<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เทคนิคดูแลพ่อแม่วัยเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เอาใจเขามาใส่ใจเรา หลักการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบเข้าใจ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไป สำหรับการที่ลูกหลานจะอยู่กับผู้สูงอายุอย่างไรให้มีความสุข เพราะบางครั้งการเอาใจหรือตามใจคนสูงวัยมากเกินไป ก็จะทำให้ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง หรือพึ่งพาลูกหลานตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่าบางครั้งบุตรหลานจำเป็นต้องออกไปทำงานประกอบอาชีพ เพื่อเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณและครอบครัว อีกทั้งการใช้ชีวิตอยู่แบบมีคุณค่าย่อมเป็นสิ่งที่คนวัยปู่ย่าตายายหลายคนเทคะแนนให้ เพราะนั่นสื่อให้เห็นว่าคนรุ่นเก่าแต่เก๋าประสบการณ์ และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือการใช้ชีวิตแบบเดินทางสายกลาง ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทุกเรื่อง รวมถึงการดูแลผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พรวรินทร์ นุตราวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลจิตอาสาที่ชำนาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ บอกว่า &amp;ldquo;การดูแลผู้สูงอายุแบ่งออกเป็น 2 ช่วงวัย คือช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป และอายุ 80-90 ปีขึ้นไป ซึ่งหลักสำคัญในการดูแลปู่ย่าตายายนั้น คือการที่บางครั้งเราต้องตามใจเราและตามใจเขา เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ส่วนตัวพี่มีคุณแม่อายุ 92 ปี ซึ่งดูแลคุณแม่ของพี่คือก็จะตามท่าน เพราะถ้าพูดกันตามตรงนั้น เราไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับลูกหลานได้นานแค่ไหน ดังนั้นถ้าท่านอยากทำอะไร หรืออยากรับประทานอะไร ก็ให้ท่านได้กิน เป็นต้นว่า หากท่านอยากกินขนมหวาน หรือน้ำพริก ก็จะตามใจคือปล่อยท่าน แต่ทั้งนี้เราจะต้องคอยดูเรื่องกายภาพทั่วๆ ไป อาทิ เรื่องความสะอาด และอาการเจ็บป่วยต่างๆ อีกทั้งต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอหากมีโรคประจำตัวอื่นๆ หมายความว่าคนหลัก 8 หลัก 9 นั้น เราสามารถ &amp;ldquo;ตามใจท่านได้แต่ต้องไม่ปล่อยปละละเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ปู่ยาตายายที่ตามใจลูกหลาน ส่วนหนึ่งเป็นธรรมชาติของผู้สูงอายุที่ต้องการมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกหลานที่รัก หลักการดูแลผู้สูงวัยที่ลูกหลานไม่ควรมองข้าม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับลูกหลานคนไหนที่มีพ่อแม่อยู่ในวัยหลัก 65 ขึ้นไปจนถึงใกล้ 70 กว่าปี ซึ่งคนกลุ่มนี้แน่นอนว่าปัจจุบันค่อนข้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และส่วนใหญ่อาจจะอายุยืนไปจนถึง 80 กว่าปี คือให้เน้น &amp;ldquo;การให้กำลังใจ&amp;rdquo; เพื่อให้คนหลัก 6 ขึ้นไปรู้ว่าอันที่จริงท่านเป็นวัยที่มีคุณค่าต่อลูกหลานและคนรอบข้าง เช่น เราจะพบว่าคนวัยเกษียณที่อาจจะไม่ได้ทำงานประจำแล้วและอยู่บ้านว่างๆ ก็จะทำให้รู้สึกเหงาและเกิดอาการท้อแท้ในชีวิตได้ ดังนั้นลูกหลานสามารถพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูคนที่แย่กว่าเรา เช่น พาท่านไปทำบุญกับคนพิการซ้ำซ้อน ซึ่งแม้ว่าร่างกายของเราจะทุพพลภาพ แต่เขาก็มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตเพื่อที่อยากจะอยู่บนโลกนี้ต่อไป นั่นจะทำให้ผู้สูงวัยรู้สึกตัวเองโชคดีกว่าคนกลุ่มนี้อีกมาก ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยตัวกระทั่งตัวเองป่วย ลูกๆ จะอยู่กันอย่างไร ตรงนี้จะทำให้คนหลัก 6 มีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป โดยการร่วมกันดูแลหรือช่วยทำบุญกับคนพิการซ้ำซ้อนต่อไป เพื่อสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือหากครอบครัวที่คุณพ่อแม่หลัก 6 หลัก 7 ขี้อ้อนและไม่ยอมดูแลช่วยเหลือตัวเอง จากอาการน้อยใจที่ลูกหลานทิ้งให้เฝ้าบ้านเพียงลำพัง เช่น หากขับถ่ายแล้วปล่อยตัวเองไม่ยอมทำอะไรเลย แนะนำว่าให้ลูกหลานอาจต้องให้ท่านเห็นผลของการกระทำดังกล่าว เช่น เวลาที่ปัสสาวะใส่กางเกงแล้วไม่ยอมเปลี่ยนกางเกง ซึ่งจะทำให้มีแผลถลอกหรือแผลกดทับ อาจทำให้การรักษาลำบากหรือหายยาก ก็จะทำให้ผู้สูงวัยขี้อ้อนเริ่มเรียนรู้ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วลูกจะไม่สนใจ อีกทั้งทำให้สุขภาพของตัวเองแย่ลงเช่นกัน เพราะบางครั้งการที่ลูกหลานง้อท่านมากไป อาจทำให้เหตุการณ์เรียกร้องความสนใจแย่ลงไปอีก บางครั้งก็จำเป็นต้องปล่อยให้ท่านได้พบกับผลการกระทำของตัวเอง แต่ทั้งนี้หลักของการดูแลผู้สูงอายุนั้นก็จำเป็นหย่อนบ้างและตึงบ้างโดยการสลับไปมา แต่ไม่ใช่ปล่อยให้ท่านเกิดแผลกดทับ กระทั่งเกิดการติดเชื้อรุนแรง หรือบางครั้งลูกๆ ที่ดูแลผู้สูงอายุมีอาการในเคสดังกล่าว จะเรียนรู้และปรับตัวได้เอง หรือหาจุดตรงกลางได้จากประสบการณ์ หากดูแลเอาใจใส่ท่านมาเป็นเวลานานๆ ค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(การรับมือผู้สูงวัยที่น้อยใจลูกหลาน กระทั่งไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง ลูกหลานเลือกใช้วิธีผ่อนหนักผ่อนเบา โดยการให้ท่านลองสัมผัสกับผลของการกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รุนแรง แต่ต้องไม่ปล่อยปละละเลยท่านมากเกินไป)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ อีกปัญหาหนึ่งคือการที่คนหลัก 6 หลัก 7 มักจะตามใจหลานๆ มากเกินไป ตรงนี้ขอแนะนำลูกหลานเลยว่า ถ้าเจอกับปัญหานี้อยากให้คุณคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้สูงวัย ที่มักจะรักคนรุ่นหลานมากกว่าลูกของตัวเอง เพราะว่าคนที่เป็นปู่ย่าตายายส่วนหนึ่งอายุมาก และเป็นช่วงอายุที่ห่างไกลกับการที่จะมีเด็กเล็กๆ มาเจอะแจะพูดคุยด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปู่ย่าตายายจึงตามใจลูกหลานที่มาเอาใจและคลอเคลียท่าน ดังนั้นลูกหลานต้องทำความเข้าใจว่า อันที่จริงแล้วไม่มีอะไร แต่เป็นธรรมชาติของคนวัยนี้ ตรงกันข้ามหากว่าลูกหลานไปตำหนิท่าน หรือต่อว่าถึงการตามใจลูกหลาน ก็จะทำให้ผู้สูงวัยรู้สึกเสียใจและน้อยใจ เพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำให้ลูกหลานนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจากปู่ย่าตายายแล้ว ตรงนี้ก็อยากให้ลูกหลานคิดถึงคำว่าใจเขาใจเรา จึงจะทำให้อยู่กับผู้สูงวัยได้แบบแฮปปี้ทั้ง 2 ฝ่าย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58063</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200224/image_big_5e53c5f4b3c26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบไม่เหงา หาความสุขเรียบง่ายจากเรื่องใกล้ตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังไม่มีลูกหลาน สามารถเพิ่มดีกรีความสุขด้วยการร่วมงานเลี้ยงฉลองกับเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงใกล้สิ้นปีอย่างนี้ ผู้สูงอายุหลายคนอาจตั้งตารอลูกหลานกลับไปเยี่ยมในช่วงหยุดยาวของเทศกาลปีใหม่ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว แต่ทว่าก็มีคนสูงอายุไม่น้อยที่อาจต้องอยู่ลำพัง หรืออยู่กันแบบ 2 ตายาย หรือแม้แต่บางครอบครัว ลูกหลานติดงานไม่สามารถกลับมาเยี่ยมได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศข้างบ้านที่มีเสียงหัวเราะของสมาชิกที่กลับมาเยี่ยมเยือนพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่คนวัยเก๋าบางรายสามารถรับมือกับบรรยากาศดังกล่าวได้ แต่ก็มีผู้สูงอายุอีกหลายคนที่ซึมเศร้าและหงอยเหงาเมื่อไม่มีบุตรหลานมาเยี่ยมมาหา พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลเกษียณอายุราชการ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มีคำแนะนำสำหรับคนวัยเก๋าไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พรวรินทร์ นุตราวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พี่แอ้-พรวรินทร์ บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานนั้น สิ่งสำคัญต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญอย่าผิดหวัง อย่าคาดหวัง และอย่ารอ เพราะจะทำให้เราจมอยู่กับความเศร้าเสียใจ ที่สำคัญชีวิตเป็นของเรา ดังนั้นถ้าทำอะไรได้ หรือยังสามารถเคลื่อนไหวได้ดี ก็สามารถที่จะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อ &amp;ldquo;ออกไปช็อปปิ้ง&amp;rdquo; ไปซื้อของ และถ้าเป็นผู้สูงวัยที่พอมีสตางค์ ก็สามารถนั่งแท็กซี่ไปซื้อของได้เพื่อความสะดวกสบายค่ะ หรือถ้าบ้านไหนที่ไม่มีลูกหลานก็สามารถไป &amp;ldquo;ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนบ้าน&amp;rdquo; ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดี เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจของเราเอง อย่าเศร้า อย่าคาดหวัง และอย่ารอ แต่ขอให้คนสูงอายุหาความสุขเล็กๆ จากสิ่งที่เราสามารถทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตายายที่อยู่ลำพังสามารถสร้างความสุขที่เรียบง่ายช่วงสิ้นปีด้วยการไปวัด หาเพื่อนพูดคุยวัยเดียวกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หรือหากท่านใดที่สร้างบ้านอยู่ใกล้วัด ก็สามารถ &amp;ldquo;ไปวัด&amp;rdquo; เพราะแน่นอนว่าจะมีคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันไปวัดจำนวนมากเพื่อคุยกับผู้อื่น หรือไปไหว้พระไปสวดมนต์ ก็เป็นอีกวิธีสร้างความสุขในช่วงสิ้นปีได้ค่ะ หรือคุณตาคุณยายท่านใดที่ชอบอยู่บ้านก็สามารถเพิ่มความสุขให้ตัวเองในช่วงใกล้ปีใหม่ โดยการทำความสะอาดบ้าน หรือ &amp;ldquo;จัดบ้านใหม่&amp;rdquo; ให้ดูสดใสและมีชีวิตชีวา เพื่อรับสิ่งดีๆ ในปี 2563 ก็เป็นเรื่องที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจ แต่อาจจะต้องระวังในกรณีที่ขัดพื้นทำความสะอาดบ้านแล้วลื่นล้ม ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังค่ะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ป้องกันโรคเหงาซึมเศร้า แนะคนวัยเก๋าทำงานบ้านและจัดบ้านใหม่ กิจกรรมดีๆ ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณีที่ผู้สูงอายุอยู่กัน 2 สามีภรรยาและไม่มีลูกหลานนั้น หากยังแข็งแรงก็สามารถชวนกันไปกินข้าวกลางวันใกล้ๆ บ้าน เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยหน้าปากซอย พอตกเย็นก็ไปหาอาหารร้านอร่อยๆ กินกัน เพียงเท่านี้เราก็สามารถมีความสุขตามประสาคนวัยเก๋าได้แล้ว แต่สิ่งสำคัญเราจะต้องไม่เปรียบเทียบครอบครัวตัวเองกับครอบครัวอื่น เพราะอย่าลืมแม้บางครั้งเรามีลูกหลานก็จริง แต่ลูกๆ ก็อาจมีภาระที่ไม่สามารถมาเยี่ยมเราในช่วงปีใหม่ได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกหลานคนไหนที่ติดงาน ไม่ได้หยุดในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็สามารถโทร.ไปหา ไปพูดคุย และอวยพรปีใหม่ เพียงเท่านั้นก็เพิ่มความสุขทางใจให้กับคนวัยเก๋าได้ไม่น้อย ว่าไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53019</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191222/image_big_5dff6010adb32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูแลสุขภาพสว.ช่วงหน้าหนาว ป้องกันโรคเนิ่นๆก่อนป่วยลุกลาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ป้องกันอาการผิวหนังแห้งและคัน หลังอาบน้ำทุกครั้งผู้สูงอายุควรทาโลชั่นบำรุงผิว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงหน้าหนาวเป็นอีกฤดูกาลที่คนวัยเก๋าควรให้ความสนใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะโรคหวัด รวมถึงปัญหาจากฝุ่นควันพิษ ที่อาจจะกลับมาได้ในช่วงที่บ้านเราเริ่มมีอากาศเย็นลง ดังนั้นการรักษาความสมดุลให้กับร่างกายคนสูงวัย เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถือเป็นการดูแลสุขภาพเบื้องต้น เนื่องจากคนสูงอายุหากป่วยแล้ว จะทำให้การรักษาทำได้ยากมากขึ้น หรือหายช้าลง พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลเกษียณอายุราชการ คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพมาบอกกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พรวรินทร์ นุตราวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่แอ้-พรวรินทร์ พยาบาลจิตอาสา ให้คำแนะนำว่า &amp;ldquo;การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยในช่วงหน้าหนาวนั้น การรักษาความสมดุลให้กับร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะอันดับแรกเลยผิวหนังของผู้สูงอายุจะบางลง เพราะไขมันน้อยจึงทำให้รู้สึกหนาวเย็นได้มากกว่าคนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นจึงควร &amp;ldquo;รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย&amp;rdquo; ด้วยการใช้อุปกรณ์ตัวช่วยอย่าง การใส่ถุงเท้า ใส่เสื้อแขนยาว ส่วนการอาบน้ำ &amp;ldquo;ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัด&amp;rdquo; เนื่องจากผิวของคนสูงวัยจะแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเวลาที่ราดน้ำนั้นให้ไล่จากเท้าขึ้นมา และค่อยๆ ขยับไปยังร่างกายส่วนอื่นๆ นอกจากนี้ลูกหลานก็ต้องคอยปรับอุณหภูมิของน้ำให้พอเหมาะ ไม่ร้อนหรืออุ่นจนเกินไป เนื่องจากผิวของคนสูงวัยจะไม่รู้ร้อนรู้หนาว จึงจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะสม และเวลาที่สระผมควรเป็นเวลาเช้า เพราะถ้าสระผมเวลากลางคืนอาจทำให้เป็นหวัดได้ง่าย เพราะบางครั้งอาจผมของผู้สูงอายุอาจจะยังไม่แห้ง และยังเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อราที่หนังศีรษะได้เช่นกัน เพราะภูมิต้านทานของคุณพ่อคุณแม่จะน้อยลง อีกทั้ง &amp;ldquo;หลังอาบน้ำผู้สูงอายุควรทาโลชั่น&amp;rdquo; เพื่อป้องไม่ให้ผิวแห้งแตกเป็นสะเก็ด เพราะนั่นอาจจะทำให้รู้สึกคันและเกา จนอาจเกิดเป็นแผลติดเชื้อได้ จุดนี้จึงต้องให้ความใส่ใจเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ป้องกันโรคหวัดและฝุ่นควันพิษในช่วงหน้าหนาว ผู้สูงอายุควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการป้องกัน &amp;ldquo;โรคหวัด&amp;rdquo; ที่มักพบได้บ่อยนั้น คือ &amp;ldquo;การทาตัวยาที่ช่วยให้ผู้สูงวัยสดชื่นเวลาที่สูดดม&amp;rdquo; ยกตัวอย่างเช่น วิคส์วาโปรับ หรือจะใช้เป็นขี้ผึ้งสมุนไพรที่ให้ความสดชื่นก็ได้เช่นกัน โดยการทาที่บริเวณหน้าอกก่อนเข้านอนก็ช่วยป้องกันหวัดได้ หรือหากผู้สูงอายุรู้สึกเริ่มจะเป็นหวัด และมีอาการเจ็บคอนิดๆ ก็ให้รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างส้ม ที่สำคัญในช่วงหน้าหนาว ส้มจะมีราคาที่ถูกและรสชาติหวานอร่อย อีกทั้งหน้าหนาว &amp;ldquo;ผู้สูงอายุควรหมั่นจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ&amp;rdquo; เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำและผิวแห้ง นอกจากนี้เวลาที่ออกไปทำธุระนอกบ้านก็แนะนำให้ &amp;ldquo;สวมหน้ากากอนามัย&amp;rdquo; เพื่อป้องกันฝุ่นละอองหรือควันพิษที่อาจกลับมาในช่วงหน้าหนาวได้ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้ผู้สูงวัยเป็นโรคหอบหืดได้ หรือทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่แล้วกำเริบได้เช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48533</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad997de369d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีความสุขในแบบที่เป็น  ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าพูดถึง &amp;ldquo;กำลังใจในชุดขาว&amp;rdquo; เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันดี สำหรับ พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ วัย 61 ปี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ที่ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ และทำหน้าที่เป็นวิทยากรอิสระ เพื่อให้ความรู้ด้านการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการสร้างพลังใจ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนรู้สึกดีในการใช้ชีวิต ซึ่งก่อนหน้าถ้าพูดถึงคุณพี่พยาบาลชุดสีขาว ที่รักษาใจผู้ป่วยด้วยการกอด หลายคนยกให้พี่แอ้เป็น &amp;ldquo;พยาบาลหัวใจเพชร&amp;rdquo; เพราะน้อยคนนักที่จะเลือกบำบัดผู้ป่วยโรคร้ายด้วยการกอด แต่ทว่าสัมผัสทางกายดังกล่าวได้ช่วยส่งต่อพลังบวกไปสู่ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อให้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากช่วงที่ป่วยนั้นคนไข้จะมีความทุกข์มากที่สุด แต่สัมผัสจากการกอดจะทำให้เขารู้สึกสบายและผ่อนคลายมากขึ้น กระทั่งมีแรงคิดอยากทำเรื่องที่ค้างคาให้กับตัวเอง นอกจากเรื่องราวการทำงาน ที่ได้รับการยกย่อง อย่างการเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายหลังเลิกงาน เพื่อให้ผู้ป่วยจากโลกนี้ไปอย่างสงบ เป็นเวลาร่วมกว่า 10 ปี ในฐานะที่เป็นแม่พระของผู้ป่วยโรคร้าย และเป็นวัยเก๋าที่มีพลัง ได้มาสะท้อนการใช้ชีวิตในแง่มุมสบายๆ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับหลายคนที่สนใจ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องมีกรอบเป๊ะ แต่ต้องไม่เลียนแบบชีวิตใคร มีความสุขในแบบที่เราเป็น ทำในสิ่งที่เรารักและสนใจ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่แอ้-พรวรินทร์ บอกว่า หลักการดูแลสุขภาพของตัวเอง ในฐานะที่มีความรู้ด้านการพยาบาล ก็ได้ผนวกความรู้เข้ามามีส่วนในการดูแลสุขภาพ เช่น เรื่องของการเลือกอาหารของคนวัยหลังเกษียณนั้น ที่มักจะอ้วนง่าย หรือการที่บางคนได้อยู่สุขสบาย ไม่มีภาระอะไร การกินเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้พุงยื่นได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเลือกรับประทานอาหารของพี่ ปกติก็จะกิน 3 มื้อค่ะ เช้า กลางวัน และเย็น แต่มื้อเย็นก็จะกินให้น้อยที่สุดค่ะ ทุกเช้าพอตื่นเช้ามาก็จะดื่มน้ำผักผลไม้ปั่น 1 แก้วทุกวัน ส่วนมื้อกลางวันก็จะกินข้าวราดแกงปกติ สลับกับก๋วยเตี๋ยวบ้าง แต่จะตามด้วยผลไม้สดตามฤดูกาลราคาถูก เช่น ฝรั่ง มะม่วง ชมพู่ มะละกอ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูงช่วยย่อยได้ ส่วนมื้อเย็นเน้นเป็นอาหารเบาๆ ที่ย่อยง่าย จริงๆ แล้วอาหารที่พี่เลือกกินนั้น พี่จะไม่ได้สตริกมาก อยากกินอะไรก็กิน แต่ต้องเป็นผักผลไม้ที่กากใยอาหารรวมอยู่ด้วยค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการออกกำลังกาย ทุกเช้าเวลาที่ตื่นขึ้นมาก็จะนั่งห้อยขาบนเตียง และยกขาแกว่งไปมา พร้อมกับกระดกปลายเท้าลง และแขม่วเกร็งหน้าท้องไปด้วย เพื่อไม่ให้พุงยื่น ประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง ขณะที่การดูแลจิตใจนั้น ยิ่งเมื่อเราเข้าสู่วัยเกษียณต้องบอกกับตัวเองว่า อันที่จริงชีวิตวัยนี้เป็นวัยที่ดีมากๆ และเป็นวัยที่สบายแล้ว เราจะได้พักผ่อน และทำอะไรที่เราอยากทำ ที่สำคัญเราต้องดูว่าเราชอบกิจกรรมอะไรหรือเหมาะกับอะไร อีกทั้งต้องมีความสุขกับสิ่งที่เรามี อย่าเอาคนอื่นมาเปรียบเทียบ เช่น ถ้าเรามีความสุขกับการอยู่บ้านหลักเล็กๆ หรือแค่มีความสุขกับการกินอาหารที่เราชอบ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับเรา แต่ส่วนตัวพี่พอหลังเกษียณจากการเป็นพยาบาลวิชาชีพฯ พี่ก็ทำบุญกับคนไข้โดยไม่เยี่ยมไปดูแลอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งคำว่าดูแลนั้น พี่ก็ไปพูดไปคุย ไปให้กำลังใจผู้ป่วย เพื่อช่วยคลายทุกข์ให้กับเขา และทุกๆเช้าพี่ก็จะไปใส่บาตรพระ ซึ่งเวลาที่ตักบาตรก็จะอุทิศบุญกุศลให้กับคุณพ่อที่จากไปแล้ว ดังนั้นเมื่อมาถึงวัยนี้ อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ให้ทำเลยทันทีค่ะ ที่ลืมไม่ได้คือวัยนี้เป็นวัยที่เราสามารถตัดสินใจอะไรได้เอง เพราะว่าเราผ่านประสบการณ์ชีวิตอะไรหลายๆอย่างมาแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไล่มาถึงการทำงานก่อนและหลังเกษียณว่าแตกต่างกันหรือไม่ พี่แอ้ บอกว่า ทุกวันนี้พี่ก็ยังทำงานค่อนข้างเหมือนเดิม เพราะรักในงานที่ทำ แต่จะต่างออกไปตรงที่ว่า จากเมื่อก่อนเคยทำงานอาทิตย์ละ 5 วัน แต่ปัจจุบันก็จะทำงานน้อยลง หรือประมาณ 2-3 วันต่ออาทิตย์ แต่ทำเต็มวัน ซึ่งงานที่ทำคือการเป็นวิทยากรรับเชิญไปบรรยายเกี่ยวกับ เรื่อง &amp;ldquo;พลังรัก พลังสุข&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการพูดเพื่อให้คนมีพลังใจและรู้สึกดีกับการใช้ชีวิต ซึ่งก็รับเชิญทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันด้วยสิ่งที่อยากฝากไปถึงลูกหลาน เนื่องจาก พี่แอ้ มีลูก 2 คน คือลูกชายและลูกสาว ซึ่งปัจจุบันมีงานทำที่มั่นคง ด้วยการที่ลูกทั้งสองคนต่างมุ่งมั่นและตั้งใจในการสอบเข้าทำงาน โดยมีคุณแม่หัวใจเพชรเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจมาโดยตลอด แม้ว่าหนทางในการสอบเข้าทำงานอาจจะต้องใช้พยายามในการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษอยู่หลายรอบ กระทั่งได้คะแนนสอบ TOEIC เป็นที่น่าพอใจคือ 650 แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาในการสอบ 1 ปีเต็ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาลูกทั้ง 2 คนต่างมุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรค และหมั่นอ่านหนังสือในการสอบเข้าทำงาน ส่วนตัวพี่ก็เป็นกำลังใจให้กับเขา โดยให้กำลังใจทั้งคู่ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งเวลาผ่านไปและเขาทั้งคู่เรียนจบ โดยลูกคนโตทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนลูกสาวคนเล็กได้สมัครเข้าทำงานที่ บ.ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งขั้นตอนการสมัครนั้นจะต้องมีคะแนน TOEIC 650 โดยรอบแรกที่ลูกสาวไปสอบได้คะแนน TOEIC 400 ซึ่งเราก็กลัวว่าลูกจะท้อและผิดหวัง ในฐานะของคนเป็นแม่ก็บอกกับลูกว่าให้พยายามอีกครั้งนะลูก ซึ่งการสอบครั้งที่ 2 ลูกได้คะแนน 450 พี่บอกกับเขาอีกว่าพยายามอีกนิดนะลูก อ่านหนังสือให้มากกว่าเดิมอีกหน่อย ซึ่งการสอบครั้งที่ 3 ลูกได้คะแนน 500 กระทั่งมาถึงการสอบครั้งที่ 4 จนลูกได้คะแนน 650 ตามที่กำหนด ซึ่งเขาใช้เวลาสอบอยู่ประมาณ 1 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นพี่บอกได้เลยว่า พี่ให้กำลังใจลูกมาโดยตลอด เพราะว่าไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นทำในสิ่งที่ดีค่ะ ที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่นค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;//////////////////////////////////////////////////////////////////////&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;1.พรวรินทร์ นุตราวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41955</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, มีความสุขในแบบที่เป็น  ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190725/image_big_5d39b19c3b735.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งต่อความซื่อสัตย์คนหลัก 6 ต่อยอดทำความดีเรื่องใกล้ตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เป็นความดีที่ควรยกย่องและส่งต่อให้ลูกหลาน รวมถึงคนในสังคมได้รับรู้ สำหรับแม่ค้าวัย 66 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ ที่เก็บกระเป๋าเครื่องประดับสร้อยทองและแหวนทอง คืนลูกค้าที่มาซื้อของและลืมไว้ แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะของหายแล้วได้คืน แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือเรื่องความซื่อสัตย์ของคนวัยเก๋าที่เป็นแบบอย่างและนำไปใช้สอนลูกหลานได้ พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ เกษียณอายุราชการ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งวิทยากรอิสระ มีมุมมองมาสะท้อนกันถึงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พรวรินทร์ นุตราวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;พี่แอ้-พรวรินทร์ วิทยากรอิสระ บอกว่า กระแสการทำความดีที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะส่งต่อให้กับคนทั้งประเทศได้รับรู้ และไม่ใช่แค่สอนคนในครอบครัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการมีคุณธรรมประจำใจของคุณป้าแม่ค้า ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผู้ที่ทำความดีจะได้รางวัลหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่คุณป้าได้คือความภูมิใจ และเป็นเรื่องราวดีๆ ที่สอนใจคนได้ค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;การทำความดีโดยการเก็บของได้และส่งคืนเจ้าของ เป็นสิ่งที่ควรเล่าให้ลูกหลานฟัง และควรนำคลิปการทำดีดังกล่าวให้ลูกหลานดู และแชร์ส่งไปในโลกออนไลน์ ว่าแม่ค้าคนนี้แหละที่ทำความดีเก็บของส่งคืนเจ้าของ เพื่อให้คนในสังคมได้รับรู้ในวงกว้าง ที่สำคัญการทำความดีดังกล่าวสามารถนำไปปรับสอนลูกหลานได้อย่างแน่นอน โดยการที่ผู้ปกครองถามลูกหลานว่า ถ้าเด็กไปเห็นสิ่งของที่เพื่อนมีและเขาอยากได้ เด็กจะทำอย่างไร ซึ่งถ้าเด็กบอกว่าอยากได้ แน่นอนว่าผู้ปกครองก็ไม่ควรไปดุลูกในทันที แต่ให้สอนลูกว่าถ้าอยากได้ต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเอง เพราะการขโมยของเพื่อนเป็นสิ่งที่ไม่ดี โดยให้หยิบยกการเก็บของมีค่าและคืนเจ้าของแบบคุณป้าแม่ค้า เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่เด็กๆ ควรทำ เพราะการที่เรากระตุ้นการเรียนรู้ โดยการถามและให้เด็กคิด อันดับแรกพ่อแม่จะได้รับรู้ความรู้สึกของลูก ประการที่สองเป็นการสอนเด็กให้รู้จักทำความดี โดยการคิดและทำตามผู้ที่ทำความดี ซึ่งจำเป็นต้องค่อยๆ ปลูกฝังลูกไปทีละนิดๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทว่าเหรียญย่อมมี 2 ด้าน โดยเฉพาะหากคนวัยเก๋าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกหลาน เช่น ดื่มสุราและชอบลักเล็กขโมยของให้บุตรหลานเห็น ตรงนี้จะกระตุ้นให้ลูกหลานทำตามได้ ดังนั้นผู้ปกครองก็สามารถหยิบยกเคสดังกล่าวเพื่อสอนลูกๆ ให้เป็นคนดีได้เช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;แนะนำให้พ่อแม่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวให้ลูกหลานฟัง เช่น เห็นไหมว่าผู้ใหญ่คนนั้นดื่มสุรา และลักของเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราอยากเป็นคนแบบนั้นหรือไม่ ถ้าเด็กๆ ไม่อยากเป็นก็ต้องทำความดี เก็บของได้ต้องคืนเจ้าของเหมือนคุณป้าแม่ค้าใจดี เพราะไม่ใช่ของเรา ซึ่งนอกจากการหยิบยกตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานเห็น ผู้ปกครองเองก็ต้องปฏิบัติให้ลูกหลานเห็น โดยเฉพาะการทำความดี เพื่อให้เด็กซึมซับ ยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ อย่างการพูดคะขา ตรงนี้พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยการพูดคะขากับลูกก่อน ก็จะทำให้เด็กโตมาพูดจาไพเราะกับผู้ใหญ่ และพูดเพราะกับเพื่อนๆ กับลูกหลาน สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งต่อๆ กันไปเรื่อยๆ ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ความซื่อสัตย์เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่นและสังคม...ว่าไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41861</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d3852470b16d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระตุ้นความสุขของผู้สูงวัย เลือกสัตว์เลี้ยงแสนดีขนน้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านพักคนชรากระตุ้นความสุขของผู้สูงวัยในต่างประเทศ โดยการสัมผัสสัตว์แปลก ที่กลุ่มผู้สูงวัยดังกล่าวมีความชอบและเคยสัมผัสเมื่อวัยหนุ่มสาว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นการกระตุ้นความสุขให้กับผู้สูงวัยในต่างแดน สำหรับบ้านพักคนชราที่มอบประสบการณ์อันล้ำค่าให้คุณตาคุณยายได้รู้สึกกระดี๊กระด๊าอีกครั้ง เมื่อได้สัมผัสสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กตัวน้อยอย่าง งู กระต่าย หอยขนาดเล็ก นกแสก กระทั่งงูที่ไม่มีพิษ หรือแม้แต่สัตว์เลื้อยคลานที่หลายคนกลัวอย่าง กิ้งกือยักษ์ ซึ่งผู้สูงวัยบางคนนั้นไม่เคยเห็นสัตว์เหล่านี้ตัวเป็นๆ เพราะเคยชมแต่ในจอทีวี ดังนั้นเมื่อผู้ดูแลนำสัตว์แปลกเหล่านี้มาให้ บางคนถึงกับหัวเราะเอิ๊กอ๊าก และบางคนก็เล่าถึงอดีตในวัยหนุ่มสาวที่เคยผูกพันกับสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้ นั่นจึงสะท้อนความสุขผู้สูงวัยยามได้อยู่กับสัตว์ดังกล่าวแบบตัวต่อตัว จริงอยู่ที่วัฒนธรรมของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน แต่ผู้สูงวัยบ้านเราก็มักจะรักและผูกพันกับสัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาน้องแมวไม่ต่างกัน งานนี้หากลูกหลานและคนดูแลนำสัตว์แปลกเหล่านี้มาให้คุณตาคุณยายสัมผัสบ้าง จะกระตุ้นความสุขได้หรือไม่ มีคำตอบมาแนะนำกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พรวรินทร์ นุตราวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลชำนาญการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วการเลี้ยงสัตว์ การกอด และสัมผัสสัตว์เลี้ยง สามารถสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุได้จริง แต่ต้องย้ำว่าสัตว์ดังกล่าว ผู้สูงอายุท่านนั้น &amp;ldquo;ต้องเคยจับ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;เคยเล่น&amp;rdquo; เมื่อสมัยยังเป็นวัยหนุ่มสาว เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้คุณตาคุณยายช็อกเสียชีวิตได้ เช่น สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดอย่าง &amp;ldquo;งู&amp;rdquo; ที่หลายคนกลัวตั้งแต่เด็กยันแก่ และหากนำมาเลื้อยที่มือก็จะทำให้รู้สึกขยะแขยง กระทั่งเกิดภาวะหยุดหายใจได้ หรือแม้แต่สัตว์ที่มี &amp;ldquo;ขนเยอะ&amp;rdquo; ก็ไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุสัมผัส เช่น กระต่ายป่า ที่มีขนร่วงเยอะ หรือสุนัขพันธุ์ที่มีขนมาก เช่น ชิสุ พูเดิล เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 60 ปี ปอดของผู้สูงอายุก็มักจะอ่อนแอ ดังนั้นหากได้รับขนจากสัตว์เหล่านี้ก็อาจยิ่งทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้นไปอีก หรือแม้แต่การจับนกซึ่งมูลของมันจะนำมาสู่เชื้อโรคต่างๆ และกระตุ้นให้แมลงเยอะขึ้น เมื่อแมลงวันเยอะก็อาจะเป็นพาหะของโรคท้องเสียท้องร่วงตามมาได้ ดังนั้นหากเป็นสัตว์ที่ผู้สูงวัยท่านไม่เคยเลี้ยง ไม่เคยสัมผัส หรือสอบถามแล้วว่ารู้สึกกลัวเมื่อได้เห็น ก็ไม่ควรเลียนแบบโดยการนำมาให้คุณตาคุณยายสัมผัสค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;แมว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สุนัขที่ไม่ดุ&amp;rdquo; รวมถึงเป็นพันธุ์ที่มีขนน้อย สัตว์เลี้ยงที่กระตุ้นความสุขผู้สูงวัยบ้านเราได้เป็นอย่างดี เพราะคุ้นเคยและผูกพันกันมายาวนาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อย่างที่เรียนไปตอนต้นว่า สัตว์เลี้ยงสามารถกระตุ้นความสุขให้กับคนแก่ได้ แต่ควรเลือกสัตว์ที่คุ้นเคยกันดีกับคนวัยเก๋าอย่าง &amp;ldquo;แมว&amp;rdquo; ที่เป็นสัตว์ขี้อ้อน หรือหากท่านใดที่ชอบสุนัข ควรเลือกพันธุ์ที่มีขนน้อย และที่สำคัญต้องไม่ดุ หากต้องการสัมผัสกระต่ายตัวเล็ก ก็ต้องเลือกสายพันธุ์ที่ขนน้อย และซื้อจากแหล่งที่เพาะพันธุ์สะอาด ถูกหลักอนามัย เชื่อถือได้เช่นกัน และถ้าสังเกตให้ดี สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยดังกล่าว หรือแม้แต่งูขนาดเล็ก และเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีพิษ ล้วนแล้วแต่มีราคาแพง ดังนั้นการเลือกสัตว์เลี้ยงให้เหมาะกับกายภาพของผู้สูงอายุ ควรเป็นสัตว์ที่คุ้นเคยกันดี และไม่ต้องซื้อหาในราคาสูงมาก อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เพราะคนสูงวัยมักจะมีโรคประจำตัวเยอะอยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านมีความสุขเวลาที่เลี้ยงมากกว่าการจับสัตว์แปลกที่ท่านกลัวมาให้เห็นค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34303</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbf0a4c5f054.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอเดียบอกรักผู้สูงอายุวันวาเลนไทน์ เรื่องใกล้ตัวที่กระชับครอบครัวอบอุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะ &amp;ldquo;วันวาเลนไทน์&amp;rdquo; ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนหนุ่มสาวอีกต่อไป แต่ยังถือเป็นวันดีที่ลูกหลานสามารถมอบความรักความอบอุ่นให้กับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือปู่ย่าตายาย เพราะอย่าลืมว่าเพียงแค่ดอกไม้ 1 ดอก หรือการหอมแก้มผู้สูงวัยก่อนออกจากบ้านในวันดังกล่าว ก็สะท้อนให้วัยเก๋าได้ตระหนักว่าอันที่จริงแล้วบุตรหลานไม่ได้ลืมท่านแต่อย่างใด พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลชำนาญการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มาแนะนำเกี่ยวกับวิธีบอกรักวัยเก๋าช่วง 14 กุมภาฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(พรวรินทร์ นุตราวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยาบาล-พรวรินทร์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;หลายคนอาจจะมองว่าวาเลนไทน์นั้นเป็นเทศกาลของหนุ่มสาว แต่อยากบอกว่าผู้สูงวัยยุคนี้เขารู้จักวันวาเลนไทน์เป็นอย่างดี ดังนั้นลูกหลานสามารถบอกรักหรือแสงความรักต่อผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายได้ อย่างง่ายที่สุดให้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;มอบดอกป๊อปปี้&amp;rdquo; ที่ซื้อในช่วงวันทหารผ่านศึก ที่เป็นแบบช่อ หรือเป็นเข็มกลัดติดเสื้อ จากนั้นก็ให้บอกรักพ่อรักแม่สั้นๆ &amp;ldquo;รักพ่อนะ รักแม่นะ&amp;rdquo; หรือแม้แต่การ &amp;ldquo;หอมแก้ม&amp;rdquo; ก่อนออกไปทำงานนอกบ้าน หรือไปเรียนหนังสือ เพียงแค่นี้ผู้ใหญ่ก็จะรับรู้ได้ว่า ท่านยังเป็นคนสำคัญของลูกหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(บอกรักคุณตาคุณยายด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการ &amp;ldquo;หอมแก้ม&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าวัยเก๋ายุคนี้โตทันวันวาเลนไทน์ และของขวัญ 14 กุมภาฯ สำหรับผู้สูงอายุ ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ดังนั้นหากลูกหลานสามารถ &amp;ldquo;มอบการ์ดอวยพรรูปหัวใจ&amp;rdquo; ให้คุณตาคุณยายก็สามารถทำได้ เพราะนอกจากไม่ต้องเขินอายแล้ว ยังทำให้ผู้สูงวัยเห็นถึงความตั้งใจที่ลูกหลานมอบให้ท่าน และจะยิ่งดีหากผู้มอบอ่านให้ผู้รับฟัง หรือแม้แต่การ &amp;ldquo;ติดสติกเกอร์รูปหัวใจที่เสื้อของคุณตาคุณยาย&amp;rdquo; นอกจากได้แสดงความรักในวันที่ 14 ก.พ.กับเพื่อน หรือคนรัก แต่สติกเกอร์ดังกล่าวยังสามารถบอกรัก คนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี โดยที่ลูกหลานไม่ต้องสิ้นเปลือง เนื่องจากสติกเกอร์มีราคาไม่เกิน 50 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;น้ำแตงโมปั่น&amp;rdquo; วิธีบอกรักผู้สูงอายุอย่างเรียบง่าย แต่ดีต่อสุขภาพ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนลูกหลานคนไหนที่เป็นห่วงเกี่ยวกับสุขภาพของปู่ย่าตายาย โดยไม่อยากให้รับประทานอาหารที่หวานจัด ก็สามารถ &amp;ldquo;คั้นน้ำแตงโม&amp;rdquo; ที่ให้สีแดงสะท้อนวาเลนไทน์ สื่อถึงความรักและเป็นห่วงเรื่องสุขอนามัยของท่าน เพื่อให้ได้รับประทาน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความหวานเป็นธรรมชาติ และมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักที่ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ก็เป็นการเติมความผูกพันในครอบครัวได้ทางหนึ่ง หรือจะมอบ &amp;ldquo;ขนมชั้นรูปหัวใจสีแดง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;วุ้นหัวใจสีแดง&amp;rdquo; กระทั่ง &amp;ldquo;ลูกชุบสีแดงเรียงเป็นรูปหัวใจ&amp;rdquo; ที่มีรสหวานน้อยให้ท่านได้รับประทาน ก็ถือเป็นการแสดงออกซึ่งความรัก โดยการเลือกใช้สิ่งของ หรืออาหารที่เป็นตัวแทนวันวาเลนไทน์ เพียงเท่านี้ผู้ใหญ่ก็รู้สึกดีแล้ว ว่าลูกหลานไม่ได้ลืมท่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือหากลูกหลานท่านใด ที่มีพรสวรรค์เรื่องการแต่งกาพย์ โครง หรือบทกลอน ก็สามารถ &amp;ldquo;แต่งกลอนบอกรัก&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อมอบให้ท่านได้ หรือแม้แต่การชวนสมาชิกในครอบครัว&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไปเยี่ยมผู้สูงอายุตามศูนย์รับเลี้ยง&amp;rdquo; ก็ถือเป็นการมอบความรักให้กับผู้สูงอายุในสังคมได้ทางหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดีนั้นควรเตรียมของขวัญวันวาเลนไทน์เพื่อมอบให้กับผู้สูงวัยทุกท่าน เพราะอันที่จริงแล้วคุณตาคุณยายที่อยู่ในศูนย์รับเลี้ยง ก็ต้องการให้ลูกหลานมาหา และมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับท่าน โดยไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสดงความรักต่อเพื่อน คนรัก เพื่อนที่ทำงาน ว่าสำคัญแล้ว แต่วันที่ 14 กุมภาฯ ซึ่งกำลังจะมาถึงนี้ การบอกรักกับพ่อแม่ ปู่ย่าตาทวด ก็สำคัญเช่นเดียวกันว่าไหมค่ะ...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28980</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พรวรินทร์ นุตราวงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190212/image_big_5c62b3e1e26e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
