<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราชโองการตั้งสมณศักดิ์’หลวงพ่อเลี่ยม’เป็น’พระเทพวชิรญาณ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 &amp;ndash; ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนที่ 21 ข ลงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชภาวนาวิกรม เป็น พระเทพวชิรญาณ ภาวนาวิธานโกศล วิมลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97883</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, พระราชภาวนาวิกรม, พระเทพวชิรญาณ, วัดหนองป่าพง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_6060289428295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2020 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยอรมนีไม่พบในหลวงทรงทำผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สํานักข่าวบลูมเบิร์กรายงานรัฐบาลเยอรมนีตอบคำถาม ส.ส.พรรคกรีนเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่พบหลักฐานในหลวงทรงกระทำผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ว่ารัฐบาลเยอรมนีไม่พบหลักฐานว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำการใดที่ผิดกฎหมายในเยอรมนี ขณะประทับที่นั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเดือนตุลาคม ผู้ประท้วงชาวไทยหลายพันคนเรียกร้องความรับผิดชอบและความโปร่งใสจากสถาบันกษัตริย์ ได้ยื่นจดหมายถึงสถานทูตเยอรมนีในกรุงเทพฯ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจในช่วงที่ประทับในเยอรมนีโดยละเมิดกฎหมายของเยอรมนีหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลเยอรมนีไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ากษัตริย์ไทยได้ตัดสินใจเช่นนั้นระหว่างที่ประทับอยู่ในเยอรมนี&amp;rdquo; กระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีได้ตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp; จากพรรคกรีน เป็นลายลักษณ์อักษร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงยังกล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ จะไม่ทรงตัดสินพระทัยที่ &amp;ldquo;ขัดต่อระบบกฎหมายของเยอรมนี กฎหมายระหว่างประเทศ หรือการรับรองสิทธิมนุษยชนในระดับสากล&amp;rdquo; ในขณะที่ประทับอยู่ในดินแดนของเยอรมนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหลวงมีพระราชดำรัสเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ประเทศไทยเป็น &amp;ldquo;ดินแดนแห่งการประนีประนอม&amp;rdquo; และพระองค์ทรงรักทุกคนเหมือนกันหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นางมาร์กาเรเทอ เบาเซอ ส.ส.จากพรรคกรีน ซึ่งได้ยื่นกระทู้ถามต่อรัฐสภา กล่าวว่า ไม่น่าเป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบกระทู้ในรัฐสภาเมื่อเดือนที่แล้วว่า &amp;quot;เราอธิบายไว้ชัดเจนว่าการดำเนินการทางการเมืองที่เกี่ยวกับประเทศไทย ไม่ควรมาจากดินแดนของเยอรมนี เราได้รับรายงานว่าเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นหลายครั้งที่นี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางเยอรมนีไม่เห็นด้วย และนี่แตกต่างจากกรณีที่เรามีเกี่ยวกับนายนาวาลนี (นายอเล็กเซ นาวาลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย) หากมีแขกของประเทศเราเข้ามาดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา เราจะดำเนินการคัดค้านอย่างแน่นนอน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่านี่เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เราจะหารือกับสหภาพยุโรป แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยเรื่องนี้กับฝ่ายไทยอีกครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ เพราะไทยมีผลประโยชน์จากข้อตกลงการค้าที่เหมาะสม และผมเชื่อว่าเราอาจใช้ข้อเรียกร้องของเราเป็นเครื่องต่อรองได้ แต่ผมไม่ตัด (ตัวเลือกการหารือกับอียู) หากรัฐบาลทหารยังคงพฤติกรรมแบบเดิม เราต้องรอดูเรื่องนี้ต่อไป และเราอาจต้องใช้มาตรการนั้น&amp;quot; นายมาสกล่าว.&lt;/p&gt;


	&amp;#39;ธนกร&amp;#39; จ้วงยับ &amp;#39;หญิงหน่อย&amp;#39; เซ่นบันได 3 ขั้น!
	รีบตัดไฟแต่ต้นลม &amp;#39;วรงค์&amp;#39; ปลุกม็อบใหญ่หน้ารัฐสภา!
	ไม่ใช่กรรมเก่า!อดีตหัวหน้าศรภ.ชี้ &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ไปไหนก็โดนไล่ เพราะคน 4 ฝ่ายรู้เช่นเห็นชาติเมื่อ 2-3 ปีนี้
	พังงาก็ไล่ &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; วอนไม่ชอบผมก็รณรงค์ไม่เลือกผม แต่อย่าไปลิดรอนสิทธิ เสรีภาพคนอื่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;
	หมอพรทิพย์ : ภาพนี้บอกอะไรมากมาย
	คิดผิดคิดใหม่ &amp;#39;ดร.เสรี&amp;#39; ลั่นอย่าดูถูกพลังสลิ่ม!
	ถนัดนักแซะชาวบ้าน &amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39; ตบกบาล &amp;#39;คุณลายจุด&amp;#39; ดูถูกคนเสื้อแดง
	&amp;#39;สิระ&amp;#39; แรงไม่หยุด!
	&amp;#39;ซูเปอร์โพล&amp;#39; เผยผลสำรวจ &amp;#39;หัวใจ ราษฎร&amp;#39;
	โซเชียลฯระอุ! &amp;#39;วีรกรรมของเสรีไทย&amp;#39; คือ &amp;#39;ตีมึน ตีเนียน ตีกิน&amp;#39;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83682</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, ส.ส.พรรคกรีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยอรมนี, ไม่พบหลักฐานในหลวงทรงกระทำผิดกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201112/image_big_5fad3ea26a474.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชน-โรงงานเฮ!ราชกิจจาฯยกเว้นภาษี50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2563 &amp;ndash; ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนที่ 5 ก ลงวันที่ 20 มกราคม 2563 ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 690) พ.ศ.2563 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน บางกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 690) พ.ศ.2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
&amp;ldquo;เครื่องจักร&amp;rdquo; หมายความว่า สิ่งที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้นสำหรับใช้ก่อกำเนิดพลังงานเปลี่ยนหรือแปลงสภาพพลังงาน หรือส่งพลังงาน ทั้งนี้ ด้วยกาลังน้า ไอน้ำ เชื้อเพลิง ลม ก๊าซ ไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน และหมายความรวมถึงเครื่องอุปกรณ์ ไฟลวีล ปุลเล สายพาน เพลา เกียร์ หรือสิ่งอื่นที่ทำงานสนองกัน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563 เพื่อการลงทุนในเครื่องจักร แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละห้าสิบของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่งและลงทุนในเครื่องจักรเพื่อให้เช่าเครื่องจักรนั้นแบบลีสซิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 เครื่องจักรตามมาตรา 4 ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
(1) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
(2) เป็นเครื่องจักรที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2)
แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม
พ.ศ.2563
(3) ต้องอยู่ในราชอาณาจักร
(4) ไม่เป็นเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความใน
ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(5) ไม่เป็นเครื่องจักรที่นาไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย
ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับ
อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 6 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้จะต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงิน และแจ้งต่ออธิบดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 7 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้สิ้นสุดลง และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกาไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้นเว้นแต่กรณีที่มีการขายเครื่องจักรนั้น หรือเครื่องจักรนั้นถูกทาลายหรือสูญหายหรือสิ้นสภาพ
ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ขายเครื่องจักรหรือเครื่องจักรนั้นถูกทำลายหรือสูญหายหรือสิ้นสภาพ แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องนาเงินได้ที่ได้รับจากการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ที่ได้รับแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกาไรสุทธิอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจานวนร้อยละห้าสิบของรายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักร แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55043</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิติบุคคล, พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกฤษฎีกา, ยกเว้นภาษีเงินได้, รัษฎากร, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc4f7fbff19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!พระบรมราชโองการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2563 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2563 เล่ม 137 ตอนที่ 5 ก มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 3 ให้ลดภาษีในอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้ เฉพาะทรัพย์สินที่บุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองมาโดยทางมรดก และได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นแล้วก่อนวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2562
(2) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงผลิตไฟฟ้า และโรงผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ ให้รวมถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น
ที่ใช้ประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับการผลิตไฟฟ้า
(3) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นเขื่อนและพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับเขื่อน ที่ใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้ลดภาษีในอัตราร้อยละเก้าสิบของจานวนภาษีที่จะต้องเสียสาหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่หน่วยงานดังต่อไปนี้ได้รับมาเป็นเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของหน่วยงาน
(ก) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(ข) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(ค) สถาบันการเงินประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงินประชาชน
(ง) บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์
(2) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการจัดสรรเพื่อที่อยู่อาศัยหรือการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ทาการจัดสรรที่ดินดังกล่าว
(3) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุดตามกฎหมาย
ว่าด้วยอาคารชุด เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว
(4) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(5) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้ดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน กฎหมายว่าด้วย
อาคารชุด หรือกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้ว และผู้ประกอบการที่ได้รับ
อนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ขายเป็นเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2562
(6) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วย
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เฉพาะที่ใช้เป็นที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณและอาคารที่ระบุในรายการ
ข้อกำหนดจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้น
(7) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่ใช้เป็นที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณและอาคารที่ระบุในรายการตราสารจัดตั้ง
โรงเรียนนั้น
(ก) โรงเรียนในระบบ
(ข) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทสอนศาสนา
(ค) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทศูนย์การศึกษาอิสลามประจามัสยิด (ตาดีกา)
(ง) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทสถาบันศึกษาปอเนาะ
(8) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปเฉพาะเพื่อการ
ดังต่อไปนี้
(ก) การเล่นกีฬาตามชนิดที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนดให้สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาได้
(ข) สวนสัตว์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
(ค) สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
(ง) ที่จอดรถของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยที่จัดให้สาหรับผู้โดยสารรถไฟฟ้า
(จ) ที่ดินที่เป็นลานจอดรถโดยสารสาธารณะในสถานีขนส่งผู้โดยสาร
(9) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในสนามบินที่ใช้เป็นทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน ตามที่
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(10) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับที่เป็นทางพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือเป็นทางหลวงสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสาหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจาเป็นทางเศรษฐกิจสังคม เหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพแห่งท้องที่ จึงจาเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียดกฎหมายที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55040</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกฤษฎีกา, ราชกิจจานุเบกษา, ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรงพระเจริญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี&amp;quot; พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย พุทธศักราช 2562 ก่อนเสด็จฯ ยาตราโดยริ้วขบวนราบ พสกนิกรปลื้มปีติเฝ้าชื่นชมพระบารมี เปล่งเสียง &amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; กึกก้องตลอดพระราชพิธี
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2562 เวลา 16.02 &amp;nbsp;นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ &amp;nbsp; เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร &amp;nbsp; มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรองบริเวณท่าวาสุกรี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย พุทธศักราช 2562 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน และท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน เฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งสันติชัยปราการ บริเวณสวนสันติชัยปราการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นาวาเอกธรรมรงค์ สุวรรณกูฏ อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ขึ้นรถยนต์พระประเทียบนำรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าวาสุกรี ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เจ้าพนักงานราชูปโภคอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ &amp;nbsp;รัชกาลที่ 9 ไปประดิษฐานในบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ที่สะพานฉนวนประจำท่าวาสุกรี&amp;nbsp;
เมื่อเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเคลื่อนออกไป เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าวาสุกรี เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ไว้พร้อมแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี ณ ที่นั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าฯ รับเสด็จ &amp;nbsp;พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือและกำลังพล&amp;nbsp;
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ &amp;nbsp;เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แล้ว พันโทสมชาย กาญจนมณี ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรี ทรงพระแสงขรรค์ชัยศรี ขณะนั้นทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา พลเรือเอกสมชาย ณ บางช้าง ผู้ควบคุมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานบัญชีกำลังพลประจำเรือ นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเคลื่อนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 16.25 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เคลื่อนขบวนพยุหยาตราทางชลมารคออกจากท่าวาสุกรีไปตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยา ชาวพนักงานประโคมกระทั่ง มโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่และกลองชนะประจำเรือพระราชพิธีประโคมขึ้นพร้อมกัน ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนไปตามลำดับ โดยจัดรูปขบวนเรือตามโบราณราชประเพณี ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การนี้ เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากท่าวาสุกรี-ท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 4 &amp;nbsp;กิโลเมตร จัดรูปขบวนเรือแบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ดังนี้ ริ้วสายกลางซึ่งเป็นเรือสายสำคัญ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้ มีเรืออีเหลือง, เรือกลองนอก, เรือแตงโม ซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ, เรือกลองใน พร้อมด้วยเรือตำรวจนอกและเรือตำรวจใน
ริ้วสายในขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชลและเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ และปิดท้ายสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทอง ซึ่งเป็นเรือคู่ชัก และริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้งและเรือแซงสายละ 14 ลำ รวมทั้งสิ้น 52 ลำ ตลอดระยะทางยาตรา นาวาเอกณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ พนักงานเห่เรือขับขานบทเห่เรือทั้งหมด 3 องก์ กึกก้องไปทั่วท้องน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วยบทสรรเสริญพระบารมี (บทใหม่) บทชมเรือขบวนและบทชมวัง ประพันธ์โดยนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย &amp;nbsp;
จากนั้น เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ เจ้าพนักงานราชูปโภคอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 จากบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ไปประดิษฐานบนพระราชยานถม เตรียมเข้าริ้วขบวนราบยาตราไปยังพระบรมมหาราชวัง จากนั้นเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเคลื่อนออกไป ขณะเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จะเข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ &amp;nbsp;เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พลเรือเอกลือชัยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลพระกรุณารายงาน &amp;nbsp;เสด็จฯ ไปยังพลับพลาที่ประทับรับรอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เข้าเทียบเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่สะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ แล้วตามเสด็จไปเฝ้าฯ ณ พลับพลาที่ประทับรับรอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะ 5 จุดหลัก ซึ่งจัดอัฒจันทร์ให้ประชาชนเฝ้าชื่นชมพระบารมี พื้นที่เต็มแน่น อาทิ เชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงามในการชมยาตราขบวน, สวนสันติชัยปราการ จุดชมขบวนเรือพระราชพิธีที่ชัดเจน, สะพานพระปิ่นเกล้า, สวนนคราภิรมย์ โดยประชาชนต่างพร้อมใจสวมเสื้อเหลือง โบกธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ธงพระปรมาภิไธยย่อ วปร. และธงชาติ โดยมีจิตอาสากระจายดูแลและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เมื่อขบวนเรือยาตราผ่าน พสกนิกรต่างพร้อมใจเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง และปลื้มปีติที่ได้ชื่นชมพระบารมี และประทับใจกับความงดงามตระการของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 10&amp;nbsp;
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ &amp;nbsp;พระบรมราชินี เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ออกจากพลับพลาที่ประทับรับรอง เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ณ ที่นั้น นายกรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าฯ รับเสด็จ แล้วเสด็จฯ ไปประทับพระราชยานพุดตานทอง ทรงพระแสงขรรค์ชัยศรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 17.51 นาฬิกา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยาตราโดยริ้วขบวนราบไปยังพระบรมมหาราชวัง มีพระราชยานถมอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 นำริ้วขบวน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบในฐานะราชองครักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยาน ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ริ้วขบวนราบยาตราออกจากเกยพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยท่าราชวรดิฐ จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา &amp;nbsp;และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จไปประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระบรมมหาราชวัง ทรงรอรับเสด็จ ณ พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางยาตราริ้วขบวนราบออกจากท่าราชวรดิฐมาตามถนนมหาราช จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรีเพื่อไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ใช้เวลาในการยาตราขบวนประมาณ 30 นาที รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร ความยาวริ้วขบวนประมาณ 400 เมตร จัดกำลังพลประมาณ 800 นาย ประกอบด้วยข้าราชบริพารในพระองค์ จากหน่วยราชการในพระองค์ ได้แก่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักพระราชวัง และกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนเตรียมทหาร เดินในท่าเดินกึ่งสวนสนาม ประกอบจังหวะเพลงมาร์ชในเพลงพระราชนิพนธ์ 6 เพลง ประกอบด้วย เพลงมาร์ชราชวัลลภ, มาร์ชธงชัยเฉลิมพล, ยามเย็น, ใกล้รุ่ง, สรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริ้วขบวนราบมีพลอากาศเอกสถิตย์ พงษ์สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้อำนวยการริ้วขบวน ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้าเป็นขบวนนำ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศหรือขบวนเสด็จเป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขบวนหน้าประกอบด้วยตำรวจม้านำ วงดุริยางค์วงนำ กองบังคับการกองผสม และกองพันทหารเกียรติยศ นำโดยมีพลตรีพงษ์ศักดิ์ เปรมทองสุข ผู้อำนวยการกองกำลังพลปฏิบัติการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับกองผสม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือขบวนเสด็จ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนนำริ้วกับส่วนพระราชยาน ดังนี้ ส่วนนำริ้ว แบ่งเป็น 3 ตอนการเดิน ประกอบด้วย ตอนนำริ้ว ได้แก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้วเจ้าพนักงานพระราชพิธีประตูหน้าและธงสามชายนำริ้วขบวน ต่อด้วยตอนเครื่องประโคม ประกอบด้วยหมู่กลองมโหระทึก ริ้วกองชนะ ริ้วแตรฝรั่ง แตรงอน และสังข์ โดยมีจ่าปี่ จ่ากลองบรรเลงให้จังหวะและสัญญาณ จากนั้นเป็นตอนพระนำ ซึ่งเป็นริ้วพระราชอิสริยยศเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ที่เชิญมาในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาประดิษฐานบนพระราชยานถมประกอบเข้าในริ้วขบวน โดยมีนายทหารราชองครักษ์เชิญธงมหาราชเดินนำหมู่พระราชยานพระนำนี้ จากนั้นเป็นส่วนพระราชยาน และขบวนหลังเป็นขบวนตาม ประกอบด้วยวงดุริยางค์วงตาม และกองพันทหารเกียรติยศตามปิดท้ายขบวน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริ้วขบวนราบยาตราออกจากท่าราชวรดิฐ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาถนนหน้าพระลาน เลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี เทียบพระราชยานพุดตานทองที่เกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ประทับพระราชอิริยาบถที่พระที่นั่งราชกรัณยสภา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ออกจากพระที่นั่งราชกรัณยสภา เสด็จฯ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่งข้างประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมด้วยรถยนต์พระประเทียบอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 นำรถยนต์พระที่นั่งจากพระบรมมหาราชวัง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บรรยากาศบนทางเท้าสองฝั่งบริเวณถนนมหาราช ถนนหน้าพระลาน และบริเวณท่าช้าง มีประชาชนสวมเสื้อเหลืองถือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด มาปักหลักจับจองพื้นที่เพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จและชื่นชมพระบารมีในหลวงและพระราชินีตลอดเส้นทางจำนวนมาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อขบวนราบผ่าน พสกนิกรพร้อมใจกันเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง โบกธงสีเหลืองพลิ้วไสว รวมถึงเก็บภาพริ้วขบวนอันยิ่งใหญ่งดงามด้วยโทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายภาพ ด้วยเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ณัฐยา ชูสอน ชาวอำเภอโคกโพธิ์ชัย จ.ขอนแก่น อายุ 33 ปี กล่าวว่า เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. จากนั้นวันที่ 12 ธ.ค. มาจับจองพื้นที่บนทางเท้าถนนหน้าพระลานแต่เช้า เพื่อเฝ้าชมพระบารมี รู้สึกตื้นตันและตื่นเต้นที่ได้ชมขบวนราบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยิ่งใหญ่มาก พระราชินีทรงร่วมริ้วขบวนอย่างเข้มแข็ง วันนี้พสกนิกรมากันเนืองแน่น แสดงถึงความจงรักภักดี และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของชาวไทย ตนเองเคยได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ที่ มรฏ.อุบลราชธานี พ.ศ.2548 รู้สึกผูกพันกับพระองค์ท่านอย่างมาก ตั้งใจบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม เคยเป็นจิตอาสางานพระราชพิธีพระบรมศพในหลวง ร.9 และทำหน้าที่จิตอาสาในโอกาสสำคัญที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการช่วยเหลือสังคม
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ปฏิญา เหล่าเพชร นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนนาหลวง เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ กล่าวว่า มากับเพื่อนๆ ในโรงเรียน ทำหน้าที่เป็นจิตอาสาผู้ให้คำแนะนำในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเข้าพื้นที่พระราชพิธีแต่เช้า ช่วยบริการน้ำให้ประชาชน และเป็นล่ามแปลภาษาต่างประเทศให้นักท่องเที่ยวทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน เมื่อทำหน้าที่เสร็จจึงชวนกันมาเฝ้าฯ รับเสด็จที่บริเวณท่าช้าง เมื่อขบวนราบผ่าน รู้สึกปลื้มปริ่มที่ได้ชื่นชมพระบารมีในหลวงและพระราชินี ซึ่งเป็นครั้งแรก ริ้วขบวนมีความอลังการ เดินอย่างพร้อมเพรียงประกอบเพลงพระราชนิพนธ์ไพเราะ งานครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้พัฒนาทักษะภาษามากขึ้น และอยากเป็นจิตอาสาทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52362</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค, ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย พุทธศักราช 2562, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df249ea30659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2019 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราชโองการแต่งตั้ง&#039;มหาเถรสมาคม&#039;ชุดใหม่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค.2562 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เล่ม 136 ตอนพิเศษ 255 ง ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 และมาตรา 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 20 รูป ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร 2.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร 3.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร 4.สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร 5.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร 6.สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร 7.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร 8.พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร 9.พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพมหานคร 10.พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโร) วัดเครือวัลย์ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร 12.พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร 13.พระพรหมมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร 14.พระธรรมไตรโลกาจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺทโก) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร 15.พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร 16.พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร 17.พระธรรมปริยัติโมลี (อาทร อินฺทปญฺโญ) วัดบพิตรพิมุข กรุงเทพมหานคร 18.พระธรรมปาโมกข์ (สุนทร สุนฺทราโภ) วัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร 19.พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร และ 20.พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช &amp;nbsp;2562 ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48021</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, มส., มหาเถรสมาคม, ราชกิจจานุเบกษา, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรสังฆราชาที่แผ่ถึงประชาชน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อวาน.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือ &amp;quot;๒๘ กรกฎาคม&amp;quot; เป็นวัน &amp;quot;เฉลิมพระชนมพรรษา ๖๗ พรรษา&amp;quot; ของ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร มหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถวายพระพรแด่ &amp;quot;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;quot; รัชกาล ที่ ๑๐ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุขทุกประการ จงมีแต่ สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาตมภาพ ในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิต ร่วมกับปวงชนชาวไทย สำแดงความปีติโสมนัสและขอถวายพระพรชัยมงคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บัดนี้ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงรับพระบรมราชาภิเษก ตามโบราณขัตติยราชประเพณีทุกประการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการที่จะทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดุจเดียวกับที่ &amp;quot;สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช&amp;quot; แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงปฏิญาณพระองค์เป็นแนวทางดำเนินพระราชจริยาสืบมาทุกรัชสมัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันว่า &amp;quot;พระราชธรรม&amp;quot; สำหรับพระมหากษัตริย์นั้น มี ๑๐​ประการ เรียกว่า &amp;quot;ทศพิธราชธรรม&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วย.............
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การให้, การสังวรระวังกายวาจาให้เป็นปรกติ, การบริจาคเพื่อบรรเทาความโลภ, ความซื่อตรง, ความอ่อนโยน, การกำจัดความเกียจคร้านและความชั่ว, ความไม่มักโกรธ, ความไม่เบียดเบียน, ความอดทน และการดำรงความยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อใด พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงทศพิธราชธรรมให้บริบูรณ์ด้วยดีในพระองค์​
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อนั้น พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทและราษฎร ย่อมสวามิภักดิ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมพลีกำลังกาย กำลังความคิด สนองพระเดชพระคุณ โดยความซื่อสัตย์สุจริต และกตัญญู ปรากฏพระปีติโสมนัสมาสู่ดวงพระราชหฤทัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน ประชาชนทุกคน ก็พึงทำความแยบคายในใจให้ถ้วนถี่ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทศพิธราชธรรมนี้ หาได้เป็นพระราชปฏิบัติสำหรับพระมหากษัตริย์แต่ฝ่ายเดียวไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุที่ความรุ่งเรืองของชาติบ้านเมือง จำเป็นต้องอาศัยกำลังพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ช่วยกันทำหน้าที่ตามฐานะของตนๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อสนองพระบรมราโชบาย จนบังเกิดผลสัมฤทธิ์ได้สมพระราชปรารถนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะฉะนั้น ในฐานะผู้อาศัยใต้พระบรมโพธิสมภาร จึงพึงศึกษาและน้อมนำธรรมะทั้ง ๑๐ ประการข้างต้น มาเป็นวิถีการดำรงตน โดยทั่วหน้ากัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ณ อุดมสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา อาตมภาพขออัญเชิญนิพนธคาถาแห่งสุขาภิยาจนคาถา มากล่าวอ้างเป็นสัจจวาจาว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตา ปิตา จอตฺรชํ ​นิจฺจํ รกฺขนฺติ ปุตฺตกํ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอวํ ธมฺเมนราชาโน ปชํรกฺขนฺตุ สพฺพทาฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความว่า &amp;quot;มารดาและบิดาย่อมถนอมบุตรน้อยอันบังเกิดในตนเป็นนิตย์ ฉันใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชาจงทรงรักษาประชาราษฎร์โดยชอบในกาลทั้งปวง ฉันนั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจานี้...........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอประชาราษฎร์ทั้งปวง จงสมัครสมานสามัคคี ประพฤติปฏิบัติตน เป็นเสมือนลูกที่ดีพร้อมเพรียงกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำนุบำรุงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้วัฒนาสถาพร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่น ในอันที่จะทรงรักษาประชาราษฎร์โดยชอบดุจดั่งบิดรมารดา จักได้ทรงปลอดโปร่งพระราชหฤทัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงบริบูรณ์ด้วยพระกำลังที่จะทรงยังราชอาณาจักรไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมีสืบไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและพระราชกุศลธรรมจริยา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จงอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญหลักชัยแห่งราชอาณาจักรไทย ตราบจิรัฐิติกาลเทอญ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านเมืองเราก็ผ่านวาระมงคลกาลประเสริฐเป็นลำดับ รวมอีกทั้ง รัฐบาลก็ผ่านขั้นตอน &amp;quot;แถลงนโยบาย&amp;quot; อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สู่ความเป็น &amp;quot;รัฐบาลใหม่&amp;quot; สมบูรณ์ ครบถ้วน ลงมือทำงานบริหารราชการแผ่นดิน &amp;quot;ตามนโยบาย&amp;quot; ได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อความรุ่งเรืองแผ่นดิน และเพื่อเจริญสุขประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกฝ่าย-ทุกคน ในความเป็นพสกนิกร ในความเป็นบุตรแผ่นดินไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็จงโยนิโสมนสิการ น้อมเอาธรรม ๑๐ ประการ ดังที่ &amp;quot;สมเด็จพระสังฆราช&amp;quot; ตรัสบอก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาใคร่ครวญไว้ในใจ สู่ปฏิบัติ พร้อมทั้ง.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จงสมัครสมานสามัคคี ประพฤติปฏิบัติตน เป็นเสมือนลูกที่ดี พร้อมเพรียงกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำนุบำรุงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้วัฒนาสถาพร&amp;quot; เถิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ จันทร์ ๒๙ ก.ค. &amp;quot;หยุดชดเชย&amp;quot; ก็เที่ยวต่อ ไม่ต้องทำงานกันอีกวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ถือโอกาสนี้ แจ้งเรื่อง &amp;quot;ส่วนตัว&amp;quot; แต่เป็นไปเพื่อ &amp;quot;ส่วนรวม&amp;quot; สักนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือตั้งแต่เดือนที่แล้วโน่น.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บอกกล่าวเรื่องการทอดผ้าป่า &amp;quot;พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก&amp;quot; ที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑล สาย ๓&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อสมทบสร้าง &amp;quot;พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระหลวงตามหาบัว&amp;quot; ที่วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ซึ่งขณะนี้ ใกล้เสร็จแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กับเรื่อง &amp;quot;หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม&amp;quot; ท่านรับภาระเป็นองค์อุปถัมภ์ก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน ๑๐ &amp;nbsp;ชั้น ให้ &amp;quot;โรงพยาบาลเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลโท นายแพทย์สุปรีชา-คุณสุมัณฑนา โมกขะเวส โอนเงินมาที่ผม ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อร่วมถวายแห่งละหนึ่งหมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อสร้างธรรมเจดีย์หลวงตา และเพื่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน เรียบร้อยตามประสงค์นานแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยังไม่ได้แจ้ง ก็ถือโอกาสนี้แจ้งให้ทราบ ส่วนหลักฐานการโอนเป็นระบบไอที อยู่ในมือถือนี่แหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกเรื่อง &amp;quot;คุณผ่องพรรณ&amp;quot; น้องสาวหมอเส็ง เจ้าของร้านสังฆภัณฑ์ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านมอบผ้าไตรจีวรอย่างดีมาลังใหญ่ ยังไม่ได้รื้อนับ น่าจะเป็นสิบๆ ไตร เพื่อให้ผมถวายพระตามที่เห็นสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ตั้งใจแต่ก่อนเข้าพรรษา ว่าใครจะบวช ไม่ว่าบวชพระ-บวชเณร ประสงค์จะได้ไตรจีวรนี้ ขอให้แจ้ง และมารับที่ไทยโพสต์ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็มัวโน่น-นี่ ทำตัวยุ่งไปเอง ไม่ได้บอกกล่าว จนเข้าพรรษาผ่านไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ไม่เป็นไร เรื่องบุญ-เรื่องบวช ไม่มีคำว่าสาย ทีทำบาป ทำได้ทุกวัน ครั้นจะทำบุญ ทำไมต้องถือฤกษ์ &amp;quot;ในพรรษา-นอกพรรษา&amp;quot; จริงมั้ย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ท่านใดไม่จนศรัทธา แต่จนใจบางอย่าง ประสงค์ใช้ไตรจีวรนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะบวชหรือจะนำไปถวายพระที่เห็นท่านปุปะเต็มทน ก็ช่วยรับธุระ แจ้งมาที่ผม หรือมารับที่ผมได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันที่จริง ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก คุณผ่องพรรณหรือ &amp;quot;เจ๊หมวย&amp;quot; ท่านมอบผ้าไตรมาให้ผมทุกปี รวมๆ แล้วเฉียดๆ ร้อยไตรกระมัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเคยซื้อแถวเสาชิงช้าไปถวายพระแต่ก่อน เนื้อผ้าระดับนี้ ๑,๕๐๐-๑,๘๐๐-๒,๐๐๐ บาท ตอนนี้ ราคาน่าจะอายุวัฒนะไปมากกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิดๆ แล้ว ก็ตกเป็นเงินโขอยู่!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็นำไปถวายพระตามกาลอันควร เช่น วันเกิดไทยโพสต์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มาตรองดู ถ้านานทีปีหน ถึงจะได้นำผ้าไตรนี้ ไปยังประโยชน์ตามกุศลเจตนาคุณผ่องพรรณสักครั้ง ดูจะเป็นการไม่ต่อยอดศรัทธาให้เพิ่มพูนเท่าที่ควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น เอาเป็นว่า ท่านใดประสงค์ใช้ผ้าไตรนี้ ด้วยบริสุทธิ์ในจิต เพื่อการบวช การถวายพระ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็มาช่วยเจริญศรัทธา รับผ้าไตรนี้ไปได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยู่ในช่วงวันมหามงคล คิดดี-คุยแต่เรื่องดีๆ ซักวัน ส่วนท่านจะอ่าน-ไม่อ่าน ก็เอาตามที่สบายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วพรุ่งนี้ ค่อยมาอ่าน &amp;quot;เรื่องใหม่&amp;quot; จาก &amp;quot;คนเก่า&amp;quot; ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าทิ้งให้ผม &amp;quot;เฉาตาย&amp;quot; ก็แล้วกัน!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42167</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร มหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, เฉลิมพระชนมพรรษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
