<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายตั้ม-ลุงพล&#039; ส่อร้องเก้อ! อาจารย์จุฬาฯชี้ชัด หมายจับเป็นอำนาจศาล กมธ.ก้าวล่วงไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 64 - ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ พร้อมด้วยนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตน้องชมพู่ และนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น อายุ 42 ปี เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนกับนายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบกรณี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ยอมรับมอบตัว ออกหมายจับ และฟ้องเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ผศ.ดร.พรสันต์ โพสต์ว่า ตามข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับกรณีทนายษิทราและลุงพลไปยื่นหนังสือต่อคุณสิระ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรนั้น มีประเด็นทางกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยฝ่ายนิติบัญญัติที่สำคัญมากต้องอธิบายกันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ว่าในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างรัฐสภาจะมี &amp;quot;ระบบคณะกรรมาธิการ&amp;quot; (Committee system) คอยทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน (Redress of Grievances) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านการเรียกให้บุคคล หรือหน่วยงานต่างๆ มานำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆ ก็ตาม แต่อำนาจดังกล่าวมีขอบเขตจำกัด (Limitation) หาใช้ได้ตามอำเภอใจไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว อำนาจของคณะกรรมาธิการในการรับเรื่องราวร้องทุกข์อันนำไปสู่การแสวงหาข้อเท็จจริงต่างๆ นั้นจะต้อง &amp;quot;อยู่ในส่วนงานของฝ่ายนิติบัญญัติ&amp;quot; (Parliamentary Proceedings) ในฐานะ &amp;quot;ภารกิจช่วยเหลือการดำเนินการของรัฐสภา&amp;quot; หากไม่ได้อยู่ในขอบวงงานรัฐสภา ย่อมไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าอาจเป็นเรื่องในอำนาจขององค์กรอื่น ตาม &amp;quot;หลักการแบ่งแยกอำนาจ&amp;quot; (Separation of Powers) นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ทนายษิทราไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ โดยกล่าวว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการออกหมายจับลุงพล เพราะการที่ศาลออกหมายจับเป็นผลมาจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นคำร้องเป็นเท็จว่าลุงพลมีพฤติกรรมหลบหนีให้ศาลพิจารณา ซึ่งไม่เป็นความจริง ในความเห็นของผมเห็นว่า คณะกรรมาธิการไม่มีอำนาจในการพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าวเนื่องจากเป็นข้อจำกัดอำนาจของคณะกรรมาธิการในฝ่ายนิติบัญญัติด้วยเหตุผลหลักอย่างน้อยดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ประเด็นที่มีการร้องเรียนนั้นเป็นกรณีการออก &amp;quot;หมายจับ&amp;quot; ซึ่งดูราวกับว่าจะเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ต้องไม่ลืมว่า ในเชิงหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดในการออกหมายจับ แต่เป็นเพียงผู้เสนอในเบื้องต้น (Initiator) ให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจขั้นสุดท้ายในการออกหมายจับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการถ่วงดุลมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ดังที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การออกหมายจับครั้งนี้จึงหาใช่อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยแท้ หากแต่เป็นกรณีที่ศาลใช้อำนาจในการออกหมายจับ (ในทางปฏิบัติแล้ว ศาลเองก็ได้มีการสอบถามทางเจ้าหน้าที่พร้อมพิเคราะห์ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงจึงได้ออกหมายจับไป) ซึ่งเมื่อ &amp;quot;หมายจับ&amp;quot; เป็นผลมาจากการใช้อำนาจตุลาการในขั้นสุดท้าย คณะกรรมาธิการจึงถูกจำกัดอำนาจไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาใดๆ ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และ &amp;quot;หลักเขตแดนขององค์กรตุลาการที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่อาจก้าวล่วงได้&amp;quot; (sub judice) (ข้อเท็จจริงจะเปลี่ยนไปหากเรื่องนี้ยังไม่ไปถึงศาล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หากไปตีความเป็นอย่างอื่นโดยให้คณะกรรมาธิการมีอำนาจในการรับเรื่องร้องเรียนโดยไม่คำนึงถึงหลักการตามข้อ 1 ที่อธิบายไปข้างต้น ย่อมนำไปสู่ประเด็นปัญหาอย่างยิ่ง กล่าวคือ กรณีหากคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีความผิดจริง จะไม่ได้เป็นการบ่งชี้ถึงข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงเท่านั้น หากแต่จะกระทบต่ออำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ (ศาล) ในฐานะผู้ใช้อำนาจดุลพินิจชั้นสุดท้ายในการออกหมายจับ ยังมิพักที่จะกล่าวถึงการกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นๆ ปฏิบัติตามอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งในอนาคต &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว อำนาจของคณะกรรมาธิการมีขอบเขตจำกัด การปฏิบัติภารกิจต่างๆ จะต้องเป็นไปตามหลัก &amp;quot;วัตถุประสงค์ทางงานนิติบัญญัติ&amp;quot; (Legislative purpose) กล่าวคือ ไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมายเสียเองอันเป็นบทบาทอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ (กรณีนี้คืออำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ) ด้วยเหตุผลเช่นนี้ คณะกรรมาธิการจึงไม่มีอำนาจเรียกบุคคลใดๆ มาอันเป็นลักษณะของการไปเข้าไปพิจารณาชี้ผิดชี้ถูกใครในทางกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ขอย้ำว่า ใครจะทำผิดกฎหมายในคดีน้องชมพู่คือประเด็นหนึ่ง แต่เรื่องการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการในรัฐสภาเพื่อให้แสวงหาข้อเท็จจริงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมเห็นว่าตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการไม่มีอำนาจพิจารณาคดีออกหมายจับลุงพลครับพลครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105891</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย, ลุงพล, หมายจับลุงพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c187966f6d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.โยงงบฯยุคถิ่นกาขาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; หลับในสภายังไม่จบ เพื่อไทย-นปช.สบช่องโยงเข้าสู่จินตนาการยุคถิ่นกาขาว ทำงานไม่ไหวก็ควรลาออกไปพักผ่อนเลี้ยงเหลนที่บ้าน &amp;quot;เหวง&amp;quot; บวกเลขฉับไวแบบงงๆ รัฐบาล คสช.ทำประเทศก็ขาดดุลงบประมาณเกือบ 2 ล้านล้าน ใช้งบถึงประมาณ 16 ล้านล้านในการสร้างความร่ำรวยให้มหาเศรษฐี 50 ราย รวยขึ้นอีก 5 ล้านล้าน ถ้าลุงตู่ไม่เข้ามา ประเทศไม่เกิดสงครามกลางเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ 1 กล่าวถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลับในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องไม่สมควรแน่นอน เพราะเป็นการประชุมวาระสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ความผิดมหันต์ถึงขั้นจะให้ออก และหากดูเจตนาประกอบก็น่าเห็นใจ และเชื่อว่าท่านเหล่านั้นคงไม่อยากหลับในระหว่างประชุม เพราะถ้าอยากพักผ่อนจริงๆ ก็สามารถออกมานอกห้องประชุมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ท่านคงตั้งใจทำหน้าที่ จึงเข้าไปนั่งประชุม ถือเป็นเจตนาดี แต่ด้วยสังขาร อายุและโรคภัยประจำตัวที่คนในวัยเช่นนี้ย่อมมีกันทุกคน หรือเกือบทุกคนก็คงฝืนไม่ได้ และในที่สุดก็หลับ จนปรากฏภาพออกมา ดังนั้นการลงโทษก็สมควรที่เราจะต้องดูเจตนาและปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอลงกรณ์กล่าวว่า ในฐานะที่ผ่านงานการประชุมในสภามากว่า 20 ปี เห็นการหลับในสภาผู้แทนราษฎรมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งไม่ได้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะเข้าใจว่าคนทำงานย่อมเหนื่อยล้าอ่อนเพลียกันบ้างเป็นธรรมดา หรือบางคนไม่สบาย แต่ยังอยากทำหน้าที่ในห้องประชุม ส่วนใหญ่ก็สะกิดให้ลุกไปนอกห้องประชุมและติเตือนกัน บางครั้งสื่อก็ถ่ายภาพออกมาก็ถูกวิจารณ์แบบนี้เหมือนกัน ส่วนการลงโทษนั้น พรรคที่สังกัดจะฟังคำชี้แจงของสมาชิกท่านนั้นๆ ก่อนว่ารับฟังได้หรือไม่ และท้ายสุดก็พิจารณาตักเตือน ไม่มีพรรคใดไล่ ส.ส.ออกเพราะเหตุหลับในระหว่างประชุม และจะดูความดีความชอบจากผลงานในอดีตมาประกอบการพิจารณาด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการหลับในสภา และเห็นด้วยว่าควรถูกลงโทษ แต่จะถึงขั้นลงทัณฑ์ให้ออก แบบหลับในสภาตายคาเก้าอี้นั้น รู้สึกจะรุนแรงเกินไปหรือไม่&amp;quot; นายอลงกรณ์กล่าว
พักสายตาย่อมทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ให้ความเห็นบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การนำเสนอภาพนอนหลับ ไม่ใช่เรื่องที่สื่อฯ สร้างความขัดแย้งหรือเป็นเรื่องไร้สาระ แต่คือการทำหน้าที่ฐานะผู้ตรวจสอบที่ทำหน้าที่แทนประชาชนที่ สนช.ควรรับฟังและนำไปปรับปรุง แม้ สนช.ชุดปัจจุบันไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ต้องปฏิบัติหน้าที่ฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย ดังนั้น สนช.พึงระมัดระวังพฤติกรรมของตนเองให้มาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาระบุว่า การงีบหลับ พักสายตาชั่วครู่ย่อมทำได้ แต่หากหลับจริงจัง อาจไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสมต่อสถานที่อย่างรัฐสภา และในฐานะที่ท่านทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน และตามข้อบังคับการประชุม และประมวลจริยธรรมของ สนช. ระบุชัดเจนว่าสมาชิกต้องให้เกียรติต่อสถานที่และมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ดังนั้น หากถามว่าถ้าเกิดพฤติกรรมที่มีสมาชิกหลับแบบจริงจังเลยจะทำอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าประธานในที่ประชุมต้องเตือน โดยมาตรการรุนแรงที่สุดก็คือยื่นคำร้องและสอบสวนเรื่องจริยธรรม แต่ผมคิดว่าอาจไม่ต้องถึงขนาดนั้น หากแต่ละท่านระมัดระวังและเตือนตัวเองให้มากขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรสันต์ยังระบุว่า ต่างประเทศเคยมีกรณีที่สมาชิกรัฐสภาหลับระหว่างการประชุม โดยสื่อต่างประเทศ ทั้งประเทศอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, &amp;nbsp;ออสเตรเลีย นำเสนอภาพของสมาชิกรัฐสภาที่งีบหลับเผยแพร่จำนวนมาก อย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสถานีโทรทัศน์นำเสนอรายงานเป็นสกู๊ปข่าวและสอบถามจากสมาชิกสภาคองเกรสที่นั่งหลัง รวมถึงวิเคราะห์วิจารณ์ถึงการกลับเข้ามาทำหน้าที่อีกสมัยหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประเทศอังกฤษมีข้อบังคับการประชุมว่าด้วย มรรยาทและการประพฤติตัวอย่างเหมาะสม ที่เขียนถึงหลักสำคัญคือ การตั้งใจฟังเพื่อนสมาชิกอภิปราย ที่ระบุเป็นคำที่ว่าให้ตระหนักว่าการประชุมนั้นมีการบันทึกภาพและถ่ายทอดอยู่ การบันทึกและถ่ายทอดไม่ได้บันทึกและถ่ายทอดเฉพาะผู้อภิปรายอยู่เท่านั้น แต่บันทึกและถ่ายทอดสมาชิกทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อบังคับบัญญัติไว้ในข้อบังคับการประชุมว่าด้วยสมาชิกต้องแสดงกิริยา ท่าทาง คำพูดที่เหมาะสม ให้เกียรติต่อสภา และฟังการอภิปรายหรือนำเสนอของเพื่อสมาชิกที่กำลังอภิปราย
ยุคถิ่นกาขาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนในฐานะอดีตสื่อมวลชน เห็นว่าการที่สื่อมวลชนรัฐสภาถ่ายภาพสมาชิก สนช.นั่งหลับไม่ใช่การตกแต่งภาพหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่เป็นภาพจริงที่เกิดขึ้น คำพูดล้านคำยังไม่เท่าภาพที่เห็น เพราะวันดังกล่าวมีการฟังผู้นำพูดเรื่องใช้เงินภาษีประชาชนในการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ จริง หาก สนช.ได้ทำหน้าที่แทนประชาชนเจ้าของเงินภาษี ด้วยการอภิปรายให้ข้อคิด ทักท้วง ติดตาม ตรวจสอบ ในการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลติดต่อกันถึง 4 ปี เป็นเงินหลายล้านๆ บาทจนไม่รู้ว่าลูกหลานจะใช้หนี้หมดกันตอนไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อว่าคงจะไม่มีใครง่วงนอนอย่างแน่นอน ถึงแม้ สนช.คนไหนจะไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย รัฐสภาก็มีแพทย์ พยาบาล หรือส่วนนั่งพักให้บริการ หรือไม่ไหวก็ควรลาออกไปพักผ่อนเลี้ยงเหลนที่บ้าน&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรายุกล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ สนช. ออกมาโทษว่าสื่อบิดเบือนนั้นว่า เพื่อนๆ สื่อจำนวนมากโทร.มาบ่นกับตนว่าหมดแล้วยุคนกน้อยในไร่ส้ม ยุคนี้มีแต่ยุคถิ่นกาขาว และนกน้อยในดงปืนที่ชื่นชมกลิ่นเผด็จการ นายสมชายเคยเป็นสื่อ แม้จะได้ดิบได้ดีจากการปฏิวัติรัฐประหาร ก็น่าจะมีรากฝอยของคนที่เคยได้รับเกียรติว่าเป็นฐานันดร 4 บ้าง นายสมชายควรเป็นโต้โผตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลอย่างถึงลูกถึงคน ทำหน้าที่แทนประชาชน และควรนึกถึงหน้าของชาวบ้านคนจนๆ ที่ต้องเสียภาษีให้พวกท่านเข้าไปนั่งชูคอในสภาที่พวกเขาไม่ได้เลือกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้สิ่งที่ประชาชนอยากฟังคือ การจัดทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปีต่อเนื่องมาถึง 4 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแผนอย่างไรในการใช้หนี้ ควรใส่แผนการหาเงินใช้หนี้เข้าไปในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย ลูกหลานเติบโตขึ้นมาจะได้รู้อนาคตว่าจะต้องเป็นหนี้กี่ปี จะใช้หนี้อย่างไร หรือจะต้องขอกู้เงินจากกองทุนระหว่างประเทศ IMF อีกหรือไม่&amp;rdquo; นายจิรายุ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;นพ.เหวง โตจิราการ&amp;rdquo; ระบุว่า ดูบทบาทของรัฏฐาธิปัตย์ ครบทั้งนิติบัญญัติและบริหารเลยครับ ลุงตู่ถามว่า ถ้าลุงไม่เข้ามาจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือเปล่า?
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมขอตอบว่า ไม่เกิดครับ เพราะ กปปส.เริ่มอ่อนแรง ไฟเริ่มโรยลาแล้วครับ รัฐบาลรักษาการก็จะสามารถจัดการกับ กปปส.ตามกฎหมาย (ไม่ส่งกำลังทหารไปฆ่าประชาชนสองมือเปล่าเหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพดอกครับ)
สงครามกลางเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นก็แสวงหาวิธีแก้ปัญหาการเลือกตั้งที่ถูกทำลายโดย กปปส. ซึ่งมีลู่ทางอีกมากมายที่จะทำได้ ประเทศก็เข้าสู่ครรลองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างปกติ ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมาบริหารประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศก็ไม่ต้องขาดดุลงบประมาณเกือบ 2 ล้านล้าน ไม่ต้องใช้งบถึงประมาณ 16 ล้านล้านในการสร้างความร่ำรวยให้มหาเศรษฐี 50 ราย รวยขึ้นอีก 5ล้านล้าน (เกือบหนึ่งในสามของงบประมาณกว่าสี่ปีของลุงตู่เลยครับ)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องทนอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ใส่ประชาชนและสื่อมวลชนซ้ำๆ ซากๆ ทวงบุญคุณกับประชาชนกับประเทศทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำนั้นเลวร้ายกว่าเดิมทั้งสิ้น (ไม่ว่าประชารัฐ ไทยนิยมยั่งยืน ทุ่มเงินลงไปสู่ท้องถิ่นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น ตำบลละห้าล้าน หมู่บ้านละสองแสน สามแสน ไทยนิยม กว่าสามแสนล้าน ฯลฯ)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผลที่ได้คือ หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม การค้ารายย่อยพินาศเพิ่มจำนวนมาก และหนักหน่วงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ครับ ถ้าลุงตู่ไม่เข้ามา ประเทศไม่เกิดสงครามกลางเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงข้าม กลับจะสามารถเดินไปบนครรลองประชาธิปไตย และสร้างความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งให้กับราษฎรได้ ไม่อายบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีการเปิดทำเนียบรัฐบาลให้การต้อนรับกลุ่มชาวนาและมวลชนที่ให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ม็อบหรือกลุ่มใดที่สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหาร จะได้รับการต้อนรับอย่างดีถึงในทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มใดที่เรียกร้องประชาธิปไตยหรือเรียกร้องให้แก้ไขความเดือดร้อน จะถูกจับหรือถูกไล่ออกไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไหนบอกว่าจะเข้ามาสร้างความปรองดองในประเทศ การกระทำเยี่ยงนี้น่ะหรือคือการสร้างความปรองดอง การใช้อำนาจและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม คือการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง นับวันความไม่เป็นธรรมได้ปรากฏชัดขึ้นทุกวัน จากการบริหารประเทศที่เอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ คงถึงเวลาที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจ จากเผด็จการทหารเสียของ เห็นด้วยกับผมใช่ไหม?&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11029</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุ ห่วงทรัพย์, ถิ่นกาขาว, พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย, หนังสือพิมพ์, หลับในสภา, อลงกรณ์ พลบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180609/image_big_5b1bda51d2bc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
