<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ชุมชนชาวแพสะแกกรัง’  พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ จ.อุทัยธานี                           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ด้านขวาคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์ ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาในปี พ.ศ. 2444&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าทำให้แม่น้ำ สกปรก&amp;nbsp; กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครอยากจะไปดูวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่านก็ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ชาวแพ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; ซึ่งเทศบาลนครพิษณุโลกจัดสร้างขึ้นในปี 2542&amp;nbsp; โดยการสร้างบ่อน้ำแล้วเอาเรือนแพจำลองมาจัดแสดงไว้&amp;nbsp; เสมือนว่าเรือนแพลอยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; แต่ไม่มีชาวแพอาศัยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพจำลองที่พิษณุโลกดูสวยงาม&amp;nbsp; แต่ไม่มีชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังซึ่งมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ชาวแพเกือบ 300 ชีวิต&amp;nbsp; ยังสามารถดำรงชีวิตต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษได้นานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แม้ว่าในวันนี้สายน้ำและสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จนดูเหมือนว่าชุมชนชาวแพเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และรอผุพังไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายน้ำและความทรงจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; มีที่มาจากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและมีต้นสะแกขึ้นอยู่หนาแน่น&amp;nbsp; มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร&amp;nbsp; ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี&amp;nbsp; และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร&amp;nbsp; หล่อเลี้ยงผู้คนมานานปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เคยเสด็จมาที่ตลาดและวัดในเมืองอุทัยธานีในปี พ.ศ.2444 โดยเรือกลไฟล่องเข้ามาในคลอง (แม่น้ำ) สะแกกรัง&amp;nbsp; ทอดพระเนตรเห็นบ้านเรือนและแพ&amp;nbsp; หากนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 120 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพสะแกกรัง ภาพถ่ายครั้ง ร.5 เสด็จประพาสเมืองอุทัย&amp;nbsp; มุมด้านบนคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายอีกมุมหนึ่ง&amp;nbsp; ด้านซ้ายมือเป็นตลิ่งทางขึ้นไปสู่ตลาดเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุไทยธานี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; จุลมุสิทธิ์&amp;nbsp; วัย 79 ปี&amp;nbsp; อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว&amp;nbsp; ใช้ทั้งกินและอาบ&amp;nbsp; ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้&amp;nbsp; แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง&amp;nbsp; ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้&amp;nbsp; ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว&amp;nbsp; ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น&amp;nbsp; น้ำกินต้องซื้อเอา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงจะได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย&amp;nbsp; ปลาแดง&amp;nbsp; เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด&amp;nbsp; บางทีก็ได้ปลาใหญ่&amp;nbsp; พวกปลาแรด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้หาปลายาก&amp;nbsp; ได้ปลาวันละ&amp;nbsp; 30-40 โลฯ เท่านั้น&amp;nbsp; เพราะว่าน้ำน้อยลง&amp;nbsp; เริ่มจะเน่าเสีย &amp;nbsp;มีสีดำ&amp;nbsp; อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น&amp;nbsp; จึงจับปลาได้น้อยลง&amp;rdquo; พรานปลาอาวุโสบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ลุงทองหยดมีอาชีพหลักคือเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; มีปลาเทโพ&amp;nbsp; นิล&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; แรด&amp;nbsp; และสังกะวาด&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาสังกะวาด&amp;nbsp; ปลาในตระกูลปลาสวาย&amp;nbsp; แต่ตัวเล็กกว่า ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน&amp;nbsp; ราคากิโลกรัมละ 70 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้วเอาไปขายทางภาคอีสาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาไปทำปลาแดดเดียว&amp;nbsp; หรือย่างเกลือ&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; กินกับข้าวเหนียวยิ่งเหมาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 68 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน&amp;nbsp; ชะโด&amp;nbsp; กราย&amp;nbsp; ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; ปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป้าเกิดอยู่ในแพนี่แหละ&amp;nbsp; ส่วนปู่ย่าก็อยู่กันมานานตั้งแต่สมัย ร.5 ท่านเสด็จมาที่อุทัยฯ&amp;nbsp; ป้าทำปลาย่างขายมาตั้งแต่สมัยสาวๆ&amp;nbsp; เอาไปขายบนตลาดริมแม่น้ำ&amp;nbsp; พอตอนหลังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวดูแพ&amp;nbsp; จึงเริ่มทำปลาย่างขายบนแพ&amp;nbsp; ใช้วิธีรมควันแบบโบราณตามที่เห็นพ่อแม่เคยทำมา &amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋วบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลาเนื้ออ่อนในแม่น้ำสะแกกรังยังมีชุกชุม&amp;nbsp; ราคาแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ปลาเนื้ออ่อนแทบจะหาไม่ได้แล้ว&amp;nbsp; ต้องซื้อมาจากที่อื่น&amp;nbsp; ราคาปลาสดกิโลฯ ละ 500 บาท&amp;nbsp; เมื่อเอามาทำปลากรอบน้ำหนักจะหายไปหลายเท่าตัว&amp;nbsp; ราคาขายปลาเนื้ออ่อนรมควันตอนนี้ตกกิโลฯ ละ 2,000 บาท&amp;nbsp; ถ้าเป็นปลาช่อนหรือปลากดราคากิโลฯ ละ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; โชว์ปลาย่างรมควัน&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสื่อคลุมปลาเพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง&amp;nbsp; ถ้าใช้ไฟแรงไป &amp;nbsp;เนื้อปลาจะมีรสขม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงจากชาวแพในวันที่แม่น้ำป่วยไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีมาแล้วที่แม่น้ำสะแกกรังเริ่มป่วยไข้&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง&amp;nbsp; ท้องน้ำหดแคบลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง &amp;nbsp;เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบไม้ไผ่ที่ใช้พยุงแพแตกหักเสียหาย &amp;nbsp;กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด &amp;nbsp;พรานปลา สะท้อนปัญหาว่า&amp;nbsp; คนที่เลี้ยงปลาในกระชังจะได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะทำให้ปลาตาย&amp;nbsp; บางครั้งจึงต้องรีบจับปลาที่ยังโตไม่ได้ขนาดเอาขึ้นมาขายก่อน&amp;nbsp; เพราะหากปล่อยไว้ปลาจะตายหมดกระชังก็จะเสียหายหนัก&amp;nbsp; ส่วนคนที่หาปลาเมื่อก่อนเคยขายได้วันละเกือบพันบาท&amp;nbsp; ตอนนี้หาได้วันละ 300 บาทยังยากเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; อายุ 53 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์&amp;nbsp; หากเป็นช่วงปกติ&amp;nbsp; เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว&amp;nbsp; เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา&amp;nbsp; เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบแตกหักเสียหาย&amp;nbsp; ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่&amp;nbsp; แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ถ้าไม่หาปลา&amp;nbsp; ก็จะไปรับจ้าง &amp;nbsp;หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด&amp;nbsp; ไม่มีเงินจะซ่อมแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าของแพปลาย่างครวญว่า&amp;nbsp; พอแม่น้ำสะแกกรังแล้ง&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวแพก็ลำบาก&amp;nbsp; เพราะผักตบชวาไปขวางเรือ&amp;nbsp; พอเจอโควิดยิ่งแย่&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวหายหมด&amp;nbsp; รายได้จากการขายปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; น้ำพริก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ก็หายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพที่เคยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; เมื่อน้ำแล้งแพจะเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; หากเปลี่ยนลูกบวบทั้งหมดจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ไม่รวมค่าแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟื้นฟูวิถีชาวแพ &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความเดือดร้อนของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังมีมาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี&amp;nbsp; พวกเขาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน&amp;nbsp; และหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; จนในปี 2563 &amp;nbsp;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงให้หน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp; คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ชลประทานจังหวัด&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นเริ่มสำรวจข้อมูลชุมชนชาวแพตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูปเรือนแพ&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. (ซ้าย) ร่วมสำรวจชุมชนชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; พบปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 122 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; โดยจะเร่งซ่อมแซมเรือนแพก่อน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.บอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2563 หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวมทั้งส่วนกลางจึงได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อเดินหน้าพัฒนาชุมชนชาวแพร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การซ่อมแซมเรือนแพจำนวน 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมเรือนแพหลังละประมาณ 40,000 บาท&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนไม้กระดานปูพื้นแพที่ผุพัง&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่&amp;nbsp; ฯล&amp;nbsp; หากเกินงบสนับสนุนเจ้าของแพจะสมทบเอง&amp;nbsp; โดยมีช่างชุมชนและจิตอาสาจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประมาณ 80 คนหมุนเวียนมาช่วยกัน&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดค่าแรงงานได้หลังละหลายพัน-หลายหมื่นบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; บางหลังรื้อหลังคา&amp;nbsp; ทำฝาบ้านใหม่&amp;nbsp; เพราะแพหลังเดิมผุพังทั้งหลัง&amp;nbsp; ระดมช่างมาช่วยกัน 10 คน&amp;nbsp; หากคิดค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำ 3 วัน&amp;nbsp; จะประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่างจิตอาสาช่วยกันซ่อมสร้างเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; การซ่อมแพเสร็จไปแล้ว 89 หลัง&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 33 หลัง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีแผนงานปรับภูมิทัศน์เรือนแพเพื่อให้ดูสวยงาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปลูกต้นไม้ริมชายตลิ่ง (ฝั่งวัดโบสถ์ตรงข้ามตลาดเทศบาล)&amp;nbsp; การสร้างถนนเลียบแม่น้ำและเขื่อนป้องกันตลิ่งพังทลาย&amp;nbsp; การวางท่อประปาเข้าสู่ชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โดยเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกำจัดผักตบชวา&amp;nbsp; ขุดลอกท้องน้ำ&amp;nbsp; สร้างประตูระบายน้ำเพื่อเติมน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไม่ให้แม่น้ำสะแกกรังแล้ง โดยกรมชลประทาน&amp;nbsp; รวมทั้งการสนับสนุนสีทาเรือนแพ&amp;nbsp; โดยมูลนิธิไทยเศรษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาชุมชนเรือนแพสะแกกรังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปนั้น&amp;nbsp; ผอ.พอช. บอกว่า&amp;nbsp; หากซ่อมแซมเรือนแพเสร็จแล้ว (ประมาณตุลาคมนี้)&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จะช่วยกันส่งเสริมชุมชน&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมประเพณีการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; งานบุญประเพณี&amp;nbsp; อบรมให้เกิดวิทยากรชุมชน&amp;nbsp; มัคคุเทศก์ชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ&amp;nbsp; ถ่ายทอดความรู้ไม่ให้สูญหายไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โฮมสเตย์เรือนแพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวแพยังใช้เรือสัญจร&amp;nbsp; แต่บางช่วงต้องฝ่าดงผักตบชวาหนาแน่นทำให้พายเรือลำบาก&amp;nbsp; หรือต้องเปลี่ยนไปใช้รถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กลุ่มความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้อนุรักษ์วิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp; 5.อนุรักษ์ปลาพื้นถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลาแรด&amp;nbsp; 6.การแปรรูปปลา&amp;nbsp; สร้างมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชุมชน&amp;nbsp; 7.เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้&amp;nbsp; ทำเป็นภาชนะใส่ของ&amp;nbsp; ใส่อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังที่เป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศเอาไว้&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ที่สำคัญคือสนองตอบความต้องการของชาวชุมชนเรือนแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ &amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าจะช่วยกันขุดลอกคลอง (แม่น้ำ) และเก็บผักตบได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะได้ไหลสะดวก&amp;nbsp; ถ้าคลองสะอาดนักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ชาวบ้านจะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 64 ปี&amp;nbsp; ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า &amp;ldquo;อยู่แพมันสบาย&amp;nbsp; อากาศไม่ร้อน&amp;nbsp; ลมพัดเย็นสบาย&amp;nbsp; และยังพอหาผักหาปลาในคลองกินได้&amp;nbsp; ถ้ามีการอนุรักษ์แพก็จะดี&amp;nbsp; เพราะจะได้อยู่กันไปนานๆ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จากการล่องเรือดูแพ&amp;nbsp; และผมก็อยากให้มีการแก้เรื่องน้ำเสีย&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก&amp;nbsp; น้ำก็จะไม่เน่า&amp;nbsp; เพราะเดิมน้ำลึกประมาณ 3-4 วา (6-8 เมตร)&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือประมาณวา กว่าๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวนิยมตักบาตรริมน้ำ&amp;nbsp; บริเวณตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ, กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม, จังหวัดอุทัยธานี, จุติ  ไกรฤกษ์, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย, บุญโรจน์  จันทร์วัด, ปลาย่าง  ป้าแต๋ว  อุทัยธานี, ปลาแรด, พม., พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์ชาวแพ, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ, ฟื้นฟูวิถีชาวแพ, มูลนิธิไทยเศรษฐ์, ร.5, ลุงทองหยด  จุลมุสิทธิ์, วิกฤตน้ำแล้, วิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่าน, ศรีวภา  วิบูลย์รัตน์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สมคิด  คงห้วยรอบ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ, อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง, เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้, แม่น้ำป่วยไข้, แม่น้ำสะแกกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d4172e10168.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าบาติกร.5 ประโยชน์ต่อสุขภาพวัยเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดนิทรรศการ &amp;ldquo;ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : เพื่อสานสัมพันธ์สยามและชวา&amp;rdquo; เพื่อน้อมระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการเสด็จฯ เยือนชวา หรือประเทศอินโดนีเซีย 3 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2413 ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศครั้งแรก และเพื่อตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ที่ทรงรวบรวมวิทยาการและศิลปวัฒนธรรมมาปรับใช้ในการวางรากฐานพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนมาถึงปัจจุบัน โดยนิทรรศการดังกล่าวเปิดให้เข้าชมการแสดงผ้าบาติกที่สวยงามจำนวน 300 ผืน ที่มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซีย โดยจะสลับซับเปลี่ยนกันไป ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61-เดือนพฤษภาคม 2564 ณ ห้องจัดแสดง 3-4 ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทว่า นิทรรศการดังกล่าวได้เปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุดทำการ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น. โดยเสียค่าเข้าชมในอัตราผู้ใหญ่อยู่ที่ 150 บาท และผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 บาท นักเรียน นักศึกษา และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท และเด็กต่ำกว่าอายุ 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้ค่าเข้าชมจะอยู่ในเรตราคาที่สามารถรับได้ แต่ถ้าหากลูกหลานจูงไม้จูงมือผู้สูงอายุเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าบาติกที่จัดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพได้ไม่น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับการพาผู้สูงวัยมาเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าบาติกนั้นก็ค่อนข้างเหมาะกับผู้สูงอายุ และเราก็มีบริการสำหรับคุณตาคุณยายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรถวีลแชร์ หรือลิฟต์ และรูปแบบนิทรรศการของเราก็ยังอำนวยความสะดวกให้กับคนวัยเกษียณอีกด้วย เช่น ระดับในการอ่าน โดยมีแท่นคำอธิบาย ถ้าหากผู้สูงอายุนั่งรถวีลแชร์ก็สามารถมองเห็นได้ ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็มักสนใจผ้าโบราณที่เรานำมาโชว์ในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากเป็นผ้าในรัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ทรงสะสม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าพูดถึงผ้าบาติกโดยทั่วไปมักเป็นงานมัดย้อมสีสันสดใส แต่จริงๆ แล้วผ้าบาติกลวดลายดั้งเดิมนั้นจะเน้นเป็นโทนน้ำตาลหม่น สีแดงหม่น กระทั่งโทนสีออกน้ำเงิน ถ้าคนสูงวัยได้มาเยี่ยมชมจะเห็นเลยว่าต้นตำรับของผ้าบาติกนั้นเป็นอย่างไร อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรงสะสมมาตั้งแต่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ด้วยซ้ำ ทรงตั้งพระทัยสะสมไว้เพื่อที่จะให้คนรุ่นลูกหลานได้ชมกัน ที่สำคัญผ้าบาติกทุกผืนที่นำมาโชว์ล้วนมีอายุหลายร้อยปีค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผ้าบาติก หากผู้สูงวัยชอบสะสมผ้าบาติกโบราณ โดยผู้สูงอายุที่มาเยี่ยมชมนิทรรศการก็จะได้เห็นคอลเลคชั่นผ้าบาติกที่ใหญ่จากผลงานของศิลปินในอดีต เช่น คอลเลคชั่นของรัชกาลที่ 5 ก็จะค่อนข้างใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แม้แต่ในประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีการจัดแสดงโชว์ผ้าบาติก ก็ยังไม่ใหญ่เท่าบ้านเรา ถือได้ว่าเหมาะกับสำหรับผู้สูงอายุ เพราะจะได้ความรู้เรื่องผ้าบาติกในแต่ละภูมิภาคของชวา อาทิ ชวากลาง ชวาตะวันตก ฯลฯ ที่มีสีสันและลวดลายที่แตกต่างกันอีกด้วยค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่ทำผ้าบาติกใช้ในครัวเรือนหรือจำหน่าย ตรงนี้ถือข้อดีของศิลปะแขนงดังกล่าว เพราะนอกจากเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะ ทำให้จิตใจสบาย และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าเราเครียดก็สามารถมาลงกับศิลปะผ้าบาติก ก็จะทำให้เกิดความนิ่งสงบ และเป็นการฝึกสมาธิขณะทำไปด้วยในตัว อีกทั้งยังได้ชิ้นงานไว้ใช้สอยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากชมนิทรรศการแล้ว คนวัยเก๋ายังสามารถเติมเต็มความรู้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผ้าบาติกโบราณระหว่างผู้ที่สนใจ ที่สำคัญหากได้ออกจากบ้านมาพร้อมกับลูกหลาน ไม่เพียงช่วยเปิดหูเปิดตา แต่ยังกระชับความอบอุ่นในครอบครัวได้เป็นอย่างดี...เสาร์-อาทิตย์นี้ เคลียร์คิวให้ว่าง และพาพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ไปร่วมชมนิทรรศการผ้าบาติก ของสะสมในรัชกาลที่ 5 รับรองความรู้เพียบค่ะ...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21174</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย, ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bdaefa8da38b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น้ำเพชร-น้ำเขื่อนแก่งกระจาน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าผมเป็น &amp;quot;น้ำ&amp;quot;.........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอบอกชาวเมืองเพชรฯ ให้สบายใจได้ว่า ปีนี้ขอบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เข้าไปท่วมหรอก!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเขินสื่อ แหม...ยังกะถูกโรค &amp;quot;เซเปียน-เซน้ำน้อย&amp;quot; ที่อัตตะปือหลอน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้นสปิลเวย์เขื่อนแก่งกระจานตามภววิสัย แล้วจะแวะเข้าไปหาขนมหม้อแกงในเมืองกินบ้างเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อนับถอยหลังกัน ยังกะมาจมเมืองจริงๆ!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องภัยธรรมชาติ &amp;quot;ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ&amp;quot; ทุกวันนี้ ไม่เพียงที่เพชรบุรี ที่เหนือ ที่อีสาน หรือที่ไหนๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกที่ในโลก.........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันกลายเป็นเรื่อง &amp;quot;ถึงตัว-ถึงชีวิต&amp;quot; ของคน &amp;quot;ทุกคน&amp;quot; ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในภาวะ &amp;quot;โลกเปลี่ยนสภาพ&amp;quot;..........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การไม่ประมาทเป็นเรื่องดี แต่ถ้าตื่นตกใจจนเกินการ ก็ไม่เกิดประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นคือ ทุกข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหว นอกจากสนใจแล้ว ต้องเติมสติเพื่อวิเคราะห์-ใคร่ครวญเข้าไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่งั้น จะเตลิดตามกัน น่าสมเพช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้ คนเพชรบุรีเอง &amp;quot;รู้ตามสภาพ&amp;quot; คงตื่นเต้นน้อยกว่าคนนอกพื้นที่ ซึ่งรู้ &amp;quot;ตามข่าว&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่คนในพื้นที่ ที่นั่งผวา-นอนผวาจริงๆ ตอนนี้ ต้องที่กาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผวาเรื่อง &amp;quot;เขื่อนแตก&amp;quot;!&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่าน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช กับท่านอาจารย์เสรี ศุภราทิตย์ กูรูเรื่องน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลาท่านออกข่าวเตือน เรื่องน้ำ เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องแผ่นดินไหว เกี่ยวพันถึงเขื่อนวชิราลงกรณ (เขาแหลม) และเขื่อนศรีนครินทร์ (เจ้าเณร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยายามสรรคำสวยๆ ใช้แทนคำว่า &amp;quot;เขื่อนแตก&amp;quot; ในการเตือนหน่อยได้ไหมครับ ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะท่าน ดร.สมิทธ...........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝนตั้งเค้า ฟ้ามืด ทีไร ชอบเตือนกระเดียดไปทางนั้น จนคนเมืองกาญจน์จะเป็นโรคประสาทกันไปหมดแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะคำนึง ก็...ให้ระวัง แผ่นดินไหว.......&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขื่อนเขาแหลม-เขื่อนเจ้าเณร จะแตก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะอยู่ใกล้ &amp;quot;รอยเลื่อนสะแกง&amp;quot; น้ำจะทะลักจมเมืองกาญจน์ ยันกรุงเทพฯ!?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนี่ย ทุกคนซาบซึ้งในความหวังดีและห่วงใยของท่าน แต่แหม.....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้ำคำว่า &amp;quot;เขื่อนแตก&amp;quot; บ่อยๆ มันเป็นหวังดีที่ซาดิสม์ จนชาวบ้าน-ชาวเมือง กินไม่ได้-นอนไม่หลับกันไปหมดแล้ว!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องเตือนล่วงหน้า เป็นเรื่องดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างกรณีน้ำล้นสปิลเวย์เขื่อนแก่งกระจาน ต้องเข้าใจว่า สปิลเวย์ ก็คือ &amp;quot;ทางระบายน้ำ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำจากสปิลเวย์ ไม่ใช่น้ำล้นตัวเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากแต่เป็นน้ำที่ระบายออกไป ตามเทคนิคควบคุมน้ำในเขื่อน ให้อยู่ในระดับปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เขื่อนเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นเรื่องปกติ..........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างตอนนี้ &amp;quot;สื่อ-ชาวบ้าน&amp;quot; ตื่นตัว นับเป็นเรื่องดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระตุ้นให้ &amp;quot;กรมชลประทาน&amp;quot; และเจ้าเมือง ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่แรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าเมืองและกรมชลฯ รู้ธรรมชาติเมือง รู้เส้นทางน้ำ รู้ความหนักเบา ของน้ำแต่ละปี จากแก่งกระจาน ที่มาลงแม่น้ำเพชรบุรีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องท่วม มันอาจต้องท่วมบ้าง ธรรมชาติเมืองเป็นอย่างนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การไม่ให้ท่วมถึงขั้นวิกฤติเกินการ........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมชลฯ-จังหวัด ต้องแสดงประสิทธิภาพในตำแหน่ง-หน้าที่ บริหาร-จัดการ ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดู &amp;quot;ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์&amp;quot; อดีตเจ้าเมืองเชียงราย เป็นตัวอย่าง!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขาดเหลืออะไร &amp;quot;ภาครัฐ&amp;quot; สนับสนุนทุกอย่างฉับพลันอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น เจ้าเมืองเพชรบุรี กรมชลประทาน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบงานพื้นที่โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องแสดงฝีมือให้คนเพชรบุรีเชื่อถือ-ศรัทธา ต้องไม่ชะเง้อ รอให้รัฐบาลลงไปชี้นิ้วบัญชาการ รับหน้าเสื่อเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างน้ำท่วมใหญ่ปลายปี ๕๔......&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะรัฐบาล &amp;quot;นักการเมือง&amp;quot; เสือกเป็นกองหน้า ทำตัวรู้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไปสั่งโน่น-สั่งนี่เขา เอาอยู่..เอาอยู่ เลยพังทั้งเมือง!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;แม่น้ำเพชรบุรี&amp;quot; ที่กำลังพูดกันตอนนี้.......&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รู้กันหรือเปล่า ว่ามีความสำคัญ &amp;quot;คู่บ้าน-คู่เมือง&amp;quot; ขนาดไหน?&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเองก็ยังไม่รู้ จนได้อ่าน &amp;quot;ศิลปวัฒนธรรม&amp;quot; ฉบับเดือน กันยายน ๒๕๔๘ จากบทความคุณ &amp;quot;ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่อง &amp;quot;น้ำเสวยที่โปรดปราน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดถึงนิตยสารรายเดือน &amp;quot;ศิลปวัฒนธรรม&amp;quot; ถือโอกาส ขอบคุณ และเกรงใจ เป็นที่ยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นยี่สิบปีมาแล้ว ส่งให้ผมอ่านทุกเดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ็อกเกตแมกกาซีน ต่วย&amp;#39;ตูน เช่นกัน หลายปีดีดัก ส่งให้ไม่เคยขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็เกรงใจ ด้วยเข้าใจหัวอกคนผลิตหนังสือ แกะถุงอ่านทีไร ก็แอบตั้งใจ จะส่งค่าสมัครเป็นสมาชิกรายปีทีนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็ได้แต่ตั้งใจ ยังไม่ได้ทำตามใจที่ตั้งซักที พูดแล้วก็อาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ ขออนุญาต &amp;quot;ศิลปวัฒนธรรม&amp;quot; และคุณ &amp;quot;ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย&amp;quot; นำบางส่วนที่ลงเว็บไว้มาเป็นวิทยาทานนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;mdash;เรื่องน้ำเพ็ชรนี้ เคยทราบมาแต่ว่า ถือกันว่าเปนน้ำดี เคยได้ยินพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่&amp;nbsp; ๕ รับสั่งว่า นิยมกันว่า มีรสแปลกกว่าลำน้ำเจ้าพระยา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และท่านรับสั่งว่า พระองค์เองเคยเสวยน้ำเพ็ชรเสียจนเคยแล้ว เสวยน้ำอื่นไม่อร่อย จึงต้องส่งน้ำเสวยมาจากเพ็ชรบุรี&amp;mdash;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นข้อความในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวถึงเรื่องน้ำในลำน้ำเพชรบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเสวยกว่าน้ำในแม่น้ำอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมัยต้นรัตนโกสินทร์ น้ำเสวยก็คือน้ำฝนและน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนที่ใสสะอาดและนำมาผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เป็นน้ำบริสุทธิ์สำหรับเสวย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบว่า น้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี เป็นน้ำที่มีรสชาติอร่อยกว่าน้ำในลำน้ำอื่นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงโปรดให้ตักน้ำจากแม่น้ำนี้ส่งเข้ามาเป็นน้ำเสวยจนตลอดรัชสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำเพชรที่โปรดให้เป็นน้ำเสวยนี้ ตักจากตำบลท่าชัย ซึ่งเป็นตำบลที่อยู่เหนือตำบลบ้านปืนขึ้นไปไกลจนหมดหมู่บ้านราษฎร เป็นทางน้ำที่ไหลผ่านกรวดทรายจึงเป็นน้ำใสสะอาด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีทำน้ำเพชรให้เป็นน้ำเสวยนั้น มีหลายขั้นตอน เจ้าเมืองเพชรบุรี มีหน้าที่ควบคุมดูแลแต่ละขั้นตอน นับตั้งแต่ตักน้ำ และนำมาต้มในกระทะใบใหญ่ แล้วถ่ายเก็บใส่ตุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเย็นลง จึงกรองในหม้อกรองใหญ่ ทำด้วยปูนลักษณะคล้ายลูกปัศตัน ปากกว้างประมาณ ๕๐&amp;nbsp; เซนติเมตร ลึกประมาณ ๖๐-๗๐ เซนติเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้น้ำหยดจากเครื่องกรองลงตุ่มที่รองรับอยู่ข้างล่าง น้ำที่หยดลงมานี้ จึงเป็นน้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อจะนำส่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่กรมกอง น้ำเสวย น้ำสรง จะเป็นผู้รับผิดชอบ มารับน้ำนำเก็บไว้ในโรงใหญ่ ซึ่งรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวดกวดขัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงเวลานำน้ำขึ้นถวายจะบรรจุหม้อกรัณฑ์ ซึ่งเป็นหม้อดินเผาปั้นด้วยฝีมือประณีต มีฝาปิดเป็นจุกยอดแหลมและผูกผ้าขาวตีตราครั่ง นำส่งคุณพนักงานฝ่ายใน สำหรับเป็นน้ำเสวยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี ในรัชกาลของพระองค์ น้ำเพชรเป็นน้ำเสวยที่โปรดปรานดังปรากฏในพระราชดำรัสและหนังสือถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดน้ำเสวยอยู่เนืองๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเสวยน้ำเพชรตลอดมา มีบางคราว ที่มีเหตุขัดข้องต้องงดตักน้ำเมืองเพชร ต้องเสวยน้ำแม่น้ำอื่น ก็ทรงทราบความผิดปกติทันที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้งหนึ่ง โปรดให้มีการหาน้ำอร่อยแทนน้ำเพชรโดยให้หลวงศักดิ์ นายเวรจัดน้ำกรอกใส่ขวดเหมือนกัน ๔ ขวด คือน้ำฝน น้ำเพชร น้ำบ่ออาติเชียน น้ำกลั่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเสวยน้ำ โดยทรงอมให้รู้รสชาติเสียก่อนจึงกลืน มีน้ำขวดหนึ่งอร่อยกว่าทั้งหมด ปรากฏว่าน้ำขวดนั้น คือน้ำเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงมีพระราชดำริว่า น้ำอีก ๓ ขวด จะบริสุทธิ์เกินไปกว่าพระศอที่เคยเสวย ทำให้เสวยไม่อิ่ม และไม่ระงับกระหาย จึงโปรดให้จัดน้ำเพชรเข้ามาให้เสวยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังคงโปรดเสวยน้ำเพชรอยู่ ดังที่มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับรสชาติของน้ำเพชรว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;mdash;ในส่วนตัวเราเองมิได้เคยถือนักดอกในเรื่องน้ำกิน แต่ต้องสารภาพอย่างหนึ่งว่า จะเปนเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบบอกไม่ถูก เราได้เคยกินน้ำประปาหลายครั้ง และรู้สึกว่ากินได้ แต่ยังไม่วายรู้สึกในใจว่า สู้น้ำเสวยที่เขาจัดมาให้พิเศษไม่ได้ ทั้งนี้จะเปนด้วยอุปาทานมากกว่าอย่างอื่น&amp;mdash;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้น้ำเพชร จะมีรสชาติอร่อย เป็นที่ถูกพระโอษฐ์ ถูกพระทัยพระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงพัฒนาเจริญขึ้น ผู้คนเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบกับแม่น้ำเพชร เมื่อเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปตรวจราชการ ที่จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp; ในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๕ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบว่า ณ ตำบลที่ตักน้ำเสวยนั้น มีบ้านเรือนตั้งอยู่ตลอดทั้ง ๒ ฝั่ง ทำให้มีสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนในแม่น้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากความไม่สะอาดดังกล่าวแล้ว เจ้าพระยายมราช ยังกราบทูลถึงเหตุที่น้ำเพชรไม่สมควรเป็นน้ำเสวยอีกต่อไปว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;mdash;เมื่อนึกถึงความเข้าใจของมหาชนทั่วไป แลชาวต่างประเทศด้วยแล้ว การที่ยังจัดอยู่ในราชการปรากฏว่า น้ำในลำน้ำเพ็ชรบุรีเปนน้ำเสวยดังนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าดูเปนการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และเกียรติคุณของน้ำเสวย&amp;mdash;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลสำคัญทั้ง ๒ ประการ ทำให้น้ำเพชรซึ่งเคยเป็นน้ำเสวยของพระมหากษัตริย์ไทยมาเป็นเวลานาน ต้องสิ้นสภาพหมดสถานะการเป็นน้ำเสวย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้งนั้น น้ำประปาจึงได้เข้ามามีบทบาทเป็นน้ำเสวยต่อจากน้ำเพชร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้คนในปัจจุบัน คงหมดโอกาสที่จะได้รู้ หรือพูดว่า &amp;ldquo;น้ำเพชรมีรสอร่อยแปลกกว่าน้ำเจ้าพระยาอย่างไร&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงจะพูดถึงน้ำที่บริโภคกันทุกวันนี้ อย่างไม่แน่ใจว่า &amp;ldquo;น้ำยี่ห้อนี้แพงกว่า คงจะสกปรกน้อยกว่ายี่ห้อนั้นนะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่.........&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;แม่น้ำเพชรบุรี&amp;quot; ที่ห่วงกันว่าจะท้นท่วมเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, จ.เพชรบุรี, ดร.สมิทธ ธรรมสโรช, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนศรีนครินทร์, เสรี ศุภราทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 20:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยือนตำหนักเก่า เล่าวิถีชาววังรัตนโกสินทร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(วัดเบญจมบพิตรฯ อีกสถานที่สำคัญเล่าขานรัตนโกสินทร์)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงนี้คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องราวของประวัติศาสตร์ อยากจะย้อนเวลาเข้าไปในยุคอยุธยาบ้าง หรือสมัยรัตนโกสินทร์บ้าง แต่ในเมื่อไม่มีไทม์แมชชีนให้ย้อนเวลากลับไป การได้ตามรอยไปเที่ยวชมวัด วังเก่า เพื่อสัมผัสร่องรอยของอดีตที่หลงเหลือ ก็ให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจได้ไม่แพ้กัน ด้วยเหตุนี้ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี จึงได้จัดกิจกรรม &amp;quot;ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ยินผ่านวรรณกรรม&amp;quot; พาคณะสื่อฯ ไปชมวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่าลัดเลาะไม่ไกล แถวๆ เกาะรัตนโกสินทร์นี่เอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ตามรอยวิถีในวังผ่านห้องจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องบอกเลยว่าถ้าใครได้เห็นรูปเก่าๆ โบราณมาแล้ว ยังไม่เท่ามาเจอสถานที่จริงที่เจ้านายฝ่ายในเคยประทับมาก่อน เริ่มจาก พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในอดีตที่นี่เคยเป็นพระตำหนักของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาเธอในรัชกาลที่ 5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ผู้เป็นที่รักยิ่งของ ร.5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วณิชยา บุษบงส์ ภัณฑารักษ์สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งพระราชหฤทัยอยากให้มีสวนใหม่ท้ายพระราชวังดุสิต จึงโปรดให้สร้างสวนแห่งนี้ขึ้นเป็นที่ประทับพระอิริยาบถ พร้อมทั้งเป็นที่ประทับของพระมเหสี พระสนม เจ้าจอม และพระราชธิดา เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว และทรงตั้งชื่อว่า &amp;#39;สวนสุนันทา&amp;#39; เป็นพระราชานุสรณ์แห่งความรักของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ แต่ยังไม่ทันเสร็จก็เสด็จสวรรคต ต่อมารัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างองค์พระที่นั่งและพระตำหนักรวม 32 ตำหนัก จนแล้วเสร็จ กลายเป็นราชสำนักฝ่ายในขนาดใหญ่ในรัชสมัย ร.6-ร.7&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;(เยี่ยมชมห้องพระประวัติพระวิมาดาเธอฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2462 พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ได้ขอพระบรมราชานุญาตรัชกาลที่ 6 ประทับในสวนสุนันทาเป็นพระองค์แรก จากนั้นมีเจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์เสด็จมาประทับตำหนักต่างๆ นอกจากนี้บางพระองค์เสด็จมาประทับเป็นครั้งคราว เช่น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวใน ร.6&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(บันไดเวียนสำหรับข้าหลวงขึ้นถวายงานเจ้านาย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ตำหนักสายสุทธานภดล หรือตำหนักที่ประทับของพระวิมาดาเธอฯ เป็นหนึ่งในตำหนักสำคัญเหมือนศูนย์กลางในสมัยนั้น ชั้นบนของตำหนักมีห้องบรรทมเป็นโถงใหญ่ มีห้องเซฟเก็บทรัพย์สินมีค่า มีที่ประทับสำหรับทรงสำราญ และบันไดเวียนสำหรับข้าหลวงขึ้นถวายอยู่งาน สะท้อนพระจริยวัตรของพระเจ้าวิมาดาเธอฯ เมื่อครั้งทรงพระชนม์ชีพ พระปรีชาสามารถด้านงานศิลป์เลื่องลือ อีกทั้งพระองค์เป็นผู้ควบคุมห้องเครื่องในรัชกาลที่ 5 และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดรัชกาล จนมาถึงรัชกาลที่ 6 ยังทรงมีชื่อเสียงเรื่องอาหาร สถานที่แห่งนี้จึงถือเป็นสำนักพระวิมาดาเธอฯ ซึ่งเหล่าขุนนางที่มีลูกสาวก็มักนิยมนำมาถวายตัวต่อพระวิมาดาเธอฯ&amp;quot; ภัณฑารักษ์หญิงฉายภาพเก่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ล้อมวงฟังเรื่องราววิถีชีวิตของเจ้านายฝ่ายในภายในตำหนัก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนนิภาคารขึ้นภายในสวนสุนันทา สอนทั้งวิชาอาหาร ตลอดจนงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย ดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง รวมถึงอบรมกิริยามารยาท บ่มเพาะความเป็นกุลสตรี หนึ่งในลูกศิษย์คือ ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ อดีตข้าหลวงประจำห้องเครื่องในพระวิมาดาเธอฯ ผู้เชี่ยวชาญอาหารตำรับชาววัง เจ้าของงานเขียนที่ได้รับความนิยม &amp;#39;ชีวิตในวัง&amp;#39; &amp;#39;ตำรากับข้าวในวัง&amp;#39; และ &amp;#39;ชีวิตนอกวัง&amp;#39; ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีต วิถีชาววัง รวมถึงตำรับอาหารของเจ้านายฝ่ายในให้แจ่มชัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อได้เดินชมแต่ละห้องภายในตัวตำหนัก เชื่อว่าผู้ได้สัมผัสจะดื่มด่ำพระประวัติประทับใจกับเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่ยังคงสภาพเดิมไว้อย่างสมบูรณ์ ส่วนของใหม่ที่นำมาจัดแสดงก็คัดสรรเข้ากับสถาปัตยกรรมงามสง่าของอาคารหลังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ชุดชามสำหรับใส่อาหารคาว-หวาน ศิลปวัตถุสำคัญ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่มีอยู่ห้องหนึ่งที่ผู้เข้าชมจะสัมผัสได้ถึงชีวิตของพระองค์ โดยเฉพาะห้องเครื่องสำนักพระวิมาดาเธอฯ ที่จะพาย้อนไปสมัยตำรับอาหารในพระวิมาดาเธอฯ จะมีสำรับอาหารคาวและอาหารหวานบนโต๊ะ มีชุดชามลายดอกไม้สวยงามตั้งอยู่ โดยถ้วยจานชามเหล่านี้พระองค์สั่งซื้อจากห้างเอช. อับดุลราฮิม เป็นภาชนะสำหรับใส่แกงและขนม นับเป็นหนึ่งในศิลปวัตถุสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(อุโมงค์ใต้เนินพระนาง เก็บถ้วยชามของพระวิมาดาเธอฯ ที่หลงเหลืออยู่)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอาหารชาววังตามตำรับพระวิมาดาเธอฯ เมนูที่โดดเด่นมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น สะเต๊ะลือ ทอดมันสิงคโปร์ แกงรัญจวน ข้าวตัง-เมี่ยงลาว น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกปลาร้าหลน ฯลฯ นอกจากนี้ในพื้นที่ตำหนักพระวิมาดาเธอฯ ยังมีอุโมงค์ที่เก็บถ้วยชามของพระองค์หลงเหลืออยู่ ซึ่งอุโมงค์นี้เป็นอุโมงค์โบราณ มีมาก่อนที่พระวิมาดาเธอฯ มาประทับ เรียกกันว่า อุโมงค์ใต้เนินพระนาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ดื่มด่ำความงดงามดอกไม้ผ่านภาพเขียนสีน้ำคุณข้าหลวง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกสิ่งที่ทรงสนพระทัยมากก็คือ ทรงเล่นต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ผล ทำให้บริเวณตำหนักที่ประทับเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้งดงามละลานตา เล่ากันว่าเสด็จลงชมสวน เก็บดอกกุหลาบและดอกกล้วยไม้เป็นประจำ ดอกที่สวยงามทรงตัดประทานให้คุณข้าหลวงเขียนภาพสีน้ำเก็บไว้ เพราะการถ่ายภาพยังเป็นสีขาว-ดำ ซึ่งผู้ที่สนใจภาพสีน้ำอายุ 100 ปี สามารถไปชมสำเนาภาพที่ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล ปัจจุบันสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สวนสุนันทา เร่งอนุรักษ์ 131 ภาพสีน้ำต้นฉบับที่เหลือ มีแบบเขียนเฉพาะดอกไม้ แบบมีฉากหลัง และแบบมีองค์ประกอบ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านพฤกศาสตร์ชิ้นสำคัญ ทราบว่าสำนักศิลปะฯ เตรียมจัดใหญ่แสดงภาพเขียนสีน้ำคุณข้าหลวง ต้องติดตามกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ตำหนักพระวิมาดาเธอฯ เต็มไปด้วยร่องรอยวิถีชาววัง สถาปัตยกรรมก็โดดเด่น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกเหนือจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ตำหนักสายสุทธานภดลยังโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม ปี 59 คว้ารางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ตึกแฝดขนาดใหญ่กึ่งปูนกึ่งไม้ มีทางเดินเชื่อมด้านบนและด้านล่าง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ทุกวันนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะสถาปัตยกรรม มีผู้เข้าชมไม่ขาดสาย โดยเปิดทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30-16.00 น. และการสืบทอดตำรับกับข้าวในวังนี้ยังมีที่ห้องอาหารแก้วเจ้าจอมของโรงแรมสวนสุนันทา สนใจมาลิ้มลองสูตรชาววังได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวนสุนันทายังมีแหล่งเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์ให้เยี่ยมชมอีก 3 อาคาร ได้แก่ อาคารจุฑารัตราภรณ์ แสดงเรื่องดนตรีตั้งแต่ ร.1 ถึง ร.10 อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ เด่นเรื่องทัศนศิลป์ และอาคารเอื้อยอาชว์แถมถวัลย์ จัดแสดงเกี่ยวกับนาฏศิลป์ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องราวสมัยรัตนโกสินทร์ก็มาเที่ยวชมได้ อยู่ใกล้แค่เอื้อม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8448</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยว, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ยุคอยุธยา, วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร, สมัยรัตนโกสินทร์, เคทีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb01f79d81b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
