<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่งเดียวในไทย! ประชาชนแห่สักการะ &#039;พระนอนทรงเทริดมโนราห์&#039; อายุนับพันปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัดภูเขาทอง ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง มีพระนอนทรงเทริดมโนราห์อายุกว่า 1,000 ปีเป็นพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพานองค์เดียวที่พบในประเทศ ปัจจุบันยังคงสง่างามและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือครูหมอมโนราห์และประชาชนทั่วไปแห่สักการะกราบไหว้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.63 - ที่วัดภูเขาทอง หมู่ที่ 1 ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ประชาชนที่มีเชื้อสายมโนราห์ รวมทั้งประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศ เดินทางไปกราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพานหรือพระนอนทรงเทริดมโนราห์อายุกว่า 1,000 ปี ที่มีเพียงองค์เดียวในประเทศไทย ความยาวกว่า 8 เมตร และกว้างกว่า 2 เมตร สร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัย ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเรียบร้อยแล้ว และยังคงสง่างามเนื่องจากชาวบ้านได้ช่วยกันบูรณะซ่อมแซมมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพระนอนองค์นี้มีประวัติว่า ได้ก่อสร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์องค์อื่น ๆ นับสิบองค์ ประดิษฐานอยู่ในวัดเขาหลักจันทร์ ต.น้ำผุด , วัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ ต.ในเตา อ.ห้วยยอด และ วัดพระพุทธสิหิงค์ ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง แต่ต่อมาพระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์ถูกคนภายนอกเข้ามาทุบทำลายเพื่อหาสมบัติที่เชื่อว่าถูกฝังอยู่ในพระพุทธรูปและส่วนหนึ่งเกิดจากการระเบิดหิน ทำให้พระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์องค์อื่นๆเสียหายทั้งหมด ยกเว้นพระนอนองค์นี้เพียงองค์เดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามประวัติเล่าว่า ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ 1493 เจ้าหน่อและนางเลือดขาว ได้รับข่าวว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ 2 ผู้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช กำลังเตรียมบูรณะซ่อมแซมพระบรมธาตุ เจ้าหน่อและนางเลือดขาว &amp;nbsp;จึงได้รวบรวมเอาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดเพื่อนำไปถวายเป็นพุทธบูชาโดยตั้งใจจะบรรจุไว้ในพระบรมธาตุเมืองนคร แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองตรัง บริเวณเขาชุมทองหรือวัดภูเขาทองในปัจจุบัน ก็ได้ทราบข่าวว่าพระบรมธาตุได้สร้างเสร็จแล้ว เจ้าหน่อและนางเลือดขาวจึงนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดบรรจุไว้ในถ้ำที่เขาชุมทอง(ภูเขาทอง)และเขาหลักจันทร์ ต.น้ำผุด อ.เมืองตรัง ก่อนจะสร้างพระนอนทรงเทริดมโนราห์ขึ้นมา 2 องค์เพื่อปิดปากถ้ำ และสร้างพระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์อีกนับสิบองค์ไว้ที่วัดต่างๆ&amp;nbsp;ทั้งใน อ.เมืองตรัง , อ.ห้วยยอด และ อ.นาโยง จ.ตรัง แต่ต่อมาถูกทุบทำลายจนเสียหายทั้งหมด เหลือเพียงพระนอนทรงเทริดมโนราห์ที่วัดภูเขาทองเพียงองค์เดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเจ้าหน่อและนางเลือดขาว ล้วนมีสายเลือดมโนราห์ จึงทำให้พระนอนทรงเทริดมโนราห์ กลายเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาจากผู้ที่มีสายเลือดมโนราห์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต จะต้องเดินทางมากราบไหว้ และทำพิธีรำมโนราห์ในวันสงกรานต์ของทุกปี นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศ และยังคงความสวยงาม ตระการมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพระอารักษ์ อิทธิวัทฒโก รองเจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่า&amp;nbsp;ประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยเจ้าเมืองพัทลุงที่ได้ระดมทุนทรัพย์ โดยมีเจ้าหน่อและนางเลือดขาวร่วมบริจาคทรัพย์สินเป็นจำนวนมากเพื่อนำไปสร้างพระบรมธาตุเมืองนคร แต่เมื่อทราบข่าวว่าพระธาตุสร้างเสร็จแล้ว จึงได้สร้างพระนอนและพระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์ไว้หลายองค์ แต่เป็นพระนอน 2 องค์อยู่ที่วัดภูเขาทอง 1 องค์และที่เขาหลักจันทร์ 1 องค์ แต่ต่อมาที่อื่นถูกคนทุบทำลายเพื่อเอาสมบัติจึงเหลือเพียงที่วัดภูเขาทองเพียงแห่งเดียว ความยาว 9 หลาและกว้าง 3 หลาอายุกว่า 1,000 ปี ปัจจุบันยังคงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนจากทั่วสารทิศ โดยเฉพาะวันสงกรานต์ของทุกปีจะมีผู้ที่มีเชื้อสายมโนราห์มารำแก้บนกันทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73425</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตรัง, พระนอนทรงเทริดมโนราห์, พระพุทธไสยาสน์, มโนราห์, วัดภูเขาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f295e34112c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;Unseen เมืองรอง&quot; ร้อยเอ็ด-มหาสารคาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แวะเก็บภาพสตรีทอาร์ต แลนมาร์คใหม่ ร้อยเอ็ด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าถามว่า เรารู้จักจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดมหาสารคามในด้านไหน ก็ต้องบอกว่า คงเป็นชื่อเสียงในเรื่องของข้าว อย่างร้อยเอ็ดก็มีการจัดงานข้าวหอมมะลิโลกทุกๆ ปี ส่วนข้าวมหาสารคามก็โกอินเตอร์ ขายในตลาดออนไลน์อย่างอาลีบาบา ซึ่งการที่สองจังหวัดมีชื่อเสียงเรื่องข้าวก็เพราะเป็น 2 ใน 5 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิของประเทศที่มีชื่อเสียงก้องโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราเดินทางไปร้อยเอ็ดกับมหาสารคามในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นธีมโปรโมตการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งมี ททท.เป็นเจ้าภาพพาไป ซึ่งปีนี้ถึงจะเป็นเดือนพฤศจิกายนแต่ความหนาวยังไม่มาเยือนเต็มที่ อากาศจึงค่อนข้างร้อน แต่ช่วงเช้าพอจะมีลมหนาวอ่อนๆ พัดมาให้ชื่นใจบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สักการะพระพุทธไสยาสน์ วัดบูรพาภิราม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยเอ็ดทุกวันนี้ต้องบอกเลยว่าเจริญมากๆ ต่างจากอดีตที่เรารู้จัก ซึ่งเมืองไม่มีอะไรเลย แต่ในวันนี้ตัวเมืองนั้นสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งบันเทิงมากมาย แต่ในนอกเมืองก็ยังมีแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์พื้นบ้านอยู่บ้าง อย่างเช่นที่บ้านกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย เป็นหมู่บ้านที่เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้วิถีชีวิตหลากหลายมุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แวะขอพรพระเจ้าใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่วัดบูรพาภิราม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนไปบ้านกู่กาสิงห์พวกเราแวะสักการะพระพุทธรัตนมงคลมหามุนีแห่งวัดบูรพาภิรามกันก่อน ซึ่งเป็นองค์พระเจ้าใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ประวัติการก่อสร้างระบุว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีความสูง 67 เมตร 85 เซนติเมตร ถ้าใครมาร้อยเอ็ดแล้วไม่ได้มาไหว้ถือว่ายังมาไม่ถึง ไม่เพียงแต่องค์พระจะสูงใหญ่ที่สุดในโลก ภายในวัดก็มีองค์พระศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ให้ได้กราบไหว้ในคราวเดียวกัน ด้านหนึ่งมีถ้ำขนาดเล็ก มองเข้าไปด้านในถ้ำประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ อีกมุมหนึ่งมีพระพุทธรูปประมาณ 4-5 องค์กำลังนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ องค์หนึ่งหันหลังให้ต้นไม้ โดยมีองค์ที่เหลือหันหน้ารายล้อม เดาว่าน่าจะจำลองเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้านั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ เราไหว้พระครบทุกมุมที่กล่าวมา เสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากวัดบูรพาภิรามใจกลางเมือง มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านกู่กาสิงห์ ออกจากตัวเมืองใช้เวลาประมาณ 1 ชม. อาศัยกูเกิลแมปช่วย มาตามถนนปัทมานนท์ ผ่านอำเภอจตุรพักตรพิมาน มาถึงอำเภอเกษตรวิสัย รวมๆ ระยะทางก็ประมาณ 47 กม. สังเกตป้ายดีๆ แล้วไปตามทางก็จะถึงบ้านกู่กาสิงห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ใส่ชุดไทยๆ ไปถ่ายรูปที่กู่กาสิงห์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่บ้านกู่กาสิงห์ เราแอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ไปย้อนรอยตำนานทุ่งกุลาร้องไห้ในสถานที่จริงๆ ด้วยเวลาที่จำกัด ที่หมู่บ้านนี้มีปราสาทกู่กาสิงห์ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียงนิยมมาเที่ยว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้ยินมาว่าที่นี่ครึกครื้นเป็นพิเศษ จะมีคนแวะมาเที่ยวเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แวะชมโบราณสถานร้อยเอ็ด &amp;quot;กู่กาสิงห์&amp;quot;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปราสาทกู่กาสิงห์เป็นโบราณสถานสำคัญของร้อยเอ็ด ทางวัดจัดมัคคุเทศก์ตัวน้อยที่เป็นเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านมาเป็นไกด์ทวร์พาชมรอบๆ ปราสาท จากข้อมูลที่ได้จากมัคคุเทศก์น้อยถือว่าน้องๆ เก่งมาก เพราะประวัติยาวเหยียด น้องเล่าว่าโบราณสถานแห่งนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นซากปรักหักพังมีอายุร่วม 1,500 ปีมาแล้ว เป็นปราสาทหินที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีอาคารมณฑปเป็นใจกลางสำคัญของกู่กาสิงห์ เมื่อเดินเข้ามาด้านในกู่จะเห็นปราสาท 3 หลัง และอาคารอีก 2 หลัง ปราสาททั้ง 3 หลังเรียงกันไปตามแนวทิศเหนือทิศใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(มัคคุเทศก์น้อยกำลังเล่าเรื่องหินที่ถูกขีด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนก้อนอิฐก้อนหินบางชิ้นยังมีเรื่องเล่าน่าสนใจ บางก้อนมีรอยขีดขูดคล้ายกับสีหน้าบูดเบี้ยว ทำให้ชาวบ้านคาดเดากันว่าเป็นการแสดงความรู้สึกของคนสร้าง อันนี้ไม่รู้ว่าจริงไหม ขึ้นอยู่ที่จินตนาการคนมอง บางทีอาจจะเป็นรอยขีดที่ไม่ได้ตั้งใจของใครสักคนก็ได้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะเข้ามาเที่ยวปราสาทแห่งนี้ก็มาได้เลย แต่ถ้าอยากมาแบบเป็นกลุ่มชมวิถีชีวิตชาวบ้านก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ผ่าน 0-4363-2125 เขามีฐานเรียนรู้หลายฐานตั้งแต่ชมโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ศูนย์ผ้าไหม แล้วก็สวนเกษตรของชาวบ้านด้วย แอบกระซิบบอกนิดหนึ่งว่า ถ้ามาเป็นกลุ่มจะได้อิ่มมื้อกลางวันกับอาหารอีสานรสแซ่บด้วย ทั้งส้มตำ ต้มไก่บ้าน ปลาแห้งทอด หมูทอด กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ ซึ่งเราลองแล้วอร่อยมากๆ ไม่ใช่แค่เราที่บอกอร่อย แต่เพื่อนที่มาด้วยกันดูเหมือนจะติดใจส้มตำเป็นพิเศษ จนต้องขอเพิ่มเป็นจานที่สอง ถ้าขอจานที่สามได้คงทำไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สตรีทอาร์ตฝายน้ำล้นของร้อยเอ็ด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช้เวลาเดินชมโบราณสถานกู่กาสิงห์สักพักใหญ่ๆ ถ่ายรูปบ้าง นั่งพักใต้ร่มไม้บ้าง พอแดดร่มลมตก ก็ต้องออกจากกู่กาสิงห์ย้อนกลับเข้าสู่ตัวเมืองอีกครั้ง เพื่อไปถ่ายรูปกับแลนมาร์คแห่งใหม่ของจังหวัด นั่นก็คือ สตรีทอาร์ตสุดคูล ที่กลุ่มศิลปินรุ่นใหม่หลายชีวิตร่วมกับจังหวัดลงมือวาดเขียนภาพอาร์ตๆ ลงบนกำแพง ได้ยินมาว่ามีถึง 4 จุดเลยทีเดียว แต่เราไปมาแค่ 2 จุด ในจุดแรกนั้น ตอนแรกคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพอาร์ตๆ สวยๆ บนกำแพงขนาดใหญ่เหมือนอย่างที่เคยเห็นหลายๆ ที่ แต่ปรากฏว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ กลับกลายเป็นว่าภาพอยู่ตามแนวผนังของน้ำในคลอง ซึ่งเรียกว่าฝายน้ำล้น หลังวัดบูรพาภิราม เราจึงได้แต่มองภาพอาร์ตๆ จากบนสะพาน พอลงมาด้านล่างมีทางเดินให้ถ่ายรูปกับภาพอาร์ตๆ ทั้งสองฝั่ง ทำให้คลองเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับกลายเป็นมีสีสันสวยงามน่ามอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สตรีทอาร์ตที่ยาวสุดในภาคอีสานกับภาพแสดงวิถีชีวิตชาวนา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นเราก็ได้แวะไปจุดที่สอง เป็นภาพสตรีทอาร์ตที่อยู่บนกำแพงจริงๆ แล้ว มีคนบอกว่ายาวที่สุดในภาคอีสาน แต่ยาวเท่าไหร่ไม่รู้เพราะมาถึงก็มัวแต่ตื่นเต้นกับภาพบนกำแพงจนไม่ได้สังเกตความยาว สตรีทอาร์ตแห่งนี้อยู่ข้างคลองบริเวณใกล้สถานีดับเพลิง มีภาพการ์ตูนหลายภาพ แต่มีภาพหนึ่งที่สะดุดตาเรามากๆ เป็นภาพคนที่อยู่กับควายกลางทุ่ง โดยคนแต่งกายด้วยชุดลำลองเกี่ยวข้าว ในมือถือรวงข้าว บ่งบอกวิถีชีวิตคนร้อยเอ็ดได้เป็นอย่างดีว่ามีความผูกพันกับข้าวและวิถีชาวนามากแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สะพานไม้แกดำ&amp;nbsp;จากฝั่งบ้านหัวขัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเช้าวันใหม่เราเดินทางสู่วัดดาวดึงษ์ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม เพื่อมาชมสะพานไม้แกดำ สะพานไม้โบราณเก่าแก่ที่อยู่กลางทุ่ง ทอดตัวยาวท่ามกลางหนองน้ำแกดำไกลสุดลูกตากว่า 1 กม. ถามชาวบ้านที่นี่บอกว่าสร้างสะพานขึ้นมาเพื่อใช้ในการไปมาหาสู่กันระหว่างคนสองฟากฝั่งหนองน้ำ ซึ่งก็คือชาวบ้านหัวขัวและบ้านแกดำ เป็นสะพานไม้ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ปักเสาลงไปในโคลนใต้น้ำจนถึงชั้นดิน ปูด้วยแผ่นไม้ที่พอจะหามาได้ แต่ชาวบ้านบอกว่าสะพานนี้ก็ยังคงอยู่มาร้อยปีได้ เราลองเดินบนสะพานไปจากฝั่งบ้านหัวขัว ค่อนข้างหวาดเสียว แรกๆ ที่เดินจากฝั่งบ้านหัวขัวด้านล่างสะพานเป็นบึงดอกบัวและพืชสีเขียว คอยบดบังน้ำที่อยู่ด้านล่าง มองลงไปจึงไม่ค่อยน่าหวาดเสียวเท่าไหร่ แต่พอเดินไปเรื่อยเราเริ่มรู้สึกว่าทำไมไม่ถึงฝั่งเสียที เพราะมาได้ครึ่งทางเริ่มกลัวแล้ว ไม่มีบึงบัวคอยบังแม่น้ำที่อยู่ด้านล่าง บวกกับสะพานที่ค่อนข้างโยกเยก คดโค้ง เดินไปขาสั่นไป &amp;nbsp;แต่สุดท้ายก็ข้ามมาถึงฝั่งจนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรียนรู้การทำเสื่อกกกับชาวบ้านแกดำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เดินขึ้นฝั่งมาได้ก็เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแกดำกำลังทำเสื่อกก เพราะชาวมหาสารคามขึ้นชื่อเรื่องการทำเสื่อกก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการทอคล้ายทอผ้าไหม แต่ดูท่าแล้วน่าจะยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องนั่งพื้น และใช้เวลา เวลาสานเสื่อก็ต้องงอตัว ทำอย่างนั้นทั้งวันกว่าจะได้เสื่อผืนหนึ่ง เดินผ่านบ้านอีก 2-3 หลังก็เห็นทอเสื่อกกอีกเหมือนกัน คนทอก็มีแต่คนรุ่นย่ายายทั้งนั้น ไม่มีแล้วรุ่นลูกหลาน เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องพูดเรื่องฝีมือและลวดลายของเสื่อกกว่ามีความประณีตสวยงามแค่ไหน ถ้าได้มาที่นี่ชาวบ้านเขาใจดีสอนทำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาวๆ เลือกกระเป๋าแฟชั่นทำจากเสื่อกก ที่บ้านแพง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกหนึ่งแห่งที่เราอยากแนะนำในมหาสารคามคือ บ้านแพง อำเภอโกสุมพิสัย เป็นแหล่งผลิตเสื่อกกชื่อดังด้วยเช่นกัน แต่มีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากเสื่อกกด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่รองแก้ว กระเป๋า กล่องใส่ของทั้งแบบเล็กใหญ่ ถ้าสาวๆ ได้เห็นจะต้องช็อปจนกระเป๋าแฟบแน่ๆ เราได้แวะบ้านแพงก่อนไปขึ้นเครื่องกลับที่ขอนแก่น เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ไปด้วยกันช็อปผลิตภัณฑ์ที่บ้านแพงกันไปคนละอย่างสองอย่าง แฮปปี้กันทั้งแม่ค้าและลูกค้าเลยทีเดียว ซึ่งใครสนใจก็ต้องไปแวะช็อปกันได้โดยตรงที่บ้านแพง จากมหาสารคามมาตามถนนสายมหาสารคาม-โกสุม-ขอนแก่น อำเภอห่างจากจังหวัด 27 กม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24168</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู่กาสิงห์, ททท., พระพุทธไสยาสน์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, วัดบูรพาภิราม, สตรีทอาร์ต, สะพานไม้แกดำ, เสื่อกก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c125763e6219.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
