<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2019 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2019 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความไม่มั่นคงของราชอาณาจักรสยามในรัชกาล 5 กับนักล่าอาณานิคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจำเป็นในการเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซีย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีมูลเหตุจากหลายด้าน ทั้งด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์และการนำวิทยาการของตะวันตกมาพัฒนาประเทศ โดยความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในช่วงเวลานั้นคือความจำเป็นด้านความมั่นคงที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยให้แก่มหาอำนาจตะวันตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องทรงใช้ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ที่ทรงได้วางรากฐานเอาไว้ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิช (Nikolas Aleksandrovich) แห่งจักรวรรดิรัสเซียมาช่วยลดกระแสกดดันของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคม ส่วนความจำเป็นด้านการนำวิทยาการมาพัฒนาประเทศนั้นในกรณีของการเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซียเป็นผลที่เกิดขึ้นในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั้นได้เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436 หรือ ค.ศ.1893) จากการที่สยามถูกอังกฤษและฝรั่งเศสกดดันให้สยามต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับมหาอำนาจเพื่อที่มหาอำนาจจะใช้เป็นเหตุผลที่จะสามารถยึดครองดินแดนของสยาม จากความกดดันดังกล่าวทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยนำรัสเซียเข้ามาคานอำนาจกับมหาอำนาจตะวันตก โดยเริ่มต้นจากการใช้ความพยายามในการที่จะทำข้อตกลงว่าด้วยการค้ากับรัสเซียและการเชิญมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิชแห่งจักรวรรดิรัสเซียเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสยาม ถึงแม้ว่าความพยายามแรกจะไม่ได้รับการตอบสนองและความพยายามที่สองก็ถูกขัดขวางทุกวิถีทางจากอังกฤษมหาอำนาจในภูมิภาค &amp;quot;ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในสยาม เมื่อรู้ว่าซาเรวิตช์จะมาเยือนกรุงเทพฯ ถึงกับปล่อยข่าวโคมลอยในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีอหิวาตกโรคระบาดอยู่ที่นั่น เพื่อปลุกปั่นว่าไม่ปลอดภัยที่จะมากรุงเทพฯ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่เพื่อการต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างสมพระเกียรติเพื่อให้ทรงซาบซึ้งในพระราชไมตรีนั้นก็ประสบความสำเร็จตามพระราชประสงค์ในระดับหนึ่ง ซึ่งนับเป็นความจำเป็นที่สยามพึงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น และเป็นพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริงที่ทรงมีวิเทโศบายดังกล่าว ตามบทบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า &amp;quot;เปนความยินดีที่เหนได้แน่ว่า พระราชทรัพย์และพระราชอุตสาหะที่ได้ออกไปในการรับซารวิตช์ไม่ขาดทุนเลย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานของอา. แอ็ม วืยวอดเซฟ กงสุลใหญ่รัสเซียประจำสิงคโปร์ถึงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิชแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ระหว่างวันที่ 7-13 มีนาคม พ.ศ.1891 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ.1891 &amp;nbsp;มีความตอนหนึ่งว่า (การเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งไม่เป็นที่พอใจของชาวอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศอังกฤษพยายามที่จะให้อิทธิพลของประเทศอื่นๆ หมดไปจากภูมิภาคตะวันออก&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในรายงานถึงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเกี่ยวกับการที่สยามขอทำสนธิสัญญาทางการค้ากับรัสเซียเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1891 นายอา.แอ็ม วืยวอดเซฟ ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ทางรัฐบาลรัสเซียว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สยามเป็นฝ่ายที่จะได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงเพียงฝ่ายเดียว และการที่สยามต้องการทำสนธิสัญญาก็เพียงเพื่อให้มีผู้ปกป้องคุ้มครองเมื่อเกิดความจำเป็นเท่านั้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในรายงานลงวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1891 นายอา.แอ็ม วืยวอดเซฟ ได้กล่าวถึงภัยของการล่าอาณานิคมที่กำลังคุกคามสยามว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในรายงานของข้าพเจ้าฉบับหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รายงานถึงสถานการณ์ในราชอาณาจักรสยาม ความสำเร็จของสยามที่เกิดจากการพัฒนาที่ถูกต้อง ความก้าวหน้าด้านการเงิน การคลังตลอดจนความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับบนเส้นทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองทั้งปวงขึ้นอยู่กับการรักษาสันติภาพ แต่สันติภาพดังกล่าวได้ถูกคุกคามจากฝ่ายฝรั่งเศสอย่างรุนแรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันเจตนารมณ์ของการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อการเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซียคือบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงบันทึกไว้ในปี พ.ศ.2434 ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มูลเหตุของการเดินทางครั้งนี้ก็มีเหตุผลทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญของการเสด็จฯ ซึ่งจะพลิกโฉมการเมืองของประเทศสยามไปสู่ &amp;#39;ทิศทางใหม่&amp;#39; ที่มีรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนับจากนี้ไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลต่อเนื่องซึ่งในทางปฏิบัติต้องดำเนินการเป็นเหตุผลหลักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้ในการเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซียคือเหตุผลด้านความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ โดยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นดังกล่าวได้เริ่มขึ้นจากการถวายการรับเสด็จการเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิชแห่งจักรวรรดิรัสเซียอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติซึ่งทำให้เกิดความผูกพันทางพระราชหฤทัย ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสจักรวรรดิรัสเซีย ก็ได้รับการถวายการตอนรับอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติเช่นกัน อีกทั้งยังได้กระชับความสัมพันธ์ส่วนพระองค์และพระราชวงศ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เห็นได้จากพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานถึงสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถความว่า &amp;nbsp;สมเด็จพระพันปีหลวงของรัสเซีย (พระชนนีของสมเด็จพระจักรพรรดิ) ทรงรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชบุตร และจากจดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ.116 บันทึกโดย พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยศิริ) ได้กล่าวถึงความมีพระราชหฤทัยที่ผูกพันของสองราชวงศ์ซึ่งได้ปราฏขึ้นอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทูลลาพระชนนีของสมเด็จพระจักรพรรดิว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;...พอได้เวลาที่จะเสด็จฯ กลับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทูลลาเอมเปรสพระชนนี เอมเปรสพระชนนีทรงจุมพิตพระปรางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วพระราชทานพระปรางให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุมพิตและพระราชทานพรแสดงพระราชหฤทัยเมตตาอาลัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างว่าเป็นพระราชบุตร มิได้มีความรังเกียจอย่างใดเลย เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชและพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดชทูลลา ก็ทรงจูบพระราชทานพรฉันว่าเป็นพระราชนัดดาอย่างสนิทเสร็จแล้ว ส่วนพระราชโอรสพระธิดาทั้ง 2 พระองค์ เมื่อทูลลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงจุมพิตสั่งเสียเสมอด้วยพระญาติอันสนิท...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระจักรพรรดินั้นได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่การรับเสด็จที่ยิ่งใหญ่ การถวายพระเกียรติตลอดระยะเวลาที่ประทับอยู่ในรัสเซีย นอกจากนั้นในช่วงเวลาที่ทั้งสองพระองค์จะทรงลาจากกันได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทั้งสองพระองค์ดังบันทึกของพระยาศรีสหเทพ ที่ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;...ทั้งสองพระองค์ ทรงพระอาลัยในการที่จะต้องเสด็จพระราชดำเนินจากกัน โดยอาการที่ปรากฏเห็นได้ถนัดทั้งสองพระองค์ จึงได้ทรงประทับสั่งสนทนาอยู่อีกกึ่งชั่วโมง แล้วจำพระทัยต้องทูลลากัน ทรงกอดรัดจุมพิตและมีพระราชดำรัสสั่งเสียเป็นอเนกประการ สมเด็จพระเจ้าเอมเปรอกรุงรัสเซียยังให้ชักธงเครื่องหมายถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชสำราญในระยะทางอีกครั้งหนึ่ง &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้นายเรือพระที่นั่งโปลาสะตาร์ชักธงขึ้นเสาหมายความตอบขอบพระราชหฤทัย...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลในการเจริญพระราชไมตรีที่มาจากความต้องพัฒนาประเทศนั้นเกิดจากพระปรีชาญาณขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงต้องการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ จึงมีความจำเป็นที่สยามต้องรับศิลปวิทยาการจากประเทศที่ยอมรับกันว่ามีความเจริญแล้วมาสู่ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากจุดเริ่มต้นจากการที่ได้ว่าจ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในหน้าที่ต่างๆ เป็นการส่งนักเรียนไทยออกไปศึกษาในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาปฏิบัติราชการแทนชาวต่างประเทศ ดังที่ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ได้กล่าวไว้ในหนังสือ &amp;quot;นักเรียนนอก&amp;quot; ว่า ประเทศไทยได้ &amp;quot;ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์&amp;quot; &amp;nbsp;ด้วยวิธีการส่งนักเรียนไทยออกไปศึกษาวิชาในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาล แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะ &amp;quot;นักเรียนนอก&amp;quot; ที่เกิดจากการลงทุนดังกล่าวในระหว่างเวลาประมาณ 70 ปี &amp;nbsp;ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 จนกระทั้งถึงสงครามแปซิฟิกจำนวนประมาณ 1,300 คน ได้เป็นกำลังสำคัญในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีความทันสมัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการรักษาเอกราชและอธิปไตยของบ้านเมืองตลอดเวลาดังกล่าว สำหรับนักเรียนไทยที่ได้ไปศึกษาในประเทศรัสเซียในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจากข้อมูลของ ดร.วิชิตวงศ์ ได้กล่าวไว้ว่ามี 20 คนโดยในปี ค.ศ.1898 ( พ.ศ.2441) ได้มีการส่งนักเรียนไทยรุ่นแรกเข้าไปเรียนในรัสเซีย นักเรียนไทยกลุ่มนี้คัดเลือกจากนักเรียนไทยในอังกฤษประกอบด้วยพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ และนักเรียนทุน นายพุ่ม สาคร อีกทั้งได้ส่งนายนกยูง วิเศษกุล (พระยาสุรินทราชา) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการส่งไปศึกษาวิชาครูในประเทศอังกฤษให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการส่วนพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ รวมทั้งการถวายพระอักษรภาษาไทย (&amp;quot;เป็นผู้ใหญ่ดูแลการในพระองค์&amp;quot;) ซึ่งก็ต้องศึกษาภาษารัสเซียด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเนื่องจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงเป็นพระราชโอรสซึ่งทรงฐานันดรศักดิ์ต่อไปจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ดังนั้นระหว่างที่ประทับอยู่ที่รัสเซียจึงต้องมีราชองครักษ์ประจำพระองค์ด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งให้ร้อยโทหลวงสุรยุทธโยธาหาร (ชื่น ภัคดีกุล) ให้ไปทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้สมรสกับสุภาพสตรีรัสเซียระหว่างทำหน้าที่และได้นำบุตรและภรรยากลับมาเมืองไทย.
------------
อ้างอิง: หอจดหมายเหตุการเมืองระหว่างประเทศ จักรวรรดิรัสเซีย หมวดญี่ปุ่น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35003</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;กรุงเทพฯ เขลอะ&quot; โทษใคร?, กาลครั้งหนึ่ง, นักล่าอาณานิคม, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, รัสเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccc051e95d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิเคราะห์การเสด็จประพาสยุโรป ค.ศ.1897 และ 1907 อย่างละเอียด พบว่าภาพลักษณ์ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; และ &amp;quot;องค์พระมหากษัตริย์แห่งสยาม&amp;quot; ล้วนสะท้อนให้เราเห็นถึงสยามในกรอบของวัฒนธรรมเอเชียจากมุมมองของวัฒนธรรมยุโรป ทั้งก่อนและระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป จากเอกสารยุโรปมากมายหลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการยกย่องอย่างสูงจากชาวยุโรปและราชสำนักยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระมหากษัตริย์จาก &amp;quot;ดินแดนหลังประเทศอินเดีย&amp;quot; ทรงได้รับการยอมรับอย่าง &amp;quot;มิตรที่เท่าเทียม&amp;quot; จากราชสำนักยุโรปและคนยุโรป การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปอย่าง &amp;quot;อิศระแก่พระองค์จริงๆ&amp;quot; ดังปรากฏในหนังสือกราบบังคมทูลจากกรุงลอนดอนของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณนัน เป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การเสด็จยุโรปอย่างเป็น &amp;quot;อิศระ&amp;quot; ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด เรื่องทางวัตถุอาจได้รับการต้อนรับอันดีจากทางเจ้าบ้านตามมรรยาทและธรรมเนียมปฏิบัติสากลเท่านั้น การที่จะได้รับการยอมรับว่า &amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; อย่างผู้เท่าเทียมและเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมาคมยุโรป อันเป็นดีกรีสูงขึ้นมากกว่ามิใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยบุคลิก การปฏิบัติตนตลอดจนสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดในการวางตนและเจรจาโต้ตอบด้วยไหวพริบให้ทันกันด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงตรัสภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แสดงความรู้รอบตัวในวัฒนธรรมและกิจการของยุโรปเป็นอย่างดีจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญส่วนหนึ่ง การปรากฏพระองค์โดยไตร่ตรองแล้วในฉลองพระองค์แบบยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดพระวรกายตั้งแต่ &amp;quot;พระเศียรจรดพระบาท&amp;quot; ตามแฟชั่น อังกฤษดังปรากฏในหนังสือพิมพ์โปแลนด์ อีกทั้งยัง &amp;quot;ภูมิ&amp;quot; มี &amp;quot;ดิกนิโฟ... ดูอันใดเหมือนกับนั่งกลืนเอาไว้ได้หมด&amp;quot; (พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่ ๓๔ จากเมืองบูดาเปสต์ วันที่ &amp;nbsp;29 มิถุนายน ร.ศ. 116) ตามคำชมเชยของ &amp;quot;ฝรัง&amp;quot; ทำให้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ เมืองใดก็จะมีประชาชนมาเฝ้าชมพระบารมีมากมาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นองค์พระมหากษัตริย์จากเอเชียจากข่าวที่ได้ยินหรือได้อ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่า การทีมิได้ทรงดึงดันที่จะปรากฏพระองค์อย่าง &amp;quot;ตะวันออกแท้&amp;quot; (oriental) ดังเจ้าเอเชียที่เสด็จพระราชดำเนินอังกฤษและยุโรปก่อนหน้านี้ ทำให้ทรงเป็นที่ยอมรับจากฝรั่งไปเปลาะหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์แห่งสยามนัน หน้าตาท่าทางก็มิได้แตกต่างไปจากพวกของตนเองเลย หากมีรูปลักษณ์และ &amp;nbsp;&amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; เช่นเดียวกับชาวตะวันตก แต่ยังมีความแปลก &amp;quot;exotic&amp;quot; ในรูปลักษณ์ของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวสวิสจาก &amp;quot;อาณาจักรแห่งหิมะ&amp;quot; ได้ต้อนรับผู้มาเยือน &amp;quot;ชาวอินเดีย&amp;quot; จากดินแดนเขตเมือง
ร้อนจากไกลสุดด้านทิศตะวันออก&amp;hellip;คิงจุฬาลงกรณ์มีพระชนมพรรษา ๔๔ พรรษา แต่ทรงเป็น &amp;quot;หนุ่ม&amp;quot;
&amp;nbsp;หน้าอ่อนราวกับอายุเพียง 30 กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านมิได้มีท่าทางที่ไม่สนใจใยดีคนรอบตัวเลยเหมือนอย่างที่พบเสมอๆ ในเจ้านายจากเอเชียองค์อื่นๆ ทำให้ทรงต่างและแปลกไปจากเจ้าเอเซียส่วนใหญ่... โดยเฉพาะในพระพักตร์และพระเนตรที่เรียวเล็ก ในรอยยิ้มที่จริงใจ ในหนังสือพิมพ์กรุงแบร์น DerBund (ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. ค.ศ. 1897 ฉบับที่ 150) กล่าวถึงพระพักตร์ที่ &amp;quot;สดชื่นตามธรรมชาติ&amp;quot; แต่ในทรงกระฉับกระเฉงพร้อมที่จะโต้ตอบสิ่งรอบตัวนั้น กลับทรงมีท่าทางสบายๆ อย่างสง่าอยู่ด้วย ทำให้ทรงโดดเด่น ชวนมอง ลีลาการเคลื่อนไหวของพระองค์ประหนึ่ง &amp;quot;เสือดำ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปรียบเทียบนี้ อาจจะเหมาะสมกว่า การเปรียบเทียบกับ &amp;quot;ช้างเผือก&amp;quot; เสียอีก กอร์ปด้วย &amp;quot;ดิกนิโพ&amp;quot; เป็นตัวของตัวเองอย่างกษัตริย์ โดยเฉพาะพระเนตรสีนิลเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากว่า แสดงแววฉลาดและสดชื่น สนใจทุกสิ่งรอบพระองค์ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สวิตเซอร์แลนด์ในดินแดนของประเทศซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ กับสยามประเทศและเป็นดินแดนที่งดงามมาก จนพระองค์ท่านทรงเล่าให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีในพระราชโทรเลขมาแต่เมืองเยนีวา ลงวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 เมื่อเสด็จ &amp;quot;เที่ยวทะเลสาบเลแมนไปถึงตำบลอิเวียน&amp;quot; ว่า &amp;quot;แต่ก่อนนี้ฉันไม่เชื่อรูปภาพที่เห็นๆ นั้นเลย บัดนี้ได้เห็นที่จริงๆ &amp;nbsp;นี้งามเพลิดเพลินเป็นที่พอใจมากทีเดียว...&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรืองรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือน สวิตเซอร์แลนด์ในหนังสือพิม์สวิสติดต่อกันถึง ๕ วัน และในตอนจบ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1897 อ้างคำตรัสของพระองค์ท่านที่กล่าวถึงประเทศอันน่าประทับใจนี้กับ ดร.โกบัท (Dr. Gobat) ว่า &amp;quot;ใครที่มายุโรปแล้วไม่ได้มาสวิส หรือมาสวิสแล้วไม่ได้ไปเวงเงอนาล์ป (Wengernalp) คนผู้นั้น สมควรไปผูกคอตายเสีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเป็นที่ถูกใจชาวบ้านเขตภูเขาแบร์นผู้ประกอบอาชีพรถกระเช้าลอยฟ้า โฮเต็ล และการจราจรทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เขาเหล่านั้นได้นำเอาคำตรัสชมนี้ขึ้นป้ายประกาศทั่วเมือง ข้างใต้คำประกาศมีรูปช้างสยามคล้องด้วยกุหลาบเทือกเขาแอลป์ประกอบด้วย และขณะที่ทรงนั่งรถกระเช้าลงจากเขาทีอินเตอร์ลาเคิน (Interlaken) ชมความงามของทิวสนและดอกไม้บานสะพรั่งบนไหล่เขา องค์กษัตริย์ทรงเงียบไปพักใหญ่ จนทีสัดได้ออกพระโอษฐว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;I thought on the Queen, whose absence I miss; how she wouldenjoy all this with me, if &amp;nbsp;she were here. She would be simply in thefields picking flowers.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรากฏพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรปที่ประเทศอิตาลีเป็นประเทศแรกหลังจากวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 ย่อมเป็นที้โจษจันกันทั่ว ไป ไม่เพียงปากต่อปาก แต่โดยข่าวหนังสือพิมพ์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงนี้ ภายหลังผู้วิจัยสามารถพิสูจน์ได้จากการที่หลายประเทศได้สอบถามถึงพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างของกันและกัน เช่น เนเธอร์แลนด์รับข้อมูลจากเบลเยี่ยมเรื่องพิธีการรับเสด็จฯ ว่าทำอย่างไรในรายละเอียด (เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์) หรือฝรั่งเศสซึ่งปกครองระบอบสาธารณรัฐขณะนั้นได้อยู่หลายปีแล้ว ไม่แม่นเรื่องพิธีการราชสำนักเท่าใดแล้ว กับทั้งต้องการกระชับไมตรีกับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงได้ขอรายละเอียดจากราชสำนักรัสเซียเรื่องพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 &amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้เรายังได้รู้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสสวีเดนด้วยเรือกลไฟชื่อ Polstjernan ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย หรือห้องโดยสารที่ประทับในรถไฟของพระองค์ท่านระหว่างกรุงบรัสเซลส์และกรุงเฮกมีเครื่องตกแต่งที่เคยเป็นเครื่องของกษัตริย์ฝรั่งเศสรวมทั้งเอกสารจากฝ่ายสเปนที่ทูตสเปนประจำแทบทุกประเทศในยุโรปติดตามรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 ไปยังรัฐบาลสเปนเพื่อจัดเตรียมการรับเสด็จให้สมพระเกียรติ เป็นการเกาะติดสถานการณ์เพื่อที่จะได้เห็นวิธีการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ประเทศอื่นมาก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จประพาสสเปน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในออสเตรีย ความสนใจของประชาชนชาวออสเตรียต่อ &amp;quot;พระมหากษัตริย์แห่งดินแดนช้างเผือก&amp;quot; นี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากสีสันรายละเอียดของข่าวหนังสือพิมพ์ และยิ่งพระองค์ท่านทรงแสดงความพึงพอพระราชหฤทัยขณะทรงทำกิจกรรมทุกอย่างระหว่างประทับอยู่ที่ออสเตรียมากเท่าใด ชาวเวียนนาก็ยิ่งชื่นชมพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์นี้มากขึ้นเท่านั้น แม้แต่ทีฝรั่งเศส &amp;quot;ดินแดนเจ้าปัญหา&amp;quot; ก็ยังพบว่า &amp;quot;คนแน่นในตอนที่ใกล้สเตชั่นถึงโปลิศต้องยืนหันหน้าออกกางแขนออกคอยกัน...แต่สังเกตดูวันนี้ผู้คนที่มาดูเพราะตัวฉันมากขึ้น&amp;quot; หลังจากที่ได้ &amp;quot;ทรงเล่นเป็นคิง&amp;quot; และ &amp;quot;ออกเอกซหิบิชันตัวเอง&amp;quot; ที่เมืองเวนิส อิตาลีมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงได้รับการยอมรับและยกย่องจากยุโรปก็คือ ทรงเป็นผู้มีความรู้และได้รับการศึกษาอย่างยุโรป ทั้งยังเป็นที่รู้ทั่วไปว่า ทรงประกาศเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อและสนับสนุนการศึกษาแบบยุโรปในประเทศของพระองค์ เหล่านี้ ทำให้พระองค์กลายเป็นมิตรชาวเอเซียผู้ซึ่งได้ยอมรับอิทธิพลจากความศิวิไลซ์ของตะวันตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่า ทรงเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตะวันตกนั้น เอง พระองค์จึงสมควรที่ชาวยุโรปจะรับไว้เป็นมิตรได้ เพราะมิใช่คนอื่นคนไกล เนื่องจากทรงมี &amp;quot;ความเหมือน&amp;quot; ทีทำให้ฝรั่งตะวันตกไม่รู้สึกหวาดระแวงนี แต่ก็ยังทรงมีรูปลักษณ์ที่แปลก จากต่างวัฒนธรรมที่ exotic และมีเสน่ห์ดึงดูดทำให้น่าสนใจ นับเป็น &amp;quot;ความแปลก&amp;quot; แต่ไม่แปลกจนเกินไป จนกลายเป็นความแปลกแยก.
-----------
อ้างอิง: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรป-พรสรรค์ วัฒนางกูร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย, สยาม, เสด็จประพาสยุโรป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c417483c5362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช&quot;สายสัมพันธ์&quot;สยาม-ชวา”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือพระปิยมหาราชของชาวไทย ได้เสด็จฯ ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอยู่หลายครา เพื่อทรงศึกษาความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ รวมทั้งแบบอย่างการปกครองของบ้านเมือง นำมาสู่การพัฒนาประเทศไทยในหลากหลายด้านเพื่อให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ และหนึ่งในการเสด็จฯ เยือนต่างแดนครั้งสำคัญของรัชกาลที่ 5 คือเสด็จฯ เยือนเมืองต่างๆ ในเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ถึง 3 ครั้ง เสด็จฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2413 ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศเป็นครั้งแรก จากนั้นยังได้เสด็จฯ เยือนชวาอีก 2 ครั้งใน พ.ศ.2439 และ พ.ศ.2444 จากข้อมูลที่ปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จประพาสเกาะชวาในรัชกาลที่ 5 ระบุว่า แต่ละครั้งพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการเขียนผ้าบาติก อันเป็นหัตถศิลป์เลื่องชื่อของชวา และทรงซื้อผ้าบาติกกลับมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย ทำให้ทรงมีผ้าบาติกกว่า 300 ผืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผ้าเหล่านี้มีความโดดเด่นทั้งในแง่ความงดงามของศิลปะและองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์การแต่งกายของชวา ซึ่งขณะนี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในเขตพระราชฐานชั้นในในพระบรมมหาราชวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดนิทรรศการ &amp;ldquo;ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา&amp;rdquo; จัดแสดงผ้าบาติกสะสมที่สวยงามจากเมืองต่างๆ บนเกาะชวา เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ร่วมน้อมระลึกถึงพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 5 ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนชวา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำมาสู่การพัฒนาประเทศในรัชสมัยของพระองค์ และได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมการใช้ผ้าบาติกในประเทศอินโดนีเซียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของผ้าบาติกที่พระองค์ทรงเก็บสะสมไว้ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเมื่อ พ.ศ.2557 เชิญผ้าบาติกดังกล่าวออกมาเพื่อจัดแสดงนิทรรศการผ้าบาติก ซึ่งกว่าจะมาเป็นนิทรรศการครั้งนี้ได้ คณะทำงานต้องนำผ้าบาติกโบราณเหล่านี้มาผ่านกระบวนการอนุรักษ์ผ้าตามมาตรฐานสากล เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ อีกทั้งยังต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องผ้าบาติกของอินโดนีเซีย ตลอดจนประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น เพื่อนำมาประกอบนิทรรศการให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อที่ประชาชนจะได้ชมนิทรรศการนี้แล้วตระหนักได้ชัดเจนถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระปิยมหาราช ที่ทรงรวบรวมวิทยาการและศิลปวัฒนธรรมของชวามาปรับใช้ในการวางรากฐานพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน สืบมาจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นการได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับผ้าบาติกเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลเรื่องผ้ารวมแล้วเป็นระยะเวลาถึง 4 ปี โดยการนำหลักฐานจากผ้า และเดินทางไปศึกษาโดยตรงถึงประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งครั้งแรกต่างไม่เข้าใจว่าพระองค์ทรงเก็บสะสมผ้ากว่า 300 ผืนไว้ทำไม โดยไม่มีการเอาออกมาใช้เลย จนพอได้ศึกษาก็รู้ว่า เป็นพระราชดำริของพระองค์ท่านที่ทรงอยากให้จัดเก็บไว้ให้เราทุกคนได้ศึกษาความงดงามในศิลปวัฒนธรรมของต่างประเทศที่มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อไทย&amp;rdquo; ปิยวรากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์นิทรรศการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จัดแสดงในนิทรรศการจะประกอบด้วยผ้าบาติก 37 ผืน ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์นิทรรศการ กล่าวว่า เนื่องจากสถานที่ไม่เพียงพอจึงไม่สามารถนำมาแสดงได้ครบ 300 ผืนในเวลาเดียวกัน แต่จะนำจำนวนที่เหลือมาจัดแสดงรอบต่อไป ส่วนที่นำมาจัดแสดงทั้งหมดได้ผ่านการศึกษาเรื่องราวของผืนผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นในชวา จากหลักฐานสำคัญที่มาพร้อมกับผ้าบาติกของพระองค์ คือป้ายคำอธิบาย ซึ่งมีรายละเอียดของผ้าแต่ละผืน เช่น ประเภทของผ้า ชื่อลวดลาย สถานที่ผลิต ราคา ผู้ใช้ผ้าประเภทนั้นๆ และชื่อผู้ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าผืนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัณฑารักษ์นิทรรศการกล่าวต่อว่า พระองค์มีผ้าบาติกจากเมืองการุต เมืองทาสิกมาลายา และเมืองจิปีเดส ซึ่งเป็นผ้าที่ได้จากการเสด็จฯ เยือนชวาครั้งแรก ทั้ง 3 เมืองมีเอกลักษณ์ต่างกัน เมืองการุต เป็นผ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องสีเหลืองอ่อนคล้ายมะม่วงสุก และการย้อมสีทับ ส่วนทาสิกมาลายาจะมีผ้าบาติกย้อมสีเข้ม ตกแต่งลายทั้งผืน และจิปีเดส เน้นสีแดง ส่วนไฮไลต์ผ้าของพระองค์จะอยู่ที่ผ้านุ่งโสร่งจากเมืองลาเซ็ม ซึ่งพระองค์ไม่ได้เสด็จฯ เมืองนี้ แต่ซื้อจากพ่อค้าที่มาขายเมื่อตอนเสด็จฯ ครั้งที่ 3 ระหว่างประทับที่เมืองบันดุง ที่บอกว่าเป็นไฮไลต์ เพราะเอกลักษณ์ของผ้าผืนนี้มีลวดลายวิจิตรด้วยลายพันธุ์พฤกษา นก ผีเสื้อ แจกัน ดอกไม้ และโคมไฟห้อยลงมาจากกิ่งไม้ พื้นหลังของผ้าเป็นสีเหลือง เท่าที่ได้ศึกษามา ผ้าผืนนี้เกิดจากกระบวนการเตรียมผ้าฝ้ายด้วยการแช่น้ำมัน ละหุ่ง หรือน้ำมันผลโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับความเชื่อ สัญลักษณ์ต่างๆ ของชาวจีน เพราะว่าเจ้าของโรงเขียนผ้าเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวชวาเชื้อสายจีน เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมที่สวยงามมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และยังมีผ้าเก่าแก่ที่อายุน่าจะราวๆ ต่ำกว่าปี พ.ศ.2410 คือผ้าโสร่งจากเมืองเซมารัง ชวากลาง เป็น 1 ใน 5 ผืนของพระองค์ที่สันนิษฐานว่ามาจากโรงเขียนผ้าของนางแคโรดินา โจเซพินา วอน แฟรงเดอมองค์ เป็นผ้าที่เขียนลายด้วยมือ ย้อมสีธรรมชาติและแต้มสีบนผ้าฝ้าย มีการตกแต่งฟันปลาที่บริเวณหัวผ้า คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากผ้าอินเดีย ส่วนท้องผ้าเขียนตามความคิดสร้างสรรค์ของช่าง เป็นลายนกตัวใหญ่เกาะอยู่บนเถาองุ่นในแนวทแยง ผู้ชมจะได้เห็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของผ้าจากโรงเขียนผ้าของนางแคโรดินา คือสีเขียวแบบ &amp;#39;แพรงกามอง&amp;#39; ซึ่งได้จากการย้อมสีน้ำตาลอ่อนทับสีฟ้า พระองค์ทรงมีผ้าสะสมอีกหลายผืนที่ไม่ซ้ำกัน เพราะนอกจากโสร่งแล้วก็มีผ้าโพกศีรษะ ที่สวมใส่ได้เฉพาะข้าราชบริพารระดับสูงเท่านั้น หาชมได้ยาก เช่น ผ้าโพกหัว &amp;lsquo;ลายกาบาห์ สินาวูร์&amp;rsquo; จากโรงเขียนผ้าของนางแวน ลาวิก แวน แพบสต์ จากเมืองเมืองยอกยาการ์ตา ชวากลาง ที่เคยเสด็จฯ เยือนครั้งที่ 2 ผ้าลายนี้สื่อถึงเมล็ดข้าวที่กระจายอยู่ทั่วทั้งผืน มีสี่เหลี่ยมตรงกลาง หมายถึงทะเลสาบ โดยรวมต้องการสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองในสมัยโบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีผ้าอีกหลายผืนที่ผู้ชมจะได้ศึกษาศิลปะลวดลายของชวาที่ถูกซ่อนเอาไว้ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนชวานั้นไม่เพียงแต่จะเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังทรงสนพระทัยในธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่มีร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-เดือน พ.ค.2564 ณ ห้องจัดแสดง 3-4 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21152</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bdaa2a779795.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
