาควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองที่เปิดทางไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แปลว่าเมียนมาจะ U-Turn ครั้งใหญ่อย่างนั้นหรือ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองทัพออกแถลงการณ์ว่าจะยังเคารพในรัฐธรรมนูญและกฎหมายของบ้านเมืองต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเรื่อง &amp;ldquo;ผิดปกติ&amp;rdquo; หากกองทัพไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ เพียงแต่เสียงคำรามครั้งนี้ต้องการสำทับว่า &amp;ldquo;ฉันยังคว่ำกระดานได้ตลอดเวลานะ จะบอกให้!&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากทหารเมียนมาเลือกเส้นทางกลับไปสู่อดีต...ก็คงหนีไม่พ้นหายนะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, พรรค NLD, พรรค Union Solidarity and Development Party (USDP), พลเอกมิน อ่อง หล่าย, อองซาน ซูจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
