<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ เคลียร์ชัด &#039;พระไลฟ์ขายขำ&#039; ปรับเปลี่ยนวิธีสอนธรรมะหรือด้อยค่าพระศาสนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.64 -&amp;nbsp;ดร.มงคล นาฏกระสูตร อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครร และอดีตผู้ชำนาญการสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นกรณีนายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา อ้างว่า ผู้วิจารณ์พระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปอง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของพระรุ่นใหม่ การไลฟ์สอนธรรมะคือ การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย&amp;nbsp;หากดูตามระเบียบสงฆ์ก็ไม่ได้มีข้อห้ามเอาไว้ พระสงฆ์ใช้เทคโนโลยีเผยแผ่ศาสนาจึงเป็นสิ่งที่กระทำได้และไม่จำเป็นต้องสำรวม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ดร.มงคล วิเคราะห์ว่า สงฆ์ไลฟ์สด : #ขายขำขายศรัทธา เมื่อวันก่อนมีคนส่งคลิปคนที่เรียกตนว่าเป็นอาจารย์มาให้ดูว่า ทำไมชาวพุทธถึงรับไม่ได้กับวิธีเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เป็นการปรับวิธีสอน เหมือนเอาน้ำตาลไปเคลือบยา วันนี้เชิญมาร่วมวิเคราะห์ด้วยกันว่าปรับเปลี่ยนตามที่ว่าจริงหรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทศน์ขายขำ : วิธีการที่แสนโบราณ&amp;nbsp;การที่พระสองรูปขายขำไลฟ์สด เป็นที่วิธีการแสนโบราณ พระวิทยากรอบรมค่ายคุณธรรมเด็ก พูดขำกว่าสองรูปนี้หลายเท่านั้น และพระเทศน์มหาชาติ เทศน์แหล่สามารถพูดตลกให้คนขำจนตกเก้าอี้มีมามากมาย ทั้งภาคกลาง เหนือ อีสานใต้ &amp;nbsp;มีทุกที่ แต่เทศน์ให้กลุ่มคนเฉพาะงาน เฉพาะท้องถิ่น จึงดูไม่น่าเกลียด ไม่ใช่เผยแพร่ในสื่อที่สาธารณะรับรู้ เป็นวิธีที่เก่าแก่โบราณ มหาสมปองก็เลียนแบบมาจากสิ่งนี้ทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิ่งตามก้นชาวบ้าน : ทั้งช่องทางและวิธีการ ที่บอกว่าปรับเปลี่ยนวิธี ไม่เห็นปรับอะไร เลียนแบบรายการที่ชาวบ้านทำทั้งนั้น ทั้งช่องทางไลค์สดชาวบ้านแลก k ยอดไลค์คนดู เขาทำกันทั้งนั้น ยิ่งใช้ภาษาวัยรุ่นที่เด็กวัยรุ่นๆเขาพูด ก็ตามเด็กทั้งนั้น ไม่มีอะไรใหม่ พระที่วิ่งตามก้นชาวบ้านจนลืมสมณสารูปตัวเองว่าอยู่ในฐานะอะไร คุณปรับเปลี่ยนสิ่งใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอกสอนเด็ก : แต่รู้จักเด็กแค่ไหน&amp;nbsp;ผู้เขียนเฝ้าดูพฤติกรรมการเผยแพร่ธรรมะของสองรูปนี้มานาน ไม่ได้ช่วยเหลือเยาวชนของเราเท่าที่ควร เพราะไปเน้นแค่เสียงหัวเราะกับชื่อเสียงตนเท่านั้น ที่จริงปัญหาเยาวชนมีมากมาย เช่น เสพยา เรื่องเพศ บ้านแตก ไม่อยากเรียนหนังสือ ความรุนแรง หรือมีช่องว่างระหว่างพ่อแม่และครูอาจารย์ เป็นต้น และสิ่งที่พวกเขาอยากได้ เช่น เสรีภาพ ความท้าทายสิ่งใหม่ หรือพื้นที่ในการแสดงออก เป็นต้น &amp;nbsp;แทบจะไม่เห็นในการบรรยายให้ทางออกแก่เยาวชนเหล่านั้น ปัญหาวัยรุ่นจึงไม่เคยได้รับการแก้ไขจากการแสดงธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาธรรมะมาเร่ขาย = ด้อยค่าพระศาสนา พระพุทธศาสนามีคำสอนที่เป็นสัจจธรรมและมีความลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพ ไม่ใช่เอามาล้อเล่นกันสนุกสนาน ศาสนาอื่นเขาเห็นจะพลอยดูถูกไปด้วย&amp;nbsp;ที่จริงสงฆ์ทั้งสองเพียงแค่ใช้รูปแบบการเทศนาและใช้รูปแบบของความเป็นพระมาใช้เท่านั้น หาได้ปลูกฝังอุดมการณ์แบบพุทธ ที่ต้องการให้พุทธศาสนิกชนพ้นจากทุกข์ไม่ เพียงเปลี่ยนจาก offline มาเป็น online เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สังฆะเพื่อสังคม : แนวทางของสงฆ์รุ่นใหม่&amp;nbsp;ที่จริงในคณะสงฆ์มีทั้งตัวอย่างที่ไม่ดีและที่ดีมากมาย ที่ดีเช่น หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปัญญานันทะหรือเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ล้วนเป็นแบบอย่างแห่งเผยแพร่ธรรมร่วมสมัยที่สังคมยอมรับและเคารพนับถือ และสงฆ์ต่างประเทศ เช่น องค์ดาไล ลามะ ท่านติช นัท ฮันท์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสงฆ์รุ่นใหม่บทบาทที่ชาวบ้านคาดหวังคือ สังฆะเพื่อสังคม เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การต่อต้านยาเสพติด การช่วยเหลือสาธารณะสงเคราะห์ เป็นต้น ยิ่งทำยิ่งมีคนสนับสนุน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่บอกว่าวิจารณ์ไร้เหตุผล คนพูดแบบนี้ก็เลอะเทอะเช่นกัน เพราะศรัทธาประชาชนเกิดจากการเห็นพระสำรวมในพระธรรมวินัยและเห็นอุดมการณ์การเผยแผ่แบบพุทธแท้ เมื่อพระไม่เป็นอย่างนนั้น วิจารณ์จะไร้เหตุผลได้อย่างไร การพูดเอามันให้ตนดูเด่นกว่าคนอื่น เพื่อหนุนพรรคพวกตน โดยไร้ภูมิรู้และภูมิธรรมที่แท้จริงในสื่อสาธารณะ ไม่ช่วยให้พระพุทธศาสนาให้ดีขึ้นในมิติใดๆเลย...ด้วยจิตคารวะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117046</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุรงค์ จงอาษา, ดร.มงคล นาฏกระสูตร, พระพุทธศาสนา, พระมหาสมปอง, พระมหาไพรวัลย์, พระไลฟ์เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210904/image_big_61337776131cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคลิปบรรยายธรรม &#039;อ.สุจินต์&#039; ชี้พระจำอวดแสดงจบรับเงินหลายหมื่น ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.64 - เพจเฟซบุ๊ก ชมรมบ้านธัมมะ มศพ. แชร์คลิปวิดีโอการบรรยายธรรมะโดยอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ นักบรรยายธรรม มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้พูดในหัวข้อ &amp;quot;พระอาจารย์จำอวด แสดงจบรับเงินหลายหมื่น ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย_บ้านธัมมะ&amp;quot; ซึ่งเป็นการบรรยายที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย อ.สุจินต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;พระอาจารย์จำอวด ไม่ใช่พระอาจารย์ธรรมะ ต่างกันแล้ว ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ธรรมวินัยไม่มีจำอวดที่จะไปแสดงให้คนสนุก ขบขัน แต่เป็นการกล่าวคำจริง ซึ่งยากที่ใครจะได้ฟัง เพราะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคารพ กราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร? ที่กล่าวว่านับถือ แค่ยกมือไหว้? แต่ไม่ได้ฟังคำ และคิดว่า คำนั้นต้องสนุกอย่างจำอวด ถึงจะฟัง อย่างนั้นหรือ? นั่นเป็นการเข้าใจผิด ซึ่งไม่รู้เลยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร แต่ก็ไปกราบไหว้ แล้วก็อยากฟังจำอวด อยากให้ภิกษุเป็นจำอวด ภิกษุเป็นจำอวดไม่ได้ เพราะภิกษุเป็นผู้สงบ ใครก็ตามที่ไม่สงบ ผู้นั้นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ทำผิดพระวินัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชมคลิป&amp;nbsp;https://youtu.be/PlCsvpH3tUY&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116125</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชมรมบ้านธัมมะ มศพ., ธรรมะ, พระพุทธศาสนา, พระมหาไพรวัลย์, สุจินต์ บริหารวนเขตต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_61396dfc3b6eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 19:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการอิสระ ยกธรรมะไม่ขึ้นกับกาลเวลา ผู้รู้พึงเห็นเอง ไม่ต้องดัดแปลงด้วยมุกตลกดึงคนฟังมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.64- นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ธรรมะนั้นเป็น อกาลิโก ไม่มีกาลเวลา พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ธรรมที่ให้ผลไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ดังนั้นไม่ต้องไปดัดแปลงให้เข้ากับกาลเวลาหรือยุคสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทั้งใน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทรงเทศนาสั่งสอนเหมือนกันด้วยธรรมะเดียวกัน แม้เวลาจะเปลี่ยนไป พระพุทธเจ้าจะเปลี่ยนพระองค์ไปในพุทธกัลป์ แต่ธรรมนั้นยังเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนพระสงฆ์เทศนาความจริงแห่งโลกด้วยธรรมะอย่างไร ก็เทศนาไปอย่างนั้น เทศนาเหมือนกับเนื้อของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงทิ้งเอาไว้ให้แทนพระองค์ ไม่ต้องดัดแปลงเพิ่มเติมต่อสัจจะธรรมของพระพุทธเจ้าหรือพุทธวจนไปตามกาลเวลา โดยอ้างว่าให้เข้ากับสมัยหรือสภาวะสังคมด้วยมุขตลกเรียกคนเข้ามาฟังแต่อย่างไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเราปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ สักวันคงมีพระเอาฝาบาตรเคาะหัวกันตอนแสดงธรรมเหมือนตลกคาเฟ่ โดยอ้างว่าปรับตามยุคสมัยเพื่อเรียกคนมาฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะคำว่า &amp;quot;เอหิปัสสิโก&amp;quot; ที่แปลว่า &amp;quot;ควรเรียกให้มาดู&amp;quot; ธรรมอันวิเศษของพระพุทธเจ้านั้น ในอดีตที่ผ่านมาพระเถระทั้งหลายไม่เคยใช้วิธีนี้ แม้จะเปลี่ยนสื่อจากคนนั่งฟังหน้าธรรมมาส มาเป็นกระจายเสียงทางวิทยุ หรือแม้จะเป็นออกสื่อทางทีวี หรือในโซเชียลแบบปัจจุบัน วิธีการ &amp;quot;เอหิปัสสิโก&amp;quot; ควรเรียกให้มาดูของพระเถระเหล่านั้นก็เคยเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระในอดีตตั้งแต่ครั้งพุทธกาลท่านไม่สนใจว่าใครจะฟังมากหรือฟังน้อย เพราะธรรมนั้นเป็น &amp;quot;ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ&amp;quot; ที่แปลว่าวิญญูคือผู้รู้พึงรู้เฉพาะตน ใครสนใจฟังก็ได้ไป ไม่สนใจก็ไม่ได้สิ่งนี้ติดตัวกลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***********************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***********************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**สวากขาโต ภควตาธัมโม** ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**สันทิฏฐิโก** อันผู้ปฏิบัติผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;****** อกาลิโก ****** ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**เอหิปัสสิโก** ควรเรียกให้มาดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**โอปนยิโก** ควรน้อมเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ** อันวิญญูคือผู้รู้พึงรู้เฉพาะตน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116080</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระพุทธศาสนา, พระมหาไพรวัลย์, พระไลฟ์เฟซบุ๊ก, ภัทร เหมสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de53ab4cc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่าน &#039;น.อ.ทองย้อย&#039; แพร่บทความถ้าเห็นการยอมรับของสังคมสำคัญกว่าพระธรรมวินัย พุทธศาสนาก็วินาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 -&amp;nbsp;นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ปราชญ์ชาวพุทธ อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;ถ้าเห็นการยอมรับของสังคมสำคัญกว่าพระธรรมวินัย...พระพุทธศาสนาก็วินาศ&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาย่อมต่างไปจากวิถีชีวิตของผู้ครองเรือน&amp;nbsp;วิถีชีวิตของพระสงฆ์มี ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ&amp;nbsp;๑ สิ่งที่ห้ามทำ ๒ สิ่งที่ต้องทำ&amp;nbsp;การศึกษาของผู้อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ที่เรียกว่า &amp;ldquo;ไตรสิกขา&amp;rdquo; ตามหลักคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แต่เมื่อจัดกลุ่มแล้วก็รวมอยู่ใน ๒ เรื่อง คือ ๑ ศึกษาว่าอะไรบ้างที่ห้ามทำ แล้วละเว้น สำรวมระวัง ไม่ทำสิ่งนั้น แม้ในเรื่องที่มีโทษเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่กล้าล่วงละเมิด&amp;nbsp;๒ ศึกษาว่าอะไรบ้างที่ต้องทำ แล้วก็พยายามขวนขวายทำสิ่งนั้นไม่ให้ขาดตกบกพร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ ผู้อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ ๑ ไปทำสิ่งที่ห้ามทำเข้า ทั้งทำเพราะไม่รู้ ทั้งรู้แล้วขืนทำ อ้างว่าจำเป็น และไม่ใช่เรื่องสำคัญ-คือทำแล้วก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ๒ พร้อมกันนั้นก็ปล่อยปละละเลยสิ่งที่ต้องทำ อ้างว่าไม่จำเป็น และไม่ใช่เรื่องสำคัญ-คือไม่ทำก็ไม่เห็นเสียหายอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์ต้องประชุมกันฟังพระปาติโมกข์ทุกครึ่งเดือน กำหนดในวันพระกลางเดือนและสิ้นเดือน หรือ &amp;ldquo;วันพระใหญ่&amp;rdquo; เรียกเป็นคำสามัญว่า &amp;ldquo;ลงปาติโมกข์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ลงโบสถ์&amp;rdquo; ถ้าในวัดมีพระไม่ครบองค์สงฆ์ ก็ให้ไปรวมฟังกับวัดใกล้เคียง ถ้าในวัดไม่มีพระที่สวดพระปาติโมกข์ได้ ก็ให้ไปอาราธนาพระที่สวดได้มาจากต่างวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสมัยยังเป็นพระ มีอยู่พรรษาหนึ่งผมไปจำพรรษาที่เขาถ้ำพระ ซึ่งเป็นที่พักสงฆ์ ในเขตอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ไม่มีโบสถ์ ไม่มีพระที่สวดปาติโมกข์ได้&amp;nbsp;พอถึงวันพระใหญ่ พระที่เขาถ้ำพระทั้งหมดก็เดินไปวัดดอนทรายซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้ ไปร่วมฟังปาติโมกข์ที่นั่น&amp;nbsp;ปฏิบัติกันอย่างนี้ตลอดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันนี้ พระหลายๆ วัดไม่ได้ลงปาติโมกข์ จะอ้างเหตุอะไรไม่ทราบได้ ในวัดตัวเองก็ไม่ทำ ไปร่วมฟังกับวัดอื่นก็ไม่ไป (บางทีทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็นก็ไม่ทำด้วย) วันปาติโมกข์ก็อยู่กันเฉยๆ เจ้าคณะผู้ปกครองก็ไม่กวดขัน ไม่ว่าอะไร นี่คือ-ไม่ทำสิ่งที่ต้องทำ ส่วนเรื่อง-ทำสิ่งที่ห้ามทำ เวลานี้ก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่มีข้อห้ามไว้ชัดเจน ทั้งเรื่องที่ยังถกเถียงกันว่าห้ามหรือไม่ห้าม หลายเรื่องทำกันจนเป็นเรื่องปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่เวลานี้ พระยืนบิณฑบาต-จนกลายเป็นพระนั่งบิณฑบาต-เป็นเรื่องปกติไปแล้ว คือทำกันทั่วไป&amp;nbsp;พระยืนให้พรกันข้างถนนก็กลายเป็นเรื่องปกติ คือทำกันทั่วไป ผู้คนเอาสตางค์ใส่บาตร ก็เป็นเรื่องปกติ คือทำกันทั่วไป เรื่องที่พระสมัยก่อนไม่ทำ แต่พระสมัยนี้ทำ และมีแนวโน้มว่าจะทำกันมากขึ้น คือพระขับรถยนต์ไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เวลานี้เห็นหนาตาขึ้นแล้ว&amp;nbsp;แรกเริ่มก็ขับอยู่ในวัด ขนของจากหน้าวัดไปไว้หลังวัด-อย่างนี้เป็นต้น ต่อมาก็เริ่มขับออกนอกรั้ววัด ไปใกล้ๆ ก่อน ตอนนี้เริ่มจะขับไปธุระที่นั่นที่นี่-เหมือนชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทำกันทั่วไปเช่นนี้ และไม่มีใคร-โดยเฉพาะผู้ปกครอง-ออกมาวินิจฉัยถูกผิด ตลอดจนผู้คนทั่วไปก็ไม่ว่าอะไร ในที่สุดก็จะกลายเป็นข้ออ้างของพระเณร คืออ้างว่าไม่เห็นมีใครว่าอะไร คือสังคมยอมรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายท่านคงเคยเห็นภาพเจ้าสำนัก ๑๕๐ สิกขาบท-ไม่เอาอรรถกถา จับมือถ่ายรูปกับสุภาพสตรีที่เยอรมัน - จับแบบที่วัฒนธรรมฝรั่งเขาทำกันทั่วไป&amp;nbsp;
มีสิกขาบทบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง มีความผิด เป็นอาบัติสังฆาทิเสส หนักรองลงมาจากปาราชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าสำนักท่านอ้างว่า ท่านไม่ได้มีความกำหนัด ท่านปฏิบัติตามมารยาทวัฒนธรรมของเขา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความผิดตามสิกขาบทนี้&amp;nbsp;แต่ก็มีบทบัญญัติว่า ร่างกายสตรี-แม้แต่เครื่องแต่งกายของสตรีเป็น &amp;ldquo;วัตถุอนามาส&amp;rdquo; (ท่านที่รังเกียจภาษาบาลีว่าฟังไม่รู้เรื่อง ขอความกรุณาข้ามไปนะครับ) คือเป็นสิ่งที่ภิกษุไม่พึงจับต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคัมภีร์อรรถกถาบรรยายไว้ว่า แม้แต่เห็นโยมแม่ตกน้ำ ก็ให้หาวิธีช่วยโดยที่จะไม่ต้องจับตัวโยมแม่โดยตรง&amp;nbsp;แต่พระสมัยนี้บอกว่า จับตัวแม่ไปเลย - พระจับตัว (แม่) ดีกว่าพระจับตังค์ - ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอากะท่านสิ เมื่อมีผู้ช่วยกันหาเหตุผลมาสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ท่านห้ามทำเช่นนี้ ความอุตสาหะในการที่จะพยายามสำรวมระวัง งดเว้น หลีกเลี่ยง ก็เลยแผ่วลงไป แล้วก็เลยละเมิดกันง่ายๆ โดยอ้างว่าทำอย่างนี้ยังดีกว่าทำอย่างโน้น (ทั้งๆ ที่ทำอย่างนี้หรือทำอย่างโน้นก็คือทำผิดด้วยกันนั่นแหละ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อไปเราคงได้เห็นพระสงฆ์ไทยจับมือผู้หญิงตามวัฒนธรรมสากลกันทั่วไป&amp;nbsp;แล้วก็ช่วยกันอ้างว่า-เป็นมารยาทสังคม สังคมยอมรับ และในที่สุด การยอมรับของสังคมจะอยู่เหนือพระธรรมวินัย&amp;nbsp;นั่นคือพระเณรจะทำอะไรก็ได้ ขอให้สังคมยอมรับก็แล้วกัน พระธรรมวินัยจะว่าอย่างไรไม่ต้องไปคำนึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอทำนายไว้ว่า อีกไม่เกิน ๒๐ ปีนับจากนี้ พระสงฆ์ในเมืองไทยจะขับรถไปไหนมาไหนกันเองเหมือนชาวบ้าน-โดยที่สังคมยอมรับ&amp;nbsp;
......................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และตรงจุดนี้เอง-คือจุดที่อ้างกันว่า &amp;ldquo;สังคมยอมรับ&amp;rdquo; นี่แหละ-จะเป็นต้นทางนำไปสู่ยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ดังที่แสดงไว้ในพระคัมภีร์&amp;nbsp;
ถ้ายุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; จะถึงในก้าวที่ ๕,๐๐๐&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระสงฆ์ในสมัยนี้ช่วยกันสนับสนุนกันเองว่าอย่างนั้นทำได้ อย่างนี้ทำได้ ไม่ผิด ก็ดี การที่สังคมเราในสมัยนี้พากันยอมรับว่าพระสงฆ์ทำอย่างนั้นได้ ไม่ผิด ก็ดี ก็เทียบได้กับเป็นก้าวที่ ๑๐ หรือก้าวที่ ๑๐๐ ก้าวที่ ๕,๐๐๐ ในอนาคตซึ่งจะเป็นยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; - แค่มีผ้าเหลืองคล้องคอก็เป็นพระ ก็ไปจากก้าวที่ ๑๐ หรือก้าวที่ ๑๐๐ ที่พวกเรากำลังกระซิกกระซี้ชี้ชวนกันก้าวอยู่ในเวลานี้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสงฆ์สมัย &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; มีบ้านเรือนอยู่เหมือนชาวบ้าน มีครอบครัว มีลูกมีเมีย เหมือนชาวบ้าน ประกอบอาชีพต่างๆ เหมือนชาวบ้าน ทุกอย่าง-เหมือนชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่เวลาที่เอาผ้าเหลืองมาคล้องคอ สังคมยุคโน้นเขาก็ยอมรับกันว่า &amp;ldquo;นี่คือพระ&amp;rdquo;&amp;nbsp;แค่มีผ้าเหลืองคล้องคอ สังคมยุคโน้นก็ยอมรับแล้วว่าเป็นพระ - นี่คือความหมายของ &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ลองคิดเทียบดูเถิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยก่อน ถ้าพระมีบ้านเรือนเหมือนชาวบ้าน สังคมสมัยนั้นจะรังเกียจมาก ไม่นับถือว่าเป็นพระ&amp;nbsp;มาถึงสมัยนี้ กุฏิพระบางแห่งหรูหรายิ่งกว่าบ้านของชาวบ้าน เราบางคนในสมัยนี้ยังรู้สึกรังเกียจอยู่บ้าง แต่โดยส่วนรวมแล้วเราก็ยังนับถือว่าท่านเป็นพระอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยนี้ ถ้าพระมีเมียเหมือนชาวบ้าน สังคมเราจะไม่ยอมรับเป็นอันขาดว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;หากใครจะแย้งว่า ที่นั่นไง ที่โน่นไง เขารู้กันทั้งนั้นแหละว่ามีเมีย มีลูกด้วย ก็เห็นยังเป็นพระอยู่มิใช่เรอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนั้นโปรดแยกประเด็นให้ถูกว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง ที่ &amp;ldquo;เห็นยังเป็นพระอยู่&amp;rdquo; นั่นก็เพราะยังไม่มีใครเปิดเผย คือเพราะสังคมยังไม่รู้ความจริง&amp;nbsp;สมัยนี้ ถ้ามีคนแต่งตัวเป็นพระ พาผู้หญิงไปแนะนำกับใครๆ ว่า &amp;ldquo;นี่ภรรยาของอาตมา&amp;rdquo; จะไม่มีใครยอมรับเป็นอันขาดว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอะไร ก็เพราะเราในสมัยนี้ยังมีความรู้ประจักษ์ใจกันว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทมีเมียไม่ได้&amp;nbsp;ไม่ต้องถึงขนาดประกาศว่าเป็นเมีย แค่รวมเพศ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้วทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต้องถึงขนาดเรื่องมีเมียอันเป็นอันติมวัตถุ-พ้นจากความเป็นพระเด็ดขาด แค่สงสัยเรื่องเงินทอนวัด เรายังจับบังคับสึก ยัดเข้าคุก ไม่มีอนาคตอยู่จนวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็แล้วทำไมเล่า สังคมในยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ก้าวที่ ๕,๐๐๐ ในอนาคต พระมีลูกมีเมียโทนโท่โชว์สังคม สังคมจึงยอมรับกันว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;มันก็เหมือนพระขับรถ พระอยู่กุฏิหรูยิ่งกว่าบ้านคน คนโบราณเขารังเกียจว่า-ไม่ใช่พระ&amp;nbsp;แต่เราสมัยนี้ก็ยังพากันยอมรับว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;ลองคิดเทียบดูเถิด - ใช่หรือไม่?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าพระมีเมีย เราสมัยนี้จะไล่ตะเพิดทันทีว่า-ไม่ใช่พระ&amp;nbsp;แต่สังคมยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ผู้คนพากันยอมรับว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;ฉันใดก็ฉันนั้น&amp;nbsp;ในที่สุดแล้วจะเห็นได้ว่า การไม่ศึกษาพระธรรมวินัยนั่นเองคือรากเหง้าแห่งความเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก-ไม่ศึกษา ขยายไปสู่-ไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นว่าการทำเช่นนั้นเป็นโทษเป็นผิด&amp;nbsp;พระอุ้มแม่ อาบน้ำให้แม่ ป้อนข้าวแม่ กอดแม่&amp;nbsp;คนสมัยนี้ส่วนหนึ่ง-ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น-พากันสรรเสริญชื่นชมยินดีว่าท่านเป็นลูกที่ประเสริฐแท้&amp;nbsp;ก็เพราะเขาไม่รู้ว่านั่นเป็นการทำผิดพระวินัย&amp;nbsp;และที่ไม่รู้ก็เพราะไม่ได้เรียน
เอาละ บางส่วนก็รู้ แต่ไม่เห็นว่าการทำเช่นนั้นจะเสียหายอะไร ซ้ำบางทียกเหตุผลมาอ้างหักล้างเสียด้วย นั่นก็คือ-ไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งเวลานี้พระเณรขาดความอุตสาหะในการศึกษาพระธรรมวินัย-พูดกันตรงๆ ว่าไม่เรียนพระธรรมวินัย ก็ยิ่งไปกันใหญ่&amp;nbsp;ชาวบ้านน่ะไม่ค่อยจะรู้อยู่แล้ว
พระเณรมาซ้ำไม่รู้เสียเองเข้าไปอีก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ท่านผู้ใดยังไม่เคยศึกษาเรื่อง &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ขอแนะนำให้รีบไปหามาศึกษากันไว้เถิด
....................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไม่ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร หลักสำคัญที่ชาวพุทธจะต้องยึดไว้ให้มั่นคงก็คือ คารวธรรม - อย่าขาดคารวธรรมเป็นอันขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธคารวตา ธัมมคารวตา สังฆคารวตา&amp;nbsp;
สิกขาคารวตา สมาธิคารวตา ปฏิสันถารคารวตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คารวธรรมยังมั่นคงอยู่ในใจตราบใด
สังคมพุทธก็จะมั่นคงอยู่ในแผ่นดินไทยและในโลกตราบนั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115794</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, ปราชญ์ชาวพุทธ, พระพุทธศาสนา, พระมหาสมปอง, พระมหาไพรวัลย์, พระไลฟ์เฟซบุ๊ก, เปรียญธรรม 9 ประโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d3fb1c0eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตรองผบ.ตร.&#039;เผยเข้าใจหลักพุทธศาสนามากขึ้นหลังบวชปฎิบัติธรรมวัดป่ามา3-4เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.63-พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรองผบ.ตร. โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;quot;ดร.วิระชัย ทรงเมตตา&amp;quot; ระบุว่า ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปอุปสมบทที่วัดเทพศิรินทราวาสฯ จากนั้นไปปฎิบัติธรรมต่อที่วัดป่าภูทับเบิก จว.เพชรบูรณ์ ปฏิบัติตามพุทธวิธีอย่างเคร่งครัด เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ศึกษาธรรมวินัย ถือศิลอันบริสุทธิ์ จนทำให้ผมรู้และเข้าใจหลักของพระพุทธศาสนามากขึ้น มีจิตใจที่มั่นคงและมีความตั้งมั่นจะรักษาพระพุทธศาสนาอย่างดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสึกออกมาแล้ว ได้เป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุ-สามเณร ผู้เรียน เปรียญธรรม จำนวน 350 รูป ณ วัดโมลีโลกยาราม ในช่วงวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เมษายนจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณร ได้มีกำลังกาย หมั่นศึกษาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ต่อไป ในครั้งหน้าจะนำรูปมาให้ร่วมอนุโมทนากันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัตตานุโมทนามัย คือบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาบุญ ที่ผู้อื่นได้ทำแล้ว จึงขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยเทอญ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66624</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระพุทธศาสนา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, อุปสมบท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec7857ad3a94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำนันแฉซ้ำ! &#039;เจ้าอาวาสวัดป่าชื่อดัง&#039; ถูกปลดออกเหตุทุจริตซื้อที่ดิน-รถ แต่ยังมีกลุ่ม &#039;แม่ชี&#039; ขวางตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระอธิการคำโพธิ์ ธนาคโม อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำนันมือปราบพระทุจริต จ.หนองบัวลำภู แฉซ้ำ &amp;quot;เจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล&amp;quot; วัดป่าชื่อดัง ถูกสั่งปลดพ้นวัดแล้ว แต่ยังมี &amp;quot;แม่ชี&amp;quot; เป็นหุ่นเชิดคอยคุมอำนาจบริหารจัดการเงินบริจาคและบัญชีทรัพย์สินภายในวัด ถือเป็นการขัดคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดฯ ให้ผู้เกี่ยวข้องออกจากวัดภายใน 7 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีนายภูริพัฒน์ ดาลาดชัย กำนันตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู และคณะกรรมการหมู่บ้านได้ร่วมกันตรวจสอบบัญชีเงินฝากของวัดถ้ำกลองเพล ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองบัวลำภู ปรากฏว่า พระอธิการคำโพธิ์&amp;nbsp;ธนาคโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล พร้อมพวกได้ร่วมกันเบิกถอนเงินไปโดยทุจริต มีการเบิกจ่ายไปซื้อที่ดินมูลค่าหนึ่งล้านบาท แต่ใส่ชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งยังมีการเบิกจ่ายเงินไปซื้อรถยนต์อีก 350,000 บาท และใส่ชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของรถยนต์ และมีการบริหารจัดการเงินวัดอย่างไม่โปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูริพัฒน์ จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับพระอธิการคำโพธิ์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับเป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดหนองบัวลำภู รับผิดชอบและติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุด เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ประชุมพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า พระอธิการคำโพธิ์ กระทำการอันบกพร่องต่อหน้าที่เจ้าอาวาสหลายประการ อันก่อให้วัดเกิดความเสียหายได้ จึงมีมติให้ &amp;quot;พักหน้าที่เจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล&amp;quot; เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 และให้เจ้าอาวาสวัดพร้อมผู้เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่วัดภายใน 7 วัน พร้อมกับแต่งตั้งพระวุฒิสารโสภณ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู (ธ) เจ้าอาวาสวัดพิศาลรัญญาวาส (พระอารามหลวง) เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายภูริพัฒน์ ดาลาดชัย กำนันตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ผู้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ว่าขณะนี้พระอธิการคำโพธิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล จะถูกปลดพ้นออกจากวัดแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องฝ่าฝืนคำสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในวัด โดยเฉพาะกลุ่มแม่ชีคุมอำนาจดูแลทรัพย์สินเงินบริจาควัดแทนเจ้าอาวาสที่ถูกปลดออกไป ซึ่งทั้งพระอธิการคำโพธิ์และแม่ชีต่างมีผลประโยชน์ซึ่งกัน ทำให้สถานการณ์ภายในวัดยังคงไม่ดีขึ้น ปัญหายังคาราคาซังเพราะไม่สามารถตรวจสอบเงินบริจาคทางวัดได้เลย โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เงินของวัดซื้อไป 2-3 คันนั้นเป็นชื่อของแม่ชีเป็นผู้ครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูริพัฒน์ กล่าวถึงปัญหาภายในวัดถ้ำกลองเพลว่า เรื่องบริจาคเงินของวัดไม่มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส มีการนับกันเองและใช้จ่ายส่วนตัว ทั้งยังมีคดีการจับพระลูกวัดเสพยาเสพติดภายในวัด การขายวัตถุมงคล รวมทั้งพฤติกรรมเจ้าอาวาสที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ขาดสมณาสารูปที่สมกับเป็นพระภิกษุ อาทิ ไม่ออกรับบิณฑบาต ไม่รับกิจนิมนต์จากชาวบ้าน ฯลฯ ส่งผลให้วัดถ้ำกองเพลไม่มีพระจำพรรษา โดยมีพระเหลือเพียงรูปเดียวคือ เจ้าอาวาส และแม่ชีอีก 8 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วัดถ้ำกลองเพล เป็นวัดสายพระกรรมฐานของหลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้ทรงศีลาจริยวัตรและปฏิปทางดงาม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินถึง 13 ครั้ง ประเด็นสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมมานานนับปี และชาวพุทธผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งคำถามคือ กรณีการทุจริตประพฤติมิชอบของพระอธิการคำโพธิ์ เป็นสิ่งที่ได้มีการตรวจสอบชัดเจนและสรุปผลไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 เหตุใดสงฆ์ฝ่ายปกครองจึงปล่อยให้ขบวนการดังกล่าวยังคงหากินและทำลายความศรัทธามายาวนานหลายปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูริพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลับมาสู่วัดถ้ำกองเพล วัดที่มีคุณค่าทางจิตใจของชาวพุทธทั่วประเทศและทั่วโลก รวมทั้งกระบวนการบริหารของสงฆ์ฝ่ายปกครองในจังหวัดหนองบัวลำภู ในการดำเนินให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม จึงเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจและจับตามองอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66030</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระพุทธศาสนา, พระอธิการคำโพธิ์, วัดถ้ำกลองเพล, สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดหนองบัวลำภู, หนองบัวลำภู, หลวงปู่ขาว อนาลโย, เจ้าอาวาสทุจริต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe7b36b4eb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลับตาลปัตร!&#039;ต่อตระกูล&#039;เผยรร.ในอังกฤษเพิ่มวิชาพุทธศาสนาไว้ในหลักสูตร เด็กเข้าวัดสัปดาห์ละ2ครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.63-นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้รายงานข่าวมาว่า ปัจจุบันได้มีโรงเรียนในประเทศอังกฤษ ได้เพิ่มวิชาพระพุทธศาสนาเข้าไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กนักเรียนในหลายโรงเรียนจะได้เข้าวัดไทย ฟังพระธรรมเทศนา ฝึกสวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยเราน่าเอาตัวอย่างดีๆแบบนี้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใด ที่นักการศึกษาไทยเรา จึงจะได้เห็นคุณค่าของพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสตร์ที่มีคุณค่ายิ่ง สำหรับการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมโลกในปัจจุบันและอนาคต ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65708</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่อตระกูล ยมนาค, พระพุทธศาสนา, โรงเรียนอังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba25b867903.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
