<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่ห้าต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ?&amp;rdquo; และตอนที่สี่ &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี พ.ศ. 2408 มีการปล่อยข่าวลือป้ายสีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระองค์ทรงปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์และทรงมีพระราชทรัพย์เงินทองมากมายท่วมท้องพระคลัง&amp;ldquo;ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวลือที่ว่าเผยแพร่ในรูปของจดหมายในทำนองบัตรสนเท่ห์ และเขียนเป็นภาษาอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากพระองค์จะไม่ได้ปกครองประเทศในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว พระองค์ยังเป็นพระมหากษัตริย์ที่แทบจะไม่มีพระราชอำนาจจเลยด้วยซ้ำ เพราะอำนาจอิทธิพลถูกรวบไว้อยู่ในมือของขุนนางตระกูลบุนนาคภายใต้การนำของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) &amp;nbsp;และพระราชทรัพย์ของพระองค์ก็มิได้มีมากมายตามข่าวลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; (ดู ตอนที่สามและสี่)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งกว่านั้น หากพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจ พระองค์ก็ไม่ทรงมีพระราชอำนาจอันกว้างขวางอย่งาพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงมีคนสงสัยว่า ผมรู้ได้อย่างไร ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นคงต้องถามว่า พระองค์ทรงรู้จัก &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ไหม ? เพราะคำภาษาไทยคำนี้ ยังไม่ได้มีการบัญญัติขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไปจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯด้วยซ้ำ เพราะในสมัยรัชกาลที่ห้า ยังใช้ทับศัพท์ว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;แอบโสลูดโมนากี&amp;rdquo; (ดู ตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo;)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น คงต้องตั้งคำถามใหม่ว่า รัชกาลที่สี่รู้จัก &amp;ldquo;แอบโสลูดโมนากี&amp;rdquo; ไหม ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหลักฐานประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า ในสมัยรัชกาลที่สี่ การรับรู้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองของตะวันตกเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทั้งจากการเผยแพร่สู่สังคมทั่วไปผ่านการออกหนังสือพิมพ์โดยมิชชันนารี โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ &amp;ldquo;หนังสือจดหมายเหตุ&amp;rdquo; ที่เรียกทับศัพท์ว่า &amp;ldquo;บางกอกรีกอเดอ&amp;rdquo; (The Bangkok Recorder ทับศัพท์แบบปัจจุบัน บางกอกรีคอร์เดอร์) ของหมอบรัดเลย์ &amp;nbsp;และจากการศึกษาหาความรู้โดยตรงจากการพบปะชาวตะวันตกหรือจากการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารภาษาอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรับรู้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองตะวันตกได้ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระราชทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไปยังพันโทดับบลิว. เจ. บัตเตอร์วอร์ท (W. J. Butterworth) ผู้ว่าการเกาะปีนังหรือเกาะปรินซ์ ออฟ เวล (Prince of Wales Island) ในปี พ.ศ. 2394 &amp;nbsp;ก่อนที่หมอบรัดเลย์จะตีพิมพ์เผยแพร่การปกรองของสหรัฐอเมริกาในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 14 ปี &amp;nbsp;น่าจะตีความได้ว่า พระองค์ทรงศึกษาหาความรู้ดังกล่าวนี้ด้วยพระองค์เองในช่วงเวลาที่ยังทรงผนวชอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงใช้คำลงท้ายในพระปรมาภิไธยดังกล่าวว่า &amp;ldquo;newly elect President or Acting King of Siam&amp;rdquo; &amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับการปกครองของสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง &amp;nbsp;และจากพระราชสาส์นที่ทรงมีไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ทรงเข้าใจในกติกาและประเพณีการปกครองของสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีมีวาระดำรงตำแหน่งสมัยละสี่ปี และไม่เกินสองสมัย โดยผู้คนต่างเคารพกติกากัน &amp;ldquo;ไม่มีการขัดขวางแก่งแย่งแก่กัน &amp;nbsp;ด้วยผู้นั้นๆ จะช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ดังเมืองอื่นๆ ซึ่งเป็นอยู่เนืองๆ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งจาก ข้อความนี้ย่อมสะท้อนถึงการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ในการเมืองสยามที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งอยุธยา และพระองค์ทรงเห็นความเคร่งครัดในการเคารพกติกาการปกครองของผู้คนในสหรัฐอเมริกาว่า &amp;ldquo;เป็นการอัศจรรย์ยิ่งนัก เป็นขนบธรรมเนียมที่ควรจะสรรเสริญอยู่แล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองในสยามขณะนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระองค์ทรงวิเคราะห์เกี่ยวกับลักษณะการปกครองของประเทศต่างๆไว้ว่า &amp;nbsp;ปัจจัยที่ทำให้รูปแบบการปกครองแตกต่างกันอยู่ที่ &amp;ldquo;ตัวคน&amp;rdquo; ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปกครองของประเทศหนึ่งดำเนินไปได้ตามกฎกติกากฎหมาย &amp;nbsp;ดังข้อความที่ทรงมีพระราชสาส์นไปยังประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนันแห่งสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้คนที่แบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือ พวกแรก &amp;ldquo;ยังเป็นเถื่อนหรือใกล้เถื่อน&amp;rdquo; และ อกพวกหนึ่งคือ พวกที่ &amp;ldquo;ใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบแล้วด้วยรู้จักแลส้องเสพย์กฎหมาย แลอย่างธรรมเนียมอันดีๆในบ้านเมืองเช่นนี้โดยมาก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ถ้ายังเป็นเถื่อนหรือใกล้เถื่อน การปกครองก็จะดำเนินไปโดยขึ้นอยู่กับผู้มีกำลังอำนาจหรือมีพรรคพวกมาก และผู้คนจำต้องยอมรับการปกครองของผู้มีกำลังอำนาจไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม &amp;nbsp; แต่ถ้าผู้คนใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบแล้ว ผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้จักที่จะยอมรับกฎกติกา แม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยอมให้ผู้ปกครองปกครองบ้านเมืองไปจนครบวาระถ้าไม่เจ็บป่วย หรือยอมให้ปกครองไปจนสิ้นอายุขัย ไม่ใช้กำลังแก่งแย่ง &amp;ldquo;ช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน &amp;nbsp;(1857&amp;ndash;1861)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเห็นว่า ในเมืองต่างๆ จึงมีความแตกต่างระหว่าง &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; ที่มีการปกครองที่ผู้คนยอมรับเคารพกฎหมายกับ &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; ที่มีการปกครองที่ผู้คนยอมจำนนต่อผู้ที่มีกำลังอำนาจนี้อันเป็น &amp;ldquo;ธรรมเนียมของเมืองต่างๆ ซึ่งมีปรกติเช่นนั้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากการจัดแบ่งความแตกต่างของ &amp;ldquo;ผู้คน&amp;rdquo; สองประเภทดังกล่าวนี้ หากนำประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;ยังเป็นเถื่อน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบ&amp;rdquo; มาพิจารณาผู้คนชาวสยาม ก็เป็นไปได้ว่า พระองค์น่าจะทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าผู้คนชาวสยามยังไม่เข้าข่าย &amp;ldquo;ใกล้จะเชื่องราบหรือเชื่องราบแล้วด้วยรู้จักแลส้องเสพย์กฎหมาย&amp;rdquo; ที่จะยอมรับกติกาการปกครองที่ &amp;ldquo;ไม่มีการขัดขวางแก่งแย่งแก่กัน &amp;nbsp;ด้วยผู้นั้นๆจะช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;การปกครองของไทยน่าจะอยู่ไปในทาง &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo; ที่มีการปกครองที่ผู้คนยอมจำนนต่อผู้ที่มีกำลังอำนาจ และการที่พระองค์ใช้คำว่าเป็นธรรมเนียมซึ่งมีปรกตินั้น ความหมายของคำว่าปรกติคือ &amp;ldquo;ธรรมดา,&amp;nbsp;เป็นไปอย่างเคย&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ซึ่งความปกติดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ธรรมดาสำหรับการเมืองการปกครองไทยที่มีผู้คนไม่เคารพกฎกติกา แต่ใช้กำลังอำนาจแย่งกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน อันเต็มไปความหวาดระแวง ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างบุคคลในพระราชวงศ์และกลุ่มขุนนางที่มีฝักฝ่ายและมักจะปะทุรุนแรงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อยู่เสมอตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และด้วยเหตุนี้เองที่พระองค์ทรงให้ที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีตกลงกันว่าจะเลือกให้ผู้ใดสืบราชสันตติวงศ์ โดยพระองค์ไม่ใช้พระราชอำนาจของพระองค์ในการกำหนดตัวบุคคล เพราะอาจจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและเป็นอันตรายต่อพระราชโอรส (เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์) ที่ยังทรงพระเยาว์และทรงพระประชวร ซึ่งการยอมให้เป็นอำนาจของที่ประชุมนี้ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สองเป็นต้นมา และคาดว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้องการจะให้เป็นอำนาจของที่ประชุมเป็น &amp;ldquo;ปกติ&amp;rdquo; ต่อไป ดังที่พระองค์ได้ทรงโปรดให้มีพระปรมาภิไธยที่แผ่นพระบรมสุพรรณบัฏว่า &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในครั้งที่ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ &amp;nbsp;และก็เช่นเดียวกันในคราวที่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จขึ้นครองราชย์ ข้อความในพระบรมสุพรรณบัฏก็มีข้อความ &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมติ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
การกำหนดข้อความดังกล่าวในพระบรมสุพรรณบัฏของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจจะตีความได้ว่า พระองค์ทรงต้องการวางกฎกติกาการสืบราชสันตติวงศ์ขึ้น โดยวางหลักการที่ให้อำนาจในการเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์อยู่ที่ที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีอย่างเป็นทางการหรือให้เป็นที่ยอมรับเป็น &amp;ldquo;ปกติ&amp;rdquo; ต่อไป &amp;nbsp;และไม่จำเป็นว่าผู้สืบราชสันตติวงศ์จะต้องเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ แต่เป็นพระองค์ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอหรือพระเจ้าหลานเธอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวางหลักการดังกล่าวนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการยอมรับอำนาจของขุนนางเสนาบดีหรืออีกนัยหนึ่งคือ การยอมรับเงื่อนไขการครองอำนาจนำของอภิชนหรืออภิชนาธิปไตยเหนือราชาธิปไตยนั่นเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และพระองค์ทรงหวังว่า เมื่อยอมรับกติกาที่ให้ที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีเป็นผู้เลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์แล้ว &amp;ldquo;ผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้จักที่จะยอมรับกฎกติกา แม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยอมให้ผู้ปกครองปกครองบ้านเมืองไปจนครบวาระถ้าไม่เจ็บป่วย หรือยอมให้ปกครองไปจนสิ้นอายุขัย (เน้นโดยผู้เขียน) ไม่ใช้กำลังแก่งแย่ง &amp;ldquo;ช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ พระองค์ทรงต้องการวางหลักการ &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; ให้เป็นกติการากฐานในการสืบราชสันตติวงศ์เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้กำลังความรุนแรงในการแก่งแย่งชิงบัลลังก์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาในยุครัตนโกสินทร์จะไม่เกิดการใช้กำลังความรุนแรงในการแย่งชิงบัลลังก์อย่างประจักษ์ชัดเจน เพราะด้วยเหตุบังเอิญที่ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าสวรรคตไปก่อนสิ้นรัชกาลเป็นส่วนใหญ่ &amp;nbsp;แต่ไม่มีผู้ใดจะสามารถทำให้เกิดความบังเอิญนี้ได้ในทุกๆรัชกาลต่อไป &amp;nbsp;และหากหลักการ &amp;ldquo;เอนกนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; นี้เป็นที่เคารพยอมรับอย่างเคร่งครัดจากทุกฝ่าย &amp;nbsp;สมการการเมืองแห่งอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลและกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคก็จะเปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคจะไม่สามารถ &amp;ldquo;เล่นการเมือง&amp;rdquo; กับฝ่ายวังหลวงและวังหน้าอันทำให้สถานะของตนครองอำนาจนำเหนือทุกฝ่ายได้มากจนเกินไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้างต้น พอจะอนุมานได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงยอมรับการมีอำนาจนำของกลุ่มขุนนาง &amp;nbsp; และยอมรับสภาพที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจจำกัด และพระองค์ทรงรับรู้ถึงการปกครองที่เรียกว่า &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Absolute Monarchy&amp;rdquo; และพระองค์ทรงปฏิเสธระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะโดยแท้จริงแล้ว อำนาจสิทธิ์ขาดไม่ได้อยู่ที่พระองค์ แต่อยู่ที่เหล่าเสนาบดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ในปลายรัชสมัย มีการแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับพระองค์ในหมู่ชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวยุโรปและชาวจีน ซึ่งเผยแพร่ในภาษาอังกฤษในราว พ.ศ. 2409 โดยหนึ่งสาระของข่าวลือคือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรุงสยามอยู่ภายใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (under quite absolute Monarchy) &amp;nbsp;ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (Supreme Sovereign) จะมีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พระองค์ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบปฏิเสธเป็นภาษาอังกฤษ (และมีการใช้คำว่า absolute monarchy) และให้เหตุผลว่า การปกครองโดยพระมหากษัตริย์ของสยามมิได้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่อย่างใด และพระองค์ได้ลงท้ายพระราชหัตถเลขาฉบับนั้นว่า &amp;ldquo;ที่แท้ราชการจะหมดสิทธิ์ขาดคงอย่างไร ก็สุดแต่ท่านเสนาบดีเห็นพร้อมกันนั่นแหละ&amp;rdquo; &amp;nbsp;(ดู พระราชหัตถเลขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉบับที่ 18&amp;rdquo; &amp;nbsp;ใน รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 200 ปี วันที่ 18 ตุลาคม พุทธศักราช 2547, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา: 2548), หน้า 493.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระองค์ที่สามารถนำมาเป็นเหตุผลแวดล้อมที่สนับสนุนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงต้องการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังที่จะกล่าวในตอนต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
(แหล่างอ้างอิง: &amp;nbsp;&amp;ldquo;พงศาวดาร บท 3&amp;rdquo; ดู หนังสือจดหมายเหตุ (หมอบรัดเลย์) &amp;nbsp;Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 5th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๕ No. 15. หน้า 124; &amp;nbsp; หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด แรมสิบสี่ค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 19th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๖ No. 16. หน้า 137-139 และ หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด แรมสิบสี่ค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 19th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๖ No. 16. หน้า 137; หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 2 เล่ม ๒ บางกอก เดือนแปด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๘ เดือนยูน วันที่ ๒๗ &amp;nbsp;กฤษศักราช ๑๘๖๖, ใบที่ ๙ หน้า ๙๗; พระราชหัตถเลขาถึงผู้ว่าการเกาะปรินซ์ ออฟ เวล (Prince of Wales Island) หรือเกาะปีนัง วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2394 เพื่อแจ้งข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคมปีเดียวกัน &amp;ldquo;English Correspondence of King Mongkut,&amp;rdquo; pp. 3, 6. https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/2020/02/JSS_021_1b_EnglishCorrespondenceOfKingMongkut.pdf; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระราชสาส์นถึงประธานาธิบดีอเมริกา เมื่อปีวอก พ.ศ. 2403&amp;rdquo; &amp;nbsp;ใน รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, หน้า 400-401)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114545</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ไชยันต์ ไชยพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สี่ต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ.2408 : มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo;และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน?&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้) และในตอนที่สาม ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชอำนาจน้อยมาก และยิ่งในปลายรัชกาลในปี พ.ศ.2408 ก็ยิ่งน้อยลงอย่างยิ่ง เมื่ออำนาจถูกรวบไปอยู่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แต่กระนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่ในปี พ.ศ.2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษว่า พระองค์มีพระราชอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์! และ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้นเต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; เรามาดูกันว่าพระองค์มีพระราชทรัพย์มากมายตามข่าวลือหรือเปล่า?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการศึกษาของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ถือเป็นพระราชทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่อ้างสิทธิ์ครอบครอง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่&amp;rdquo; คือ ทรัพย์สินรายได้ที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงหาได้เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งมีมากเสียจนต้องเก็บในอีกห้องหนึ่งต่างหาก อันเป็นที่มาของ &amp;ldquo;คลังข้างที่&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอย่างที่ทราบกันตามประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงปรีชาสามารถในทางการค้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงประสบความสำเร็จในการค้าและการสะสมความมั่งคั่ง จากการที่ได้ทรงรับราชการในหน้าที่กรมท่า และทรงสามารถหาเงินจากการแต่งสำเภาค้าขาย และเก็บภาษีขาเข้า มีได้รายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้จ่ายในราชการแผ่นดินทุกอย่างทุกประการ จนทำให้การคลังมั่งคั่งมั่นคงจนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดาทรงสัพยอกให้สมญาพระองค์ว่าเป็น &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; แห่งกรุงสยาม แต่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชดำริว่า เมื่อมีพระราชทรัพย์ในขณะที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทรัพย์ทั้งหมดจึงควรจะเป็นของแผ่นดิน หาใช่พระราชทรัพย์ที่จะตกทอดถึงพระราชโอรส ธิดาของพระองค์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่กระนั้น อย่างที่อาจารย์กุลลดาได้กล่าวข้างต้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่ทรงอ้างสิทธิ์ในพระคลังข้างที่ และอาจารย์กุลลดายังได้กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;จึงเกิดคำถามขึ้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหารายได้ส่วนพระองค์ด้วยวิธีใดในเมื่อมิใช่ผู้มี &amp;lsquo;หัวการค้า&amp;rsquo;&amp;rdquo; ด้วย &amp;ldquo;เมื่อเริ่มต้นรัชกาลนั้น พระองค์มีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อยู่ 100 ชั่ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดาอธิบายว่า &amp;ldquo;ทรงพยายามลงทุนในกิจการส่วนพระองค์ให้ได้กำไรงอกเงยขึ้น เมื่อกิจการดังกล่าวเกิดความยุ่งยากจากสนธิสัญญาเบาว์ริง พระองค์จึงขอความช่วยเหลือจากขุนนางผู้ใหญ่จนเป็นที่ตกลงกันในหมู่ชนชั้นนำว่า พระคลังข้างที่จะได้รับรายได้จากภาษีอากรร้อยละ 5 ซึ่งเป็นที่ถูกเพิกเฉยละเลยกันโดยมาก ส่วนใหญ่แล้ว พระองค์จะอาศัยเจ้าพระยาพลเทพผู้จงรักภักดี ซึ่งขึ้นเป็นเสนาบดีกรมนาได้ด้วยการสนับสนุนของพระองค์ เจ้าพระยาพลเทพได้ถวายเงินเข้าพระคลังข้างที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยปีละ 2,000 ชั่ง แต่เมื่อพระยาอาหารบริรักษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานและผู้ใต้อุปถัมภ์ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้ามาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมนาแทน พระองค์ก็ต้องสูญเงินอุดหนุน 2,000 ชั่งไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดากล่าวต่อไปอีกว่า &amp;ldquo;เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ถือว่า ภาษีอากรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว และใช้ทุกโอกาสที่จะไม่ต้องจ่ายเงินเข้าท้องพระคลัง ถึงแม้รายได้จากการประมูลภาษีอากรจะเพิ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว ขุนนางเหล่านี้ก็ถือว่าการจ่ายรายได้แผ่นดินเข้าพระคลังหลวงเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัวนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แม้กระทั่งกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งกำกับดูแลพระคลังสินค้า ก็มิได้ประพฤติต่างไปจากขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆ&amp;hellip;&amp;hellip;ด้วยเหตุนี้ ทั้งพระคลังข้างที่และพระคลังหลวงจึงได้ประโยชน์น้อยมากในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว&amp;hellip;&amp;hellip;ขุนนางผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ (จากการทำสนธิสัญญาการค้าเบาว์ริงกับอังฤษ/ผู้เขียน)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของขุนนางผู้ใหญ่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ตกอยู่ในฐานะผู้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางผู้ใหญ่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางเหล่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในวิทยานิพนธ์ของ ชลธิชา บุนนาค ได้กล่าวถึงภาวะทางการเงินของบ้านเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยต้องยอมเจรจาทำสนธิสัญญาฉบับใหม่กับชาติตะวันตก คือ สัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยตรงยิ่งกว่าสัญญาเบอร์นี เนื่องจากรัฐมีสิทธิ์เก็บภาษีขาเข้าจากต่างประเทศได้เพียงร้อยละสามเท่านั้น และต้องจ่ายคืนถ้าสินค้าที่พ่อค้านำเข้ามาจำหน่ายเหลือกลับออกไป ผลประโยชน์ที่รัฐเคยได้จากภาษีเบิกร่อง ภาษีปากเรือ ภาษีสินค้าเข้าและออก ต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหาวิธีแก้ไขเพื่อหารายได้แผ่นดินมาชดเชยส่วนที่เสียไป โดยการเรียกเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 อย่าง รวมกับภาษีอากรเดิมที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จำนวน 38 อย่าง เป็น 52 อย่าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะอยู่ในระยะที่ต้องใช้เงินเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเพื่อรักษาเอกราชของชาติด้วย และในขณะเดียวกันต้องคอยเอาใจบรรดาเจ้านายและขุนนางผู้เคยได้รับผลประโยชน์จากการค้าผู้ขาดแต่เดิม โดยทรงเลื่อนตำแหน่งเจ้านายและขุนนาง แจกเบี้ยหวัด และให้โอกาสข้าราชการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากระบบภาษีนายอากร ซึ่งทำให้ &amp;lsquo;ความลำบากในเรื่องเงินแผ่นดินตกต่ำจึงค่อยสงบลงไป&amp;rsquo;&amp;rdquo; นอกจากนี้ ชลธิชายัง &amp;ldquo;มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงพยายามแสวงหารายได้เพิ่มขึ้นทุกวิถีทางเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปในการเจรจากับประเทศคู่สัญญาขอแก้ไขอัตราภาษี และจัดเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 ชนิด ซึ่งน่าจะทำให้รายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่า จากตัวเลขประมาณการรายได้ตอนปลายรัชกาลที่ 4 รายได้อยู่ในภาวะทรงตัว แต่รายจ่ายในกรมพระคลังมหาสมบัติเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2403 จ่าย 2,217,426 บาท 87 สตางค์ พ.ศ.2404 จ่าย 2,615,764 บาท 50 สตางค์ พ.ศ.2405 จ่าย 2,680,332 บาท 50 สตางค์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2406 จ่าย 2,670,786 บาท 50 สตางค์ รายได้ในปีสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงเหลืออยู่ 2,967,604 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชลธิชาได้วิเคราะห์สาเหตุที่รัฐบาลมีปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่ายในช่วงนั้นไว้ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หนึ่ง เจ้านายภาษีอากรที่ประมูลจัดเก็บภาษีอากรไม่ส่งเงินผลประโยชน์ให้รัฐตามกำหนดเวลา นอกจากปัญหาไม่ส่งเงินตามเวลาแล้ว เจ้าภาษีนายอากรพากันเป็นหนี้รัฐบาลเป็นจำนวนมาก เพราะเจ้าภาษีมักจะนำเงินที่ได้ไปใช้สอยส่วนตัว เนื่องจากเจ้าภาษีนายอากรส่วนใหญ่มักจะทำการค้าอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย มักจะนำเงินภาษีอากรที่เก็บได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เจ้าภาษีนายอากรประมูลเงินส่งรัฐในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควร การรั่วไหลของเงินภาษีอากรแผ่นดินที่เกิดจากระบบเจ้าภาษีนายอากร คือ การที่รัฐให้เอกชนผู้ต้องการทำภาษีเป็นผู้เสนอราคาว่าจะส่งเงินให้แก่รัฐบาลเท่าใด เนื่องจากรัฐไม่เคยสำรวจการทำมาหากินของประชาชนว่าทำสิ่งใดมากน้อย มีสิ่งผลิตจำนวนเท่าใดที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นเจ้าภาษีจึงถือโอกาสเสนอราคาซึ่งต่ำกว่าที่สมควรเพื่อตนจะได้กำไรจากการทำภาษีเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บภาษีสูงโดยไม่จำเป็น การที่รัฐกำหนดให้มีเจ้าภาษีนายอากรเป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น ค่าพาหนะขนส่ง ค่าเรือ ค่าจ้างโคต่าง เกวียนต่างๆ ค่าก่อสร้างโรงภาษี ที่เจ้าภาษีหักไว้เป็นค่าใช้จ่าย เงินที่รัฐได้จึงลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สี่ รัฐไม่มีหน่วยงานควบคุมและตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของแผ่นดินโดยตรง อำนาจในการเก็บเงินภาษีอากรกระจายอยู่ในหน่วยงานทางการบริหารที่สำคัญหลายกรม ทำให้รัฐไม่อาจทราบจำนวนรายได้แท้จริงของแผ่นดินที่เจ้าภาษีจัดเก็บมาส่งมอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า รัฐอนุญาตให้ขุนนางในกรมที่ได้ควบคุมภาษีใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้ทันทีเมื่อเจ้าภาษีนำเงินมาส่งตามกำหนด ขุนนางในกรมนั้นสามารถหักเงินภาษีนี้ใช้จ่ายราชการได้ก่อนเหลือเท่าไร จึงจะนำส่งคลังมหาสมบัติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หก เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและซื่อตรง การที่บรรดาเจ้าภาษีนายอากรพากันติดค้างเงินหลวงเป็นจำนวนมาก เพราะเอาเงินไปลงทุนทำการค้าส่วนตัวโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ เป็นผลเนื่องมาจากเจ้าพนักงานที่รัฐตั้งให้เป็นผู้ควบคุมเจ้าภาษีที่เรียกว่า &amp;lsquo;เจ้าจำนวน&amp;rsquo; นั้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เนื่องด้วยมีผลประโยชน์ร่วมกับเจ้าภาษี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาด้านการเงิน ทำให้ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่มีเงินพอใช้จ่ายราชการและต้องตกเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพตลอดมาจนถึงปีมะแม (พ.ศ.2414) เป็นเงินถึง 100,000 ชั่ง และ &amp;ldquo;รายได้แผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลไม่พอใช้จ่าย&amp;rdquo; ดังความตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า &amp;ldquo;&amp;hellip;.แต่เบี้ยหวัดปีละ 11,000 ชั่งก็วิ่งตาแตก ได้เงินคลังมหาสมบัติ ซึ่งเปนเจ้าน่าที่ต้องวิ่งหาเปนพื้น นอกนั้นก็ปล่อยให้ค้าง ที่ได้ตัวเงินจริงมีประมาณ 20,000 ชั่งเท่านั้น เงินไม่พอจ่ายราชการ ต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพ ตลอดมาจนถึงปีมะแมนี้ เปนเงิน 100,000 ชั่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะชัดเจนแล้วว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; จริงตามข่าวลือหรือไม่! &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
มีเกร็ดเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คือ พระองค์ทรงเสียพระทนต์ทั้งพระโอษฐ์ไปตั้งแต่ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ.2397 (หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ 3 ปี) หมอบรัดเลย์ได้ทรงถวายชุดพระทนต์ปลอม (ฟันปลอม) จากทันตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อหมอฮิทช์คอก แต่ฟันปลอมไม่พอดีกับพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2410 (ก่อนสวรรคตหนึ่งปี) มีหมอฟันอีกท่านหนึ่งชื่อ หมอคอลลินส์ได้เดินทางมาจากประเทศจีน เพื่อจะมาถวายการจัดพระทนต์ปลอมแด่พระองค์ โดยหมอท่านนั้นได้ยินคำเล่าลือมาว่า พระองค์จะทรงพระราชทานเงินเป็นจำนวนถึง 1,000 ดอลลาร์ สำหรับหมอฟันคนใดที่ทำฟันปลอมให้พระองค์ได้สำเร็จ แต่ปัญหาคือ พระองค์ไม่ยอมให้หมอท่านนั้นเอามือเข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อทำพิมพ์ฟันปลอม แต่พระองค์ขอใส่พิมพ์ฟันนั้นด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อเอาพิมพ์ฟันนั้นไปทำฟันปลอม ก็ปรากฏว่าไม่พอดี พระองค์ทรงกริ้วหมอนั้นมาก แต่วันรุ่งขึ้น พระองค์ก็ทรงขอโทษคุณหมอ ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นผู้เอามือใส่ในพระโอษฐ์เพื่อกดขี้ผึ้งแท่นพิมพ์ คราวนี้ ฟันปลอมที่ทำมาใส่ได้พอดี แต่พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชทานเงิน 1,000 ดอลลาร์ให้หมอคอลลินส์ตามข่าวลือ แต่พระราชทานเพียง 560 ดอลลาร์เท่านั้น &amp;nbsp;และเงินจำนวนนั้นยังรวมค่าทำฟันปลอมให้กับพระประยูรญาติที่แก่กว่าพระองค์อีกหนึ่งชุดด้วย! ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ทรงต้องมัธยัสถ์หรือเหตุใดก็แล้วแต่จะพิจารณากันเอาเอง เมื่อเราทราบแน่นอนแล้วว่า ข่าวลือที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2408 นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตอนต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมถึงมีการปล่อยข่าวลือ และใครน่าจะเป็นคนปล่อย เพราะอะไร ใครได้อะไร?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย ; ๒๐๐ ปีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิมพ์ครั้งแรกในวารสารข่าวช่าง ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๓๐ ; ชลธิชา บุนนาค, การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416-235) : ศึกษากรณีขุนนางตระกูลบุนนาค, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ.2527 ; Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam.).
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112195</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชทรัพย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
