<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดฤกษ์4ต.ค.ยื่น’ป.ป.ช.’เอาผิด’ประยุทธ์-ครม.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมชั้น10 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย (พท.) &amp;nbsp;มีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ &amp;nbsp;นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 12.00 น.นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงนามเพื่อยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะเดินทางไปยื่นต่อ ป.ป.ช. วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 10.00 น. มีการยื่นเอาผิด 4 ชุด ชุดแรก เป็น ครม.ทั้งคณะ ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรี ชุดที่ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชุดที่ 4 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของประเด็นที่จะยื่นนั้น เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด 3 เรื่อง เช่น การไม่เข้าโครงการโคแว็กซ์, การผูกขาดเอื้อประโยชน์วัคซีนแอสตราเซเนก้า, การทุจริตจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค, ทุจริตการจัดซื้อชุดตรวจ ATK, การบริหารจัดการวัคซีนที่ผิดพลาดไร้ประสิทธิภาพ, จัดซื้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้คนไทย และอีกเรื่องที่เกี่ยวกับการออกมติ ครม.ที่ขัดต่อกฎหมาย โดยมีการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตสต๊อกยางพารา ส่งผลให้เกิดการขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เอื้อเอกชนรายเดียว ผิดกฎหมายการยางเรื่องการรักษาเสถียรภาพ ทำราคายางลดต่ำเพราะมีการทุ่มราคา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118221</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, ครม., นายกรัฐมนตรี, ป.ป.ช., พรรคร่วมฝ่ายค้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61541071e9e62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปชป’.ยันไม่ทิ้งเรือแป๊ะ พท.-กก.ชิมลางซักฟอก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จุรินทร์&amp;rdquo; ยันประชาธิปัตย์นั่งเรือแป๊ะ ยังไม่มีแนวคิดโดดลงกลางทางแน่ &amp;ldquo;ยุทธพงศ์&amp;rdquo; ประเดิมซ้อมซักฟอกอัดงบประมาณ 2565 กลาโหมได้มากกว่าสาธารณสุข พิธาซัด &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; วันแมนโชว์พาลงเหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลบริหารสถานการณ์โควิด-19 ล้มเหลว โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าญัตติที่ฝ่ายค้านจะยื่นนั้นเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในฐานะที่เป็นรัฐบาล เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม จะสามารถนำทีมรัฐบาลตอบคำถามของฝ่ายค้านได้ และหากมีประเด็นใดที่ลงลึกเกี่ยวกับแต่ละกระทรวง รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงก็มีหน้าที่ช่วยตอบคำถามแทนนายกฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล เป็นวิถีทางปกติในระบอบประชาธิปไตย และไม่มีความจำเป็นใดที่จะไปสกัดกั้นหรือต่อต้านการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน
&amp;quot;ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานก็จะต้องมีข้อบกพร่องบ้าง อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครมาทำหน้าที่บริหารประเทศ ก็จะต้องมีข้อบกพร่องเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะฉะนั้นไม่คิดจะมีปัญหา เพราะข้อบกพร่องใดๆ รัฐบาลพยายามแก้ไข และวันนั้นก็ถือเป็นโอกาสของรัฐบาลในการทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสกดดันให้ ปชป.ทบทวนการร่วมรัฐบาล นายจุรินทร์ตอบว่า สถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่พรรคต้องทำคือจับมือร่วมกับทุกฝ่ายนำพาประเทศฝ่าวิกฤติ ซึ่งเป็นปณิธานของพรรคที่จะต้องร่วมมือกับทุกฝ่าย และรัฐบาล โดยได้กำชับไปทุกภาคส่วนของพรรคให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติ และเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศมีใจเป็นธรรม ปชป. ก็จะปวารณาตัวทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เมื่อถามย้ำ หมายความว่าพรรค ปชป.จากนี้จะไปไหนไปกัน ไม่โดดลงเรือกลางคัน พร้อมสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ต่อไปใช่หรือไม่ นายจุรินทร์ย้ำว่า สถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็น การจับมือในการแก้ปัญหา และในสถานการณ์โควิดไม่แม้แต่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านประชาชนก็ต้องร่วมมือกันในการฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน &amp;nbsp;
ถามอีกว่าจุดไหนที่จะทำให้ ปชป.ทบทวนการร่วมรัฐบาลนั้น นายจุรินทร์ตอบสั้นๆ ว่า ยังไม่ได้คิด
ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วันที่ 31 พ.ค. และวันที่ 1-2 มิ.ย. ว่าพรรคจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจัดงบประมาณเป็นอย่างไร โดยเฉพาะงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขลดลงจากปี 2564 ที่ได้งบประมาณ 158,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 โควิดกำลังระบาดหนัก ได้งบเพียง 153,000 ล้านบาท ทั้งที่ต้องได้งบเพิ่ม พล.อ.ประยุทธ์กลับไปจัดงบให้กระทรวงกลาโหม 203,000 ล้านบาท มากกว่า สธ. 5 หมื่นล้านบาท เป็นไปได้อย่างไรในภาวะโควิดระบาด และอยากรู้ว่าจะมีการจัดซื้อเรือดำน้ำอีกหรือไม่ เพราะงบ 64 พรรคคัดค้านไม่ให้ซื้อ แต่ปี 65 มีการของบมาอีกแล้ว โดยกองทัพเรือได้งบประมาณ 41,307 ล้านบาท
&amp;ldquo;คนไม่มีกิน จะอดตาย มีคนฆ่าตัวตาย คนตายจากโควิดทุกวัน โรงพยาบาลไม่มีที่จะรักษา พล.อ.ประยุทธ์กลับไปให้ความสำคัญกับกองทัพในการจัดซื้ออาวุธ ทำไมไม่เอาเงินพวกนี้มาดูแลบุคลากรทางการแพทย์ อสม. นักรบด่านหน้าที่จะต้องสู้กับโควิด เมื่อเปิดสภามา คุณประยุทธ์อย่าหนีผมออกไปไหนก็แล้วกัน จะซักฟอก เวลาอภิปรายกรุณาช่วยมานั่งฟัง แล้วบอกว่าฝ่ายค้านไม่มีข้อมูล อันนี้แค่น้ำจิ้มเท่านั้น ยังมีกองทัพบก กองทัพอากาศอีกที่ ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผย&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษก พท. กล่าวถึงการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่เรือนจำว่า ขอเรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบกรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดคลัสเตอร์เรือนจำ และขอให้เร่งฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังทั้ง 100%&amp;nbsp; โดยเร็วที่สุด
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ขอย้ำอีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ขาดอำนาจ แต่ขาดความสามารถ ว่าเป็นเวลา 20 วันเต็มแล้วที่เราต้องอยู่ภายใต้การบริหารแบบรวบอำนาจของนายกฯ ที่รวบอำนาจหน้าที่ 31 พ.ร.บ.จากรัฐมนตรีคนอื่นมาไว้ในมือ เป็นการรวบอำนาจที่มีเจตนาเพื่อแก้ไขวิกฤติโควิดแบบวันแมนโชว์ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในรอบ 20 วันนี้ก็คือ ผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 100,000 รายเป็นวันแรก เฉลี่ยติดเชื้อเพิ่มวันละ 2,197 ราย ผู้เสียชีวิตสะสมในรอบ 20 วันแห่งการรวบอำนาจ อยู่ที่ 436 ราย เพิ่มขึ้น 295% เมื่อเทียบกับยอดผู้เสียชีวิตสะสมช่วงก่อนหน้านี้ที่สะสมมากว่า 400 วัน อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 0.58% หมายถึงความเสี่ยงในการเสียชีวิตเมื่อตรวจพบเชื้อ เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 2.2 เท่า ภายในระยะเวลา 20 วัน
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวว่า พรรคมีข้อเสนอที่ต้องเร่งดำเนินทันที 1.รัฐบาลควรใช้ Rapid Anitgen Test ที่ผ่านมาตรฐาน อย. ในการตรวจคัดกรองให้กับประชาชนที่มีอาการเข้าข่ายว่าอาจติดเชื้อโควิด-19 2.รัฐบาลควรให้ประชาชนสามารถเข้าถึง Rapid Antigen Test ที่ผ่านมาตรฐาน อย. ผ่านการซื้อได้ตามร้านขายยามาตรฐานทั่วไป 3.รัฐบาลควรยกเลิกนโยบายที่โรงพยาบาลไหนที่ตรวจพบ จะต้องเป็นผู้จัดหาเตียงให้กับผู้ป่วยเอง 4.รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 5.รัฐบาลต้องเร่งจัดสรรงบประมาณ หรืออนุมัติงบกลางในการจัดซื้อเครื่องมือที่จำเป็น 6.รัฐบาลต้องกระจายความเสี่ยง และสำรองยาที่จำเป็น และ 7.รัฐบาลต้องเร่งจัดส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีความชำนาญ เข้าไปจัดการควบคุมสถานการณ์การระบาดในในเรือนจำเขตลาดยาวอย่างเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เวลานี้คนไทยกำลังเผชิญกับมหาวิกฤติทั้ง COVID-19 และพิษเศรษฐกิจ โดยวิธีการที่จะเอาชนะ COVID ได้ถาวร ดังเช่นที่เราเคยเอาชนะโรคอื่นๆ เช่นฝีดาษหรือโปลิโอมาแล้ว คือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นกับประชาชนเท่านั้น และวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่ปลอดภัย ประหยัดเวลา และมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากรหรืออย่างน้อย 50 ล้านคนสำหรับประเทศไทย
&amp;ldquo;การฉีดวัคซีนคือทางออกทางเดียวที่จะทำให้ให้มหาวิกฤตินี้จบลงโดยเร็วที่สุด จึงขอวิงวอนทุกท่านค่ะ แม้เราจะโกรธ จะเกลียด จะไม่พอใจรัฐบาลนี้อย่างไร แต่คนไทยเราจะต้องผ่านพ้นจากมหาวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ก่อน ซึ่งมีเพียงวิธีเดียวก็คือ เราต้องร่วมมือร่วมร่วมใจกันไปฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเท่านั้น&amp;rdquo; คุณหญิงสุดารัตน์โพสต์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103139</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ 2565, ซักฟอก, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, นั่งเรือแป๊ะ, พรรคร่วมฝ่ายค้าน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a126551fa63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ถอยฉีกคำสั่งให้ปชป.คุมใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พรรคร่วมฝ่ายค้านร่อนแถลงการณ์สับ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;&amp;nbsp; บริหารล้มเหลวทำประเทศวิกฤติ ทั้งเรื่องโควิด-แก้ รธน. บี้ลาออกจากนายกฯ ทันที พร้อมเตรียมยื่น ป.ป.ช.เอาผิด &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; โล่ง รมต.ปชป.ดูแลใต้เหมือนเดิม หลังนายกฯ ยอมถอยฉีกคำสั่งปัญหาทิ้ง &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผย 29 เม.ย.จบ ชงฉบับปรับปรุงให้เซ็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 28 เมษายน หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์พรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองและเข้าบริหารราชการแผ่นดิน รวมเวลาที่อยู่ในอำนาจเกือบ 7 ปีเต็ม แต่การบริหารประเทศกลับล้มเหลวเกือบทุกด้าน สร้างปัญหาและผลกระทบต่อประเทศ และความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ประชาชนในวงกว้าง ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ล้มเหลวและมีความผิดพลาดในการจัดการการระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน การฉีดวัคซีน จนกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนวัคซีนและฉีดวัคซีนอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค นอกจากนั้นรัฐบาลกลับเป็นต้นตอเสียเองในการระบาดในหลายๆ ระลอก ความล้มเหลวในการควบคุมการระบาด 2.ล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ ตลอดเวลาที่บริหารมาเกือบ 7 ปีกว่าก็ย่ำแย่อยู่แล้ว การระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้มเหลวที่สุดในโลกด้านเศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชนยากลำบากจากมาตรการเยียวยาที่ผิดพลาด ไม่ตรงจุด ไม่เพียงพอ ธุรกิจล้มตายจำนวนมาก แรงงานว่างงานมากสุดในรอบกว่าสิบปี พี่น้องประชาชนเข้าสู่ภาวะไม่ตายเพราะโรค ก็ตายเพราะไม่มีจะกิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ล้มเหลวในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งประเทศ สนับสนุนพวกพ้อง ทำลายผู้เห็นต่าง สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อาศัยพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือและข้ออ้าง เพื่อดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์และอำนาจของตน หลอกลวงประชาชนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจและต่อท่ออำนาจของตนเองให้ขยายออกไป นอกจากนี้ ภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 แม้จะมีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาผิดได้ จนทำให้การทุจริตคอร์รัปชันในช่วงของรัฐบาลนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่า เพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องยุติบทบาทในการบริหารประเทศโดยทันทีด้วยการลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ยึดติดอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์เข้ามาบริหารประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หากเราต้องการก้าวไปสู่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดต้นตอของปัญหา ซึ่งประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 และรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้มีผลบังคับใช้ เพื่อจัดทำประชามติยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการเดินหน้ายกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกฯ เพื่อป้องกันไม่ให้อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการอย่างถาวร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อดำเนินคดี พล.อ.ประยุทธ์ โดยจะยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนและมีความเห็น กรณีมีพฤติการณ์จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 53 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยได้ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้เชื้อโรคโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดใหญ่ ประชาชนต้องล้มป่วยและเสียชีวิตไปจำนวนมากต่อไป สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ ต้องลาออกจากตำแหน่งสถานเดียว และไม่กระทำการใดๆ ที่จะเป็นการวางกับดักต่อท่ออำนาจของตนเองต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอเสนอโรดแมป เพื่อออกจากวิกฤติ ดังนี้ ประเด็นแรก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ต้องยุติบทบาทการบริหารประเทศด้วยการลาออกทันที, ประเด็นที่สอง ตั้งรัฐบาลใหม่ชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 2 เรื่อง คือ ปัญหาสถานการณ์โควิด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ ยุบสภาเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไป โดยทั้งหมดจะทำภายในเวลาไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีปัญหาความไม่พอใจของพรรคประชาธิปัตย์กับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 85/2564 เรื่อง มอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ว่าเรื่องนี้น่าจะยุติได้แล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าคำสั่งนี้แบ่งเป็น 2 ฉบับคือ ฉบับที่หนึ่ง (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 243/2563 เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2563) คำสั่งเดิมที่ไม่มีปัญหา และคำสั่งฉบับที่สอง คือฉบับที่กำลังเป็นปัญหา ซึ่งวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบว่าให้ยึดถือคำสั่งแรกไปก่อน และขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งทำอะไร โดยนายกฯ มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปดูแลปรับปรุง จากนั้นให้เสนอมายังนายกฯ เพื่อตัดสินใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้หารือกับนายวิษณุ ซึ่งผลหารือให้ยึดคำสั่งฉบับที่ไม่มีปัญหาไปก่อน แล้วนายวิษณุจะดำเนินการทำข้อเสนอไปยังนายกฯ เพื่อพิจารณาและลงนามต่อไป โดยถือหลักให้ทุกอย่างเหมือนคำสั่งฉบับที่หนึ่ง ยกเว้นส่วนที่รัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุง รวมทั้งถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะแลกเปลี่ยนภารกิจกันเป็นการส่วนตัว ฉะนั้นผมจึงคิดว่าทุกอย่างน่าจะยุติได้แล้ว&amp;rdquo; นายจุรินทร์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีข่าวนายกฯ ไม่พอใจที่มีคนแอบนินทานั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ จึงไม่ขอให้ความเห็น และในส่วนของพรรค ไม่ได้กำชับอะไร เพราะเราไม่มีข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสม การทำงานร่วมกันจะต้องมีการนำนโยบายความเห็นของแต่ละพรรคการเมืองมาผสมผสานกัน และกำหนดเป็นแนวทางและนโยบายของรัฐบาล การดำเนินการตัดสินใจพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีรูปแบบในภาพรวม ตนเป็นรัฐบาลมาหลายครั้ง จะทำความเห็นซึ่งกันและกัน และนำมาสู่การตัดสินใจร่วมกันโดยที่ประชุม ครม. เป็นกลไกหลักในการพิจารณาตัดสินใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุเปิดเผยว่า การแบ่งงานรัฐมนตรีให้ดูแลพื้นที่จังหวัดต่างๆ นั้น ขณะนี้ให้กลับไปยึดคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 243/2563 ก่อน เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงสลับตำแหน่งรัฐมนตรีรับผิดชอบพื้นที่ให้เรียบร้อย เพราะรัฐมนตรีบางคนประสงค์จะสลับจังหวัดกันเองด้วย จึงยังไม่สามารถพูดรายละเอียดออกมาได้ โดยเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นวันที่ 29 เม.ย. ก่อนที่จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามเพื่อออกเป็นคำสั่งใหม่ ซึ่งจะมีผลแทนคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 85/2564 และเมื่อเรียบร้อยแล้วจะชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำสั่งของนายกฯ ฉบับใหม่ พรรคพลังประชารัฐจะไปฮุบฐานเสียงภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เรื่องนี้นายกฯ ชี้แจงไปแล้ว ไม่ขอตอบ เพราะเป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของหัวหน้าพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรมีส่วนร่วมในการเขียนแผนแบ่งจังหวัดกับนายกฯ ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แล้วแต่นายกฯ ว่าไป เพราะเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นเรื่องของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องของพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความกังวลกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะมาดูแลพื้นที่จังหวัดภาคใต้ พล.อ.ประวิตรตอบเสียงดังว่า นายกฯ ตอบไปแล้ว ฟังไม่รู้เรื่องหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ตำหนิรัฐมนตรีนินทาในที่ประชุม ครม.นั้น ตนไม่ทราบว่านายกฯ ตำหนิใคร และเรื่องนี้ไม่ได้คุยกับนายกฯ ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นเอกภาพในการทำงาน เรียบร้อย ไม่มีปัญหา ตอนนี้ต้องมุ่งการบริหารงานของรัฐบาลก่อนดีกว่า เรื่องการเมืองเอาไว้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนนายกฯ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขจะงอนกัน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีหรอก สื่อคิดไปเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101107</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริหารล้มเหลวทำประเทศวิกฤติ, บี้ลาออกจากนายก, พรรคร่วมฝ่ายค้าน, ยื่น ป.ป.ช., รมต.ปชป, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_60896eaca54fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขำไม่ออก&#039;พรรคร่วมฝ่ายค้าน&#039;ร่อนแถลงการณ์ตะเพิด&#039;ประยุทธ์&#039;พ้นเก้าอี้ทันทีแต่ห้ามลืมแก้&#039;รธน.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.2564- พรรคร่วมฝ่ายค้านออกแถลงการณ์มีเนื้อหาว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองและเข้าบริหารราชการแผ่นดินรวมเวลาที่อยู่ในอำนาจเกือบ 7 &amp;nbsp;ปีเต็ม แต่การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี กลับล้มเหลวเกือบทุกด้าน สร้างปัญหาและผลกระทบต่อประเทศ และความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤตปัจจุบัน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ล้มเหลวและมีความผิดพลาดในการจัดการการระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน การฉีดวัคซีน จนกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนวัคซีนและฉีดวัคซีน อันดับท้ายๆในภูมิภาค นอกจากนั้นรัฐบาลกลับเป็นต้นตอเสียเองในการระบาดในหลายๆระลอก ความล้มเหลวในการควบคุมการระบาด จนกลายเป็นประเทศที่อัตราการแพร่เชื้อต่อคนสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง การจัดการเรื่องเตียง และ ICU ผิดพลาดจนประชาชนต้องนอนรอความตายโดยไม่สามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ ตลอดเวลาที่บริหารมาเกือบ 7 ปีกว่าก็ย่ำแย่อยู่แล้ว การระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้มเหลวที่สุดในโลกด้านเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในประเทศที่ฟื้นตัวช้าที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ด้านเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชนยากลำบากจากมาตรการเยียวยาที่ผิดพลาด ไม่ตรงจุด ไม่เพียงพอ ธุรกิจล้มตายจำนวนมากเพราะมาตรการด้านสินเชื่อล้มเหลว แรงงานว่างงานมากสุดในรอบกว่าสิบปี พี่น้องประชาชนเข้าสู่ภาวะไม่ตายเพราะโรค ก็ตายเพราะไม่มีจะกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ล้มเหลวในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งประเทศ สนับสนุนพวกพ้อง ทำลายผู้เห็นต่าง สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน อาศัย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเป็นเครื่องมือและข้ออ้าง เพื่อดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์และอำนาจของตน โดยไม่ได้ใช้เพื่อการควบคุมการระบาดแต่อย่างใด หลอกลวงประชาชนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจและต่อท่ออำนาจของตนเองให้ขยายออกไป นอกจากนี้ภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แม้จะมีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาผิดได้ จนทำให้การทุจริตคอรัปชั่นในช่วงของรัฐบาลนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่า ความล้มเหลว ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ทุจริตคอรัปชั่นเพื่อตนเองและพวกพ้อง ไร้ทิศทางในการบริหารราชการแผ่นดินเหล่านี้ ถ้าปล่อยไป รังแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศและประชาชนจนไม่สามารถกอบกู้กลับมาได้ กลายเป็นความเสียหายถาวรต่อประเทศ โดยประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่พ่ายแพ้ต่อโควิด-19 และพ่ายแพ้ด้านเศรษฐกิจ อย่างไม่น่าให้อภัย พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่า เพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องยุติบทบาทในการบริหารประเทศโดยทันทีด้วยการลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ยึดติดอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์เข้ามาบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลนี้มักใช้อำนาจเพื่อสั่งการจากบนลงล่าง ไม่เคารพในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมา ต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญที่ท่านวาดหวังให้เป็นฐานรองรับเจตนาสืบทอดอำนาจ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อตัวท่านและพวกท่านเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่า หากเราต้องการก้าวไปสู่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดต้นตอของปัญหาซึ่งประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 และรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้มีผลบังคับใช้ เพื่อจัดทำประชามติยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการเดินหน้ายกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการอย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกัน ให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อดำเนินคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยจะยื่นหนังสือขอให้ ปปช. ไต่สวนและมีความเห็น กรณีมีพฤติการณ์จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 53 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงโดยได้ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้เชื้อโรคโควิด 19 กลับมาแพร่ระบาดใหญ่ ประชาชนต้องล้มป่วยและเสียชีวิตไปจำนวนมากต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร จะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ จึงต้องลาออกจากตำแหน่งสถานเดียว และไม่กระทำการใดๆที่จะเป็นการวางกับดัก ต่อท่ออำนาจของตนเองต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101018</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคร่วมฝ่ายค้าน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐธรรมนูญ, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088da977a55d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคร่วมฝ่ายค้านพร้อมลุยไฟ!ออกคำแถลงย้ำโหวตวาระ3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.2564 - ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 หัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ร่วมหารือประเมินท่าที จากนั้นได้ออกคำแถลงพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีเนื้อหาว่า &amp;nbsp;1.พรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันเดินหน้าลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ในวาระที่ 3 ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา256(6)ในวันนี้ โดยเห็นว่าการดำเนินการของรัฐสภาตั้งแต่วาระที่ 1 , 2 รวมถึงวาระที่ 3 ที่จะมีขึ้นนั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้องและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (2)(3)(4)(5) การลงมติในวาระที่ 3 ต้องดำเนินต่อไปตามมาตรา256(6) ไม่อาจดำเนินเป็นอย่างอื่นได้ หากรัฐสภาดำเนินการเป็นอย่างอื่น หรือไม่ลงมติ จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีข้อความใดเลยที่ห้ามการลงมติในวาระที่ 3 เพียงแต่บอกว่าหากจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ลงประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนก่อนเท่านั้น ซึ่งการทำประชามติจะเกิดขึ้นได้ก่อนกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อยู่แล้ว หากรัฐสภาต้องมีมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 3 นี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา256(6)(8)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
3.ในกรณีที่รัฐสภามีมติเป็นอย่างอื่นโดยไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา256(6) อาทิการถอน เลื่อน หรือทำให้ญัตติต้องตกไปโดยประการใด พรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้หารือถึงมาตรการที่ต้องดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.พรรคร่วมฝ่ายค้านขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนติดตามการประชุมรัฐสภาในวันนี้ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเคยสัญญาต่อพี่น้องประชาชนว่าจะดำเนินการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตย แต่มาวันนี้กลับเป็นฝ่ายที่จะขัดขวางกระบวนการนี้เสียเอง เพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจของตน และขอให้ติดตามการดำเนินการของสมาชิกวุฒิสภาที่จะแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจนี้ เพียงเพื่อการรักษาผลประโยชน์และอำนาจของตนไว้ให้ยาวนานที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96318</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคร่วมฝ่ายค้าน, รัฐธรรมนูญ, วาระ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_605178e172979.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 23:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกจับตา‘รัฐธรรมนูญ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ชินวรณ์&amp;quot; คาดกรอบเวลาพิจารณาแก้ รธน.ยังคงเดิมหากร่างตีตก ปชช.สามารถเข้าชื่อเสนอเข้ามาใหม่ได้ พรรคร่วมฝ่ายค้านนัดหารือกำหนดท่าทีปมแก้ รธน.หากเกิดเอกซิเดนต์ &amp;ldquo;ชูศักดิ์&amp;rdquo; วิเคราะห์ 5 ด่านขบวนการขวางแก้ รธน. ชี้ข้ออ้างทั้งหมดเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจแบบ รธน.ข้าใครอย่าแตะ &amp;quot;สุดารัตน์&amp;quot; ปลุก ปชช.จับตาอย่าปล่อยให้การเขียน รธน.ฉบับใหม่เป็นเพียงกระบวนการสืบทอดอำนาจที่สมคบคิดโดย พปชร.-ส.ว. และองค์กรอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอาทิตย์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) (ฉบับที่&amp;hellip;) พ.ศ&amp;hellip;. รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้เป็นขั้นตอนที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเสนอขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ซึ่งเห็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าเป็นวันที่ 17-19 มีนาคม คาดว่าน่าจะเป็นตามกรอบระยะเวลาเดิม ทั้งนี้ต้องรอก่อนว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยของศาลออกมาอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่ก็เชื่อว่าตามกระบวนการต่างๆ ต้องเตรียมการตามขั้นตอนไว้
นายชินวรณ์กล่าวต่อว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าให้สามารถดำเนินการต่อได้ ก็จะต้องมีการนำเข้าพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 3 ลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ฉะนั้นถ้าหากว่าเห็นชอบก็จะต้องดำเนินการต่อไปในขั้นตอนทำประชามติและประกาศทำกฎหมาย แต่หากไม่เห็นชอบ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ได้กำหนดว่าหากรัฐธรรมนูญตกไป ทางครม.ต้องเป็นผู้เสนอเข้ามาใหม่ หรือต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 5 หรือสมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 5 เป็นผู้เสนอเข้ามา หรือประชาชน 30,000 คนเข้าชื่อเสนอเข้ามา จึงจะสามารถเริ่มต้นกระบวนการใหม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐบาลเป็นอย่างไร หรือพรรคการเมืองแต่ละพรรคเป็นอย่างไร ต้องดูว่ากระบวนการในการที่จะไม่เห็นชอบเกิดจากเหตุผลใดก่อน&amp;rdquo; นายชินวรณ์กล่าว
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแผนสำรองของพรรคร่วมฝ่ายค้านหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ หรือ ส.ว.คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ว่า วันที่ 8 มี.ค. เราจะประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อกำหนดท่าทีในเรื่องนี้ร่วมกันว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ เพราะตอนที่ยื่นเรายื่นด้วยกัน ก็อยากถามความเห็นให้รอบด้าน อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นเรื่องที่เราต้องรอดูท่าทีอย่างเดียว เนื่องจากเหนือการควบคุมของเราไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะทำงานกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเส้นทางของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนสำเร็จเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ จะต้องฝ่าฟันในอีก 5 ด่านสำคัญ คือ ด่านแรกสุด ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 11 มี.ค.นี้,&amp;nbsp; ด่านที่สอง ที่ประชุมรัฐสภาจะต้องลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระ 3 จะต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรืออย่างน้อย 84 เสียง, ด่านที่สาม ต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชน โดยต้องทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม, ด่านที่สี่ หลังจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านประชามติและประกาศใช้ ต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. 200 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง, ด่านที่ห้า เมื่อ ส.ส.ร.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ จะต้องให้ประชาชนเห็นชอบโดยต้องทำประชามติอีกครั้ง ในเงื่อนไขเดียวกับด่านที่สาม หากผ่านประชามติก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ด่านที่สำคัญที่สุดจะอยู่ในสองด่านแรก คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าจะสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ และการลงมติในวาระที่ 3 ของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งต้องให้ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือไม่น้อยกว่า 84 คน เห็นชอบด้วย หากผ่านด่านนี้ไปได้ จึงจะมี ส.ส.ร.ที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน&amp;rdquo; นายชูศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์ให้เหตุผลหักล้างเกี่ยวกับกระบวนการโต้แย้งคัดค้าน ขัดขวางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ว่า ต้องถามว่าท่านมีความจริงใจอย่างแท้จริงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ จริงๆ แล้วท่านได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะท่านยอมรับเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา ที่ต้องแก้เพราะถูกบีบบังคับจากสถานการณ์ทางการเมือง จากกระแสสังคมหรือไม่ ส่วนการลงมติในวาระ 3 โดยเฉพาะจากส.ว. 250 คน และต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือไม่น้อยกว่า 84 คนนั้น งานนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่าท่านมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ในอาณัติใดๆ หรือไม่ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าท่านต้องการให้บ้านเมืองเดินไปอย่างไร ท่านอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงๆ หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชูศักดิ์กล่าวต่อว่า การที่ผู้ร้องอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2555 ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติของประชาชน การแก้ไขโดยจัดทำร่างใหม่ควรทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนเสียก่อนนั้น ความจริงกระบวนการที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ยึดถืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน โดยทำประชามติถึงสองครั้ง คือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านรัฐสภาแล้วต้องไปทำประชามติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) หากผ่านประชามติแล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย และเมื่อมีรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จึงจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องนำไปทำประชามติอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมิได้หมายความว่ารัฐสภายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอง แต่ ส.ส.ร.เป็นคนยกร่าง แล้วให้ประชาชนลงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ ทั้งหมดอยู่ในบริบทเรื่องอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายใดๆ ทำได้สองวิธีคือ แก้ไขรายมาตราบางประเด็นเรียกว่าแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) (พ.ศ.....) หรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกกฎหมายเก่า แล้วตราขึ้นมาใหม่ โดยที่อาจแก้มากแก้น้อย การอ้างว่าจัดทำฉบับใหม่ไม่ได้ จึงเท่ากับต้องแก้ไขเพิ่มเติมเป็นมาตราๆ ไปเท่านั้น แปลว่ารัฐธรรมนูญหรือ กม.นั้นๆ จะเป็นนิรันดร์ ยกเลิกเพื่อทำใหม่ไม่ได้เลย ผิดหลักกระบวนการนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐธรรมนูญมิได้ห้ามมิให้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีนี้ ทั้งหมดอยู่ในความหมายของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น จึงถือว่ามีอำนาจทำได้ ข้อห้ามมิให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีเพียงข้อห้ามตามมาตรา 255 คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ที่พูดว่าท่านขอให้คิดเองว่าหมายถึงใครบ้าง อยากจะกล่าวว่าข้ออ้างทั้งหมดเห็นว่าเป็นเพียงความพยายามสืบทอดอำนาจของ คสช. แบบรัฐธรรมนูญข้าใครอย่าแตะ ซึ่งถ้าทบทวนตั้งแต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เนื้อหา โดยเฉพาะการได้มาซึ่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ครม. รัฐสภา องค์กรอิสระทั้งหลาย อาจถือได้ว่ากระบวนการที่ทำอยู่นี้เป็นการร่วมมือ คบคิดกันปู้ยี่ปู้ยำประเทศ เพียงเพื่อคงอำนาจและสืบทอดอำนาจของพวกตัวเองไว้เท่านั้น&amp;rdquo; นายชูศักดิ์กล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกลุ่มสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า อย่าปล่อยให้การเขียน &amp;ldquo;รัฐธรรมนูญฉบับใหม่&amp;rdquo; เป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการสืบทอดอำนาจที่สมคบคิดกันโดยพรรคพลังประชารัฐ พวก ส.ว. และองค์กรอิสระ เป้าหมายของทุกภาคส่วนคือการใช้ รธน.ฉบับใหม่นี้เป็นทางออกให้กับวิกฤติการเมืองของประเทศที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ จึงจำเป็นที่ทุกขั้นตอนต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ไม่เช่นนั้น รธน.ที่เราได้มา จะเป็นชนวนก่อความขัดแย้งต่อไปข้างหน้า การมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 200 คน เพื่อจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ทว่าขณะนี้กลไกที่จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนมากที่สุด มีแนวโน้มถูกทำลาย และแทนที่ด้วยการเขียน รธน. เพื่อการสืบทอดอำนาจ การที่รัฐสภาดึงศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการร่าง รธน.?ฉบับใหม่ เรื่องแปลกประหลาด และส่อให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสมคบคิดเพื่อทำให้การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่โดย ส.ส.ร. เป็นไปไม่ได้
ต้องระวังว่า ท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะไม่ให้มี ส.ส.ร. แต่ให้อำนาจรัฐสภาในการแก้ รธน. แปลว่าเสียงข้างมากในรัฐสภาคือ พวก ส.ว. 250 คน กับพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นผู้กำหนดเกมแก้ รธน.ได้ทั้งหมด เมื่อพิจารณาไปยังที่มาของ ตุลาการศาล รธน. ยิ่งน่าวิตก เพราะแม่น้ำ 8 สายล้วนไหลมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน 3 คน มาจาก สนช.?ที่แต่งตั้งโดย คสช.? อีก 5 คนมาจาก ส.ว.ชุดปัจจุบัน ที่แต่งตั้งโดย คสช.อีกเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ร่วมกันจับตากระบวนการแก้ไข รธน.?อย่างใกล้ชิด และส่งเสียงเมื่อเห็นความบิดพลิ้ว อย่าปล่อยให้การเขียน &amp;ldquo;รัฐธรรมนูญฉบับใหม่&amp;rdquo; เป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการสืบทอดอำนาจที่สมคบคิดกันโดยแต่เพียงพรรคพลังประชารัฐ พวก ส.ว. และองค์กรอิสระ โดยที่ &amp;ldquo;ประชาชน&amp;rdquo; ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใด&amp;rdquo; คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95316</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคร่วมฝ่ายค้าน, รัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เข้าชื่อเสนอเข้ามาใหม่ได้, แก้ รธน, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_6044ec278557c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมินแก้ญัตติซักฟอก ฝ่ายค้านยันทำถูกต้องยํ้า‘บิ๊กตู่’อ้างสถาบันโยนปธ.สภาคุมเกม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายค้านตอกฝาโลง &amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; เรียกแกนนำพรรคร่วมอีกครั้งก่อนทุบโต๊ะ ไม่แก้ไขญัตติแม้แต่คำเดียว ชี้ทำถูกต้องตามระเบียบ-รัฐธรรมนูญ เชื่อ &amp;quot;ประธานสภาฯ&amp;quot; จะคุมเกมที่ประชุมได้หากเลยเถิด &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; ยังหวังพ่นน้ำลายขั้นต่ำ 5 วัน &amp;ldquo;จิรายุ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โผล่ปูดชื่อ รมต. 5 ตัวย่อในบัญชี 2 ที่จะเช็กบิลส่งไม้ต่อให้ ป.ป.ช.ฟัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ม.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่สร้างความไม่สบายใจให้กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพราะเนื้อหาญัตติมีการพาดพิงสถาบันค่อนข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในช่วงเช้า นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ในช่วงบ่ายประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นัดหารือกับวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ถึงข้อกังวลของวิปรัฐบาลที่จะเสนอให้แก้ไขญัตติ ส่วนจะแก้หรือไม่ ก็แล้วแต่ผู้ยื่นญัตติจะพิจารณา แต่ก็จะทำให้การอภิปรายเป็นไปด้วยความยากลำบากหากไม่มีการแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าหากไม่มีการแก้ไขแล้วเมื่อเปิดการอภิปรายก็จะมีคนลุกขึ้นประท้วงทันที นายวิรัชกล่าวว่า ต้องถามนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรค พปชร. และ ส.ส.อีกหลายคนที่ทุกคนมีความกังวลว่าสมควรหรือไม่ที่เขียนญัตติลักษณะเช่นนั้น ทั้งที่ข้อบังคับการประชุมและกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่าการจะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่ไม่บังควร ส่วนที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) มองว่าไม่ขัดต่อข้อบังคับนั้น ความคิดของก้าวไกลไม่ได้ผูกพันทุกองค์กร ผูกพันเฉพาะพรรค ก.ก.พรรคเดียว ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้องจึงได้ทักท้วง แต่เมื่อไม่มีการปฏิบัติตามเราก็ขอให้ทำตามข้อบังคับของการประชุม คาดว่าจะได้ผลสรุปที่ชัดเจนในช่วงบ่าย ส่วนกรอบเวลาอภิปรายนั้นได้หารือเบื้องต้นแล้ว คาดว่าใช้เวลา 4 วัน และคงขอเพิ่มมากกว่านี้คงไม่ได้ คิดว่าน่าจะเพียงพอและพอดีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า มีการตั้งทีมเพื่อเตรียมข้อมูลมาหักล้างฝ่ายค้านและปกป้องรัฐมนตรีในส่วนของพรรค พปชร.หรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า จากการสอบถามรัฐมนตรีที่มีชื่อถูกอภิปราย ได้รับการยืนยันว่าทุกคนได้เตรียมข้อมูลตามข้อกล่าวหาและข้อมูลทุกเรื่องที่คิดว่าจะมีการพูดถึง ดังนั้นการจะมีองครักษ์หรือไม่นั้นก็ต้องทำ แต่ทำในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จะไปจัดการประชุมสัมมนาเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ อาจเป็นลักษณะแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อปกป้องดูแลและตรวจสอบเอกสารของรัฐมนตรีแต่ละคนถ้ามี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่าย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ได้หารือร่วมกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ, นายวิรัช และนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ถึงข้อห่วงใยต่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีเนื้อหาในญัตติพาดพิงไปถึงสถาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 15.15 น. นายสิระระบุถึงการหารือว่า ในที่ประชุมได้หารือถึงความไม่สบายใจของหลายฝ่ายเกี่ยวกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะข้อความ &amp;ldquo;ไม่ยึดมั่นและศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำลายและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน นำสถาบันเป็นข้ออ้างเพื่อแบ่งแยกประชาชน แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะปิดบังความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของตนเอง&amp;rdquo; ซึ่งในที่ประชุมนายชวนระบุว่าไม่ได้เป็นการบังคับ ถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะไม่แก้ไข ก็บรรจุญัตติตามขั้นตอนอยู่แล้ว แต่นายสมพงษ์ขอรับไปแก้ไขญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การอภิปรายเปิดกว้างให้อภิปรายได้ แต่ขอให้อย่ามีข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันมาอ้างถึงในญัตติ เพราะไม่เหมาะสม โดยจะแก้ไขอย่างไรนั้น ถือเป็นดุลยพินิจของฝ่ายค้านที่จะไปแก้ไข ซึ่งในที่ประชุมก็มีตัวแทนของพรรคก้าวไกลรับทราบด้วย ส่วนตัวขอขอบคุณฝ่ายค้านที่ยอมแก้ไขญัตติ และขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือ เพื่อทำให้ประชาชนและสังคมสบายใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้&amp;rdquo; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมพงษ์กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ว่าจะแก้ไขญัตติหรือไม่ โดยได้เชิญหัวหน้า แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านมาหารือร่วมกันที่ห้องทำงานในเวลา 16.00 น.
ฝ่ายค้านไม่แก้ญัตติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เข้าร่วมหารือ โดยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ก.ก.กล่าวก่อนประชุม ยืนยันว่าญัตติไม่ได้ผิดพลาดหรือผิดข้อบังคับ แม้นายวิรัชจะห่วงใย กังวลถ้อยคำที่เขียนลงในญัตติอาจรุนแรงเกินไป แต่เราพยายามจะชี้ให้เห็นว่านายกฯ มีพฤติการณ์อย่างไร ตามที่มีการเขียนลงในญัตติ จะอภิปรายอย่างระมัดระวัง พูดถึงสถาบันน้อยที่สุด และเท่าที่จำเป็น แต่เมื่อมีความไม่สบายใจ นายสมพงษ์จึงได้เชิญตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านมาร่วมหารือเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกพรรค เรายินดีรับฟังด้วยเหตุและผลว่าจะทำอย่างไรให้มีจุดร่วมกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าหากความคิดเห็นของพรรคร่วมฝ่ายค้านให้มีการแก้ไข พรรค ก.ก.จะว่าอย่างไร นายพิจารณ์กล่าวว่า หากจะยกถ้อยคำทั้งหมดออก คิดว่าคงไม่น่าเกิดขึ้น เพราะญัตติได้ผ่านการพูดคุย และลงนามร่วมกันแล้ว แต่ถ้าจะปรับถ้อยคำบางส่วน แต่ยังได้ใจความตามหลักการเหตุผลตามเดิมก็อาจเป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 16.00 น. ภายหลังการประชุม นายสมพงษ์กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านหารือกันแล้ว มีมติว่าญัตติที่เสนอไปครบถ้วนเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดต้องแก้ไข โดยทราบว่าหลังจากที่ประชุมวิป 2 ฝ่ายในช่วงบ่าย มี ส.ส.บางคนให้ข่าวว่าจะไปทบทวนแก้ไขญัตติ แต่มติของพรรคร่วมฝ่ายค้านคือญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นไปเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ถูกต้อง ดังนั้นจะไม่มีการแก้ไขแม้แต่คำใดคำหนึ่ง ส่วนเรื่องการอภิปรายมั่นใจว่า ส.ส.ทุกคน เข้าใจการพูดเกี่ยวกับสถาบัน ทุกคนระวังอยู่แล้ว อีกทั้งประธานที่ประชุมคอยดูแลกำกับอยู่ คิดว่าคงไม่มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า การระบุว่าญัตตินี้จะละเมิดสถาบัน เป็นหน้าที่ของประธานที่ประชุมจะพิจารณา ถ้าพูดผิดข้อบังคับ ประธานให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดได้ ฝ่ายค้านคุยกันแล้ว ยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดผิดทั้งกฎหมาย และข้อบังคับการประชุม หรือล่วงละเมิดสถาบัน เมื่อญัตติไม่ผิดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เป็นหน้าที่ประธานสภาฯ ต้องบรรจุญัตติภายใน 7 วัน แล้วแจ้งให้รัฐบาลทราบต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า กรอบเวลาการอภิปรายนั้น ฝ่ายค้านยังยืนยันว่าต้องอย่างน้อย 5 วัน บวกวันลงมติอีก 1 วัน เป็น 6 วันขั้นต่ำ การที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันจะให้อภิปรายแค่ 4 วันเท่านั้นคงไม่พอ และยังไม่ได้เป็นข้อตกลงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรค พปชร. โพสต์เฟซบุ๊กถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ โดยอ้างว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ว่าญัตติของฝ่ายค้านแค่ใช้คำว่ามีอิทธิพล เริ่มต้นนั้นก็ผิดแล้ว เพราะส่วนตัวและประชาชนที่ได้สัมผัส พล.อ.ประวิตร ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดี เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ชาวบ้านเป็นที่พึ่งพา ทำให้ท่านมีบารมี เพราะท่านสั่งสมทำมาตั้งแต่วัยหนุ่มจนปัจจุบันอายุ 75 ปี ซึ่งคำว่าบารมี ในทางพระพุทธศาสนามีความหมาย 2 ประการคือ 1.ดีเลิศอันสูงสุด และ 2.ความดีที่บำเพ็ญเพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงสุด ดังนั้น สิ่งที่ท่านทำมาตลอดเป็นการทำหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
&amp;ldquo;อยากเตือนฝ่ายค้านว่า อย่าคิดว่าบำเพ็ญเพียงวันเดียวแล้วจะเป็นเซียนได้ การเป็นเซียนได้นั้นต้องสะสมบารมี ต้องหมั่นทำความดี ผมจึงคิดว่าคนเขียนญัตติอภิปราย พล.อ.ประวิตรนั้น ถ้าไม่ถูกจ้างมาให้เขียน ก็คงเขียนโดยขาดข้อมูลโดยมีคงมีภยาคติกับ พล.อ.ประวิตร จึงเขียนไปด้วยความกลัว กลัวว่า พล.อ.ประวิตรจะเป็นที่รักของพ่อแม่พี่น้องประชาชน&amp;rdquo; นายสามารถกล่าว และว่า ขอเตือนฝ่ายค้านว่า ญัตติที่เขียนยื่นไม่ไว้วางใจนั้น ขอให้อภิปรายตามข้อบังคับของสภา อย่าพาดพิงบุคคลอื่นหรือบุคคลที่สาม ขอให้นำข้อความจริงมาพูด อย่าเต้าข่าวขึ้นเสียเอง เพราะประชาชนรู้ทันกันหมดแล้ว ทั้งนี้ตนเองและ ส.ส.อีกหลายท่านจะเป็นวอร์รูมในการสนับสนุนข้อมูลจริงและตอบโต้ประเด็นที่ไม่ใช่ความจริงทั้งในสภาและนอกสภา
ปูดมีบัญชี 2 รอเช็กบิล
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรค พท. กล่าวว่า เห็นได้ชัด ส.ส.รัฐบาลพยายามออกมายืนปากกล้าขาสั่นเบี่ยงประเด็นเรื่องญัตติ เชื่อว่าคราวนี้ประชาชนจะได้เห็นต่อมสามัญสำนึกของความเป็นคน อาจมีรัฐมนตรีประกาศลาออกกลางสภา หรือไม่ก็อาจได้เห็นฉายาใหม่ของรัฐมนตรีว่า กระดาษทรายเรียกพี่ นอกจากนี้ ประชาชนจะได้เห็นว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และหลังจบการอภิปรายครั้งนี้ จะเป็นการพิสูจน์ว่าต่อมความดีของ ส.ส.พรรครัฐบาลยังจะมีใครยอมโหวตให้ผ่านหลังการอภิปรายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฝากไปยังรัฐมนตรีที่ไม่มีชื่อถูกอภิปราย อย่าเพิ่งลอยตัวนึกว่ารอดแล้วทำเป็นชิลๆ โดยเฉพาะอักษรย่อ จ., อ., ส., พ. และ ด. อย่านึกว่ารอดเขียงนี้แล้วจะปลอดโปร่งโล่งสบายลมมันเย็น เหมือนยืนอยู่บนเนินเขา เพราะยังมีรัฐมนตรีอีกนับสิบมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เอื้อพวกพ้อง และลุแก่อำนาจ บัญชี 2 นี้จะถูกดำเนินการ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและจะติดตามผลในชั้นกรรมาธิการและการตั้งกระทู้กลางสภา ที่จะมัดด้วยพยานหลักฐานชนิดดิ้นไม่หลุดแน่นอน และจะนำไปสู่ขั้นตอนร้อง ป.ป.ช.แน่นอน&amp;rdquo; นายจิรายุกล่าว และว่า บางคนคิดว่ามีลูกพี่เป็นรองนายกฯ ตัวเองเป็นรัฐมนตรีก็ชงกันเองกินกันเอง ที่สำคัญที่มันที่สุดก็คือพรรคพวกในพรรครัฐบาลทั้งนั้นที่ช่วยส่งข้อมูลมาเพิ่มให้ฝ่ายค้านกะซวกเสียด้วยซ้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ โต้นายจิรายุว่า ไม่แปลกใจ ทุกครั้งนายจิรายุจะโหมโรงฉายหนังตัวอย่างแบบโหดทะลุเพดานยิ่งกว่าหนัง Fast &amp;amp; Furious แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นดรามา ไม่น่าติดตาม ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์อะไร นายจิรายุจะอภิปรายดุดัน ใช้สำนวนโวหาร ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมชี้แจง เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร และเตรียมข้อมูลไว้แน่นแล้ว หากฝ่ายค้านจะอภิปรายอะไรก็ว่ากันไป รัฐบาลก็พร้อมจะตอบ จะได้เป็นการใช้เวทีนี้โชว์ผลงานของรัฐบาลไปด้วย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์สร้างผลงานไว้มากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่นายจิรายุบอกว่าฝ่ายรัฐบาลส่งข้อมูลมาให้เพียบนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นความจริง นายจิรายุคงต้องการเร่งแสดงผลงานให้พรรคเห็น ส่วนกรณีที่เตือนรัฐมนตรีที่ไม่ถูกอภิปรายว่าจะตรวจสอบบัญชี 2 ถ้ามีหลักฐานจริงคงอภิปรายไปแล้ว ถ้าอยากตรวจสอบก็ตรวจสอบไป แต่เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนก็พร้อมที่จะชี้แจงตามช่องทางต่างๆ แต่อยากเตือนไปยังฝ่ายค้านด้วยว่า ให้ระวังรัฐบาลสวนกลับด้วยข้อเท็จจริงด้วย สุดท้ายหวังว่านายจิรายุจะไม่ใช้มุกเดิม มาบอกว่าให้เป็น ส.ส.ก่อนแล้วค่อยมาพูด เพราะทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะได้ ตราบใดที่อยู่บนข้อเท็จจริงและไม่ได้ทำให้เสียหาย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ แถลงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาพาดพิงคณะกรรมการสมานฉันท์ เป็นเพียงเสือกระดาษ ไร้น้ำยาว่าในฐานะที่เป็นผู้ประสานงานในคณะกรรมการฯ เข้าสังเกตการณ์การประชุมทุกครั้ง ยกเว้นประชุมลับ ขอเรียนว่าขณะนี้คณะกรรมการฯ เพิ่งเริ่มทำงาน นายรังสิมันต์ไม่ควรด่วนสรุป ไม่ควรดูถูกดูหมิ่น มันดูเกินงาม นายรังสิมันต์ไม่ได้รู้จักคณะกรรมการฯ ทุกคน ไม่เคยมารับฟังการประชุมว่าหารืออะไรบ้าง อีกทั้งฝ่ายค้านยังปฏิเสธเข้าร่วม ทั้งที่คณะกรรมการฯ ชุดนี้มาจากมติที่ประชุมร่วมรัฐสภา ยืนยันว่าคณะกรรมการฯ ชุดนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ และตั้งใจหาทางออกเพื่อประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกรณีที่ว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดนี้เป็นฝ่ายรัฐบาลนั้น เรายังรอตัวแทนจากฝ่ายค้านอยู่ ก็หวังว่าฝ่ายค้านจะส่งตัวแทนมาเข้าร่วม และอย่าเพิ่งวิจารณ์อะไรมาก ถ้าไม่รู้จักอย่าตัดสิน ว่าอยู่ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ นายรังสิมันต์อย่าคิดเองสรุปเอง แต่ถ้าอยากคิดก็เข้ามาร่วม&amp;rdquo; นพ.สุกิจกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91331</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ฝ่ายค้าน, พรรคร่วมฝ่ายค้าน, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012c017cf27a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
