<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้พิพากษาปรามอย่าเอาพระราชดำรัส ตีความเป็นพระบรมราชวินิจฉัยปมถวายสัตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค. 62 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นทางวิชาการกรณี&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ว่า กระบวนการยุติธรรมมีหลายระดับ อันได้แก่กระบวนการยุติธรรมของเอกชน เช่น ประชาชนกับประชาชนมีข้อพิพาทในทางแพ่ง ในทางแรงงาน ในทางนิติกรรมสัญญา ในทางข้อขัดแย้งคดีผู้บริโภค คดีพาณิชย์ คดีภาษีอากร และคดีต่างๆ ในทางแพ่งก็จะใช้กระบวนการพิจารณาที่มีเฉพาะ&amp;nbsp; ในส่วนคดีอาญาก็เป็นเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา หรือที่เรียกว่ากฎหมายมหาชน เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประกอบด้วยศีลธรรมอันดี และการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อข้อบัญญัติข้อห้ามทางกฎหมายที่มีบทบัญญัติลงโทษในทางอาญา ก็จะมีวิธีพิจารณาในทางอาญาเป็นบทกฎหมายที่ ใช้ระงับข้อพิพาทในทางอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อพิพาทในคดีที่ใช้กฎหมายมหาชน โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎกติกาที่ใช้บังคับในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ระบุถึงวิธีการใช้อำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ และการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นต้น หากมีความขัดแย้งความไม่เห็นตรงกัน หรือการตีความขัดกันในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีกลไกและวิธี ระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยผ่านทางองค์กรต่างๆ ที่จะวินิจฉัย และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นศาลที่ตั้งขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและต้องยุติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่และมีผลอย่างไร เช่นนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคดีดังกล่าว กรณีเช่นนี้ก็ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกฎกติกาและวิธีพิจารณาความเกี่ยวกับคดีรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง กลไกต่างๆ ในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าถูกต้องและยุติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือที่มีระบบการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดข้อขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างกันในทางการเมือง เพื่อให้เรื่องที่ขัดแย้งนี้ยุติกันอย่างสันติวิธี เรื่องเช่นนี้ มิใช่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด เพราะอารยประเทศและนานาประเทศก็ใช้กระบวนการยุติธรรมเช่นนี้อย่างเดียวกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องการที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าเพื่อรับฟังพระราชดำรัสของในหลวง วันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการให้คำแนะนำฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์มิได้อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อไป&amp;nbsp; เพราะถือเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะเสนอข่าวในลักษณะคาดเดาหรือคิดเอาเองว่าเรื่องจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องการที่ พระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารมาปะปนกับเรื่องคดีเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย&amp;nbsp; เพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วไปก็มีแนวทางและกระบวนการดำเนินไป ตามการเมืองการปกครองประชาธิปไตยที่กระทำกันอยู่ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่หลังจาก ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารนั้น นับว่าเป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่จะให้โอวาท ให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารเพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน ซึ่งถือเป็นพระราชประเพณีที่ทรงปฏิบัติเช่นนี้มาแทบทุกสมัย ทุกรัชกาล ในโอกาสที่ฝ่ายบริหาร หรือ ข้าราชการระดับสูง บางประเภทเช่น ศาล อัยการ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ก็มีพระราชอำนาจในการอวยพรให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน รวมถึงการที่ ครม. ชุดนี้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทาน พระกระแสดำรัสไปครั้งนี้ ก็เป็นโบราณราชประเพณีที่กระทำมาในหลายรัชกาลของพระมหากษัตริย์ไทยแทบทุกพระองค์ รวมทั้งการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม. ในหลายๆ คราวที่ผ่านมา ก็มีพระราชกระแสเช่นนี้ ดังนั้นฝ่ายการเมืองและประชาชน จึงไม่บังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวหรือปะปนกับกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ควรจะนำไปตีความว่าพระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องวิธีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะพระองค์จะไม่ทรงเข้ายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะต้องไปดำเนินการผ่านศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์กรอิสระ หรือสภานิติบัญญัติเป็นผู้ส่งเรื่องไปนั้น ก็เป็นกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีกฎกติกากำหนดไว้โดยชัดเจนและเรียบร้อย เป็นไปตามระบอบการเมืองการปกครองประชาธิปไตยสากลที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศทั่วโลกกระบวนการนี้เรียกว่าดูโปรเซส หรือการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ในประเทศที่ใช้กฎหมายปกครองหรือที่เรียกว่า นิติรัฐ คือประเทศที่ใช้กระบวนการยุติธรรม มีกฎหมายเป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองที่ชัดเจน และเป็นบรรทัดฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฝ่ายการเมืองก็ดีหรือประชาชนไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์และนำเรื่องดังกล่าวไปคาดการณ์คาดคะเนหรือพูดคุยเป็นข่าวลือในทางที่ไม่ดีหรือเสียหาย เพราะสิ่งนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญและกฎกติกาในลักษณะของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปยุ่งเกี่ยวปะปนกับเรื่องความถูกผิดของกระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.ชุดนี้ และไม่ควรบังอาจไปถือเอาว่าพระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกผิดของการถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; นายศรีอัมพร กล่าวย้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44476</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ถวายสัตย์, นายก, นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ผู้พิพากษา, พระบรมราชวินิจฉัย, พระราชดำรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 07:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 07:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตอัยการชี้การถวายสัตย์ปฏิญาณจบไปแล้วผู้อื่นใด&#039;บังอาจ&#039;ยกเอาพระบรมราชวินิจฉัยขึ้นมาพิจารณาอีกไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.62-นายถาวร เชาว์วิชารัตน์ อดีตอัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่ง 9 มีนบุรี โพสต์บทความ เรื่อง ถวายสัตย์ปฏิญาณ ผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ระบุเนื้อหาว่า ขอบอกกล่าวเป็นเบื้องต้นว่า ผมเขียนและได้ทบทวนบทความนี้สองครั้ง ก่อนโพสท์ จึงเชื่อว่าได้ตรวจทานถ้อยคำภาษาและเนื้อความมาอย่างดีที่สุด ที่จะทำได้แล้ว แต่หากยังมีข้อผิดพลาดประการใด ไม่ว่าถ้อยคำหรือเนื้อหา ผมขอน้อมรับผิดแต่ผู้เดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. ในราวสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงพระราชพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทองค์พระมหากษัตริย์ เพื่อถวายคำสัตย์ปฏิญาณ และได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันว่า มีความบกพร่องเกิดขึ้น โดยยังไม่ปรากฏว่าจะลงเอยอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือพิมพ์วันนี้ ก็ยังคงลงเรื่องนี้เพื่อ &amp;quot;แหย่&amp;quot; รัฐบาล อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้คงหาใครที่จะมาแสดงความคิดเห็นได้ยาก เพราะอาจเกรงไปว่าจะเป็นการกระทบต่อเบื้องยุคลบาท แต่ถ้าไม่มีผู้ใดนำเรื่องนี้มาชี้แจงหรือกล่าวอธิบายต่อสังคมเสียบ้างเลย ก็ดูจะเป็นความอึมครึม และอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผมเห็นว่าน่าจะคลาดเคลื่อนจากหลักการและความน่าจะเป็นอยู่ไม่น้อย ทั้งไม่น่าจะเกิดผลดีแก่สังคมเท่าใดนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงยอมตัดสินใจว่า จำเป็นต้องเขียนบทความนี้่ขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อขออนุญาตให้เป็นคำอธิบายเรื่องนี้ในเชิงวิชาการ และในทัศนะของข้าแผ่นดินผู้หนึ่ง และอาจทำให้ประเด็นที่เกิดขึ้น ได้ยุติลงเสียได้อย่างราบ รื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. พิธีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น มีความหมายอย่างไร หรือมีคามสำคัญอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่าที่ได้สดับตรับฟังกันมา ใครๆก็มักจะคิดกันว่า เป็นรูปแบบหนึ่ง หรือพิธีการอย่างหนึ่งที่รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะต้องกระทำ เพียงเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนญ หรือตามธรรมเนียมปฏิบัติ ฟังดูก็เหมือนกับว่าเป็นเพียง สิ่งที่ต้องทำ ก็ต้องทำ โดยไม่เคยมีคำอธิบายเป็นอย่างอื่น ว่าทำไมจึงต้องทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมมีความเข้าใจที่แตกต่างออกไป ซึ่งน่าจะช่วยสรุปให้เห็นเป็นความคิดรวบยอดไว้ในชั้นแรกนี้ก่อนว่า พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ &amp;quot;การขอพระราชทานอำนาจในการปกครองแผ่นดินจากพระองค์ท่าน เพื่อนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นช่วงระยะเวลา ๔ ปี&amp;quot; ส่วนคำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนั้นก็เพื่อให้เป็นการยืนยันว่า เมื่อได้รับพระราชอำนาจไปแล้ว คณะรัฐมนตรีก็จะใช้อำนาจนั้นอย่างชอบธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้่งปวง ในนามพระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ทุกครั้งที่เมื่อจะมีรัฐบาลใหม่ จึงต้องเข้าเฝ้ากราบบังคมทูล เพื่อ &amp;quot;ขอพระราชทาน&amp;quot; อำนาจเช่นนั้นจากพระองค์ท่านกันใหม่ ทุกครั้งไปในรูปของพิธีกรรมถวายสัตย์ปฏิญาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วทำไมจึงต้องขอพระราชทานอำนาจฯ อำนาจ
มิได้เกิดขึ้นโดยอัตโมัติเมื่อได้ผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงนั้นดอกหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายต่อไปนี้ อาจตอบคำถามสองข้อข้างต้นนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. พระราชอำนาจในการปกครองแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ เราถูกหว่านล้อมให้เข้าใจกันไป (ซึ่งอาจถูกตามหลักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ หรือไม่ ผมไม่รู้ เพราะยอมรับว่าไม่ได้ร่ำเรียนมาในเรื่องนี้ คงว่ากันตามสามัญสำนึกของคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น) ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั้น คือ การปกครองที่อาศัยอำนาจจากปวงชนชาวไทย และเราก็เข้าใ่จกันต่อไปอีกว่า อำนาจนี้แหละที่ฝ่ายปกครองใช้อ้างอิงเพื่อตั้งรัฐบาล หรือเพื่อมาปกครองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมเห็นว่า โดยรูปแบบที่เป็นอยู่ในความเป็นจริงนั้น มิใช่เช่นนั้นทีเดียวนัก หากพิจารณาดูรูปแบบพิธีกรรมต่างๆ โดยครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะเห็นว่ามีอะไรมากกว่านั้น อย่างน้อยก็มิได้เป็นอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเช่นนี้จะทำให้เ้ข้าใจกันได้ง่ายขึ้น คงต้องมาดูถึงอำนาจการปกครองแผ่นดินในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ของประเทศต่างๆ ดูกันก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้เราอาจแบ่งประเทศต่างๆในโลกได้ตามลักษณะของประมุขของประเทศ ได้เป็น ๒ ระบบใหญ่ คือ แบบไม่มีกษัตริย์ กับระบบที่มีกษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบที่ไม่มีกษัตริย์ คือระบบประธานาธิบดี ระบบนี้ส่วนใหญ่ ตัวประธานาธิบดีเองเป็นประมุขประเทศ และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารปกครองด้วยตนเอง เช่นสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย บางประเทศ เช่น อินเดีย มีประธานาธิบดีเป็นประธานของประเทศอยู่เฉยๆ แต่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นในบทความนี้ จึงขอผ่านไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนระบบที่ยังมีกษัตริย์นั้น มีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่ง ผมถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบดั้งเดิม ที่คนไทยเรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งบัดนี้ก็ยังมีอยู่บางประเทศ พระมหากษัตริย์ท่านใช้อำนาจของพระองค์ท่านปกครองประเทศในฐานะ &amp;quot;เจ้าของประเทศ&amp;quot; ระบบนี้จะมีข้อดีข้อเสีย เหมาะสมอย่างไร คนชาติอื่นๆ ไม่ควรเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเองไม่อยากให้ใครมาวิจารณ์เรา จึงไม่ควรไปวิพากษ์เรื่องของประเทศอื่นเขา และด้วยเหตุนี้ จึงไม่กล่าวถึงชื่อประเทศเหล่านั้นในบทความนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีไทยเราอยู่ด้วย และมีอยู่ค่อนข้างมากในโลกนี้ คือ ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขปกครองประเทศ ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นพระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจการปกครองแผ่นดินอยู่ ไม่ว่าจะโดยรูปแบบธรรมเนียมประเพณี หรือโดยการยอมรับ ความเข้าใจของประชาชนก็ตาม เพียงแต่พระมหากษัตริย์ในประเทศเหล่านี้จะมิได้ทรงใช้อำนาจบริหารประเทศของพระองค์โดยตรง หากแต่พระราชทานอำนาจนั้นบางส่วนให้แก่กลุ่มบุคคลไปบริหารปกครองประเทศ &amp;quot;แทน&amp;quot; พระองค์ โดยในระบอบนี้ ประชาชนจะเป็นผู้เลือกคณะบุคคลขึ้นมาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันเป็นกระบวนการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลที่เราทำกันอยู่ และเพิ่งเสร็จไปเร็วๆ นี้อีกรอบหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อจะเข้าไปใช้อำนาจปกครองจริงๆ ก็ต้องเข้าไปกราบถวายบังคมทูล ขอพระราชทานอำนาจ นั้น เสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศเหล่านี้ นอกจากไทยเราแล้ว ที่รู้จักกันดีก็คือ อังกฤษ สเปน ญี่ปู่น กัมพูชาใกล้บ้านเรา และอีกบางประเทศทางยุโรป ประเทศเหล่านี้มีรูปแบบอย่างเดียวกัน คือ ประชาชนเลือกตั้งคนที่ตนเห็นชอบขึ้นมาเป็นผู้บริหาร หรือใช้อำนาจปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อำนาจปกครองนั้นอยู่ที่ไหน ได้ตอบแล้วว่า เป็นพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว จะใช้อำนาจนั้นทันที ยังไม่ได้ อาจเตรียมการได้ คุยกันล่วงหน้าได้ แต่ยัง &amp;quot;ใช้อำนาจ&amp;quot; นั้นไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้ยังไม่มีอำนาจเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างน้อย โดยรูปแบบธรรมเนียมประเพณี ก็วางรูปแบบแห่งเจตนารมณ์ของธรรมเนียมการปกครองไว้เช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอำนาจปกครองเช่นว่านั้น ยังถือว่าเป็น &amp;quot;พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์&amp;quot; อยู่ และเป็นของพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่พระองค์ท่าน(ในทุกๆ ประเทศ) ยัีงไม่ได้ใช้ หรือไม่ได้ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่จะมีสิทธิ(หรือหน้าที่) ที่จะใช้อำนาจนี้ &amp;quot;แทนองค์พระมหากษัตริย์&amp;quot; จึงต้องเริ่มด้วยการ&amp;nbsp;
&amp;quot;ขอพระราชทานอำนาจ&amp;quot; การปกครองแผ่นดินเช่นนี้จากองค์พระมหากษัตริย์ เสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้รับพระราชทานอำนาจปกครองแผ่นดิน(บางส่วน ตามวาระ) จากพระองค์ท่านแล้ว จึงนำอำนาจปกครอง นั้นมาใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณ คือกระบวนการที่ เข้าไป &amp;quot;กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชอำนาจ บางส่วน&amp;quot; นั้น เพื่อมาใช้ในการบริหารบ้านเมืองต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการอันเป็นรูปแบบพิธีกรรม หรือพิธีการเช่นนี้ จึงประกอบไปด้วยสองส่วนสำคัญ คือ &amp;quot;การขอ&amp;quot; โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีผู้ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เป็นผู้เข้าไป &amp;quot;ขอพระราชทาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อ &amp;quot;ขอ&amp;quot; แล้ว ย่อมเป็นพระราชอำนาจ และพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์ที่จะทรงพิจารณาวินิจฉัยว่า จะสมควร &amp;quot;พระราชทานอำนาจ&amp;quot; นั้นให้หรือไม่ รวมถึงหากมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ว่า ยอมให้ได้ พระองค์ก็อาจพระราชทานพระราชวินิจฉัย หรือพระราชดำริต่าง ๆรวมถึงพระบรมราโชวาทให้คณะบุคคลเหล่านี้ประกอบการนำอำนาจนั้นไปใช้ได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมมุติว่า (เป็นแค่สมมุติ) หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบกับคณะบุคคลเหล่านี้ ย่อมมีพระราชอำนาจเต็มในการที่จะไม่ มอบพระราชอำนาจนั้น ก็ย่อมทำได้เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงยังทรงมีพระราชอำนาจในการที่จะทักท้วงการปฏิบัติงานของผู้รับมอบพระราชอำนาจนั้นได้เสมอตลอดเวลาอีกเช่นกัน มิได้หมายความว่า มอบให้แล้วจะเอาไปทำอะไรตามอำเภอใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียกได้ว่า พระราชพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ จึงมีกระบวนการสำคัญอยู่ ๒ ส่วน และผมถือว่า เป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญ คือ ส่วนการปฏิบัติในการ &amp;quot;ขอ&amp;quot; ของผู้ขอ และ ส่วนอันเป็นพระราชวินิจฉัยของพระองค์ผู้ให้หรือมอบอำนาจ ซึ่งในสองส่วนนี้ ผมเห็นว่าส่วนที่เป็นสาระสำคัญมากที่สุด คือ ทางฝ่ายพระองค์ผู้ให้หรือมอบอำนาจนั้น ส่วนผู้ขอนั้นมีความสำคัญน้อยกว่า หรือรองลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อข้อปฏิบัติทางฝ่ายพระองค์ผู้มอบอำนาจได้กระทำไปอย่างครบถ้วนถูกต้อง ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ แล้ว ก็ถือว่า พิธีกรรมเช่นนี้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว โดยมิพักต้องมาพิจารณาในส่วนพฤติการณ์ของผู้ขอแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่จำเป็นต้องมาพูดกันว่ามีข้อบกพร่อง หรือจะกระทบต่อกระบวนการนี้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์อันแสดงถึงความยินยอมให้มีคณะบุคคล (คณะรัฐมนตรี นำโดยนายกรัฐมนตรี) ไปใช้อำนาจบริหารบ้านเมืองต่อไปนั้น เป็นอันถึงที่สุด และเป็นล้นพ้น และถือว่า เมื่อได้ทรงรับคำกราบบังคมทูลและถวายสัตย์ปฏิญาณอันเป็นส่วนหนึ่งของคำ &amp;quot;กราบบังคมทูลขอ&amp;quot; ตลอดจนได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เสร็จสิ้นแล้ว ก็ืถือว่า องค์พระมหากษัตริย์ได้มีพระราชวินิจฉัยอันเป็นที่สุด ทรงเล็งเห็นและประกาศให้ทราบทั่วกันแล้วในแผ่นดินว่า พระองค์มอบพระราชอำนาจส่่วนนี้ให้เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในกระบวนการระหว่างนั้น หากจะมีสิ่งใดบกพร่องหรือไม่ ครบถ้วนหรือไม่ ควรถือว่า ทั้งหมดเหล่านี้(หากมี) เป็นการอันปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์ และในเบื้องพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ไป ณ เวลานั้น แล้ว ทุกประการ หากพระองค์ท่านทรงเห็นว่า มีข้อบกพร่องถึงระดับที่ยังไม่สมควรที่จะ &amp;quot;พระราชทานอำนาจ&amp;quot; ให้ พระองค์ก็ทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพและพระราชอำนาจที่จะ &amp;quot;ไม่พระราชทานอำนาจ&amp;quot; ให้ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นพระราชอำนาจอันเป็นที่สุดของพระองค์ หรือขององค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อขั้นตอนนี้ได้ผ่านไปครบแล้ว โดยรูปแบบแห่งพิธีการ ก็ต้องถือว่า องค์พระมหากษัตริย์มิได้ทรงเห็นว่าข้อบกพร่องเหล่านี้เป็นเรื่องสลักสำคัญแต่อย่างใด อันเป็นพระบรมราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ ถือได้ว่ากระบวนการแห่งการ &amp;quot;พระราชทานอำนาจ&amp;quot; นั้นครบถ้วนถูกต้อง ผ่านไปเรียบร้อยแล้วทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และย่อมมิใช่หน้าที่ของผู้อื่นใดที่ไม่มีหน้าที่ในเรื่องเช่นนี้ที่จะ &amp;quot;บังอาจ&amp;quot; ยกเอาพระบรมราชวินิจฉัยอันเป็นการส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ขึ้นมาพิจารณาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะมีผู้ใด หรือคณะใดที่จะพึงกราบถวายความเห็นในเรื่องเช่นนี้ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ก็คงเป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี และถือเป็นพระราชกรณียกิจหรือพระราชภารธุระ เฉพาะขององค์พระมหากษัตริย์ พระองค์เอง เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่เรื่องของผู้อื่นใดในแผ่นดินนี้ จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔. ผมจึงเห็นว่า กระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ผ่านมา ซึ่งพิธีกรรมทั้งหลายได้ลุล่วง ผ่านขั้นตอนต่างๆ ไปจนครบถ้วน จนพระมหากษัตริย์ทรงตอบรับ และมีพระบรมราโวาทอันสมควร มอบให้แก่คณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น เป็นการอันเสร็จสิ้นแห่งพระราชพิธีและเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ไม่ถือว่ามีการกระทำใดเป็นการขาดตกบกพร่องในสาระสำคัญของพระราชพิีธีนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปเป็นภาษาชาวบ้านให้ฟังง่าย ๆ ก็คือ การ &amp;quot;ขอพระราชทานอำนาจ&amp;quot; ครั้่งนี้ ได้ขอไปแล้วตามรูปแบบพิธีการ และพระมหากษัตริย์ได้ &amp;quot;มอบอำนาจ&amp;quot; มาให้ตามที่ขอแล้ว โดยมิได้ทรงมีข้อขัดข้องโต้แย้งแต่ประการใด จึงถือว่า กระบวนการหรือพิธีกรรมนี้สมบูรณ์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจมีขึ้น หรืออ้างว่าได้มีขึ้นในระหว่างกระบวนการนั้น หากมีจริง ก็พึงถือว่า ได้อยู่ในสายพระเนตรพระกรรณที่พระองค์ได้ทรงทราบและได้พระราชทานพระรมราชวินิจฉัยในขณะนั้นเป็นที่ยุติและเสร็จสิ้นเด็ดขาดลงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่บังควรที่ใครอื่นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเรียกว่า ไม่ใช่ธุระของชาวบ้านก็น่าจะได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากจะหาเรื่องพูดกันต่อไปว่า &amp;quot;พระองค์มิได้ทรงเห็นข้อบกพร่องนี้มาก่อน&amp;quot; ก็อาจเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ได้เช่นกัน จึงเป็นการอันไม่ควรกระทำเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕. ส่วนการที่จะตำหนิติเตียนตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยประการหนึ่งประการใดก็ดี เป็นการเฉพาะตัวบุคคลนั้นก็อาจจะทำได้ (หากยังคิดอยากจะทำตามอารมณ์ของปุถุชน ที่จะต้องหาเรื่ืองกันให้จงได้) แต่ก็จะยุติลงเพียงภายในกรอบเรื่องภายในสถานะบุคคลธรรมดาสามัญด้วยกันเท่านั้น จะตำหนิกันว่า ไม่รอบคอบ สะเพร่า หรืออื่นใดก็สุดแล้วแต่ แต่ไม่ควรจะให้มีผลใด ๆ ที่ก้าวล่วงไปถึงองค์พระมหากษัตริย์ต่อไปอีก ไม่ว่าในลักษณะประการใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่อยากจะสรุปด้วยถ้อยคำว่า เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะคำพูดเช่นนี้อาจทำให้มีผู้ตีความโต้แย้งต่อไปอีกว่า เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากจะสรุปเพียงว่า กรณีความบกพร่องอันจะเป็นประการใดมาก็ตาม เรื่องเหล่านี้ได้ผ่านขั้นตอนที่องค์พระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยมาแล้วว่า ไม่ได้เป็นปัญหา พฺิธีกรรมต่างๆ จึงลุล่วงและเสร็จไปแล้วสมบูรณ์และเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และย่อมมิใช่เรื่องที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทกันอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแต่ว่า ในวันข้างหน้า หากนายกรัฐมนตรี คนใหม่ หรือคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณกันอีก ก็ขอได้ระมัดระวัง อย่าได้ทำการให้เกิดข้อบกพร่องเช่นนี้อีกก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผิดพลาดเช่นนี้ ควรจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็มากพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเรื่องนี้สมควรจะให้เป็นที่ยุติ หรือจบลงได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชอาญามิพ้นเกล้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43315</URL_LINK>
                <HASHTAG>การถวายสัตย์ปฏิญาณ, ถาวร เชาว์วิชารัตน์, พระบรมราชวินิจฉัย, อดีตอัยการอาวุโส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d51fe0a58289.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราชวินิจฉัย ร.7 ต่อเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะอนุกรรมาธิการพิจารณา &amp;quot;เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ&amp;quot; ของปรีดี พนมยงค์ ได้จัดประชุมขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2476 โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเสนอให้ดำเนินการทางเศรษฐกิจอย่างรัฐบาลเก่า คือ ขยายสหกรณ์ประเภทเครดิต และขจัดคนกลาง เลือกทำในบางเรื่องตามโอกาสอำนวย และที่สำคัญคือ ไม่ต้องมีการวางแผนเศรษฐกิจ ส่วนฝ่ายของปรีดี พนมยงค์ เสนอให้รับหลักการที่จะดำเนินตาม &amp;quot;เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ&amp;quot; แต่งตั้งสภาเศรษฐกิจสำรวจและวางแผนจัดดำเนินการ &amp;quot;เมื่อมีแรงทุนเท่าใดทำเพียงเท่านั้น&amp;quot; การประชุมในวันนั้น ฝ่ายปรีดี พนมยงค์ พยายามรุกให้ที่ประชุมตกลงว่า จะเอาอย่างไรให้แน่นอน แต่ฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็เบี่ยงบ่ายด้วยความคิดที่ว่า โครงการนั้นจะดำเนินการไม่ได้ และถ้าหาก ปรีดี พนมยงค์ ประกาศโครงการเศรษฐกิจในนามของตนเอง ก็อย่าทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าเป็นของรัฐบาล

วันที่ 28 มีนาคม 2476 ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีก ในที่ประชุม พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ถามว่า นโยบายทางเศรษฐกิจได้จัดการอย่างไรบ้าง ปรีดี พนมยงค์ ได้เล่าถึงการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวของตน จากนั้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็ได้นำเอาบันทึกพระบรมราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 7 เกี่ยวกับเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ มาเสนอต่อที่ประชุมและให้ปรีดี พนมยงค์อ่าน การกระทำดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งต้องยุติลง พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวนี้บ้างก็เชื่อว่าเป็นของรัชกาลที่ 7 บ้างก็ว่าพระยามโนปกรณ์นิติธาดากับพวกทำขึ้นแล้วให้รัชกาลที่ 7 ลงพระนาม แต่พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวโต้แย้งปรีดี พนมยงค์ รุนแรงมาก

เช่นบางตอนกล่าวว่า &amp;quot;โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ &amp;nbsp;ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ &amp;nbsp;สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่า โครงการทั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 นี้ เหมือนกันหมด&amp;quot; ซึ่งทำให้ ปรีดี พนมยงค์ ถึงกลับกล่าวว่า &amp;quot;เมื่อในหลวงไม่เห็นด้วยแล้วก็มีทางเดียวเท่านั้น คือ ข้าพเจ้าต้องลาออกจากรัฐมนตรี&amp;quot; แต่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ขอให้ระงับการลาออกไว้ก่อน

ใน พระบรมราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ ปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความเห็นโต้แย้งแนวคิดทางเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์ แทบจะทุกประเด็น เริ่มตั้งแต่ หมวดที่ 1 ว่าด้วยหลักของคณะราษฎร ทรงก็ &amp;quot;ขอให้ฟังเสียงของราษฎรจริงๆ อย่างได้หักโหมบังคับเอาโดยทางอ้อม หรือทางใดทางหนึ่ง ให้ออกเสียงเห็นด้วยเลย ขออย่างโกรษราษฎรถ้าเขาพากันออกเสียงว่าไม่ชอบวิธีเหล่านี้ ซึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่พวกของผู้เขียนโดยแน่นอน&amp;nbsp;


fifa356 และอย่างได้ว่าราษฎรนั้นถือทิฐิมานะงมงายหรือเป็นอุบาทว์กาลีโลก&amp;quot;, ส่วนเรื่องของ &amp;quot;ความไม่เที่ยงแท้แห่งการเศรษฐกิจในปัจจุบัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เค้าโครงการเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่อง &amp;quot;ความแร้นของราษฎร&amp;quot; นั้น รัชกาลที่ 7&amp;nbsp;


bnk789 ทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;ราษฎรของเราตลอดจนชั้นคนขอทานยังมิปรากฏเลยว่าอดตาย คนที่อดตายจะมีก็แต่คนที่กลืนไม่ลงเพราะความเจ็บไข้เท่านั้น แม้แต่สุนัขตามวัดก็ปรากฏยังไม่มีอดตาย...ราษฎรของเรามีน้อยคนหรือเกือบจะไม่มีก็ได้ที่นอนกลางคืนแล้วนึกว่ารุ่งขึ้นเช้าจะหากินไม่ได้ นอกจากผู้นั้นจะกระดุกกระดิกตัวไม่ได้ หาไม่ฉะนั้น คงหากินได้เสมอ&amp;quot;

เรือง &amp;quot;ราษฎรชอบเป็นข้าราชการ&amp;quot; นั้น พระองค์ก็โต้แย้งว่า &amp;quot;ความข้อนี้อาจเป็นจริงได้ แต่ไม่ใช่จริงอย่างตลอด เพราะเหตุว่าความหมายของราษฎรให้คำว่า &amp;#39;ข้าราชการ&amp;#39; นั้นมิได้หมายดังที่ผู้เขียนหมาย &amp;#39;ข้าราชการ&amp;#39; ตามความจริงของราษฎรนั้น คือผู้นั่งชี้นิ้วอำนวยการงาน หรือผู้นั่งโต๊ะเป็นเสมียน กินน้ำชาและ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
งานเบาๆ ในประเภทเช่นว่านี้ ข้าราชการเช่นนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าราษฎรอยากเป็นจริง เพราะสบายดี ไม่ต้องเหนื่อยยากอันใด แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังไม่เป็นการจริงทั้งสิ้น เพราะมีราษฎรหลายคนที่ไม่พึงประสงค์จะเป็นแม้แต่เสมียน เขาชอบประกอบการอาชีพทำการอิสระ ดั่งนี้มักมีจำนวนอยู่มากไม่น้อย&amp;quot;

เรื่อง &amp;quot;แรงงานที่สูญเสียไปและพวกหนักโลก&amp;quot; นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;การที่จะจัดให้ราษฎรมาทำงานให้แก่รัฐบาลดังนี้ได้ โดยรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่จะสั่งอะไรก็ได้ ในเวลากำหนดเท่าใดก็ได้ ดังแผนนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ถ้าจะทำได้ก็คงต้องถึงใช้การบังคับกันอย่างหนัก&amp;nbsp;


save168 ถึงกับต้องยิงกัน อย่าลืมว่าคนไทยนันรักเสรีภาพความเป็นอิสระอยู่ในเลือดแล้ว เขาย่อมสละเสรีภาพมาให้ง่ายๆ ไม่ได้แน่ ถ้าจะต้องบังคับกันอย่างนี้แล้ว จะสมควรละหรือ เราหวังจะให้ความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎรทั่วไป การต้องบังคับกดคอให้เขาทำงานนั้น จะจัดว่าให้ความสุขสมบูรณ์แก่เขาอย่างไร มันจะกลายเป็นให้ทุกข์สมบูรณ์เสียมากกว่า&amp;quot; ส่วนบทที่ 4 ที่ว่าด้วยเรื่อง &amp;quot;แรงงานที่เสียไปเพราะบุคคลที่เกิดมาหนักโลก&amp;quot; นั้น ทรงวิจารณ์ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรีดี พนมยงค์

&amp;quot;ความหนักโลกดังผู้เยนกล่าวนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะหมดไปได้ นอกจากนั้นใครจะยอมว่าใครหนักโลก ตัวก็พูดว่าคนอื่นหนักโลก เรามักเห็นตัวเราไม่ถนัด เขาหนักเสมอ ต่างก็นึกเช่นนั้นเสมอเป็นธรรมดา เราเห็นว่าเราทำความดีให้ชาติ คนอื่นเขาก็คงมีเหตุผลอย่างเดียวกันที่จะนึก ดังนั้น คนเราย่อมมีใจคิดด้วยกัน ใครจะมาเป็นผู้ตัดสินว่า ใครผิดใครถูกโดยไม่มีข้อพิสูจน์อย่างใดชัดย่อมไม่ได้ เช่น พวก

ปรปักษ์ของรัฐบาลบางจำพวกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขาอาจเห็นตัวเขาไม่หนักโลก แต่เห็นคนอื่นหนักก็ได้&amp;quot;&amp;nbsp;


สล็อต
เรื่อง &amp;quot;วิธีซึ่งรัฐบาลจะหาที่ดิน แรงงาน เงินทุน&amp;quot; ที่ปรีดี พนมยงค์ เน้นย้ำว่า &amp;quot;หลักการสำคัญที่ควรคำนึงก็คือ รัฐบาลต้องดำเนินการวิธีโดยละม่อม ไม่ประหัตประหารคนมั่งมี&amp;quot; นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเตือนว่า &amp;quot;ข้าพเจ้าขอให้เป็นดังนั้นจริงๆ เถิด ลงท้ายเข้าเกรงจะหันเข้าหาวิธีรัสเซียใช้ คือ เก็บภาษีสูบเลือดไปทีละเล็กละน้อย ให้ใบบอนด์ซึ่งมีราคาเกินกระดาษ จัดการเข้าประหารคนมั่งมี หาว่าคนมั่งมีหนักโลกเสียละกระมัง&amp;quot;

เรื่อง &amp;quot;รักชาติหรือรักตัว&amp;quot; พระองค์ก็ทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;การที่จะพูดว่า คนที่เช่าที่เขาหรือคนที่มีที่ดินของตัวเองว่าใครจะรักชาติมากกว่าใครนั้นเฉยๆ ไม่ได้ เราจะรู้ได้ว่าใครจะรักมากกว่าใคร กลับจะต้องไปพิสูจน์เสียอีกว่า ถ้าชาติพังทะลายเสียแล้ว ผู้ใดจะเสียประโยชน์มากกว่ากันเป็นคะแนนวัดความรักชาติเสียอีก เพราะคนย่อมรักของๆ ตัวและประโยชน์ของตัวเป็นใหญ่จึงจะมีความรักใคร่ส่วนรวม คือ ชาติ&amp;quot; &amp;nbsp;ส่วนที่ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า &amp;quot;ข้าราชการบางคนเกียดกันไม่อยากให้ราษฎรเป็นข้าราชการ&amp;quot; นั้น พระองค์ก็ทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;คำพูดเช่นนี้เป็นการกล่าวโทษข้าราชการโดยไม่ยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เรื่อง &amp;quot;การจัดทำรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลเข้าสู่ดุลยภาพ&amp;quot; โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ว่าด้วยเรื่อง &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดการเศรษฐกิจโดยรัฐบาลต้องระวังไม่ให้มนุษย์กลายสัตว์&amp;quot; นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวิจารณ์ว่า &amp;quot;การที่จะไม่ให้คนกลายเป็นสัตว์นั้น ย่อมอยู่ที่คอยเพ่งเล็งมิให้เขาเสียเสรีภาพของเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่ตามโครงการเศรษฐกิจที่ผู้เขียนกล่าวไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้การบังคับ&amp;quot; ซึ่งก็จะทำให้ราษฎรกลายเป็นทาสเช่นเดียวกับในช่วงก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะทรงประกาศเลิกทาส &amp;quot;แทนที่จะเรียกว่าข้าราชการก็กลายเป็นรัฐทาสเสียมากกว่า สัตว์นั้นอดหยากได้ยากกว่ามนุษย์ เพราะมันหาหย้ากินได้สบายกว่า แต่รัฐทาสนี้ไม่มีทางใดจะหากินทีเดียวนอกจากเป็นทาส&amp;quot;

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงวิจารณ์หลัก 6 ประการข้ออื่นๆ ด้วย เรื่อง &amp;nbsp;&amp;quot;ความเสมอภาค&amp;quot; ทรงวิจารณ์ว่า &amp;quot;จะมีความเสมอภาคได้อย่างไร ข้าราชการส่วนหนึ่งต้องทำงานเป็นทาส และอีกส่วนหนึ่งเป็นนายผู้ชำนาญทำงานชี้นิ้ว ความเสมอภาคที่ผู้เขียนกล่าวนั้นไม่ใช่มีแต่บนกระดาษ เป็นแต่เพียงเสมอภาคด้วยชื่อ&amp;quot;, เรื่อง &amp;quot;เสรีภาพ&amp;quot; ทรงวิจารณ์ว่า &amp;quot;เมื่อห้ามปรามขัดขวางไม่ให้ราษฎรทำตามสมัครใจได้ดังกล่าวแล้ว ก็เท่ากับตัดเสรีภาพ ก็เมื่อรัฐบาลตั้งใจจะตัดเสรีภาพเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการนำความสุขสมบูรณ์มาให้แล้วก็จะทิ้งคนให้มีชีวิตอยู่ทำไม ประหารชีวิตมันเสียให้หมดก็แล้วกัน มันจะได้ไม่ตายดีกว่าที่จะสละทิ้งเสรีภาพของตน&amp;quot; และสุดท้าย เรื่อง &amp;quot;การศึกษา&amp;quot; ทรงวิจารณ์ว่า &amp;nbsp;&amp;quot;การบังคับให้เรียนหรือการบังคับต่างๆ นี้ ทำไมผู้เขียนจึงชอบนัก ก็จะการชักชวนแทนมิได้หรือ ถ้าจะจัดการศึกษาควรจะต้องชักชวนให้ราษฎรรักการศึกษา และให้ความสะดวกในการศึกษา ทำไมจะต้องใช้แต่ไม้บังคับตลอดไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาพหพลพยุหเสนา

ควรกล่าวด้วยว่า ใน พระบรมราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ ปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงวิจารณ์ &amp;quot;เค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร&amp;quot; และ &amp;quot;เค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบเศรษฐกิจ&amp;quot; อย่างละเอียดด้วย จากนั้นในท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรง &amp;quot;สรุปความ&amp;quot; ว่า

&amp;quot;เรื่องที่ได้พิจารณามาแล้วนี้ย่อมเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ซึ่งจะเป็นการถูกต้องหรือไม่นั้นก็เป็นแต่ความคิดของข้าพเจ้าเท่านั้น การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนถูกหรือผิดก็ต้องทดลองดูเท่านั้นจึงจะเห็นได้

แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องเป็นสิ่งสงสัยเลยว่า โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่า โครงการทั้ง 2 นี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปแบบของวิธีการกระทำ จะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทย หรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร หรือข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอย่างนั้นบ้าง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาคนอย่างนั้นบ้าง&amp;quot;.

--------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง : สถาบันพระปกเกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33019</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ปรีดี พนมยงค์, พระบรมราชวินิจฉัย, ร.7, เค้าโครงเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190405/image_big_5ca6ae9514846.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
