<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 21:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 21:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ในหลวง&#039; ทรงเปิดอาคารศาลอุทธรณ์ภาค 7 พสกนิกรเฝ้าฯรับเสด็จเนืองแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18&amp;nbsp;พ.ย.63 - เวลา&amp;nbsp;18.08&amp;nbsp;น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม ณ อาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงศาลากลางจังหวัดนครปฐม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ จากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;&amp;nbsp;และอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม &amp;nbsp;จังหวัดนครปฐม เสด็จเข้าพลับพลาพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนวราชบพิตร &amp;nbsp;ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;&amp;nbsp;เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหนังสือที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นางชลฎา ลีนะเปสนันท์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือที่ระลึกแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสร็จแล้ว นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา กราบบังคมทูลรายงาน และขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น เสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังมณฑลพิธีวางศิลาฤกษ์ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นอิฐ ทอง นาก เงินและแผ่นศิลาฤกษ์ แล้วทรงวางลงในเบ้า พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ จากนั้น เสด็จฯ ไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย &amp;ldquo;อาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม&amp;rdquo; พระสงฆ์ เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงาน ลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ เสร็จแล้ว เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณแก่ศาลศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และศาลจังหวัดนครปฐม เฝ้าฯรับพระราชทานของที่ระลึก ตามลำดับ จากนั้น นายสุพจน์ &amp;nbsp;กิตติรักษนนท์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;เฝ้าฯทูลเกล้าฯ ถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย นายชูตระกูล ศรีศักดา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐม เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ&amp;nbsp;ถวายแผ่นศิลาเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ แล้วเสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดเยี่ยม เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จึงประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ไปยังบริเวณสนามโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม&amp;nbsp;ทรงพระดำเนินเยี่ยมพสกนิกรชาวจังหวัดนครปฐมที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ภายหลังจากเสร็จพิธีวางศิลาฤกษ์และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแย้มพระสรวล มีพระราชปฏิสันถารกับพสกนิกรอย่างใกล้ชิด เมื่อทรงพระดำเนินผ่านพสกนิกรทุกหมู่เหล่าซึ่งสวมเสื้อสีเหลืองต่างพร้อมใจเปล่งเสียง &amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และโบกธงชาติ ธงพระปรมาภิไธย วปร. และธงพระนามาภิไธย สท. รวมถึงเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มาถือเป็นมิ่งขวัญรับเสด็จในโอกาสนี้ด้วย สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับศาลอุทธรณ์ภาค&amp;nbsp;7&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีครอบคลุมพื้นที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม &amp;nbsp;มุ่งเน้นการเป็นหน่วยงานที่อำนวยความยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยมีความสงบสุข &amp;nbsp;เป็นธรรม และเสมอภาค &amp;nbsp;สืบสานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;ที่มีพระราชประสงค์ให้ประเทศชาติมีความมั่นคง และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความสุขอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84302</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชกรณียกิจ, พิธีวางศิลาฤกษ์, ศาลอุทธรณ์ภาค 7, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, ในหลวง, ในหลวง-พระราชินี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb5282b119dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นภันต์ เสวิกุล&#039; ช่างภาพตามเสด็จ เล่าเรื่องเนื่องในวันกาแฟสากล น้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.63 - นายนภันต์ เสวิกุล ผู้บันทึกย่างพระบาทที่ยาตรา ช่างภาพผู้ถวายงานการบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โพสต์เฟซบุ๊กถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนาชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยระบุว่า&amp;nbsp;วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันกาแฟสากล&amp;nbsp;แต่สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอยู่ที่อยู่ในวงการกาแฟน่าจะทราบมากกว่านั้น ว่า กาแฟไทย คือสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ภูเขาสูงในภาคเหนือ ไม่มีหรอก ที่จะเขียวๆ สวยๆ มีเมฆหมอกปกคลุมอย่างที่เห็นในสมัยนี้...&amp;nbsp;มองไปทางไหนก็เห็นแต่เขาหัวโล้นไปเสียทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็น และทรงทราบในพระทัยว่า ถ้าปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ ก็จะกระทบถึงการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตของผู้คนอีกครึ่งประเทศ เพราะภูเขาในภาคเหนือ ล้วนเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของทุกแม่น้ำสำคัญ จึงทรงพยายามค้นหาวิธีฟื้นฟู เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยให้มากขึ้นอย่างมั่นคงถาวร โดยวิธีการที่เรียบง่าย เป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดังเดิม ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะทำให้ประเทศไทยกลับมีความอุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้นได้ ขออย่าไปรังแกป่าเท่านั้นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ก็ทรงตระหนักดีว่า งานด้านอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำลำธารจะประสบผลดี มีความต่อเนื่องเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและจิตสำนึกของชาวบ้านเป็นสำคัญ หากชาวบ้านในพื้นที่ไม่ร่วมใจ ไม่เห็นด้วย งานในพื้นที่นั้นก็ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีพระราชดำริ ที่จะให้ &amp;quot;คน&amp;quot; อยู่ร่วมกับ &amp;quot;ป่า&amp;quot; ได้อย่างยั่งยืน จึงทรงหาหนทางเปลี่ยนวิถีชีวิตของราษฎร ให้พ้นจากสภาพผู้บุกรุกทำลาย กลายมาเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพยากรป่า ทรงเน้นการสร้างจิตสำนึกแก่ราษฎรให้ได้เห็น .. ได้สัมผัส และ รับประโยชน์ได้จริงจากความอุดมสมบูรณ์ของป่า ดิน และน้ำ&amp;nbsp;โปรดเกล้าฯ ให้โครงการหลวงทำการศึกษาวิจัย เพื่อหาไม้ยืนต้นหลายๆชนิด มาส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาแฟ ก็เป็นพืชชนิดหนึ่งที่คัดเลือกแล้ว .. ได้ต้นกาแฟอราบิก้า สายพันธุ์โคลัมเบีย ที่สามารถขึ้นได้ดีในสภาพใกล้เคียงกับพื้นที่สูงของประเทศไทย ที่สำคัญ การปลูกกาแฟให้ได้ผลดี จำเป็นต้องอาศัยการปลูกให้อยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ หากการปลูกได้ผลผลิตดี สามารถสร้างรายได้ เกษตรกรชาวเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าก็จะเห็นความสำคัญของป่าไม้ เกิดความรักป่า รักแหล่งอยู่อาศัยของตนเอง ก็จะช่วยกันดูแลรักษาป่ามิให้ถูกทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยแนวพระราชดำริที่ได้พระราชทานนี้ คน กับ ป่า จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ เราก็จะเห็นว่า ได้เป็นไปตามพระราชดำริทุกประการ เพราะราษฎรชาวไทยภูเขามีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ... มีอาชีพทำสวนกาแฟที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวปีละมากๆ จากป่าที่พระราชทานให้พวกเขาได้อาศัยทำกิน เป็นป่าที่พวกเขาช่วยกันดูแลรักษาอย่างหวงแหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิก้า ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งสิ้นกว่าหมื่นไร่ เกษตรกรกว่า 3,000 ราย ขายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละเกือบพันตันกาแฟกะลา ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระมหากรุณาธิคุณนั้น เป็นที่ล้นที่พ้นสุดจะพรรณนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79253</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟ, นภันต์ เสวิกุล, พระราชกรณียกิจ, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, ในหลวง รัชกาลที่ 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f75dff8c0b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 06:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระราชกรณียกิจตราตรึงใจล้นเกล้า ร.6-ร.10</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจริญรุ่งเรืองมั่นคง พระราชกรณียกิจที่พระมหากษัตริย์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมาตลอด&amp;nbsp; นับตั้งแต่ปฐมกษัตริย์สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทุกพระองค์เนื่องในโอกาสครบรอบ 238 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 21 เมษายน 2563 ที่เป็นโอกาสสำคัญนำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระบรมราโชบายก่อตั้งโรงเรียนและพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อตั้งโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ ทรงจัดตั้งกองเสือป่า เพื่อฝึกหัดอบรมข้าราชการพลเรือนให้ได้รับการฝึกอบรมอย่างทหาร และกองลูกเสือเพื่อฝึกอบรมเยาวชน นับเป็นยุครุ่งเรืองของกิจการพิมพ์และหนังสือพิมพ์ ทรงพระปรีชาสามารถในงานวรรณคดี กวีนิพนธ์ บทละครและบทความแสดงความรักชาติบ้านเมืองจำนวนมาก ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา &amp;ldquo;สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแรก เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 กรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพมหานคร มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ พัฒนาทั้งในส่วนโครงสร้างการบริหารงานและสาธารณูปโภคหลายด้านต่อเนื่อง มีการตัดถนนสายสำคัญๆ ในแหล่งย่านการค้าในพระนครไปสู่ชานเมือง งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีในบ้านเมือง ทรงสร้างโรงเรียนไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โรงพยาบาลในจังหวัดลพบุรี เสด็จประพาสสำเพ็ง ทรงขจัดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยและชาวจีน ซึ่งเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่ย่านถนนเยาวราชลงได้ เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงตรวจพลสวนสนามของกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตรพร้อมกับลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทน ผู้บัญชาการ ซึ่งสร้างขวัญกำลังใจแก่พสกนิกร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ พัฒนาประเทศทุกด้าน เพื่อความอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร์ พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 5,000 โครงการ เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาราษฎร์ ให้ร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี พระราชทานองค์ความรู้เพื่อดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ซึ่งยกย่องว่า คือ &amp;ldquo;ศาสตร์ของพระราชา&amp;rdquo; ทรงได้รับการยกย่องในพระปรีชาสามารถในฐานะอัครศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมชนกนาถ เพื่อสร้างความสุขแก่ปวงประชา โปรดเกล้าฯ&amp;nbsp; ให้ดำเนิน &amp;ldquo;โครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ&amp;rdquo; สร้างสานสัมพันธ์ระหว่างข้าราชบริพาร หน่วยงานรัฐ เอกชนและประชาชน ทรงสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามรดกทาง ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่า เพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืนของประเทศชาติ และปวงชนชาวไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62804</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระราชกรณียกิจ, ล้นเกล้า ร.6-ร.10, เจริญรุ่งเรืองมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200411/image_big_5e913e52cf080.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 06:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามรอยพระราชกรณียกิจ ร.1-ร.5 สร้างกรุงรัตนโกสินทร์เติบโตสู่ 238 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 21 เมษายน 2563 นี้จะครบรอบ 238 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ การได้ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ศึกษาพระราชกรณียกิจนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตราบจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ที่นำพากรุงรัตนโกสินทร์ หรือ &amp;ldquo;กรุงเทพมหานคร&amp;rdquo; ให้เจริญรุ่งเรืองมาอย่างต่อเนื่อง เกิดสันติสุขมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยพระปรีชาสามารถและพระราชวิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความรุ่งเรืองไพบูลย์เป็นปึกแผ่นมั่นคงของชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมให้มีการศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในโอกาสครบรอบ 238 ปีครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพระราชวิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์&amp;nbsp; ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นที่ตั้งของราชธานีที่มีความสำคัญเหมาะสมในการติดต่อค้าขาย และอยู่อาศัย จึงทำให้มีกลุ่มคนมากมายหลายเชื้อชาติที่เป็นชุมชนที่ตั้งรกรากมาแต่เดิม และที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยบนผืนแผ่นดินไทย มาเป็นแรงงาน ประกอบกิจการค้าขาย เป็นกำลังสร้างเศรษฐกิจของพระนครให้เจริญรุ่งเรือง ผ่านพ้นมรสุมทางเศรษฐกิจมาได้ ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติมาถึงปัจจุบันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และพระราชทานนามพระนครใหม่ว่า &amp;ldquo;กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์&amp;rdquo; นอกจากนั้นทรงสถาปนา บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม โปรดให้สังคายนาพระไตรปิฎก วางระบบกฎหมาย บ้านเมือง เป็นปึกแผ่นและเจริญรุ่งเรือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระปรีชาสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมหลายแขนง ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีจำนวนมาก ยุคนี้ยกให้เป็นยุคทองของวรรณกรรม พระราชกรณียกิจเพื่อวัฒนธรรม ถือว่าสำคัญมาก ในฐานะที่ไทยเป็นชาติที่ร่ำรวยวัฒนธรรม เหตุนี้ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ยกย่องพระเกียรติคุณให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวรรณกรรม และชาวไทยยกย่องวันพระบรมราชสมภพ เป็นวัน &amp;ldquo;ศิลปินแห่งชาติ&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพฯ ในเวลาต่อสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเรื่องราวพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์ ทรงทำการค้าขายกับ ต่างประเทศ ทรงได้รับการยกย่องเป็น &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; มีพระราชทรัพย์เก็บรักษาไว้ในพระคลังข้างที่จำนวนมาก เรียกกันต่อมาว่า &amp;ldquo;เงินถุงแดง&amp;rdquo; ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สร้างบูรณปฏิสังขรณ์วัดเป็นจำนวนมากเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ทรงให้มีการจารึกรวมรวบตำราการแพทย์แผนไทย รวมถึงการนวดแผนไทย มรดกภูมิปัญญาที่สืบทอดมาปัจจุบัน นำมาซึ่งยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทยเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติปีที่ผ่านมา ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา &amp;ldquo;พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พระบิดาแห่งการค้าไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เข้าสู่รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายด้วยการผ่อนปรนพาบ้านเมืองอยู่รอด ทรงรับอารยธรรมตะวันตก ปรับปรุงขนบธรรมเนียมให้ทันสมัย เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่า ประเทศไทยมีอารยะ เป็นใบเบิกทางไปสู่ต่างประเทศ ทรงได้รับยกย่องพระเกียรติคุณเป็น &amp;ldquo;พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย&amp;rdquo; พระอัจฉริยภาพประจักษ์ไปทั่วโลกด้วยทรงคำนวณวันเวลา และสถานที่เกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงรัตนโกสินทร์เจริญก้าวหน้าภายใต้พระบรมราชจักรีวงศ์อย่างต่อเนื่อง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญรอยตามพระราชบิดา ระหว่างทรงดำรงสิริราชสมบัติ 42 ปี ทรงปฏิรูปการปกครองเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม พัฒนาประเทศในทุกด้านทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย การศึกษา การทหาร การสาธารณสุข และสาธารณูปโภค ทรงเลิกทาส ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา &amp;ldquo;สมเด็จพระปิยมหาราช&amp;rdquo; พระราโชบายของในหลวง รัชกาลที่ 5 ในการเสด็จประพาสยุโรป เพื่อธำรงรักษาอธิปไตยของชาติให้รอดพ้นจากการรุกรานของชาตินักล่าอาณานิคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชกรณียกิจทางการทูตล้วนเป็นคุณูปการและพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ต่อประเทศไทย พระราชกรณียกิจสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ล้วนสำคัญยิ่งต่อการหลอมรวมให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางความเจริญและระบบเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62108</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 เมษายน, 238 ปี กรุงรัตนโกสินทร์, กกระทรวงวัฒนธรรม, พระราชกรณียกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89443add2fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2018 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2018 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเปิดข่าวในพระราชสำนักรอบ7เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย.2561 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ เรื่อง ข่าวในพระราชสำนัก [1 มกราคม - 31 กรกฎาคม 2561] ซึ่งเป็นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ในรอบ 7 เดือนของปี 2561 โดยมีเนื้อหาทั้งสิ้น 321 หน้าด้วยกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22355</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวในพระราชสำนัก, พระราชกรณียกิจ, รัชกาลที่ 10, ราชกิจจานุเบกษา, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
