<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสมก.เฮ!พระราชกฤษฎีกาให้ลงทุนและออกพันธบัตรได้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2564 - &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกา&amp;nbsp;จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 27 พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีเนื้อหาที่สำคัญคือ มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (3) ของมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 &amp;ldquo;(3) ประกอบธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพโดยใช้ทรัพย์สินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (7/1) ของมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 &amp;ldquo;(7/1) ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 เพื่อให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมีอำนาจในการประกอบธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพโดยใช้ทรัพย์สินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และให้มีอำนาจในการออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104369</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก, นายกรัฐมนตรี, พระบรมราชโองการ, พระราชกฤษฎีกา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_606985bc8e5df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราชโองการตั้งสมณศักดิ์’หลวงพ่อเลี่ยม’เป็น’พระเทพวชิรญาณ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 &amp;ndash; ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนที่ 21 ข ลงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชภาวนาวิกรม เป็น พระเทพวชิรญาณ ภาวนาวิธานโกศล วิมลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97883</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, พระราชภาวนาวิกรม, พระเทพวชิรญาณ, วัดหนองป่าพง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_6060289428295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯ7รมต.ใหม่ ตามโผ‘ดอน’ควบรองนายกฯเอกชนขานรับจี้เร่งฟื้นฟูศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ 7 รายแล้ว ไม่มีพลิกโผ แค่ &amp;ldquo;ดอน&amp;rdquo; โผล่ควบ &amp;ldquo;รองนายกฯ&amp;rdquo; อีกเก้าอี้ ทำให้ประยุทธ์ 2/2 อุดมรองนายกฯ ถึง 6 ตำแหน่ง ภาคเอกชนขานรับแต่จี้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19&amp;nbsp; โดยเฉพาะการตกงานที่จะพุ่งขึ้นตามวิถีชีวิตใหม่ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; ฟุ้งผลงานดันจีดีพีประเทศโตต่อเนื่องหลังทำรัฐประหาร สะกิดสังคมหากยังขัดแย้งอาจทำให้ไทยต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีถึงผงาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 137 ตอนพิเศษ 180 ง ความว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2562 แล้วและแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562 นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างและเพิ่มเติมบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายอนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายปรีดี ดาวฉาย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2563 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่าส่งไปแล้ว แล้วก็จะมีการกำหนดเวลาเข้าเฝ้าฯ สบายใจแล้วกัน จะได้ทำงานกันได้ ทุกอย่างเรียบร้อย
สำหรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 ส่วนใหญ่เป็นไปตามโผก่อนหน้านี้ โดยเป็นคนนอก 2 คนคือ นายสุพัฒนพงษ์ และนายปรีดี ขณะที่อีก 4 รายสังกัดพรรค ทั้งนายอนุชา, นายสุชาติ, นายเอนก และนางนฤมล แต่ที่น่าสนใจคือ การเพิ่มตำแหน่งรองนายกฯ ขึ้นมา 1 ตำแหน่งของนายดอน ทำให้รัฐบาลมีรองนายกฯ ถึง 6 คน จากเดิมที่เพียง 5 คน ทำให้รัฐบาลประยุทธ์ 2/2 มี 36 คน 41 ตำแหน่ง &amp;nbsp;
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการแต่งตั้งนายดอนควบรองนายกฯ ว่า ไม่ทราบเหตุผล แต่ถ้าให้เดา นายดอนเป็น รมว.การต่างประเทศ ซึ่งในหลายเรื่องที่ต้องเดินทางและทำแทนนายกฯ ที่ผ่านมานายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ เป็นผู้เดินทางไปทำหน้าที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นายดอนก็คงทำหน้าที่ดังกล่าวแทน ซึ่งภารกิจที่นายกฯ ต้องเดินทางไปในต่างประเทศมีมาก หากนายกฯ ไม่ไป จะมอบหมายรัฐมนตรีไม่ได้ ขณะที่ รมว.การต่างประเทศ กต.ต้องไปประชุมในระดับรัฐมนตรีอยู่แล้ว เมื่อแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ จะสามารถประชุมแทนนายกฯ ได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชากล่าวภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งว่า เบื้องต้นรับทราบแล้ว และคงเตรียมความพร้อม เพื่อรอการประสานงานจากผู้เกี่ยวข้องถึงรายละเอียดการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติโพสต์เฟซบุ๊ก?ว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน? ตนเองและครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และจะขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ส่วนนางนฤมลกล่าวว่า ยังไม่ขอพูดอะไรในตอนนี้ ขอให้ผ่านขั้นตอนการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน จากนั้นจะพูดในนโยบายที่ตั้งใจจะทำงานในส่วนของกระทรวงแรงงานที่ได้รับมอบหมาย
เอกชนจี้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคิดเห็นของภาคเอกชนนั้น นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รายชื่อของ ครม.ใหม่ โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจนั้นเป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนได้ เนื่องจากนายสุพัฒนพงษ์และนายปรีดีมีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์การทำงานในภาคเอกชนมาก่อน เชื่อว่าจะเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งเร่งด่วนที่ต้องการให้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ดำเนินการทันที คือ การตั้งคณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนกับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ที่มีหน่วยงานรัฐ และเอกชนเข้าร่วม เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญหาปากท้องประชาชน และการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมชาย ภคภาสวิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า ภาพรวมรายชื่อรัฐมนตรีใหม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาด ซึ่งถือเป็นรายชื่อที่ยอมรับได้ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่นายปรีดี ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับ และเป็นที่รู้จักของนักลงทุน ถือว่ามีประสบการณ์การทำงานค่อนข้างมาก ส่วนกรณีนายปรีดี ไม่ได้นั่งควบเป็นรองนายกฯ นั้น ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบแต่อย่างใด เพราะรัฐมนตรีคนไหนก็สามารถนั่งเป็นรองนายกฯ ขอให้ทำงานอย่างมีเอกภาพ เพราะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกกระทรวง เนื่องจากมาตรการต่างๆ เกี่ยวข้องกันระหว่างกระทรวง ดังนั้นคนที่จะมานั่งเป็นรองนายกฯ เพื่อดูแลด้านเศรษฐกิจ จึงต้องบูรณาการการทำงานตรงนี้ให้เป็นเอกภาพ และประสานการทำงานร่วมกันให้ได้ ซึ่งนายกฯ อาจลงมาดูเองก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โจทย์สำคัญของรัฐมนตรีใหม่หลังจากนี้ คือต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกติดลบเยอะมาก ตัวเลขส่งออกติดลบมากกว่า 10% สิ่งที่รัฐมนตรีทุกคนต้องเร่งดำเนินการ คือใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัดกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการเติบโตที่ติดลบของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ซึ่งงบประมาณมาจากการโยกงบประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เงินจากการ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1.9 ล้านล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายปี 2564 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา จำนวน 3.33 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุน 6 แสนล้านบาท&amp;rdquo; นายสมชายกล่าว และว่า หากมีการใช้งบดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอย่างล่าช้า จะทำให้เศรษฐกิจทั้งปี 2563 ติดลบมากกว่าที่คาดการณ์ และจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเท่ากับก่อนเกิดโควิด-19 ต้องใช้เวลานานกว่าเดิมอาจถึง 5 ปี แต่หากกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว และทำได้สำเร็จ อาจใช้เวลาเพียง 3-4 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชายกล่าวอีกว่า ตอนนี้มีประเด็นปัญหามากคือ งบจากการกู้เงินฉุกเฉิน 1.9 ล้านล้านบาท ในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้นยังเบิกจ่ายจริงได้น้อยมาก รวมถึงเงินกู้ซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 5 แสนล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอียังปล่อยกู้ได้เพียง 1 แสนล้านบาท แต่สิ่งที่เป็นอันตรายสำหรับเศรษฐกิจอีกเรื่องคือ การคลายล็อกดาวน์ของรัฐบาลที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง แต่หลังจากนี้จะมีคนตกงาน และธุรกิจปิดกิจการมากขึ้น เพราะว่าการทำธุรกิจจะเข้าสู่วิถีใหม่ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องหามาตรการมารองรับว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร
บิ๊กตู่ฟุ้งผลงานดัน ศก.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว พล.อ.ประยุทธ์ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;พลิกฟื้นประเทศไทย : ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2557 จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจในปี 2557 อยู่เพียง 1% เพราะมีปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มีเสถียรภาพ แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 3.1% ในปี 2558 และ 34% ในปี 2559 จากนั้นก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อถึงปี 2563 ประเทศไทยเผชิญปัญหาสำคัญทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทั้งการค้า การลงทุนต่างประเทศ และสิ่งสำคัญที่สุดคือโควิด-19 ซึ่งความรุนแรงยังเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในช่วงถดถอยทั้งโลก ประเทศไทยที่ว่าแย่ แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่แย่มากกว่า ดังนั้นจึงขออย่าท้อแท้ เราต้องทำให้ดีและฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ ทุกคนต้องอดทนบ้าง และคาดว่าจากปีนี้จนถึงปีหน้าและปีต่อไปอีก 2 หรือ 3 ปี กว่าทุกอย่างจะกลับมาฟื้นฟูเข้มแข็งได้ จึงต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งความร่วมมือและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ ลดความขัดแย้งในหลายๆ ประเด็น สร้างความมีเสถียรภาพเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ วิกฤติครั้งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา อะไรที่เกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ก็ต้องทำที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งอะไรก็ตาม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจะกลับไปสู่ที่เก่ากันหรือ ผมคิดว่ามันยังไม่ใช่ และยังไม่ถึงเวลานี้ แต่ทั้งหมดก็สุดแล้วแต่พวกท่าน เพราะพวกท่านคือผู้ที่จะตัดสินอนาคตประเทศไทย ผมเองก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของผมให้ดีที่สุด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และว่า วันนี้เราได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี อีกทั้งประเทศไทยก็มีความพร้อม ขอเพียงอย่างเดียวประเทศเราต้องมีเสถียรภาพ อย่าให้มีความวุ่นวาย ไม่เช่นนั้นนักธุรกิจและนักลงทุนจะรู้สึกไม่ปลอดภัยในการที่จะมาลงทุน ไม่เกิดความเชื่อมั่น ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีระบุว่าเศรษฐกิจไทยต้องรับมือไปอีก 1-2 ปี ว่าต่างประเทศก็เหมือนเรา ต้องใช้เวลา 1 ถึง 3 ปี ถ้าเราไม่ร่วมมือ หรือสร้างความเข้มแข็งในวันนี้ มันจะไปอย่างไร ก็อาจต้องนานเกิน 2 ปี ถ้ามัวแต่ตีกันไปตีกันมาแบบนี้ มันจะไปได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ?เงินกู้ 4? แสนล้านบาทจะออกมาใช้ได้เมื่อไหร่? พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ออกและอนุมัติไปแล้ว วันนี้รอบ 2 กำลังจะออกมา อย่างตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีก็กำลังจะดีขึ้น ดังนั้นภายในประเทศต้องมีความสงบและมีเสถียรภาพ จะได้ค้าขายกันได้ แต่ถ้ามันวุ่นวายกันหมดค้าขายไม่ได้ มันก็จะกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อปี 2557 ซึ่งขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวถึงวันนี้ถือว่าดีขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73659</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.ใหม่, ประยุทธ์ 2/2, ปรับครม., พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, รัฐมนตรีใหม่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2c0a1c8161e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชน-โรงงานเฮ!ราชกิจจาฯยกเว้นภาษี50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2563 &amp;ndash; ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนที่ 5 ก ลงวันที่ 20 มกราคม 2563 ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 690) พ.ศ.2563 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน บางกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 690) พ.ศ.2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
&amp;ldquo;เครื่องจักร&amp;rdquo; หมายความว่า สิ่งที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้นสำหรับใช้ก่อกำเนิดพลังงานเปลี่ยนหรือแปลงสภาพพลังงาน หรือส่งพลังงาน ทั้งนี้ ด้วยกาลังน้า ไอน้ำ เชื้อเพลิง ลม ก๊าซ ไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน และหมายความรวมถึงเครื่องอุปกรณ์ ไฟลวีล ปุลเล สายพาน เพลา เกียร์ หรือสิ่งอื่นที่ทำงานสนองกัน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563 เพื่อการลงทุนในเครื่องจักร แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละห้าสิบของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่งและลงทุนในเครื่องจักรเพื่อให้เช่าเครื่องจักรนั้นแบบลีสซิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 เครื่องจักรตามมาตรา 4 ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
(1) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
(2) เป็นเครื่องจักรที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2)
แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม
พ.ศ.2563
(3) ต้องอยู่ในราชอาณาจักร
(4) ไม่เป็นเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความใน
ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(5) ไม่เป็นเครื่องจักรที่นาไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย
ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับ
อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 6 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้จะต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงิน และแจ้งต่ออธิบดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 7 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้สิ้นสุดลง และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกาไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้นเว้นแต่กรณีที่มีการขายเครื่องจักรนั้น หรือเครื่องจักรนั้นถูกทาลายหรือสูญหายหรือสิ้นสภาพ
ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ขายเครื่องจักรหรือเครื่องจักรนั้นถูกทำลายหรือสูญหายหรือสิ้นสภาพ แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องนาเงินได้ที่ได้รับจากการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ที่ได้รับแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกาไรสุทธิอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจานวนร้อยละห้าสิบของรายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักร แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55043</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิติบุคคล, พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกฤษฎีกา, ยกเว้นภาษีเงินได้, รัษฎากร, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc4f7fbff19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!พระบรมราชโองการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2563 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2563 เล่ม 137 ตอนที่ 5 ก มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 3 ให้ลดภาษีในอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้ เฉพาะทรัพย์สินที่บุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองมาโดยทางมรดก และได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นแล้วก่อนวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2562
(2) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงผลิตไฟฟ้า และโรงผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ ให้รวมถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น
ที่ใช้ประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับการผลิตไฟฟ้า
(3) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นเขื่อนและพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับเขื่อน ที่ใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้ลดภาษีในอัตราร้อยละเก้าสิบของจานวนภาษีที่จะต้องเสียสาหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่หน่วยงานดังต่อไปนี้ได้รับมาเป็นเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของหน่วยงาน
(ก) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(ข) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(ค) สถาบันการเงินประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงินประชาชน
(ง) บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์
(2) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการจัดสรรเพื่อที่อยู่อาศัยหรือการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ทาการจัดสรรที่ดินดังกล่าว
(3) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุดตามกฎหมาย
ว่าด้วยอาคารชุด เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว
(4) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(5) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้ดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน กฎหมายว่าด้วย
อาคารชุด หรือกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้ว และผู้ประกอบการที่ได้รับ
อนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ขายเป็นเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2562
(6) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วย
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เฉพาะที่ใช้เป็นที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณและอาคารที่ระบุในรายการ
ข้อกำหนดจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้น
(7) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่ใช้เป็นที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณและอาคารที่ระบุในรายการตราสารจัดตั้ง
โรงเรียนนั้น
(ก) โรงเรียนในระบบ
(ข) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทสอนศาสนา
(ค) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทศูนย์การศึกษาอิสลามประจามัสยิด (ตาดีกา)
(ง) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทสถาบันศึกษาปอเนาะ
(8) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปเฉพาะเพื่อการ
ดังต่อไปนี้
(ก) การเล่นกีฬาตามชนิดที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนดให้สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาได้
(ข) สวนสัตว์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
(ค) สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
(ง) ที่จอดรถของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยที่จัดให้สาหรับผู้โดยสารรถไฟฟ้า
(จ) ที่ดินที่เป็นลานจอดรถโดยสารสาธารณะในสถานีขนส่งผู้โดยสาร
(9) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในสนามบินที่ใช้เป็นทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน ตามที่
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(10) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับที่เป็นทางพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือเป็นทางหลวงสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสาหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจาเป็นทางเศรษฐกิจสังคม เหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพแห่งท้องที่ จึงจาเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียดกฎหมายที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55040</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกฤษฎีกา, ราชกิจจานุเบกษา, ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2019 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราชโองการแต่งตั้ง&#039;มหาเถรสมาคม&#039;ชุดใหม่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค.2562 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เล่ม 136 ตอนพิเศษ 255 ง ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 และมาตรา 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 20 รูป ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร 2.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร 3.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร 4.สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร 5.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร 6.สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร 7.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร 8.พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร 9.พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพมหานคร 10.พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโร) วัดเครือวัลย์ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร 12.พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร 13.พระพรหมมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร 14.พระธรรมไตรโลกาจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺทโก) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร 15.พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร 16.พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร 17.พระธรรมปริยัติโมลี (อาทร อินฺทปญฺโญ) วัดบพิตรพิมุข กรุงเทพมหานคร 18.พระธรรมปาโมกข์ (สุนทร สุนฺทราโภ) วัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร 19.พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร และ 20.พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช &amp;nbsp;2562 ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48021</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, มส., มหาเถรสมาคม, ราชกิจจานุเบกษา, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2019 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2019 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล53ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.2562 &amp;ndash; เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จำนวน 53 ราย&amp;nbsp;ดังนี้ 1.พลตำรวจโท ทวิชชาติ พละศักดิ์ เป็น พลตำรวจเอก 2.พลตำรวจโท นเรศ นันทโชติ เป็น พลตำรวจเอก&amp;nbsp;3.พลตำรวจโท พรหมธร ภาคอัต เป็น พลตำรวจเอก 4.พลตำรวจตรี กฤษณะ ศิริปิยะวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท 5. พลตำรวจตรี จักรกฤษศณ์ สิงห์ศิลารักษ์ เป็น พลตำรวจโท 6.พลตำรวจตรี ฉลอง ภาคย์ภิญโญ เป็น พลตำรวจโท 7.พลตำรวจตรี ชนินทร์ สุดโนรีกูล เป็น พลตำรวจโท 8.พลตำรวจตรี ชลิต ถิ่นธานี เป็น พลตำรวจโท 9.พลตำรวจตรี ชาญ วิมลศรี เป็น พลตำรวจโท และ 10.พลตำรวจตรี ชูรัตน์ ปานเหง้า เป็น พลตำรวจโท เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42317</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชั้นนายพล, ตำรวจ, พระบรมราชโองการ, พระราชทานยศ, ราชกิจจานุเบกษา, สำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
