<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!ช่วยพระติดถ้ำ อาการปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เฮ! ปฏิบัติการช่วยเหลือพระธุดงค์ติดถ้ำไทรงาม จ.พิษณุโลก เป็นผลสำเร็จ เผยอยู่ลึก 400 เมตร ชุดประดาน้ำต้องดำน้ำที่ท่วม 4 เมตรนำออกมาก่อนเร่งนำส่ง รพ.ทันที ร่างกายอ่อนเพลีย มีไข้เล็กน้อย &amp;quot;พระมานัส&amp;quot; เล่านาทีระทึกเข้าไปนั่งวิปัสสนาแล้วมีน้ำป่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ต้องหนีขึ้นบนที่สูง ฉันโปรตีนประทังความหิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงาน ปฏิบัติการเร่งช่วยเหลือ พระมานัส เขมโก อายุ 46 ปี พระนักปฏิบัติธรรมจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้เดินทางมาธุดงค์ที่ถ้ำไทรงาม ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2564 แล้วไม่สามารถออกมาจากถ้ำได้ เนื่องจากฝนตกและน้ำท่วมขังปิดทางออกไว้ จนกระทั่งวันที่ 6 เม.ย. ชาวบ้านในพื้นที่ได้แจ้งประสานขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่างๆ เริ่มเข้าพื้นที่ช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 6 เม.ย. แต่ต้องยกเลิกปฏิบัติภารกิจเนื่องจากมีอุปสรรคในหลายด้าน จึงตั้งศูนย์อำนวยการอยู่บริเวณปากถ้ำ และได้ร้องขอเจ้าหน้าที่ชำนาญการด้านการกู้ชีพ-กู้ภัยด้านถ้ำโดยเฉพาะเข้าให้การช่วยเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดปฏิบัติการเริ่มต้นเช้าวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาประมาณ 07.00 น. ได้ส่งชุดนักประดาน้ำผู้เชี่ยวชาญและทีมงานกู้ภัย ประมาณ 16 นาย เข้าไปภายในถ้ำ โดยจัดชุดนักประดาน้ำ 6 นาย ดำน้ำเข้าไปเพื่อทำการค้นหาพระมานัสตามแผนประชุมที่วางไว้ โดยระยะทางจากปากถ้ำใช้วิธีเดินเท้าเข้าไประยะทางประมาณ 400 เมตร มีน้ำขังสูงประมาณ 1 เมตร จากนั้นจะเป็นลักษณะแอ่งกระทะแบบคอห่าน ความยาวประมาณ 15 เมตร ระดับน้ำท่วมคอห่าน สูงประมาณ 4 เมตร ปิดทางเดิน และมั่นใจว่าพ้นจากจุดคอห่านจุดนี้จะเป็นห้องโถงโล่งซึ่งคาดว่าพระมานัสจะอยู่ตรงนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 10.00 น. นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงถึงแนวทางการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ โดยระบุว่า เวลา 10.30 น. ได้รับแจ้งจากชุดกู้ภัยที่เดินทางเข้าไปในถ้ำพร้อมชุดนักประดาน้ำ ว่าพบตัวพระมานัสแล้ว อยู่ในจุดที่คาดการณ์ไว้จริง พระมานัสอยู่ในสภาพอิดโรยเล็กน้อย เนื่องจากร่างกายมีไข้อ่อนๆ แต่ภาพรวมยังค่อนข้างแข็งแรง และพร้อมที่จะรับความช่วยเหลือในการเดินทางออกจากถ้ำ จึงได้วาง 2 มาตรการในการให้ความช่วยเหลือ โดยกองอำนวยการได้รับการประสานจากชุดนักประดาน้ำ ว่าสภาพร่างกายของพระมานัสพร้อมที่จะใช้วิธีดำน้ำออกมา จึงสั่งการให้เริ่มปฏิบัติการกู้ภัยนำตัวพระมานัสออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้วิธีให้ทีมนักประดาน้ำชุดที่ 2 นำถังออกซิเจนพร้อมสกูบาเข้าไปให้พระมานัส เมื่ออุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม ทีมกู้ภัยจึงได้เริ่มปฏิบัติการ โดยให้พระมานัสคาบสกูบา โดยวางแถวให้นักประดาน้ำ 2 นายนำหน้า ตามด้วยพระมานัส และนักประดาน้ำอีก 2 นายประกบท้าย จนกระทั่งเวลา 11.20 น. ได้รับรายงานว่า ชุดนักประดาน้ำพร้อมด้วยพระมานัสได้เดินทางมาถึงปากถ้ำแล้ว ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างปรบมือ เฮลั่นดังสนั่น เพราะนั่นหมายความว่าภารกิจใกล้สำเร็จแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.30 น. ทุกคนได้พบหน้าชุดนักประดาน้ำและพระมานัส เขมโก ปฏิบัติการกู้ชีพ-กู้ภัยสำเร็จลุล่วง จากนั้นได้นำตัวพระมานัสขึ้นรถโรงพยาบาลเนินมะปรางเพื่อตรวจร่างกายและชีพจร พบว่าพระมานัสยังมีร่างกายที่แข็งดี ความดันปกติ มีไข้เล็กน้อย จึงนำส่งรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเนินมะปราง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชาญชัย ศุภวีระกุล ชุดประดาน้ำมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เล่าว่า ทีมดำน้ำตนเองมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาดำน้ำช่วยเหลือพระที่ติดอยู่ในถ้ำ โดยเริ่มดำตั้งแต่เวลา 08.30 น. ใช้เวลาเกือบ 2 ชม.ก็สามารถผ่านจุดคอห่านไปได้ แล้วก็พบห้องโถงจึงได้ตะโกนเรียกหลวงพี่ ประมาณ 2 นาทีก็ได้ยินเสียงตอบ จึงเดินมาที่ต้นเสียง ก็พบพระมานัสนั่งอยู่บนเนินทราย จากนั้นได้ทำการสอบถามเกี่ยวกับอาการของพระมานัส ก็พอจะทราบว่าร่างกายยังแข็งแรง สามารถดำน้ำได้ไหวอยู่ จึงได้รอชุดของตนเองมาเพิ่ม และตัดสินใจนำพระมานัสดำน้ำออกมาได้ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลเนินมะปราง แพทย์ได้ตรวจอาการของพระมานัสเป็นการเบื้องต้น เห็นว่ามีร่างกายอ่อนเพลีย แต่สามารถพูดคุยได้ปกติ จึงให้น้ำเกลือเพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยพระมานัสเล่าถึงเหตุการณ์ที่อยู่ในถ้ำว่า ขณะช่วงนั่งวิปัสสนาก็มีน้ำป่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนแรกคิดว่าจะดำน้ำออกมาก่อนได้ แต่หลังจากระดับน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ก็ต้องหนีน้ำขึ้นบนที่สูง ไม่สามารถออกมาได้ ระหว่างนั้นฉันโปรตีนประทังความหิวไปก่อน และช่วงที่เจ้าหน้าทีกู้ภัยมาช่วยเหลือก็คิดว่าเป็นเทวดามาพูดคุยด้วย จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่ช่วยนำอุปกรณ์ดำน้ำออกไปได้ในที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98709</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือพระธุดงค์, ถ้ำไทรงาม, พระธุดงค์, พระธุดงค์ติดถ้ำไทรงาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เนินมะปราง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606dadc599e22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำเร็จ! ทีมกู้ภัยช่วย &#039;พระติดถ้ำ&#039; ดำน้ำลึก 4 เมตรออกมาได้แล้ว พบร่างกายยังแข็งแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงาน ปฏิบัติการเร่งช่วยเหลือ พระมานัส เขมโก อายุ&amp;nbsp;46&amp;nbsp;ปี พระนักปฏิบัติธรรม จากจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้เดินทางมาธุดงค์ที่ถ้ำไทรงาม ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;แล้วไม่สามารถออกมาจากถ้ำได้ เนื่องจากฝนตกและน้ำท่วมขังปิดทางออกไว้ จนกระทั่งวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ชาวบ้านในพื้นที่ได้แจ้งประสานขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่างๆ เริ่มเข้าพื้นที่ช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เม.ย.64&amp;nbsp;แต่ต้องยกเลิกปฏิบัติภารกิจเนื่องจากมีอุปสรรคในหลายด้าน จึงตั้งศูนย์อำนวยการอยู่บริเวณปากถ้ำ และได้ร้องขอเจ้าหน้าที่ชำนาญการด้านการกู้ชีพ-กู้ภัย ด้านถ้ำโดยเฉพาะเข้าให้การช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ปฏิบัติการเริ่มต้นเช้าวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;เม.ย.64&amp;nbsp;ช่วงเวลาประมาณ&amp;nbsp;07.00&amp;nbsp;น. ได้ส่งชุดนักประดาน้ำผู้เชี่ยวชาญ และทีมงานกู้ภัย ประมาณ&amp;nbsp;16&amp;nbsp;นาย เข้าไปภายในถ้ำ โดยจัดชุดนักประดาน้ำ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;นายดำน้ำเข้าไปเพื่อทำการค้นหาพระมานัสตามแผนประชุมที่วางไว้ โดยระยะทางจากปากถ้ำใช้วิธีเดินเท้าเข้าไประยะทางประมาณ&amp;nbsp;400&amp;nbsp;เมตร มีน้ำขังสูงประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร จากนั้นจะเป็นลักษณะแอ่งกระทะแบบคอห่านความยาวประมาณ&amp;nbsp;15&amp;nbsp;เมตรระดับน้ำท่วมคอห่าน สูงประมาณ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เมตร ปิดทางเดิน และมั่นใจว่าพ้นจากจุดคอห่านจุดนี้ จะเป็นห้องโถงโล่งซึ่งคาดว่าพระมานัสจะอยู่ตรงนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นในเวลา&amp;nbsp;10.00&amp;nbsp;น. นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงแนวทางการดำเนินการให้ความช่วยเหลือในวันนี้ โดยช่วงเช้าไปจัดชุดนักประดาน้ำและทีมกู้ชีพเข้าไป โดยให้ชุดนักประดาน้ำดำน้ำเข้าเพื่อให้ผ่านจุดคอห่าน เพื่อสำรวจว่าพบพระมานัสหรือไม่ หากพบ อยู่ในสภาพใด พร้อมกับประเมินสถานการณ์แนวทางการช่วยเหลือ ซึ่งต้องรอนักประดาน้ำชุดที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ส่งสัญญาณออกมาก่อน จึงจะสามารถวางแนวทาง และวิธีการให้ความช่วยเหลือต่อไป ขณะที่บริเวณกองอำนวยการ ทุกหน่วยงานได้ระดมความช่วยเหลือมารอ ทั้งกองอำนวยการ ประสาน อุปกรณ์กู้ชีพ รถพยาบาล รวมถึงเครื่องสูบน้ำ และเครื่องมือส่องสว่าง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา เวลา&amp;nbsp;10.30&amp;nbsp;น.ได้รับแจ้งจากชุดกู้ภัยที่เดินทางเข้าไปในถ้ำพร้อมชุดนักประดาน้ำว่าพบตัวพระมานัสแล้ว อยู่ในจุดที่คาดการณ์ไว้จริง พระมานัสอยู่ในสภาพอิดโรยเล็กน้อย เนื่องจากร่างกายมีไข้อ่อนๆ แต่ภาพรวมยังค่อนข้างแข็งแรงและพร้อมที่จะรับความช่วยเหลือในการเดินทางออกจากถ้ำ ซึ่งหลังจากได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้วาง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มาตรการในการให้ความช่วยเหลือ คือ&amp;nbsp;1.ประเมินสภาพร่างกายพระมานัสว่าแข็งแรงพอที่จะสามารถดำน้ำออกมาพร้อมนักประดาน้ำได้หรือไม่ และ&amp;nbsp;2.กรณีที่ร่างกายพระมานัสไม่พร้อมและไม่แข็งแรง จะต้องใช้วิธี ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และทำการสูบน้ำออกให้ลดลงจนถึงช่องคอห่าน ประมาณ&amp;nbsp;1.60&amp;nbsp;เมตร แล้วให้พระมานัสลอยคอกึ่งเดินข้ามมา ซึ่งวิธีที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นั้นจะใช้เวลาพอสมควร เพราะเครื่องสูบน้ำสามารถเข้าได้เป็นขนาดท่อ&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;นิ้ว หรือขนาดเล็ก เนื่องจากใช้ขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะพื้นที่ค่อนข้างจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาต่อมา กองอำนวยการได้รับการประสานจากชุดนักประดาน้ำว่า สภาพร่างกายของพระมานัสพร้อมที่จะใช้วิธีดำน้ำออกมา ผู้ว่าฯจึงสั่งการให้เริ่มปฏิบัติการกู้ภัยนำตัวพระมานัสออกมา โดยใช้วิธีให้ทีมนักประดาน้ำชุดที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นำถังออกซิเจน พร้อมสกูบ้า เข้าไปให้พระมานัส อุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม ทีมกู้ภัยจึงได้เริ่มปฏิบัติการ โดยให้พระมานัสคาบสกูบ้า โดยวางแถวให้นักประดาน้ำ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นายนำหน้า ตามด้วยพระมานัส และนักประดาน้ำอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นาย ประกบท้าย จนกระทั่งเวลา&amp;nbsp;11.20&amp;nbsp;น. ได้รับรายงานว่าชุดนักประดาน้ำพร้อมด้วยพระมานัส ได้เดินทางมาถึงปากถ้ำแล้ว ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างปรบมือ เฮลั่น ดังสนั่น เพราะนั่นหมายความว่าภารกิจใกล้สำเร็จแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา&amp;nbsp;11.30&amp;nbsp;น.ทุกคนได้พบหน้าชุดนักประดาน้ำ และพระมานัส เขมโก ปฏิบัติการกู้ชีพ-กู้ภัย สำเร็จลุล่วง จากนั้นได้นำตัวพระมานัส ขึ้นรถโรงพยาบาลเนินมะปรางเพื่อตรวจร่างกาย และชีพจร พบว่าพระมานัส ยังมีร่างกายที่แข็งแรงดี ความดันปกติ มีไข้เล็กน้อย จึงนำส่งรักษาตัวต่อที่ โรงพยาบาลเนินมะปราง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชาญชัย ศุภวีระกุล ชุดประดาน้ำมูลนิธิเพื่อนพึ่งพายามยาก&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า ทีมดำน้ำตนเองมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาดำน้ำช่วยเหลือพระที่ติดอยู่ในถ้ำ โดยเริ่มดำตั้งแต่เวลา 08.30 น. โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชม.ก็สามารถผ่านจุดขอห่านไปได้แล้ว ก็พบห้องโถงบริเวณ จึงได้ตะโกนเรียกหลวงพี่ ประมาณ 2 นาที ก็ได้ยินเสียงตอบ ถึงเดินมาที่ต้นเสียง ก็พบพระมานัสนั่งอยู่บนเนินทราย จึงได้ทำการสอบถามอาการของพระมานัส ก็พอจะทราบว่าร่างกายยังแข็งแรง สามารถดำน้ำได้ไหวอยู่ จึงได้รอชุดของตนเองมาเพิ่ม และตัดสินใจนำพระมานัสดำน้ำออกมาได้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลเนินมะปราง แพทย์ได้ตรวจอาการของพระมานัส เป็นการเบื้องต้นเห็นว่ามีร่างกายอ่อนเพลีย แต่สามารถพูดคุยได้ปกติ จึงให้เกลือแร่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยพระมานัสเล่าถึงเหตุการณ์ที่อยู่ในถ้ำว่า ขณะที่นั่งวิปัสสนา ก็มีน้ำป่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนแรกคิดว่าจะดำน้ำออกมาก่อนได้ แต่หลังจากระดับน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ก็ต้องหนีน้ำขึ้นบนที่สูง ไม่สามารถออกมาได้ ระหว่างนั้นฉันโปรตีนประทังความหิวไปได้ และช่วงที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยเหลือ ก็คิดว่าเป็นเทวดามาพูดคุยด้วย&amp;nbsp;จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่ช่วยนำอุปกรณ์ดำน้ำออกไปได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98656</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิษณุโลก, ถ้ำพระไทรงาม, พระติดถ้ำ, พระธุดงค์, อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d6658c5559.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก! จนท.เร่งค้นหาพระธุดงค์ติดถ้ำ ฝนตกหนักน้ำท่วมออกมาไม่ได้ 3 วันแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เม.ย.64 - เพจเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;หน่วยกู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน โพสต์ภาพบริเวณถ้ำพระไทรงาม พื้นที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมระบุว่า พระธุดงค์เข้าไปปักกลดติดอยู่ในถ้ำ &amp;lsquo;พระไทรงาม&amp;rsquo; พื้นที่อำเภอเนินมะปราง หลังจากเกิดฝนตกหนักทำให้น้ำท่วมปิดปากถ้ำ เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมกันลงพื้นที่และเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ ทางเพจจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบเป็นระยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีพระภิกษุไปธุดงค์ภายในถ้ำพระไทรงาม บริเวณสำนักสงฆ์&amp;nbsp;อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2564 ปรากฏว่าปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 4-6 เมษายน 2564 ส่งผลให้บริเวณปากถ้ำและภายในถ้ำ เต็มไปด้วยน้ำท่วมขังสูง พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ภายในนั้นไม่สามารถออกมาได้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถานพิษณุโลกได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และสอบถามชาวบ้านยืนยันว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมามีพระภิกษุ 1 รูปอายุประมาณ 40 ปี ได้เข้าไปที่ถ้ำพระไทรงาม โดยไปปฏิบัติสมาธิภายในถ้ำ กระทั่งมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำขึ้นสูงไม่สามารถออกมาได้ ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยไปตรวจสอบที่เกิดเหตุนั้นในพื้นที่ก็ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เนินมะปราง และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง สล.6 ถ้ำเดือนถ้ำดาว ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาทางช่วยเหลือแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98522</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิษณุโลก, ถ้ำพระไทรงาม, น้ำท่วม, พระธุดงค์, อำเภอเนินมะปราง, อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210406/image_big_606c2d7a0c05d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อริยสงฆ์เท้าเปล่า &#039;หลวงตาชื่น&#039; ธุดงค์ถึงที่พักในป่าช้าประจำหมู่บ้าน สาธุชนรอกราบเนืองแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าเกี่ยวกับพลังศรัทธาหลวงตาบุญชื่น&amp;nbsp;ปัญญาวุฒิโท&amp;nbsp;พระธุดงค์สายป่า อายุ&amp;nbsp;72&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ที่ได้เดินธุดงค์เท้าเปล่ามาตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 หลังออกพรรษาท่านได้ออกจากที่พักสงฆ์บ้านเสาเล้าใหญ่ หมู่ 2 ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์จ.นครพนม ซึ่งเป็นป่าช้าประจำหมู่บ้าน ธุดงค์วัตรตามเส้นทางจังหวัดสกลนคร,&amp;nbsp;กาฬสินธุ์,&amp;nbsp;ขอนแก่น,&amp;nbsp;ชัยภูมิ,&amp;nbsp;นครราชสีมา,&amp;nbsp;ปราจีนบุรี ส่วนขากลับจะเดินธุดงค์ไปทางจังหวัดสระแก้ว,&amp;nbsp;บุรีรัมย์,&amp;nbsp;สุรินทร์,&amp;nbsp;ศรีสะเกษ,&amp;nbsp;อุบลราชธานี,&amp;nbsp;อำนาจเจริญ,&amp;nbsp;มุกดาหาร,&amp;nbsp;สกลนคร และนครพนม รวมระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด หลวงตาชื่นท่านได้เดินกลับสู่ที่พักสงฆ์ป่าช้าท้ายหมู่บ้านเสาเล้าใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีสภาพเท้าทั้งสองข้างเป็นแผลไหม้จากความร้อนของถนนแอสฟัลต์ลาดยางมะตอย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับหลวงตา ยังคงใช้ความเพียรธุดงค์ต่อเนื่อง ค่ำไหนก็จะนอนตามป่า ทุ่งนา หรือวัด ตามความเหมาะสม ส่วนปัจจัยที่มีญาติโยมศรัทธาถวายตลอดเส้นทางท่านจะไม่รับ จะรับเฉพาะน้ำดื่มเท่านั้น หากมากเกินความต้องการจะนำไปบริจาคตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลวงตาบุญชื่น&amp;nbsp;ปัญญาวุฒิโท&amp;nbsp; หรือที่สาธุชนเรียกนามท่านจนติดปากว่า หลวงตาชื่น เคยเปิดเผยถึงเส้นทางชีวิตว่า&amp;nbsp;เกิดที่บ้านเสาเล้า ต.โพนสวรรค์ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม(ภายหลังยกฐานะให้เป็นอำเภอโพนสวรรค์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535) &amp;nbsp;สมัยเป็นหนุ่มได้รับใช้ชาติเป็นทหารเกณฑ์ โดยประมาณปี 2512 ได้รับคัดเลือกไปสู้รบในยุคสงครามเวียดนาม สังกัดกองพันปืนใหญ่ จ.อุดรธานี หลังปลดประจำการได้เหรียญทหารผ่านศึก ก็ได้มาแต่งงานกับนางตาล อุ่นเพียรโสม ปัจจุบันอายุ 67 ปี&amp;nbsp; มีลูกทั้งหมด 4 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากบุตรทั้งหมดสร้างครอบครัวหมดแล้ว จึงขอครอบครัวลาบวช เพราะต้องการหาสัจธรรมเพื่อความสงบในชีวิต อีกทั้งชอบศึกษาหลักธรรมคำสอนของหลวงปู่มั่น และปี 2552&amp;nbsp;จึงเข้าอุปสมบทตัดทางโลกเข้าสู่ทางธรรม&amp;nbsp;จากนั้นได้แสวงบุญเป็นพระสายป่านิกายธรรมยุตเดินธุดงค์ไปหลายที่ ไม่ขอขึ้นรถ ไม่ต้องช่วยขนสัมภาระ ขอรับถวายเพียงน้ำเปล่า และไม่กลัวว่าจะเจ็บป่วย เนื่องจากสละทุกอย่างแม้สังขาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปีแรก พ.ศ.2559&amp;nbsp;เดินธุดงค์มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย จากนั้นทุกปีหลังออกพรรษาท่านจะเดินธุดงค์วัตรต่อเนื่องถึงปัจจุบัน พร้อมได้สั่งลูกหลานไว้ว่า ตายที่ไหนก็เผาที่นั่น โดยหลวงตาชื่นจุดเด่นของท่านอีกอย่างคือไม่รับปัจจัย กิจของสงฆ์จะ มีแค่ บิณฑบาตโปรดสัตว์ ทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์ เจริญภาวนา และศึกษาธรรมมะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาตมามาถึงวันนี้ชีวิตไม่ได้กังวล เพราะสละทุกอย่างแล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามสังขาร ตราบใดเดินไหวยังจะแสวงบุญทุกปี&amp;rdquo; หลวงตาชื่น กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87335</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, พระธุดงค์, หลวงตาชื่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fdda3adcb59a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
