<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA จับมือ กฟผ. และ รฟท. ผนึกกำลังรองรับยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ ช่วยลดมลภาวะ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมพิธีเปิดสถานีต้นทางบางซื่อ การไฟฟ้านครหลวง และ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับสถานีกลางบางซื่อและโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) รวมถึงรองรับการใช้ไฟฟ้าพื้นที่เมืองมหานครในอนาคต เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รับเทรนด์การเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร และ สถานีต้นทางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานีต้นทางบางซื่อตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 รองรับปริมาณพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 1,800 MVA (เมกะโวลต์แอมป์) เพื่อรองรับการจ่ายไฟฟ้าพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) โดยผ่านการควบคุมบริหารจัดการระบบไฟฟ้าด้วยระบบ SCADA ที่ทันสมัย ทั้งยังออกแบบให้มีระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเหตุฉุกเฉินโดยบูรณาการร่วมกับ กฟผ. ในการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากแหล่งจ่ายสถานีไฟฟ้าแรงสูงข้างเคียงของ กฟผ. ในพื้นที่โดยรอบ 3 สถานี (สถานีไฟฟ้าแรงสูงแจ้งวัฒนะ พระนครเหนือ และลาดพร้าว) รวมถึงการเชื่อมโยงจากสายส่งไฟฟ้าจากสถานีย่อยข้างเคียงของ MEA เอง ทำให้เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดย MEA มีความพร้อมในการจัดการควบคุมจ่ายไฟฟ้าให้กับทุกสถานีรถไฟฟ้าทั้งในปัจจุบัน นอกจากนี้ MEA ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าสำหรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาทดแทนรถยนต์น้ำมันต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับประชาชน ลดปัญหามลพิษทางอากาศ ตลอดจนการติดตั้งและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ MEA เชื่อมต่อ Platform ระบบบริหารจัดการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ วิเคราะห์ข้อมูลการชาร์จ เชื่อมต่อกับ MEA EV Application รองรับการใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในพื้นที่ให้บริการได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ MEA จึงมีความพร้อมพัฒนางานบริการเทคโนโลยีด้านระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยขับเคลื่อนระบบพลังงานอัจฉริยะเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักรเพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับการใช้ไฟฟ้าของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางของไทยแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งระบบรางที่สำคัญในอนาคตและยังถือเป็นโอกาสที่ดีในการ Restart กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนมีนาคม 2560 พร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าให้สถานีต้นทางบางซื่อ MEA เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบใช้ฉนวนก๊าซ (Gas Insulated Substation: GIS ) โดยเชื่อมโยงกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว แจ้งวัฒนะ และพระนครเหนือ ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดัน 230 kV (กิโลโวลต์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 วงจร พร้อมออกแบบและติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงแบบพิเศษที่มีเพียงต้นเดียวในประเทศไทย ให้สามารถใช้งานในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความสูงของเสาไม่ให้ส่งกระทบต่อระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเดิม โดยสามารถส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 2,400 MW (เมกะวัตต์) หรือเทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง รองรับการใช้ไฟฟ้าของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนานวัตกรรมรถยนต์ EV รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง &amp;ldquo;ล้อ ราง เรือ&amp;rdquo; สร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับประชาชน สามารถช่วยลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 จากภาคการขนส่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามแนวคิด EGAT for ALL&amp;nbsp;เพราะ กฟผ. เป็นของทุกคน ทำเพื่อทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการ รฟท. กล่าวว่า พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในฐานะศูนย์กลางระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่เชื่อมต่อทุกรูปแบบการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งทางราง ทางบก ทางอากาศ ซึ่งโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ถือเป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางที่เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางของไทยแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และยังเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่เชื่อมต่อกับรูปแบบการเดินทางอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย โดยคดว่าสามารถเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในเดือนกรกฎาคมนี้ และให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ประมาณปลายปี 2564 นี้ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชานเมือง ได้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยระบบรางที่มีประสิทธิภาพ และช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเข้าสู่โครงข่ายระบบรถไฟขนส่งมวลชนอื่นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สามารถรองรับรองรับประชาชนที่มาใช้บริการที่สถานีกลางบางซื่อ จำนวน 624,000 คน ต่อวัน และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน จำนวน 463,000 คน ต่อวัน ทำให้ทุกวันแห่งการเดินทางมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขที่เกิดจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107212</URL_LINK>
                <HASHTAG>EGAT for ALL, Energize smart living, Energy for city life, Gas Insulated Substation: GIS, MEA, MEA EV Application, Restart กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ, กฟผ., การรถไฟแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฉนวนก๊าซ, นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร, นายอวิรุทธ์ ทองเนตร, ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง, ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พระนครเหนือ, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, พิธีเปิดสถานีต้นทางบางซื่อ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รฟท., ระบบ SCADA, ลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ, ลาดพร้าว, สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร, สถานีไฟฟ้าแรงสูงแจ้งวัฒนะ, เพราะ กฟผ. เป็นของทุกคน ทำเพื่อทุกคน, โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1791cb481f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2019 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2019 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.ระดม6 แสนล้านบาทพัฒนาโรงไฟฟ้า 5.4 พันเมกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ.เตรียมระดมทุน 6 แสนล้านบาท พัฒนาโรงไฟฟ้าภายใน 10 ปีรวม 5.4 พันเมกฯ ยันไม่หวั่นแม้สัดส่วนผลิตไฟในพีดีพีจะเหลือ 24% ลุ้นครองส่วนที่ยังไม่กำหนดผู้ผลิต 11% ปลายแผน ลุยพัฒนาโรงไฟฟ้าเดินเบา พร้อมโซลาร์ในเขื่อน ชี้ศักยภาพสามารถผลิตไฟได้เกิน 1 หมื่นเมกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.62- นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้มีแผนที่จะใช้เงินลงทุนกว่า 600,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบสายส่ง รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงที่จะหมดอายุสัญญาในระยะ 10 ปี รวม 5,400 เมกะวัตต์ ได้แก่โรงไฟฟ้านำพอง ที่จะเริ่มโครงการในปี 2568 โรงไฟฟ้าแม่เมาะ พระนครใต้ สุราษฎร์ธานี 2 แห่ง และพระนครเหนือ รวมทั้งสิ้น 8 โรง โดยแบ่งเป็นเชื้อเพลิงถ่านหิน 700 เมกกะวัตต์ ที่แม่เมาะ นอกนั้นจะเป็นโรงไฟฟ้าคอมไบน์ไซเคิ้ล ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้เรากำลังดูอยู่ว่าช่องทางในการหาเงินใดบ้างที่ทำแล้วมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยที่ผ่านมาจะเป็นการกู้เงินจากธนาคารในประเทศไทย แต่เบื้องต้นก็มองว่าการออกหุ้นกู้ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี เพราะเราจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมลงทุนกับเราได้ ซึ่งยืนยันยันได้ไม่มีปัญหาด้านการเงินแน่นอน&amp;quot;นายวิบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 8 แห่งจะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในประเทศของ กฟผ. อยู่ที่ 31% หลังที่จะมีการปลดระวางของโรงไฟฟ้าที่หมดอายุแล้ว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของ กฟผ. อยู่ที่ 35% และตามที่มีการระบุในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี 2018) ที่กำหนดสัดส่วนให้กฟผ.มีการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 24% นั้นเป็นช่วงปลายแผนในอีก 20 ปีถัดไป ซึ่งในช่วงนั้นก็จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่ยังไม่มีการระบุว่าเป็นของใคร หรือให้ฝ่ายไหนดำเนินการอีก 11% หากในอนาคตทางรัฐบาลมอบหมายให้ กฟผ. ดำเนินการในส่วนนั้นสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ก็จะมากกว่า 24%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชน (ไอพีพี) ในช่วงปลายแผนก็เหลือเพียงแค่ 13% เท่านั้นจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 33% ซึ่งจะมีการกระจายสัดส่วนไปสู่ในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(วีเอสพีพี)มากขึ้นกว่า 35% และในส่วนนั้นก็จะเป็นการผลิตไฟจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์)มากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับกฟผ. รวมถึงปัจจุบัน กฟผ.ก็เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพิ่มขึ้น ที่เป็นการตั้งแบบลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ซึ่งล่าสุดก็ได้ทำการเสนอต่อกระทรวงพลังงานไปเพื่อขอดำเนินการโซลาร์ลอยน้ำรวม 2,725 เมกะวัตต์ กระจายในเขื่อนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กฟผ. ได้ติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน(เอนเนอร์ยี่ สตรอเรจ)ในสถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จในปี 63 เพื่อเป็นการนำร่องควบคู่พัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าให้เดินเครื่องในสถานการณ์ที่เชื้อเพลิงต่ำได้(โรงไฟฟ้าเดินเบา) โดยเบื้องต้นเป็นการติดตั้งเพื่อกักเก็บไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ โดยจะใช้จ่ายในช่วง 15 นาที ในกรณีที่โรงไฟฟ้าหลักเกิดเหตุดับหรือขัดก่อนเพื่อลดผลกระทบของประชาชนก่อนที่จะสามารถเดินเครื่องเข้าระบบของโรงไฟฟ้าหลักได้อีกครั้ง โดยใช้งบประมาณสถานีละ 800 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้เรากำลังเดินหน้าที่จะพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งเมื่อดูจากศักยภาพของเขื่อนน้ำของ กฟผ. นั้นจะสามารถติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำและผลิตไฟฟ้าได้อีก 10,000 ในเขื่อนทั่วประเทศ และในอนาคตหากมีการติดตั้งเอนเนอร์ยี่สตรอเรจร่วมด้วย รวมถึงผนวกกับการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำและไฟฟ้าจากการปั่นไฟ จะทำให้เขื่อนสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง 18-20 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนการพัฒนาโรงไฟฟ้าเดินเบา เพื่อจะติดตั้งใช้กับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือก่อน และโรงไฟฟ้าแม่เมาะในระยะต่อไป&amp;quot;นายวิบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแผนพีดีพีนั้นทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดว่าจะต้องมีการพิจารณาใหม่ทุก 5 ปีซึ่งในอนาคตมัดส่วนดังกล่าวก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกันนี้ กฟผ. ยังมีแผนที่จะออกแบบโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในช่วง 10 ปีนี้ เป็นโรงไฟฟ้าเชิงท่องเที่ยวด้วย โดยจะนำร่องในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ฯก่อน 2 แห่ง โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะซื้อพื้นที่เพิ่มเพื่อพัฒนาพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว และคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อนำเข้ามาอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ โดยคาดว่าจะมีการสรุปเร็ว ๆ นี้ก่อนที่จะขยายผลต่อไปยังโรงอื่น ๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ, ถ่านหิน, น้ำพอง, พระนครเหนือ, พระนครใต้, วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a55e9f1ff5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
