<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิเคราะห์การเสด็จประพาสยุโรป ค.ศ.1897 และ 1907 อย่างละเอียด พบว่าภาพลักษณ์ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; และ &amp;quot;องค์พระมหากษัตริย์แห่งสยาม&amp;quot; ล้วนสะท้อนให้เราเห็นถึงสยามในกรอบของวัฒนธรรมเอเชียจากมุมมองของวัฒนธรรมยุโรป ทั้งก่อนและระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป จากเอกสารยุโรปมากมายหลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการยกย่องอย่างสูงจากชาวยุโรปและราชสำนักยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระมหากษัตริย์จาก &amp;quot;ดินแดนหลังประเทศอินเดีย&amp;quot; ทรงได้รับการยอมรับอย่าง &amp;quot;มิตรที่เท่าเทียม&amp;quot; จากราชสำนักยุโรปและคนยุโรป การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปอย่าง &amp;quot;อิศระแก่พระองค์จริงๆ&amp;quot; ดังปรากฏในหนังสือกราบบังคมทูลจากกรุงลอนดอนของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณนัน เป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การเสด็จยุโรปอย่างเป็น &amp;quot;อิศระ&amp;quot; ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด เรื่องทางวัตถุอาจได้รับการต้อนรับอันดีจากทางเจ้าบ้านตามมรรยาทและธรรมเนียมปฏิบัติสากลเท่านั้น การที่จะได้รับการยอมรับว่า &amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; อย่างผู้เท่าเทียมและเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมาคมยุโรป อันเป็นดีกรีสูงขึ้นมากกว่ามิใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยบุคลิก การปฏิบัติตนตลอดจนสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดในการวางตนและเจรจาโต้ตอบด้วยไหวพริบให้ทันกันด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงตรัสภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แสดงความรู้รอบตัวในวัฒนธรรมและกิจการของยุโรปเป็นอย่างดีจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญส่วนหนึ่ง การปรากฏพระองค์โดยไตร่ตรองแล้วในฉลองพระองค์แบบยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดพระวรกายตั้งแต่ &amp;quot;พระเศียรจรดพระบาท&amp;quot; ตามแฟชั่น อังกฤษดังปรากฏในหนังสือพิมพ์โปแลนด์ อีกทั้งยัง &amp;quot;ภูมิ&amp;quot; มี &amp;quot;ดิกนิโฟ... ดูอันใดเหมือนกับนั่งกลืนเอาไว้ได้หมด&amp;quot; (พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่ ๓๔ จากเมืองบูดาเปสต์ วันที่ &amp;nbsp;29 มิถุนายน ร.ศ. 116) ตามคำชมเชยของ &amp;quot;ฝรัง&amp;quot; ทำให้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ เมืองใดก็จะมีประชาชนมาเฝ้าชมพระบารมีมากมาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นองค์พระมหากษัตริย์จากเอเชียจากข่าวที่ได้ยินหรือได้อ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่า การทีมิได้ทรงดึงดันที่จะปรากฏพระองค์อย่าง &amp;quot;ตะวันออกแท้&amp;quot; (oriental) ดังเจ้าเอเชียที่เสด็จพระราชดำเนินอังกฤษและยุโรปก่อนหน้านี้ ทำให้ทรงเป็นที่ยอมรับจากฝรั่งไปเปลาะหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์แห่งสยามนัน หน้าตาท่าทางก็มิได้แตกต่างไปจากพวกของตนเองเลย หากมีรูปลักษณ์และ &amp;nbsp;&amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; เช่นเดียวกับชาวตะวันตก แต่ยังมีความแปลก &amp;quot;exotic&amp;quot; ในรูปลักษณ์ของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวสวิสจาก &amp;quot;อาณาจักรแห่งหิมะ&amp;quot; ได้ต้อนรับผู้มาเยือน &amp;quot;ชาวอินเดีย&amp;quot; จากดินแดนเขตเมือง
ร้อนจากไกลสุดด้านทิศตะวันออก&amp;hellip;คิงจุฬาลงกรณ์มีพระชนมพรรษา ๔๔ พรรษา แต่ทรงเป็น &amp;quot;หนุ่ม&amp;quot;
&amp;nbsp;หน้าอ่อนราวกับอายุเพียง 30 กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านมิได้มีท่าทางที่ไม่สนใจใยดีคนรอบตัวเลยเหมือนอย่างที่พบเสมอๆ ในเจ้านายจากเอเชียองค์อื่นๆ ทำให้ทรงต่างและแปลกไปจากเจ้าเอเซียส่วนใหญ่... โดยเฉพาะในพระพักตร์และพระเนตรที่เรียวเล็ก ในรอยยิ้มที่จริงใจ ในหนังสือพิมพ์กรุงแบร์น DerBund (ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. ค.ศ. 1897 ฉบับที่ 150) กล่าวถึงพระพักตร์ที่ &amp;quot;สดชื่นตามธรรมชาติ&amp;quot; แต่ในทรงกระฉับกระเฉงพร้อมที่จะโต้ตอบสิ่งรอบตัวนั้น กลับทรงมีท่าทางสบายๆ อย่างสง่าอยู่ด้วย ทำให้ทรงโดดเด่น ชวนมอง ลีลาการเคลื่อนไหวของพระองค์ประหนึ่ง &amp;quot;เสือดำ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปรียบเทียบนี้ อาจจะเหมาะสมกว่า การเปรียบเทียบกับ &amp;quot;ช้างเผือก&amp;quot; เสียอีก กอร์ปด้วย &amp;quot;ดิกนิโพ&amp;quot; เป็นตัวของตัวเองอย่างกษัตริย์ โดยเฉพาะพระเนตรสีนิลเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากว่า แสดงแววฉลาดและสดชื่น สนใจทุกสิ่งรอบพระองค์ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สวิตเซอร์แลนด์ในดินแดนของประเทศซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ กับสยามประเทศและเป็นดินแดนที่งดงามมาก จนพระองค์ท่านทรงเล่าให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีในพระราชโทรเลขมาแต่เมืองเยนีวา ลงวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 เมื่อเสด็จ &amp;quot;เที่ยวทะเลสาบเลแมนไปถึงตำบลอิเวียน&amp;quot; ว่า &amp;quot;แต่ก่อนนี้ฉันไม่เชื่อรูปภาพที่เห็นๆ นั้นเลย บัดนี้ได้เห็นที่จริงๆ &amp;nbsp;นี้งามเพลิดเพลินเป็นที่พอใจมากทีเดียว...&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรืองรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือน สวิตเซอร์แลนด์ในหนังสือพิม์สวิสติดต่อกันถึง ๕ วัน และในตอนจบ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1897 อ้างคำตรัสของพระองค์ท่านที่กล่าวถึงประเทศอันน่าประทับใจนี้กับ ดร.โกบัท (Dr. Gobat) ว่า &amp;quot;ใครที่มายุโรปแล้วไม่ได้มาสวิส หรือมาสวิสแล้วไม่ได้ไปเวงเงอนาล์ป (Wengernalp) คนผู้นั้น สมควรไปผูกคอตายเสีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเป็นที่ถูกใจชาวบ้านเขตภูเขาแบร์นผู้ประกอบอาชีพรถกระเช้าลอยฟ้า โฮเต็ล และการจราจรทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เขาเหล่านั้นได้นำเอาคำตรัสชมนี้ขึ้นป้ายประกาศทั่วเมือง ข้างใต้คำประกาศมีรูปช้างสยามคล้องด้วยกุหลาบเทือกเขาแอลป์ประกอบด้วย และขณะที่ทรงนั่งรถกระเช้าลงจากเขาทีอินเตอร์ลาเคิน (Interlaken) ชมความงามของทิวสนและดอกไม้บานสะพรั่งบนไหล่เขา องค์กษัตริย์ทรงเงียบไปพักใหญ่ จนทีสัดได้ออกพระโอษฐว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;I thought on the Queen, whose absence I miss; how she wouldenjoy all this with me, if &amp;nbsp;she were here. She would be simply in thefields picking flowers.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรากฏพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรปที่ประเทศอิตาลีเป็นประเทศแรกหลังจากวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 ย่อมเป็นที้โจษจันกันทั่ว ไป ไม่เพียงปากต่อปาก แต่โดยข่าวหนังสือพิมพ์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงนี้ ภายหลังผู้วิจัยสามารถพิสูจน์ได้จากการที่หลายประเทศได้สอบถามถึงพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างของกันและกัน เช่น เนเธอร์แลนด์รับข้อมูลจากเบลเยี่ยมเรื่องพิธีการรับเสด็จฯ ว่าทำอย่างไรในรายละเอียด (เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์) หรือฝรั่งเศสซึ่งปกครองระบอบสาธารณรัฐขณะนั้นได้อยู่หลายปีแล้ว ไม่แม่นเรื่องพิธีการราชสำนักเท่าใดแล้ว กับทั้งต้องการกระชับไมตรีกับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงได้ขอรายละเอียดจากราชสำนักรัสเซียเรื่องพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 &amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้เรายังได้รู้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสสวีเดนด้วยเรือกลไฟชื่อ Polstjernan ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย หรือห้องโดยสารที่ประทับในรถไฟของพระองค์ท่านระหว่างกรุงบรัสเซลส์และกรุงเฮกมีเครื่องตกแต่งที่เคยเป็นเครื่องของกษัตริย์ฝรั่งเศสรวมทั้งเอกสารจากฝ่ายสเปนที่ทูตสเปนประจำแทบทุกประเทศในยุโรปติดตามรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 ไปยังรัฐบาลสเปนเพื่อจัดเตรียมการรับเสด็จให้สมพระเกียรติ เป็นการเกาะติดสถานการณ์เพื่อที่จะได้เห็นวิธีการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ประเทศอื่นมาก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จประพาสสเปน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในออสเตรีย ความสนใจของประชาชนชาวออสเตรียต่อ &amp;quot;พระมหากษัตริย์แห่งดินแดนช้างเผือก&amp;quot; นี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากสีสันรายละเอียดของข่าวหนังสือพิมพ์ และยิ่งพระองค์ท่านทรงแสดงความพึงพอพระราชหฤทัยขณะทรงทำกิจกรรมทุกอย่างระหว่างประทับอยู่ที่ออสเตรียมากเท่าใด ชาวเวียนนาก็ยิ่งชื่นชมพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์นี้มากขึ้นเท่านั้น แม้แต่ทีฝรั่งเศส &amp;quot;ดินแดนเจ้าปัญหา&amp;quot; ก็ยังพบว่า &amp;quot;คนแน่นในตอนที่ใกล้สเตชั่นถึงโปลิศต้องยืนหันหน้าออกกางแขนออกคอยกัน...แต่สังเกตดูวันนี้ผู้คนที่มาดูเพราะตัวฉันมากขึ้น&amp;quot; หลังจากที่ได้ &amp;quot;ทรงเล่นเป็นคิง&amp;quot; และ &amp;quot;ออกเอกซหิบิชันตัวเอง&amp;quot; ที่เมืองเวนิส อิตาลีมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงได้รับการยอมรับและยกย่องจากยุโรปก็คือ ทรงเป็นผู้มีความรู้และได้รับการศึกษาอย่างยุโรป ทั้งยังเป็นที่รู้ทั่วไปว่า ทรงประกาศเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อและสนับสนุนการศึกษาแบบยุโรปในประเทศของพระองค์ เหล่านี้ ทำให้พระองค์กลายเป็นมิตรชาวเอเซียผู้ซึ่งได้ยอมรับอิทธิพลจากความศิวิไลซ์ของตะวันตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่า ทรงเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตะวันตกนั้น เอง พระองค์จึงสมควรที่ชาวยุโรปจะรับไว้เป็นมิตรได้ เพราะมิใช่คนอื่นคนไกล เนื่องจากทรงมี &amp;quot;ความเหมือน&amp;quot; ทีทำให้ฝรั่งตะวันตกไม่รู้สึกหวาดระแวงนี แต่ก็ยังทรงมีรูปลักษณ์ที่แปลก จากต่างวัฒนธรรมที่ exotic และมีเสน่ห์ดึงดูดทำให้น่าสนใจ นับเป็น &amp;quot;ความแปลก&amp;quot; แต่ไม่แปลกจนเกินไป จนกลายเป็นความแปลกแยก.
-----------
อ้างอิง: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรป-พรสรรค์ วัฒนางกูร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย, สยาม, เสด็จประพาสยุโรป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c417483c5362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
