<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถ้าจะจับฉันบังคับให้เซ็นอะไรที่หลอกลวงราษฎรแล้ว - เป็นยิงตัวตาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
พระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 7 ก็ทรงมีความคิดริเริ่มจะให้มีการปกครองในระบอบประชาธิไตยในประเทศไทยแล้ว แต่ทรงวินิจฉัยว่า ประชาชนยังไม่พร้อมกับการปกครองที่ประชาชนจะมีอำนาจในการปกครอง เพราะประชาชนยังขาดการศึกษา ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การที่มีกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ที่เข้าใจและจะขึ้นมามีอำนาจปกครองประเทศจะเป็นอันตรายมากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำการแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ให้การศึกษาโดยส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศ รัชกาลที่ 6 สร้างดุสิตธานีเป็นเมืองจำลองเพื่อฝึกข้าราชการให้เรียนรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตย และพอถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ทรงเตรียมล่างรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียว ข้าราชการที่ได้รับทุนจากพระมหากษัตริย์ให้ไปเรียนต่อในต่างประเทศจำนวนหนึ่งได้เริ่มก่อตั้งกลุ่ม ตั้งคณะเพื่อจะปฎิวัติยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมิได้คำนึงความไม่พร้อมของประชาชนตามข้อวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ และมากระทำการสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับถึงปัจจุบันข้อวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์ก็ยังคงถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะการชิงสุกก่อนห่ามทำให้ประชาชนยังคงไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ยังคงมีคนเพียงบ้างกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการปกครองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนวันที่คณะราษฎร์จะประกาศปฎิวัติยึดอำนาจจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 นั้น พระองค์ได้ทรงร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่พระองค์ได้เตรียมการที่จะมอบรัฐธรรมนูญการปกครองในระบอบประชาธิไปไตยให้ประชาชนเรียบร้อบแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่เสด็จแปรพระราชฐานไปวังไกลกังวลที่หัวหิน ได้ทราบนำรัฐธรรมนูญฉบับร่างนั้นไปด้วย เพื่อทบทวน ตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย แต่คณะราษฎร์ได้ใช้โอกาสที่พระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานนั้นทำการปฎิวัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราษฎร์ได้ให้เหตุผลส่วนหนึ่งของการปฎิวัติที่ให้ร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายประการ&amp;nbsp;
และหลังจากปฎิวัติสำเร็จ พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดที่เคยรับราชการบริหารงานแผ่นดินกับรัชกาลที่ 7 ต้องตกระกำลำบาก เช่นกรมพระยาดำรงราชานุภาพต้องย้ายไปอยู่ที่ปีนัง ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อหนังสือซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์รักได้ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ เป็นข้าราชการตำแหน่งใหญ่ที่สุด โดนยึดบ้าน (ปัจจุบันคือแบงค์ชาติ) ต้องย้ายไปอยู่ที่อินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหลังจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้ยอมลงพระนามกับคณะราษฎร์แล้ว ได้เกิดข้อพิพาทหลายครั้งระหว่างคณะราษฎร์และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในเรื่องที่ไม่องค์ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญในหลายๆ ข้อ จนนำมาสู่การเสด็จไปอยู่ที่อังกฤษ ตามมาด้วยการสละราชสมบัติและสวรรคตที่อังกฤษในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;......................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบันทึกไว้ในหนังสือ &amp;quot;สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น&amp;quot; ของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนหนึ่งเล่าว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ช้าก็มีเสียงติติงว่าในหลวงขี้ขลาด จะเสด็จไปไหนก็พกเอาปืนเล็กไปด้วยติดพระองค์ พวกเจ้าบางคนหัวเราะเยาะว่าปืนเล็กเท่านั้นจะไปทำอะไรใครได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ข้าพเจ้าได้ยินในหลวงตรัสว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปืนนี้มีลูกอยู่ 2 ลูก ลูกหนึ่งสำหรับหัวหญิง (สมเด็จพระราชินี) ก่อนลูกหนึ่ง แล้วฉันเองหนึ่งลูกเป็นเสร็จ เพราะถ้าจะจับฉันบังคับให้เซ็นอะไรที่หลอกลวงราษฎรแล้ว - เป็นยิงตัวตาย!&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัส หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.......................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระชนมพรรษา 47 พรรษา ที่ประเทศอังกฤษ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย บันทึกไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เสด็จพ่อ (กรมพรยาดำรงราชานุภาพ)ทรงรับหนังสือพิมพ์ไปทอดพระเนตรแล้วก็ปล่อยโฮออกมาพักใหญ่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราซึมเซาไปหลายวัน, เพราะความหวังที่จะรวมคนไทยได้มาหมดไปอย่างไม่นึกคิด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราหวังอย่างสนิทว่าโชคร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว, จะถวายความรู้และความสำเร็จแก่พระปกเกล้าฯ ได้ดีกว่าแต่ก่อน.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.......................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัษฎางค์ ยมนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106973</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปกครองระบอบประชาธิปไตย, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cef39a275db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่7</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พสกนิกรหัวหินปลื้มปีติได้ชื่นชมพระบารมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 เมษายน&amp;nbsp; 2564 เวลา 19.58 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี ไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เขาหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์,&amp;nbsp; นายดำรง เรืองขจร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหัวหิน, พันเอก เวชยันต์ แว่นไธสงค์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15, พลตำรวจตรีวันชัย ธารณธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมข้าราชการ และประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล จบ นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 120&amp;nbsp; ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.นิศากร สิงหเสนี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 120 ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นางสาวชไมพร อำไพจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มอบสูจิบัตร และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 120 ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แด่เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กราบบังคมทูลรายงานประวัติความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ พร้อมทั้งขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญเสด็จทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลเบิกนายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเบิกผู้ทำคุณประโยชน์ในการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ขึ้นไปยังแท่นพิธี บริเวณลานชั้น 4 พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา กองทหารเกียรติยศสำหรับพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ชาวพนักงานประโคมกระทั่ง แตร มโหระทึก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เสด็จขึ้นไปยังบริเวณลานชั้น 5 พระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นคำจารึก ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี วางพุ่มดอกไม้ จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ กราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเสด็จลงจากลานชั้น 5&amp;nbsp; ไปยังที่ปลูกต้นไม้ บริเวณลานชั้น 1 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง จำนวน 1 ต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง จำนวน 1 ต้น เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี ปลูกต้นรวงผึ้ง จำนวน 1 ต้น เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กราบบังคมทูลเบิกผู้ทำคุณประโยชน์ในการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จำนวน 100 ราย พระราชทานของที่ระลึก ตามลำดับ เสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ต่อมาประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ออกจากพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ไปยังท่าอากาศยานหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เขาหินเหล็กไฟ อ.หัวหิน ครั้งนี้ มีพสกนิกรจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดใกล้เคียงมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ตลอดสองฝั่งที่รถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินผ่านจากสนามบินบ่อฝ้าย เข้าสู่ถนนชมสินธุ์ จนถึงบริเวณเขาหินเหล็กไฟ หน้าวังไกลกังวล ประชาชนที่พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง โบกธงพระปรมาภิไธย &amp;quot;วปร.&amp;quot; และธงพระนามาภิไธย &amp;quot;สท.&amp;quot;&amp;nbsp; และชูป้ายข้อความและพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อันเป็นการแสดงความจงรักภักดี พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพรทรงพระเจริญดังกึกก้อง อาคารบ้านเรือนสองฝั่งถนนเส้นทางเสด็จฯ เปิดบ้านเพื่อรับเสด็จ และมีการประดับตกแต่งไฟทั่วเมืองหัวหิน พสกนิกรต่างปลื้มปีติที่ได้ชื่นชมพระบารมี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงโบกพระหัตถ์และแย้มพระสรวลให้แก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จขณะที่รถยนต์พระทั่งนั่งเคลื่อนผ่านอย่างช้าๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง ร่วมกับโรงพยาบาลและหน่วยสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกให้บริการด้านสาธารณสุข ดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นแก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเจลแอลกอฮอล์กับพิมเสนน้ำ และให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ ถูกสุขอนามัย พระราชทานเลี้ยงแก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลาบปลื้มแก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอย่างหาที่สุดมิได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประวัติการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 ณ เขาหินเหล็กไฟ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ลำดับที่ 7 แห่งราชอาณาจักรสยาม พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2436&amp;nbsp; ทรงเป็นพระราชโอรสองค์เล็กของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2461
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นได้สร้าง &amp;ldquo;สวนไกลกังวล&amp;rdquo; และสร้าง &amp;ldquo;พระตำหนักเปี่ยมสุข&amp;rdquo; เป็นวังที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของเดือนเมษายน และในช่วงของการเป็นพระมหากษัตริย์นั้น ได้มีพระเมตตาแก่ชาวหัวหินอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น ทรงจัดตั้งสภาบำรุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตก โดยให้ดำเนินการจัดการเก็บค่าบำรุงที่ดิน และค่าเหยียบย่ำที่ดิน (อากรที่ดิน) ซึ่งเป็นบรรทัดฐานแห่งการบริหารการปกครองท้องถิ่นจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังได้ทำการทดลองการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นครั้งแรกที่วัดอัมพารามหัวหิน (วัดหัวหินในปัจจุบัน) จึงถือได้ว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบของนักปกครองแบบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาหลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไปเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศในแถบยุโรป พร้อมทั้งเสด็จประทับที่ประเทศอังกฤษ เพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดและรักษาพระเนตร ในการนี้ ได้แต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ&amp;nbsp; เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระหว่างนี้ พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลผ่านทางผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งยังคงปรากฏข้อขัดแย้งต่างๆ ที่ไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ พระองค์จึงสละราชสมบัติ และยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระองค์ได้เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ขณะที่พระชนมพรรษา 47 พรรษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เทศบาลเมืองหัวหิน ซึ่งมีนายจิระ พงษ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินในขณะนั้น ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนชาวหัวหิน ได้ทำการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2537 ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดำเนินการจัดสร้าง โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบและดำเนินการปั้นหล่อองค์พระบรมราชานุสาวรีย์ ขนาดสูง 2 เมตร ในลักษณะประทับยืนถือพระมาลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งผู้ออกแบบให้จินตนาการว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่ทรงเหน็ดเหนื่อยกับการเสด็จประพาสบนเขาหินเหล็กไฟ ได้ทรงถอดพระมาลาเพื่อพักผ่อนพระวรกาย และทรงทอดสายพระเนตรลงมายังเมืองหัวหินด้วยความชื่นชมและห่วงใยพสกนิกรชาวหัวหิน รวมใช้งบประมาณในการปั้นหล่อ 550,000 บาท มีกรมโยธาธิการเป็นผู้ทำการสำรวจพื้นที่ในการประดิษฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในปี พ.ศ.2539 และดำเนินการก่อสร้างในปี พ.ศ.2542 โดยทำพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ขึ้นมาประดิษฐานบนเขาหินเหล็กไฟ เมื่อปี พ.ศ.2543 มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวันที่ 30 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ เหล่าข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จะประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายความเคารพสักการะ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาหินเหล็กไฟ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากตัวเมืองหัวหินไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิว ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถชมวิวได้ 4 ทิศ จุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่งดงามของเมืองและอ่าวหัวหิน โดยรอบบนยอดเขาเป็นพื้นที่ราบและผาหินที่สวยงาม เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ปลูกพันธุ์ไม้ในวรรณคดี และเป็นพื้นที่สีเขียวที่ถือว่าเป็นปอดของเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98234</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, รัชกาลที่ 7, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ในหลวง-พระราชินี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6068779f1ff3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 07:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านความจริง!&#039;เทพมนตรี&#039;ยกพรก.นิรโทษกรรมอบรมเด็กที่อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.53 - นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระเลวตั้งแต่เด็กไม่รู้รับผิดชอบทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครสั่งใครสอนเด็กพวกนี้ ให้อ่านคำประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ออกประจานอดีต เพราะคณะราษฎรและอาจารย์ปรีดีไปขอพระราชทานขมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในถ้อยคำเหล่านี้แล้ว และก็ได้มีการนิรโทษกรรมเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนคนเหล่านี้ย่อมรู้ดีเพราะเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์พื้นๆไม่ต้องไปค้นคว้าอะไรมาก แต่การจับใส่มือเด็กหรือล้างสมองให้เด็กเชื่อข้อมูลด้านเดียวมันเป็นสิ่งที่ฆ่ากันทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กพวกนี้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนสาระเลวตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; คนเสี้ยมก็เป็นคนจัญไรต่อแผ่นดินโดยสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อวันที่24มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือ Democracy Restoration Group (DRG) จัดกิจกรรม&amp;quot;ลบยังไง ก็ไม่ลืม&amp;quot;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นกิจกรรมย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 88 ปี วันอภิวัตน์สยาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการอ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น นายเทพมนตรีโพสต์ข้อความด้วยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านความจริง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำนึกสำเหนียกของนักวิชาการที่ใช้คณะราษฎรมาสนองตัณหาร่านราคะโทสะจริตของตนเองในปัจจุบันและกระแทกแดกดันกระทบต่อสถาบันสูงสุด ถ้าแม้อ่านกฎหมายเป็นและเข้าใจคุณค่าความหมายที่ทรงพระกรุณาลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ก็จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งในหลายประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการที่คลั่งไคล้ความเป็นคณะราษฎรต่างให้ข้อมูลที่มองข้ามความเป็นจริงหลายเรื่องและหลายมิติต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ที่ทรงปรารถนาดีและยังแสดงถึงซึ่งพระราชไมตรีจริง ที่ไม่ทรงถือโทษโกรธเคืองต่อการกระทำของคณะราษฏร (เว้นไว้แต่ภายหลังเมื่อกลุ่มคนในคณะนี้ออกลายจนถึงกับต้องทรงสละราชสมบัติ) โดยเฉพาะเรื่องการจับพระบรมวงศานุวงศ์ไปควบคุมไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งมีคำประกาศประกอบถ้อยคำที่ออกมาใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันกระทำการปฏิวัติตามที่พวกเราทราบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีนักวิชาการสักกี่คนในประเทศนี้ที่จะเห็นน้ำพระทัยอันกว้างขวางดุจดั่งมหาสมุทรของพระองค์ท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้ทุกคนอ่าน อ่านเอกสารจริงๆไม่ใช่แค่อ่านบทความหรือถ้อยคำด่าทอเพียงอย่างเดียว
​
ตราพระบรมราชโองการ
พระราชกำหนดนิรโทษกรรม
ในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน
พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่คณะราษฎรคณะหนึ่งซึ่งมีความปรารถนาอันแรงกล้าในอันที่จะแก้ไขขจัดความเสื่อมโทรมบางประการของรัฐบาลสยามและชาติไทยให้หายไป แล้วจะพากันจรรโลงสยามรัฐ​และชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรมั่นคงเท่าเทียมกับชาติและประเทศอื่นต่อไป จึ่งพากันยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ ด้วยความมุ่งหมายจะให้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินขึ้นเป็นข้อใหญ่ แล้วร้องขอไปยังเราเพื่อให้เราคงดำรงเป็นกษัตริย์แห่งสยามรัฐต่อไปภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ทั้งนี้ แม้ว่าการจะได้เป็นไปโดยขัดกับความพอพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ และขัดใจสมาชิกในรัฐบาลเดิมบางคนก็ดี ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นไปเช่นนั้นในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเจริญรุ่งเรืองแล้วเท่าไร ๆ ก็ไม่อาจจะก้าวล่วงการนี้เสียได้ ถึงกระนั้น ก็เพิ่งปรากฏเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของโลกที่การได้เป็นไปโดยราบรื่นปกติมิได้รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และแม้ว่าจะได้อัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการบางคนมาประทับและไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็เพียงเพื่อประกันภัยของคณะ และเพื่อให้การดำเนิรลุล่วงไปได้เท่านั้น หาได้กระทำการประทุษฐร้ายหรือหยาบหยามอย่างใด ๆ และไม่มุ่งหมายจะกระทำเช่นนั้นด้วย ได้แต่บำรุงรับไว้ด้วยดีสมควรแก่พระเกียรติยศทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริง การปกครองด้วยวิธีมีพระธรรมนูญการปกครองนี้ เราก็ได้ดำริอยู่ก่อนแล้ว ที่ราษฎรคณะนี้กระทำมาเป็นการ​ถูกต้องตามนิยมของเราอยู่ด้วย และด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติอาณาประชาชนแท้ ๆ จะหาการกระทำหรือแต่เพียงเจตนาชั่วร้ายแม้แต่น้อยก็มิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุนี้ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดนี้ไว้ดั่งต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑&amp;nbsp; พระราชกำหนดนี้ให้เรียกว่า &amp;quot;พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕&amp;quot;
มาตรา ๒&amp;nbsp; ให้ใช้พระราชกำหนดนี้ตั้งแต่ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระบรมนามาภิธัยเป็นต้นไป
มาตรา ๓&amp;nbsp; บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นเหล่านั้น ไม่ว่าของบุคคลใด ๆ ในคณะราษฎรนี้ หากว่าจะเป็นการละเมิดบทกฎหมายใด ๆ ก็ดี ห้ามมิให้ถือว่า เป็นการละเมิดกฎหมายเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศมา ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาธิปก ป.ร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69752</URL_LINK>
                <HASHTAG>88 ปีคณะราษฎร, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, ปรีดี พนมยงค์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, เทพมนตรี ลิมปพยอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190611/image_big_5cff995450806.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาเหตุที่ไม่มีการนองเลือดครั้งใหญ่เมื่อคราวเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหมู่กลุ่มคนต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการหยิบยกคำกล่าวของนายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวแก่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓ เมื่อวันที่ &amp;nbsp;๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๓ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในอดีตที่ไม่มีการถอนรากถอนโคนในการเปลี่ยนแปลงของชาติในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำกล่าวของหลวงพิบูลสงครามที่ถูกหยิบยกมาเผยแพร่อีกครั้ง มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...........&amp;quot;ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ เพราะเหตุเราจะต้องประสานกัน เราต้องการความสงบสุข เราต้องการสร้างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น เราจึงไม่ได้ทำอะไรเลยกับพวกที่เห็นตรงกันข้าม ใครจะไปไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เมื่อเปรียบกับในต่างประเทศ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า เราทำมาผิดกันไกล เช่น ฝรั่งเศสปฏิวัติกัน เขาก็ฆ่ากันนับพันๆ คน จนถึงกับเอาใส่รถใส่เกวียนไปฆ่ากัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเราเปลี่ยนกัน เปลี่ยนทั้งพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนทั้งอำนาจอะไรต่ออะไรด้วย เราก็ไม่ได้ทำอะไรกันเลย มิได้มีการเสียเลือดเนื้อกันเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผมว่า ในชีวิตเรา ในชีวิตลูกของเรา พวกรักระบอบเก่าแก้แค้นก็ไม่หมด เพราะว่าเราปล่อยไว้ &amp;nbsp;อย่าว่าแต่การเปลี่ยนระบอบการปกครองและเปลี่ยนพระมหากษัตริย์เลย ขอให้มองดูใกล้ๆ การเปลี่ยนแต่พระมหากษัตริย์ ตัวอย่าง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เปลี่ยนจากพระเจ้าตากมาแล้ว ฝ่ายพระเจ้าตากเป็นอย่างไร ฝ่ายพระเจ้าตากต้องถูกประหารชีวิตหมด ถึงกระนั้นก็ดี ตอนหลังก็ยังปรากฏว่าจะมีการแย่งกันอีกเล็กน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ตัวอย่างที่เราเป็นมาแล้ว แต่เราไม่ได้ทำอันตรายใครเกินเหตุ จึงทำให้พะวักพะวนอยู่ แต่ห่วงพวกรักระบอบเก่า พวกผมขอให้หมด ปิดฉากพยาบาทกัน แต่พวกตรงข้ามเขาไม่ยอม ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เขาแสดงทีท่าว่า ต่อให้ถึงลูกหลานเหลนของเราก็ต้องรบกันอยู่นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็มีปัญหาขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่แก้เล่า ถ้ามีการแก้ ก็ต้องทำเด็ดขาดอย่างพระพุทธยอดฟ้าฯ &amp;nbsp;ทรงปฏิบัติกับพวกเจ้าตาก ซึ่งได้ผลดีมาแล้ว แต่เราทำไม่ได้ จะไปล่มเรือฆ่ากันอย่างนั้นพ้นสมัย และกลัวบาปด้วย แต่ฆ่า ๑๘ คนเท่านี้ก็พออยู่แล้ว เป็นประวัติการณ์ที่เรายังไม่ลืมเหตุการณ์อันนี้ ถ้าเราจะให้หมดไปจริงๆ ที่จะให้ระบอบใหม่นี้มั่นคงแล้วจะเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูอย่างฝรั่งเศสเมื่อครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ นั้น เอาไปประหารกันทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกอย่างหนึ่ง เราจะปราบด้วยวิธีอื่นก็ได้ พวกที่อยู่ในระบอบเก่าไม่เปลี่ยนหัวมาเป็นระบอบใหม่ ก็ให้หนีไปเสียจากเมืองไทย สภาฯ นี้ก็อนุมัติให้รัฐบาลทำได้ ให้ออกกฎหมายว่าพวกนี้ให้ผมริบทรัพย์ แล้วเนรเทศไปให้หมด&amp;quot;..............&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำกล่าวดังกล่าวของหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งถือเป็นมุมเดียวของประวัติศาสตร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีการบันทึกไว้เช่นกัน นั่นคือบันทึกของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ปรากฏความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....&amp;quot;ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้ สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ&amp;quot;....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้วงเวลาดังกล่าวนั้น คณะผู้ก่อการได้จับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่เป็นตัวประกัน อาธิ สมเด็จฯ &amp;nbsp;เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อภิรัฐมนตรี, &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรี, พลตรี หม่อมเจ้านิลประภัศร เกษมศรี เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก, พลตรี หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (พลเอก พระวรวงศ์เธอ &amp;nbsp;กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และพลโท พระยาสีหราชเดโชชัย &amp;nbsp;(สวัสดิ์ บุนนาค) เสนาธิการทหารบก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อคณะราษฎรได้ตัวประกันคนสำคัญมาครบ จึงได้ออกประกาศว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยบัดนี้ คณะราษฎรได้จับพระบรมวงศานุวงศ์มาไว้เป็นประกันแล้ว ถ้าผู้ใดขัดขวางคณะราษฎร ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษ และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องถูกทำร้ายด้วย&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่คณะราษฎรจะออกประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;...ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในขั้นต้นราษฎร
บางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองให้ราษฎรได้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายตามเดิม...เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเมืองที่ได้รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังกันตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา ได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นคณะราษฎร ไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น จึงได้ขออัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า คำกล่าวของหลวงพิบูลสงคราม มิได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด และคณะราษฎรเองก็มิได้ใจดีกับพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เพราะเหตุการณ์บังคับให้คณะราษฎรไม่สามารถใช้ความรุนแรงได้ &amp;nbsp;เพราะจะเกิดการนองเลือดขึ้นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และฝ่ายที่เสียหายอย่างหนักอาจเป็นคณะราษฎรเองด้วยซ้ำ.
------------------
ข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ห้องสมุดสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59465</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, หลวงพิบูลสงคราม, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e689db00af25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2019 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2019 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บันทึกการเข้าเฝ้าฯ &#039;พระปกเกล้า&#039; ของคณะราษฎร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เมื่อคณะราษฎรซึ่งเป็นคณะบุคคลประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ &amp;nbsp;และพลเรือน โดยสายทหารบกมีพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้า สายทหารเรือมีนาวาตรีหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เป็นหัวหน้า และสายพลเรือนมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นหัวหน้า ได้ยึดอำนาจการปกครองตั้งแต่ช่วงรุ่งเช้า โดยมีการประกาศ (แถลงการณ์) เปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นคณะราษฎรจึงส่งนาวาตรีหลวงศุภชลาศัย (ผู้บัญชาการเรือรบหลวงสุโขทัย) เป็นตัวแทนคณะราษฎรให้เดินทางไปยังพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในขณะนั้น เพื่อถวาย &amp;quot;หนังสือกราบบังคมทูล&amp;quot; และ &amp;quot;ประกาศคณะราษฎร&amp;quot; ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นทั้ง &amp;quot;คำขาด&amp;quot; และ &amp;quot;คำขู่&amp;quot; สิ่งที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงคือคณะราษฎรได้ยึดอำนาจในพระนครได้แล้ว และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ถูกควบคุมตัวหลายพระองค์ และที่ปรากฏใน &amp;quot;คำขาด&amp;quot; คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๑) &amp;quot;ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใดๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่จับกุมไว้ เป็นการตอบแทน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๒) แสดงความประสงค์ของคณะราษฎรคือ &amp;quot;เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน&amp;quot; ดังนั้นจึงเชิญพระองค์ &amp;quot;เสด็จฯ กลับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน &amp;nbsp;ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๓) ถ้าพระองค์ทรงตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในเวลาที่กำหนด &amp;quot;คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อ ๓ นี้สิ่งที่ปรากฏใน &amp;quot;คำขู่&amp;quot; ไปไกลและรุนแรงกว่า กล่าวคือ &amp;quot;ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา&amp;quot; ซึ่งหมายถึงระบบรัฐบาลแบบประธานาธิบดีหรือระบบสาธารณรัฐ และสิ่งที่ตามมาที่น่าหวาดกลัวไม่แพ้กัน คือวิธีการที่จะบำรุงประเทศ โดยขู่ว่าจะใช้วิธี &amp;quot;ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธที่จะเสด็จฯ กลับพระนครโดยเรือรบหลวงสุโขทัยด้วยเหตุผล &amp;quot;เพราะจะทำให้ดูเหมือนว่าถูกเขาจับไป&amp;quot; ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ต้องรักษาไว้ให้ &amp;quot;เป็นการสมพระเกียรติยศ&amp;quot; ในฐานะพระมหากษัตริย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับถึงพระนครโดยรถไฟขบวนพิเศษ ซึ่งในเช้านั้นเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา โปรดเกล้าฯ ให้คณะราษฎร ประกอบด้วย พันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ, หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, นายประยูร ภมรมนตรี, นายสงวน ตุลารักษ์, พันตรีหลวงวีรโยธา (ถวิล ศิริศัพท์), นายจรูญ ณ บางช้าง และพลเรือตรีพระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) เข้าเฝ้าฯ ณ วังศุโขทัย โดยคณะราษฎรได้นำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย &amp;nbsp;๒ ฉบับ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๑.พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งมีสาระสำคัญว่าในการกระทำทั้งหลายของบุคคลใดๆ ในคณะราษฎร หากจะเป็นการละเมิดกฎหมายใดๆ ห้ามมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;๒.พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระนามเพียงฉบับเดียว คือ พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน &amp;nbsp;๒๔๗๕ โดยไม่ต้องมีผู้สนองพระบรมราชโองการเพราะในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระนามพระราชกำหนดนี้แสดงถึงการประนีประนอม โดยทรงให้ใส่ข้อความในคำปรารภของพระราชกำหนดด้วยว่า &amp;quot;อันที่จริงการปกครองด้วยวิธีมีพระธรรมนูญการปกครองนี้เราก็ได้ดำริอยู่แล้ว ที่คณะราษฎรนี้กระทำมาเป็นการถูกต้องตามนิยมของเราอยู่ด้วย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขอศึกษาก่อน ๑ คืน จนรุ่งขึ้นพระองค์จึงทรงขอต่อรองให้เติมคำว่า &amp;quot;ชั่วคราว&amp;quot; จึงเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยไม่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่คณะราษฎรยอมให้ใส่คำว่าชั่วคราวในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม &amp;nbsp;พุทธศักราช ๒๔๗๕ ถือได้ว่า &amp;quot;ฝ่ายคณะราษฎรเองก็ยอมรับการประนีประนอมทางการเมืองกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลา ๑๗.๑๕ นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คณะราษฎร ประกอบด้วย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา, พระยาศรีวิสาร, พระยาปรีชาชลยุทธ, &amp;nbsp;พระยาพหลพลพยุหเสนา และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เข้าเฝ้าฯ ที่วังศุโขทัยเพื่อ &amp;quot;สอบถามความบางข้อและบอกความจริงใจ&amp;quot; โดยมีพระราชดำรัสคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ได้ทรงพยายามใช้หนี้และได้แก้ไขฐานะการเงินของประเทศให้ดีขึ้นมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ทรงเห็นว่าควรมีรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ แล้ว และเมื่อได้ครองราชย์ก็ยังคงมีความคิดนี้อยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-เรื่องสืบสันตติวงศ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-กรณีมีข่าวว่าจะยึดทรัพย์สินพวกเชื้อพระวงศ์ หากจะทำจริงก็ทรงขอสละราชสมบัติก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-กรณีมีข่าวว่าจะถอดเจ้านั้น ทำไม่ได้เป็นอันขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการนี้พระยาพหลพลพยุหเสนาและหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษที่ได้กระทำล่วงเกินเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยมีการกระทำเป็นพิธีโดยนำดอกไม้ธูปเทียนทูลเกล้าฯ ถวายตามประเพณีด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานอภัยโทษให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขอขมาของคณะราษฎรดังกล่าว กล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามทำ Pacte (หมายถึงข้อตกลงหรือสัญญา) เพื่อสถาปนารัฐธรรมนูญในรูปแบบที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คณะราษฎรเข้าเฝ้าฯ อีกหลายครั้งระหว่างช่วงที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เพื่อทรงเสนอปัญหาให้แก้ไขในรัฐธรรมนูญและทรงประสบความสำเร็จในประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ให้ใช้คำว่า &amp;quot;พระมหากษัตริย์&amp;quot; แทนที่จะใช้คำว่ากษัตริย์ซึ่งใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ไม่ต้องระบุในรัฐธรรมนูญว่าพระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะตามประเพณีแล้วพระมหากษัตริย์ทรงสัตยาธิษฐานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่แล้ว.
--------------------
ข้อมูล: สถาบันพระปกเกล้า, ภิญญา สันติพลวุฒิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50340</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, คณะราษฎร, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191115/image_big_5dce37164b97d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2019 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2019 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เค้าโครงการเศรษฐกิจจะทำให้ไทยเป็นคอมมิวนิสต์ชาติที่ ๒ ต่อจากรัสเซีย? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง &amp;nbsp;โดยเห็นว่าเป็นเศรษฐกิจระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ประเทศที่ ๒ รองจากประเทศรัสเซีย และอาจเป็นหนทางให้ประเทศต่างๆ หาทางบุกรุกครอบครองประเทศไทย เพื่อมิให้เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งพระองค์ได้มีบันทึกพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้านไม่เห็นด้วยหลายประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;...การจัดการบำรุงเศรษฐกิจนั้นก็ดีแล้ว แต่ความในหมวดนี้ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นพิสดาร นอกจากข้อสำคัญมีอยู่เพียงว่าถ้าจะทำได้ตามโครงการเศรษฐกิจนี้เมื่อใด ขอให้จัดการให้ราษฎรได้เป็นผู้เลือกที่จะใช้การเศรษฐกิจดังนี้จริงๆ คือขอให้ฟังเสียงราษฎรจริงๆ อย่าได้หักโหมบังคับเอาโดยทางอ้อมหรือทางใดทางหนึ่งให้ออกเสียงเห็นด้วยเลย ขออย่าโกรธราษฎรถ้าเขาพากันออกเสียงว่าไม่ชอบด้วยวิธีเหล่านี้ &amp;nbsp;ซึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่พวกของผู้เขียนแน่นอน และอย่าได้ว่าราษฎรนั้นถือทิฐิมานะงมงาย หรือเป็นอุบาทว์กาลีโลก...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าราษฎรของเรา ตลอดจนชนชั้นคนขอทานยังมิได้ปรากฏเลยว่าอดตาย คนที่อดตายจะมีก็แต่คนที่กลืนไม่ลงเพราะความเจ็บไข้เท่านั้น แม้แต่สุนัขตามวัดก็ปรากฏยังไม่มีอดตาย แม้แต่ในปีน้ำท่วม พ.ศ.๒๔๖๐ ผู้เขียนยังกล่าวเองในเค้าโครงเศรษฐกิจภาค ๒ ว่าไม่ราษฎรที่จะอดตาย เพราะมีข้าวเพียงพอที่จะแจกกันกินและยังมีเหลือเอาไปจำหน่ายยังต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความอดอยากแร้นแค้นนี้ย่อมแล้วแต่ตราชูอะไรชั่งเป็นเครื่องวัด ที่ได้รับเงินเดือน ๒๐๐ บาทก็นับว่าอดอยากแร้นแค้นก็ได้ ถ้าเทียบการกินอยู่กับผู้ได้รับเงินเดือนๆ ละพันบาท...รายงานของชาวต่างประเทศถึงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับรัสเซียว่ายังดีกว่าประเทศรัสเซียในหลายๆ ด้านด้วยกัน อีกทั้งรายได้และฐานะการกินอยู่ของราษฎรไทยนั้นสูงกว่าราษฎรชาติอื่นๆ ทั้งหมดเป็นข้อสนับสนุน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตั้งธนาคารแห่งชาตินั้น จะสำเร็จได้ดีหรือไม่นั้น ย่อมแล้วแต่ราษฎรจะเชื่อธนาคารนี้แค่ไหน ถ้ารัฐบาลดำเนินการค้าขาดทุน และเอาเงินจากธนาคารแห่งชาติไปไม่รู้จักจบดังนี้แล้ว ธนาคารเห็นจะง่อนแง่นเต็มที...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จะจัดให้ราษฎรมาทำงานให้แก้รัฐบาลดังนี้ โดยรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่จะสั่งอะไรก็ได้ในเวลากำหนดเท่าใดก็ได้ ดังแผนนี้แล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่าถ้าจะทำได้ก็คงต้องถึงใช้การบังคับกันอย่างหนัก ถึงกับต้องยิงกัน อย่าลืมว่าคนไทยนั้นรักเสรีภาพความเป็นอิสระอยู่ในเลือดแล้ว เขาย่อมสละเสรีภาพไม่ได้แน่ ถ้าจะต้องบังคับอย่างนี้แล้ว จะสมควรละหรือ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจารณามาแล้วนี้ย่อมเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ซึ่งจะเป็นการถูกต้องหรือไม่นั้นก็เป็นแค่ความคิดของข้าพเจ้าเท่านั้น การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนถูกหรือไม่นั้นก็ต้องทดลองดูเท่านั้นจึงจะเห็นได้ แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้ง ๒ นี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปของวิธีการกระทำจะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทยหรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร หรือข่าวสารแก้เป็นข้าวสาลี รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอย่างนั้นบ้าง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาคนอย่างนั้นบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาบำรุงเศรษฐกิจของรัสเซียก็มีและในโครงการของเรามีโครงการภาคที่ ๑ ที่ ๒ ของหลวงประดิษฐ์ฯ นั้นตรงกับโครงการเศรษฐกิจอันใหม่ และโครงการ ๕ ปี นิวอิคโคโนมิคโปลีซีไฟร์เยียรแพลนของรัสเซียทุกอย่างไป และขั้นที่ ๓ นั้นคือการเปลี่ยนสภาพประเทศไทยให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงอย่างรัสเซีย ความข้อนี้มีข้อพิสูจน์อยู่อย่างชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติการประกอบเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในข้อนี้ไม่ยอมให้ราษฎรมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ก็เมื่อโครงการอย่างเดียวกับที่ใช้อยู่ในประเทศรัสเซียดังกล่าวแล้ว ถ้ารัฐบาลเรายังดำเนินการกระทำทุกอย่างไปโดยตลอดก็เปรียบเหมือนรัฐบาลเราช่วยให้สมาคมเทอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ดำเนินการไปถึงจุดประสงค์ได้โดยง่าย เพราะการที่เราจะดำเนินการนี้นั้นโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในที่สุดเราจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเป็นคอมมิวนิสต์นี้เป็นเพราะการเศรษฐกิจเป็นไปทางคอมมิวนิสต์ ไม่ได้กล่าวความว่ารัฐบาลจะจัดทำให้ผู้หญิงเป็นของกลางดังที่ว่ากันแต่อย่างไรก็ดีประเทศไทยจะต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์ประเทศที่ ๒ ของโลกรองจากประเทศรัสเซีย การที่ไทยจะได้ตำแหน่งอันนี้นั้น ไม่มีใครจะดีใจเท่ากับรัสเซียและสมาคมเทอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ส่วนประเทศๆ แล้วเขาคงไม่พอใจเลย ความไม่พอใจที่เขาแสดงต่อรัสเซียเวลานี้มีเท่าใด เราก็ย่อมเห็นประจักษ์ชัดเจนแล้ว เราจะอยากให้เขาไม่พอใจในเมืองเราดังนั้นหรือ การที่จะแก้ตัวว่าการทำดังนี้ถ้าเราไม่ได้ไปรบกวนใครเป็นการทำลายในประเทศของเราเอง และไม่มีข้อใดชี้ชัดในชั้นต้นว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นย่อมไม่มีประโยชน์ เพราะทุกชาติยิ่งเพื่อนบ้านของเราแล้วเขาไม่โง่เลยจะตบตาเขาเล่นไม่ได้คล่องๆ เป็นแน่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะความจริงที่เขาเห็นว่าเราเดินอย่างรัสเซียนั้นก็พอที่จะทำให้เขาเข้าใจแล่วว่าเราจะกลายเป็นอะไรไปในที่สุด มิใยเราจะบอกว่าเราไม่เป็นคอมมิวนิสต์ให้คอแทบแตก เขาก็ไม่เชื่อเราเลย ก็เมื่อเขาไม่เชื่อดังนี้ก็จะเป็นภัยมากกว่าที่จะเป็นคุณตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องที่เราอาจถูกบุกรุกให้เป็นการเสียอิสรภาพได้ เราจะมัวพูดว่าไม่กลัวนั้น เป็นการพูดอย่างผู้หญิงที่เป็นฮีสทีเรียเท่านั้น เพราะใครๆ ก็ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยมิได้มีฐานะเหมือนรัสเซียในการป้องกันภัยภายนอก รัสเซียใหญ่กว่าไทยมากนัก ใครจะไปทำอะไรก็ยาก ดังกล่าวมาแล้ว ก็เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นการสมควรแล้วหรือที่เราจะยอมสละความเป็นเอกราชของเราเพื่อให้เป็นที่พอใจประเทศรัสเซียชาติเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันนี้นั้นอย่าว่าแต่จะทำเลย ถึงแม้จะได้ประกาศออกไปให้ตลอด ๓ ภาค รวมทั้งคำชี้แจงเท่านั้นก็ตาม คนจะเริ่มตกใจกันเป็นอันมากถึงเกิดความไม่ปกติได้ แล้วก็ผลร้ายอาจมีมากดังนี้ แล้วเราจะจะทำทำไม เวลานี้วิธีการที่จะทำอย่างอื่นก็พอทำได้ไปก่อนอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้มี อาทิ คิดพยายามชักชวนให้ราษฎรเข้าตั้งสหกรณ์ดำเนินการดังที่ใช้กันอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น มีผู้กล่าวกันว่า ถ้าเราไม่มีโครงการเศรษฐกิจเสียเร็วๆ นี้ เราคงแพ้ในสงครามเศรษฐกิจเป็นแน่ เพราะราษฎรของเราไม่ใคร่ทำการค้าเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่บัดนี้ฐานะประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว มีราษฎรซึ่งเป็นชั้นขุนนางหรือเจ้านายที่ถูกปลดจากราชการเป็นจำนวนมาก กำลังจะก่อการทำมาหากินเอง แต่ยังมัววิตกกันอยู่อย่างเดียว รัฐบาลจะไม่ยอมให้ตนไปทำการค้าขายอิสระถ้าขืนไปทำเข้าภายหลังอาจเสียหายได้เปล่าๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้น ในขณะที่ข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วยกับโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;---------------------
อ้างอิง: สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, การเมืองการปกครองไทย พ.ศ.1762-2500, เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, คอมมิวนิสต์, ปรีดี พนมยงค์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, รัสเซีย, เค้าโครงเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190420/image_big_5cbb11e11c9bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงประเทศ สมัยประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ประเทศไทยได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ถึงกระนั้นความไม่สงบภายในประเทศก็ยังคงมีอยู่ ประเทศไทยในขณะนั้นกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังคงมีความวิตกกังวลต่อการฟื้นอำนาจของกลุ่มกษัตริย์นิยม จึงยังคงเฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น ได้มีส่วนช่วยรักษาความมั่นคงของประเทศให้ดำรงอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่กรุงเทพมหานครเพื่อทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ คณะราษฎรยังได้กราบบังคมทูลให้ทรงตอบรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นด้วย ถ้าหากพระองค์ทรงปฏิเสธก็ดีหรือไม่ทรงตอบรับภายใน 1 ชั่วโมง นับตั้งแต่ทรงได้รับหนังสือกราบบังคมทูลแล้วก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยจะเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เหมาะสมขึ้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับหนังสือกราบบังคมทูลของคณะราษฎรแล้วพระองค์ทรงมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง คือ ทางแรก พระองค์เสด็จหนีไปต่างประเทศ ทางที่สอง พระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และยินยอมรับคำเชิญของคณะราษฎรให้คงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ และทางสุดท้ายคือทรงรวบรวมกำลังทหารหัวเมืองที่ยังมิได้เข้ากับคณะราษฎร และยังคงมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ ยกทัพมายึดกรุงเทพฯ โดยอาจจะมีทหารบางหน่วยในกรุงเทพฯ ที่ยังมิได้ตัดสินใจที่จะเข้าข้างฝ่ายใดเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วย นั่นหมายถึงพระองค์ทรงเลือกวิธีปราบปรามคณะราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางเลือกทั้ง 3 ทางนั้น ถ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกแนวทางที่สาม ประเทศชาติอาจจะต้องเกิดการนองเลือด ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือกลับไปสู่ราชาธิปไตย ความมั่นคงของประเทศจะต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก และในยามที่ประเทศชาติเกิดความระส่ำระสายมหาอำนาจอาจเข้าแทรกแซงได้ เพราะขณะนั้นสถานการณ์ของโลกกำลังคุกรุ่นด้วยไฟสงคราม แต่นับเป็นโชคดีของประชาชนชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงห่วงใยประชาชนและประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยเลือกแนวทางที่สอง คือ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ และทรงยินยอมรับคำเชิญของคณะราษฎรให้เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญต่อไป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบรับคณะราษฎร ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;.....ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อกับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละมัย ไม่ให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขึ้นเชื่อได้ว่าจลาจลเสียหายแก่บ้านเมือง...จึงยอมรับที่จะเป็นตัวเชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสะดวก เพราะถ้าข้าพเจ้าไม่ยอมรับเป็นตัวเชิด นานา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศคงจะไม่ยอมรับรองรัฐบาลใหม่นี้ซึ่งจะเป็นความลำบากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประการ.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้นได้ระงับความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรได้ทำให้ความมั่นคงของประเทศกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีการต่อต้านหรือปราบปรามคณะราษฎรโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กลับกลายเป็นฝ่ายที่ให้ความสนับสนุนคณะราษฎรในการสรรค์สร้างสถาปนาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นแก่ประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังที่คณะราษฎรได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คณะราษฎรได้เสนอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในระบอบประชาธิปไตยของไทย ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจที่นายปรีดี พนมยงค์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดร่างมาเพื่อพิจารณา เนื่องจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าว จนถึงขั้นได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรฐาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากความยุ่งยากทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ได้นำไปสู่การยึดอำนาจของคณะทหารบก &amp;nbsp;ทหารเรือ และพลเรือน ภายใต้การนำของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เมื่อวันที่ &amp;nbsp;20 มิถุนายน พ.ศ.2476 ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาและตกลงที่จะเสนอชื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476 โดยที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงทัดทานแต่ประการใด ในขณะที่พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ปรารภในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ไม่อยากเป็น เพราะไม่สันทัดในทางการเมือง อ้างว่าเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักรบไม่ใช่นักทูต แต่เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาแล้ว ก็จะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอรับหน้าที่สัก 10-15 วัน พอให้พ้นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อไปเสียก่อน...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2476 พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จึงได้มีหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีความสำคัญตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ข้าพระพุทธเจ้าได้กล่าวแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาและผู้แทนหนังสือพิมพ์ที่มาสอบถามว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉลองพระเดชพระคุณในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 10-15 วันเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอได้มีโอกาสฟังเสียงและสังเกตหาผู้ที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบไป และจะถึง 15 วันตามกำหนดในวันที่ 5 เดือนนี้แล้ว ข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระพุทธเจ้าจึงใคร่ขอพระราชทานพระมหากรุณา....ขอพระบรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชานุญาตลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 5 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี้ เป็นต้นไป.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของความมั่นคงของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง พระองค์ทรงยืนยันที่จะให้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป พระองค์ทรงโต้แย้งเหตุผลทั้งหมดที่เป็นข้ออ้างของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาที่สมควรจะต้องลาออก ดังมีพระราชกระแสรับสั่งบางตอนว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ที่ท่านวิตกว่าการที่มีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บัญชาการทหารบก จะทำให้คนทั้งหลายครหาได้ว่า ประเทศสยาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปกครองโดยอำนาจทหารนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่ควรวิตก เพราะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลานี้ยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดครหาหรือสงสัยไปในทางนั้นเลย แม้แต่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกหนังสือพิมพ์ซึ่งถือว่าเป็นปากเสียงของประชาชน และซึ่งใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลานี้มีอิสระและเสรีภาพในการพูดยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็ไม่ปรากฏ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่ามีเสียงระแวงในทางนี้เลย...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายข้อ ในตอนท้ายของพระราชหัตถเลขา พระองค์ทรงมีรับสั่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่ท่านจะต้องลาออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีความเสียใจที่จะอนุญาติไม่ได้ และเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียบร้อยของชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ข้าพเจ้าขอร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ท่านอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบไปก่อน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สะท้อนให้เห็นถึงพระบรมราโชบายของพระองค์ในการที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อมิให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในขณะนั้นเพราะพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เคยเป็นทั้งหัวหน้าคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหัวหน้าคณะทหารยึดอำนาจการปกครองจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกราบบังคมทูลให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมืองเท่าท่านผู้นี้ ดังนั้นการมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการลดความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนั้นลงได้ในระดับหนึ่ง.
-----------
อ้างอิง: วารสารประวัติศาสตร์ สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงประเทศ สมัยประชาธิปไตย,รองศาสตราจารย์ณรงค์ พ่วงพิศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, คณะราษฎร์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c8a09b1981e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
