<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองปราบฯฝากขัง &#039;2 พ่อลูก&#039; ฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่ ค้านประกันตัว ชี้เหิมเกริมปั้นหลักฐานเท็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11&amp;nbsp;มิ.ย.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.วิทวัส สายอ๋อง พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้ควบคุมตัว นายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 79 ปี ภูมิลำเนา จ.สงขลา และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี ภูมิลำเนา จ.จันทบุรี บุตรชายของนายบุญช่วย&amp;nbsp;ผู้ต้องหาที่ 1-2 คดียักยอกที่ดินมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 - 22 มิ.ย.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 10 ปาก และรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.&amp;nbsp;2563 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองว่า ร่วมกันยักยอก,&amp;nbsp;ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความลงในเอกสารราชการ,&amp;nbsp;ร่วมกันเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,&amp;nbsp;177,&amp;nbsp;267,&amp;nbsp;352 ประกอบ&amp;nbsp;83 โดยเหตุจากเมื่อปี พ.ศ.2510 มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลมีพระกิตติวุฑโฒ&amp;nbsp;เป็นกรรมการผู้จัดการมูลนิธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาปี พ.ศ.2513-2515 พระกิตติวุฑโฒซื้อที่ดินที่เป็น นส.3 (หนังสือรับรองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์) และที่ดินมือเปล่า รวมเนื้อที่ 4,000 ไร่ ในราคา 12 ล้านบาท จากนายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดิน โดยนำเงินที่เรี่ยไรการทำบุญมาจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธา ไปชำระให้นายสมพล 8 ล้านบาท แล้วนายสมพลส่งมอบที่ดินให้ครอบครองเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมทางศาสนา ระหว่างนั้นมีการมอบหมายผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒ มาดูแล และมีผู้ต้องหาที่ 2 มาอยู่ด้วย โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ไปติดต่อหน่วยราชการและเสียภาษีที่ดินในนามมูลนิธิฯ จนมาถึงปี พ.ศ.2538 นายสมพล เสียชีวิต และปี พ.ศ.2548 พระกิตติวุฑโฒ มรณภาพ ก็ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี พ.ศ.2550 นายบุญช่วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาทุจริตต้องการเอาที่ดินซึ่งเป็นของมูลนิธิที่ตนครอบครองแทนอยู่ให้มาเป็นของตนเอง จึงวางแผนด้วยการทำเอกสารอันเป็นเท็จระบุว่า นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งหมดจากนายสมพล (ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.2538) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ต่อมามีการสมยอมกันระหว่างผู้ต้องหาที่ 1 กับนายเรวัติ โกศลานันท์ ทายาทของนายสมพล จนเป็นเหตุให้ศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาตามยอม โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้คำพิพากษาไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน ใน นส.3 จากนายสมพลมาเป็นชื่อของนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 แต่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งว่านายเรวัติไม่ใช่ทายาทของนายสมพลเพียงคนเดียว จึงไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 จึงทำเอกสารเท็จขึ้นมาอีก ให้ทายาทของนายสมพลอีก 2 คนลงนามว่านายสมพลขายที่ดินให้ผู้ต้องหาที่ 1 แล้วนำไปเสนอต่อศาล แล้วต่อมาศาลจังหวัดจันทบุรี ได้มีหนังสือให้เจ้าพนักงานที่ดิน โอนเปลี่ยนชื่อ ใน นส.3&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากชื่อนายสมพลเป็นนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี พ.ศ.2553-2554 ผู้ต้องหาที่ 1-2 มีเจตนาแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของมูลนิธิฯ มาเป็นของตัวเอง ด้วยการแจ้งความเท็จกับเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน นส.3 และที่ดินเปล่าทั้งหมด ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้ผู้ต้องหาที่ 1-2 รวม 99 ฉบับ ต่อมาทายาทนายสมพลทราบเรื่องดังกล่าว จึงไปยื่นฟ้องศาลเพื่อทวงที่ดินคืนจากผู้ต้องหาที่ 1 และเป็นเหตุให้ฟ้องร้องต่อเนื่องกันไปมาทั้งแพ่ง-อาญา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2562 และมีการเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดจันทบุรี 3 คดี ผู้ต้องหาที่ 1 เบิกความเท็จรวม 8 กรรม และผู้ต้องหาที่ 2 เบิกความเท็จ 4 กรรม เป็นเหตุให้มูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง เสียหาย 207,178,580 บาท (ตามราคาซื้อขายในปัจจุบันราคาไร่ละ 700,000 บาท รวมราคาที่ดินประเมิน 2,450 ล้านบาท) มูลนิธิฯ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสอง เหตุเกิดที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 3 พ.ค.&amp;nbsp;2550&amp;nbsp;-&amp;nbsp;13 ก.ย.&amp;nbsp;2562 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวด้วย ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์เหิมเกริม สร้างพยานหลักฐานเท็จเอาไปฟ้องศาล และให้การเท็จต่อศาลหลายครั้ง โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีหน้าที่ดูแลที่ดินแทนมูลนิธิฯ ซึ่งซื้อมาด้วยเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ไปเป็นของตนเองจำนวนมาก แล้วยังยักยอกเอาทรัพย์ของมูลนิธิฯ ไปทั้งหมดโดยไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐาน และอาจก่อเหตุอันตรายประการอื่น ทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายมีมูลค่าสูง ประกอบกับการกระทำผิดบางกรรมใกล้หมดอายุความ หากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวและหลบหนี ไม่สามารถนำตัวมาฟ้องได้ภายในอายุความจะเกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดี จนไม่อาจเยียวยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้&amp;nbsp;ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยื่นหลักทรัพย์เงินสดคนละ 1 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว อยู่ระหว่างศาลพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68414</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, บุญช่วย เจริญสถาพร, พระกิตติวุฑโฒภิกขุ, ฮุบที่ดิน, ฮุบที่ธรณีสงฆ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee1ee702b756.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับพ่อลูกฮุบที่สงฆ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน่วยหนุมาน กองปราบฯ&amp;quot; จู่โจมล็อกตัว &amp;ldquo;ลุงบุญช่วย&amp;rdquo; พร้อมลูกชายกลางไร่ขณะนอนหลับ หลังพบหลักฐานชัดฮุบที่ดินธรณีสงฆ์ 3,800 ไร่ของ &amp;ldquo;พระกิตติวุฑโฒภิกขุ&amp;rdquo; มาเป็นของตัวเอง เค้นสอบผู้ต้องหา &amp;ldquo;ลุงบุญช่วย-ลูกชาย&amp;rdquo; ชี้สร้างหลักฐานเท็จต้องมีมากกว่า 2 คน ขณะที่ภรรยา &amp;ldquo;อดีตนายพล&amp;rdquo; ดักรอ ดีใจการเสียชีวิตของสามีไม่สูญเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.), พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ ผกก.สสน.บก.ป., พ.ต.ท.กรกช ยงยืน สว.กก.2 บก.ป. นำชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน จำนวน 20 นาย และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. พร้อมอาวุธครบมือ นำหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 32/21 ม.10 ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเข้าจับกุมตัวนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา &amp;ldquo;เบิกความเท็จต่อศาล, ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปถึง พบบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับอาคารสำนักงานตั้งอยู่ภายในไร่ จึงวางกำลังเข้าปิดล้อมเพื่อความรัดกุมและปิดเส้นทางหลบหนี จากนั้นจึงเข้าไปยังตัวอาคารบ้านพักก่อนจะพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนยังคงนอนหลับพักผ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการหนุมานและชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมเข้าตรวจยึดเอกสารหลักฐานบางอย่างจากภายในบ้านพักจำนวนหลายรายการไว้เป็นหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 มูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยได้ส่งตัวแทนเข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความเอาผิดกับนายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ ที่มรณภาพเมื่อปี 2548 ว่าได้ยักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิ จำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิ์การครอบครอง และนำไปออกโฉนดโดยมิชอบด้วยการแจ้งเท็จต่อศาลแพ่งและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังรับเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวจึงได้นำกำลังลงพื้นที่สืบตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งพบว่าเดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นที่ดิน ส.ป.ก. มีนายสมพล โกศลานันท์ เป็นผู้ครอบครอง กระทั่งประมาณปี 2513-2515 พระกิตติวุฑโฒได้ก่อตั้งมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุฯ พร้อมกับเปิดรับบริจาครวบรวมเงินของชาวบ้านมาเป็นทุนซื้อที่ดินผืนดังกล่าวจากนายสมพล เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ แต่ทางนายสมพลเห็นว่าจะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางศาสนา จึงมอบที่ดินให้ไปใช้ประโยชน์ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว พระกิตติวุฑโฒได้มอบหมายให้นายบุญช่วยซึ่งเป็นน้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน แต่เมื่อพระกิตติวุฑโฒได้มรณภาพลงในปี 2548 นายบุญช่วยและบุตรชายคือนายกิตติพงษ์ กลับวางแผนที่จะเข้าครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวมาเป็นของตนเอง โดยในปี 2550 นายบุญช่วยได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้องนายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของนายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกเพื่อให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดัง เป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของนายสมพลโอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของนายบุญช่วยตามที่ร้องขอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วยได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดินเพื่อทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ทาง น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นหลานของนายสมพล จึงเริ่มพบเห็นความผิดปกติ และเกิดความไม่พอใจ เพราะเห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางศาสนาตามวัตถุประสงค์เดิม จึงเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นหลายคดี แต่เป็นทางฝ่ายทายาทที่แพ้คดีมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงยังลุกลามบานปลายจนกลายเป็นมูลเหตุทำให้ พล.ต.ต.ธารินทร์ตัดสินใจใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่นายบัญชา นางสุภาพร ภรรยานายบัญชา นายวิชัย อุดมธนภัทร และนายวิจัย สุขรมย์ ทีมทนาย ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี ขณะกำลังรอพยานฝ่ายจำเลยและรอผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์นัดสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดแรก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีการฟ้องร้องทางแพ่งปลีกย่อยเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเป็นเหตุให้นายบัญชา และนายวิจัย เสียชีวิต ส่วนนางสุภาพรและนายวิชัยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ พล.ต.ต.ธารินทร์เองภายหลังก่อเหตุก็ได้ถูกนายธนากร ธีรวโรดม เสมียนทนาย นำอาวุธปืนของ ร.ต.อ.ขจร บรรจง ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ยิงใส่จนเสียชีวิตด้วยเช่นกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 ซึ่งภายหลังเกิดเรื่องขึ้นมาทำให้คดีดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจจากสังคมถึงความไม่ชอบมาพากล ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทางกองปราบฯ จึงได้รับโอนสำนวนคดีทั้งหมดมาอยู่ในความดูแล พร้อมกับสืบสวนข้อเท็จจริงจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าจับกุมตัวและตรวจค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ ภายในบ้านเสร็จสิ้นแล้วนั้น ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมก็ได้เร่งนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเดินทางต่อมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อทำการสอบสวนโดยทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน จากกรณีดังกล่าว น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท ภรรยา พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจ เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมนำรูปภาพและอัฐิของ พล.ต.ต.ธารินทร์ เพื่อยืนดักเฝ้ารอพบกับนายบุญช่วยและนายกิตติพงษ์ หลังทราบข่าวว่าถูกกองปราบปรามนำกำลังเข้าจับกุมได้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมยังกองปราบปราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เขมจิรากล่าวว่า หลังต่อสู้คดีมาหลายสิบปี เมื่อนายบุญช่วยกับบุตรชายถูกจับจึงมาที่กองปราบปรามเพื่อรอพบเจอ เพราะตนอยากให้พวกเขายอมรับความจริงว่านายสมพลขายที่ดินให้พระกิตติวุฑโฒในนามมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ จริงหรือไม่ และจะชี้แจงอย่างไร สำหรับคดีที่นายบุญช่วยฟ้องร้องตนเองฐานฟ้องเท็จเกี่ยวกับเรื่องการครอบครองที่ดินทั้งหมด 3 คดี ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษจำคุกตนและทนายรวมทั้งหมด 7 ปี โดยรอลงอาญาไว้ก่อน ขณะนี้กำลังเตรียมยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันที่จริงอดีตสามีของตนไม่ควรเสียชีวิตจากเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามตนก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและสื่อมวลชนที่ช่วยติดตามข่าวจนทำให้ความจริงปรากฏ จนทำให้การเสียชีวิตของ พล.ต.ต.ธารินทร์ไม่สูญเปล่า&amp;rdquo; น.ส.เขมจิรากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวว่า เบื้องต้นในการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งมีรายงานจากชุดจับกุมว่า ในการตรวจค้นที่บ้านพักขณะจับกุมไม่พบเอกสารหลักฐานใดเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน แต่ในทางคดีนั้นทราบอยู่แล้วว่าผู้ต้องหาไม่มีเอกสารซื้อขาย แต่เป็นการสร้างหลักฐานเท็จ โดยฟ้องศาลเพื่อให้ได้เอกสาร น.ส.3 เป็นของตนเอง และโอนชื่อเป็นตนเองในปี 2553
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่าการสร้างหลักฐานเท็จนั้นต้องมีคนร่วมกระทำผิดมากกว่า 2 ราย แต่บางคดีก็หมดอายุความไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หนักใจ เพราะมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ จริง&amp;rdquo; พ.ต.อ.เอนกกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ เจริญสถาพร, บุญช่วย เจริญสถาพร, พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ, พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พระกิตติวุฑโฒภิกขุ, พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์, ร.ต.อ.ขจร บรรจง, สมพล โกศลานันท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขมจิรา บัณฑูรนิพิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf7544b46e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
