<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปง.ส่งหลักฐานมัด5พระเถระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาคประชาชนขอนแก่นยกพลทำหนังสือหนุน &amp;ldquo;พงศ์พร&amp;rdquo; ชี้เป็นตงฉิน อย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย พระชั้นผู้ใหญ่เตรียมหนาว &amp;ldquo;ปปง.&amp;rdquo; ชงชื่อให้กองปราบฯ ออกหมายเรียกในสัปดาห์หน้า ส่วนพวกบริจาคเกินรายได้เตรียมซวยเข้าข่ายฟอกเงิน อดีตผู้ว่า สตง.โผล่ป้องพระ-วัดโยกงบไม่ผิด วิษณุ-ป.ป.ท.รีบแจงแก้ต่าง คตช.ไม่ประชุมกว่า 8 เดือน แต่ยังจริงจังปราบโกง
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องในกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งความเอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด โดยที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น นายตุลย์ ประเสริฐศิลป์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมือง จ.ขอนแก่น นำคณะกรรมการฯ และสมาชิกองค์กรเข้ายื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการ พศ.ขอนแก่น เพื่อส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการปกป้องข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและกระทำตามกฎหมายบ้านเมือง โดยมีนายรัฐวิชญ์ พาฉิมพลี รักษาการผู้อำนวยการ พศ.ขอนแก่น รับหนังสือแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายตุลย์กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนในความผิดคดีทุจริตเงินทอนวัดในขณะนี้ ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับมีกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ และมีเจตนาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมอันดีของพลเมือง มาทำการคุกคามและเรียกร้องให้ย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร ซึ่งถือเป็นการคุกคามการทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และทำตามระเบียบของทางราชการอันถูกต้องชอบธรรม ภาคพลเมืองจึงจำเป็นต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง โดยรวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในการปกป้องข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ยึดกฎหมายและระเบียบทางราชการอย่างถูกต้องชอบธรรม และไม่ควรให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ได้ส่งหนังสือถึงนายกฯ นั้น สำคัญที่สุดคือการให้กำลังใจ พ.ต.ท.พงศ์พร และให้ นายกฯ ปกป้องให้กำลังใจคณะทำงานทุกคนที่ยืนหยัดต่อสู้และทำตามระเบียบขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งขณะนี้การดำเนินคดีทางอาญานั้นก็คืบหน้าอย่างมาก ซึ่งเรื่องของคดีภาคพลเมืองคงไม่อาจก้าวล่วง แต่การพร้อมใจยื่นหนังสือถึงนายกฯ ครั้งนี้ คือให้ดำเนินคดีกับพระเถระทุกรูปที่กระทำผิดกฎมายโดยไม่ละเว้นไม่ว่าชั้นยศใด โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ละเมิดกฎหมายในเรื่องดังกล่าวทุกคน เพราะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน&amp;rdquo; นายตุลย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายตุลย์ยืนยันว่า ภาคพลเมืองชาวขอนแก่นทุกคนให้กำลัง พ.ต.ท.พงศ์พร ที่กระทำการอย่างถูกต้อง ทำจริง ทำตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย และต้องการให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ส่วนกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ปลด พ.ต.ท.พงศ์พรนั้น พบว่าเป็นกลุ่มจัดตั้ง ที่ภาคพลเมืองไม่อยากบอกว่าเป็นมาเฟียพระหนุนหลัง รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการตรวจสอบ
ระทึก! ออกหมายเรียกพระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าของคดีนั้น มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้นำหลักฐานเส้นทางทางการเงินในคดีเงินทอนวัด เข้าพบ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ออกหมายเรียกพระชั้นผู้ใหญ่เข้ามาพบ โดยคาดจะออกหมายเรียกในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้ ปปง.กำลังคัดกรองเงินบริจาคและเงินทุจริต โดยจะพิจารณาจากอาชีพของพุทธศาสนิกชนและจำนวนเงินที่นำมาบริจาค หากพบจำนวนเงินมากกว่ารายได้ หรือมากเกินฐานะ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน&amp;rdquo; รายงานระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ปปง.ได้มาเข้าพบเมื่อช่วงบ่าย เพื่อประสานข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางทางการเงินในคดีเงินทอนวัดครั้งล่าสุด ทั้งนี้ ยืนยันว่ายังมีขั้นตอนและรายละเอียดในการดำเนินการอีกจำนวนมาก ยังไม่ถึงขั้นออกหมายเรียกพระผู้ใหญ่มาสอบปากคำ โดยจะต้องรวบรวมหลักฐานและประสานงานกับ บก.ปปป. เพื่อหารือเรื่องการรวบรวมหลักฐานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โพสต์เฟซบุ๊กว่า สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจที่มีอยู่ปฏิรูปวงการคณะสงฆ์อย่างจริงจัง และยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ย่ำยีพระธรรมวินัยเสียให้หมด เพราะหากยังมี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนี้อยู่ พวกอลัชชีจักไม่มีวันได้ขึ้นศาลสงฆ์แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวถึงการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนพระปริยัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่ารู้สึกเป็นห่วง เนื่องจากสังคมกำลังสับสนเกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัด กับกรณีงบการศึกษาพระปริยัติธรรมที่ พศ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ 5 พระเถระ คือเรื่องเงินทอนวัดนั้นเกิดจากเจ้าหน้าที่ พศ.ดำเนินการโดยมิชอบด้วยวิธีหักค่าหัวคิว ส่วนกรณีงบการศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นการกล่าวหาว่า 5 พระเถระ นำงบไปใช้ดำเนินการในส่วนที่ไม่ใช่การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งหากมองตามหลักการแล้ว การตั้งงบดังกล่าว รวมทั้งการโยกงบที่จะให้แก่วัด การตั้งเรื่องอนุมัติงบ วิธีการต่างๆ ต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ พศ. วัดเป็นเพียงผู้ทำเรื่องเสนอของบเท่านั้น การจัดสรรงบก็ขึ้นอยู่กับงบที่มีอยู่ และโอนให้แก่วัดตามที่จัดสรร โดยที่พระหรือวัดไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับวิธีการอนุมัติงบ ของ พศ.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เท่าที่ได้เห็นเอกสารการเสนอขอรับงบประมาณในปี 2556-2557 ของวัดที่เป็นข่าวอยู่นั้น จะเขียนแบบกว้างๆ เพื่อได้บริหารจัดการงบในการทำงานได้สะดวก โดยเมื่อวัดได้รับงบมาแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับวัด หากนำไปใช้ในกิจการพระพุทธศาสนาของวัดโดยไม่ได้นำงบไปให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าทำได้ แต่ถ้านำงบไปใช้ในนามบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถือว่าเข้าข่ายทุจริต นอกจากนี้วิธีการผันงบของหน่วยงานราชการไปใช้ในอีกโครงการหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่หน่วยงานราชการปฏิบัติกัน เรียกว่าการบริหารจัดการงบ&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์กล่าว
อดีตผู้ว่าฯ สตง.กล่าวอีกว่า แนวปฏิบัติของ สตง.จะดูที่เจตนาการใช้งบด้วยว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน สังคม ประเทศชาติหรือไม่ อาจไม่ตรงวัตถุประสงค์แบบไม้บรรทัด แต่เมื่อเป้าหมายที่ออกมาเกิดประโยชน์และชี้แจงที่มาที่ไปได้ ก็ถือว่าไม่มีเจตนาทุจริต ดังนั้นจึงเชื่อว่าพระสงฆ์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นวิธีการอนุมัติเงินงบ เนื่องจากก่อนที่วัดจะเป็นผู้ขอเสนองบนั้น ทาง พศ.ต้องแจ้งว่ามีงบหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ พศ.ต้องให้คำแนะนำ
พาเหรดแจงจริงจังปราบโกง
วันเดียวกัน ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;นานกว่า 8 เดือนแล้วที่ไม่มีการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) นี่เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่า รัฐบาลยังเอาจริงเรื่องปราบคอร์รัปชันอยู่หรือเปล่า&amp;rdquo; โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรารับทราบ แต่อยากให้ทราบว่า คตช.เป็นฝ่ายนโยบาย เมื่อมีเรื่องถึงจะประชุม ถ้าไม่มีเรื่องไม่จำเป็นต้องประชุม และระหว่างที่ คตช.ไม่ได้ประชุม ศูนย์อำนวยการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติของ คตช.ได้ทำงานอยู่ทุกวัน มีการรายงานนายกฯ อยู่ตลอด เพียงแต่ไม่ได้รายงานออกสู่สาธารณชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คตช.จะประชุมเร็วๆ นี้ เพราะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อหารือเรื่องการปรับโครงสร้าง คตช. เนื่องจากมีปัญหาในเชิงบริหาร คณะกรรมการที่แต่งตั้งตามคำสั่ง คสช.หลายคนมีการปรับเปลี่ยน บางคนไม่ได้แต่งตั้งโดยตำแหน่ง แต่แต่งตั้งโดยรายชื่อบุคคล เมื่อบางคนเกษียณอายุราชการไปแล้ว จึงต้องแต่งตั้งคนอื่นเข้า ดังนั้นเมื่อมีการปรับโครงสร้างเสร็จ จะมีการประชุมต่อไป ยืนยันไม่มีอะไรชะงัก เพราะ ศอตช.ยังทำงานได้&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่ารัฐบาลยังจริงจังในการปราบคอร์รัปชัน นายวิษณุกล่าวว่า รัฐบาลจริงใจ เพราะเน้นย้ำ ศอตช.ให้ทำงานทุกวันหนักขึ้น คสช.มีการติดตามระหว่างการไม่มีประชุม คตช.ว่ามีอะไรสะดุดหรือไม่ ส่วนจะแต่งตั้งบุคคลใดเข้ามาบ้าง ขึ้นอยู่กับหัวหน้า คสช.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องนี้ว่า ป.ป.ท.ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คตช.ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1.กรรมการ คตช.บางรายพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ จึงทำให้มีการเสนอว่าต้องปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการใหม่ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และนำรายชื่อเสนอ คสช.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ 2.ในการดำเนินการที่ผ่านมา แม้ไม่มีการประชุม คตช. แต่หัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน คตช.ได้สั่งการให้กลไกการขับเคลื่อนการทำงานในระดับปฏิบัติคือ ศอตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพบก กอ.รมน. สำนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการทั้งในส่วนของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้เปิดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในส่วนของ ศอตช.นั้น ได้ประชุมและดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ.2560 ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และได้รายงานทั้งลายลักษณ์อักษรและรายงานด้วยวาจาให้หัวหน้า คสช.ในฐานะประธาน คตช.รับทราบมาโดยตลอด&amp;rdquo; เอกสารชี้แจงระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารยังชี้แจงอีกว่า หากมีการปรับปรุงองค์ประกอบของ คตช.เสร็จเรียบร้อยแล้ว ป.ป.ท. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะได้นำเรียนประธาน คตช. เพื่อกำหนดนัดประชุม คตช.โดยเร็ว เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการต่อต้านการทุจริตให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการจะเสนอแนวทางเพื่อยกระดับการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และการขับเคลื่อนทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดความยั่งยืน ตลอดจนให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการทุจริตมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7876</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์, การทุจริตคอร์รัปชัน, ตงฉิน, ปปง., พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พระ-วัดโยกงบไม่ผิด, พระชั้นผู้ใหญ่, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ฟอกเงิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae08eabba4e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
