<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสมก.เฮ!พระราชกฤษฎีกาให้ลงทุนและออกพันธบัตรได้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2564 - &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกา&amp;nbsp;จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 27 พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีเนื้อหาที่สำคัญคือ มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (3) ของมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 &amp;ldquo;(3) ประกอบธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพโดยใช้ทรัพย์สินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (7/1) ของมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 &amp;ldquo;(7/1) ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 เพื่อให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมีอำนาจในการประกอบธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพโดยใช้ทรัพย์สินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และให้มีอำนาจในการออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104369</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก, นายกรัฐมนตรี, พระบรมราชโองการ, พระราชกฤษฎีกา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_606985bc8e5df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2020 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2020 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจา ประกาศ พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 26 ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค.63 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2563 มีเนื้อหาดังนี้&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122&amp;nbsp;และมาตรา 175&amp;nbsp;ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 26&amp;nbsp;ตุลาคม พ.ศ.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ :เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือโดยที่ขณะนี้ได้มีการปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 25&amp;nbsp;กันยายน พ.ศ.2563&amp;nbsp;ตามพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งพ.ศ.2563&amp;nbsp;แต่เนื่องจากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐตามมาตรา 122&amp;nbsp;ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุม สมัยวิสามัญจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81391</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมสมัยวิสามัญ, พระราชกฤษฎีกา, รัฐสภา, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯ แพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ.2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.63 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๖๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้ก าหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจ าปีครั้งที่สอง ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ตามความในมาตรา ๑๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจ าปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกฤษฎีกานี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79993</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประชุมรัฐสภา, พระราชกฤษฎีกา, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชทัณฑ์จ่อปล่อยตัวผู้ต้องขัง 4 หมื่นราย &#039;ยงยุทธ-ปลอดประสพ&#039; พักโทษติดกำไลอีเอ็ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.63 - จากกรณีที่มีการเผยแพร่พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2563 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค. 2563 เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า&amp;nbsp;ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ กรมราชทัณฑ์ ณ วันที่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ส.ค.63&amp;nbsp;กรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ควบคุมในเรือนจำ และทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน&amp;nbsp;312,485&amp;nbsp;คน จากผู้ต้องขังทั้งสิ้น&amp;nbsp;382,452&amp;nbsp;&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;สำหรับพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัย พ.ศ.&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;มีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ประมาณ&amp;nbsp;40,000&amp;nbsp;ราย และมีนักโทษเด็ดที่เข้าหลักเกณฑ์ ได้รับการลดวันต้องโทษตามสัดส่วน ประมาณ&amp;nbsp;200,000&amp;nbsp;ราย และมีรายงานว่า กรมราชทัณฑ์ได้เรียกประชุมผู้บัญชาเรือนจำ เพื่อกำหนดกรอบปฏิบัติในการตรวจสอบผู้ต้องโทษที่จะได้รับการปล่อยตัวพ้นเรือนจำ และการลดโทษตามสัดส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ต้องขังกลุ่มบิ๊กเนม ซึ่งเป็นนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำ เนื่องจากกระทำความผิดตามบัญชีแนบท้าย แต่จะได้รับการลดวันต้องโทษตามสัดส่วน เพื่อเข้าสู่กระบวนการพักการลงโทษ ปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษโดยติดกำไลอีเอ็ม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว&amp;nbsp;เช่น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ&amp;nbsp;อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.มหาดไทย คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์&amp;nbsp;จำคุก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี เมื่อ&amp;nbsp;28 ก.พ.62&amp;nbsp;และ นายปลอดประสพ สุรัสวดี&amp;nbsp;อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คดีปฏิบัติหน้าที่ทิชอบฯ&amp;nbsp;มาตรา 157&amp;nbsp;โยกย้าย นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน อดีตรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไม่เป็นธรรม&amp;nbsp;โทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน&amp;nbsp;เมื่อ&amp;nbsp;26 ก.พ.63 โดย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คนดังกล่าวมาไม่ทันช่วงปรับชั้นนักโทษ ที่เข้าพิจารณาทุก 6 เดือน ทำให้ยังจัดอยู่ในกลุ่มนักโทษชั้นกลาง ไม่ใช่นักโทษชั้นดี&amp;nbsp;ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุ&amp;nbsp;และ ได้รับโทษจำคุกมาแล้ว 1 ใน 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าว คดีบริษัทไร่ส้ม&amp;nbsp;ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 24 เดือน เมื่อ 21 ม.ค.63 &amp;nbsp;และ&amp;nbsp;นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ คดีจำนำข้าว ได้รับการลดโทษตามสัดส่วน&amp;nbsp;เช่นเดียวกับนักโทษกลุ่มแกนนำการชุมนุมก่อความไม่สงบปิดล้อมบ้าน&amp;nbsp;พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี พ.ศ.2550 ต้องโทษจำคุก 5 คนๆ ละ 2 ปี 8 เดือน&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.63 ประกอบด้วย 1.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 2.นพรุจ วรชิตวุฒิกุล&amp;nbsp;3.นายแพทย์เหวง โตจิราการ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ที่เพิ่งได้รับโทษจำคุก กระทำความผิดตามคดีแนบท้ายอาจได้ลดโทษตามสัดส่วนแต่ไม่ได้ปล่อยตัวในครั้งนี้ รวมถึง&amp;nbsp;นายพายัพ ปั้นเกตุ คดีล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา ศาลสั่งจำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 11 ก.ย.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษา กรมราชทัณฑ์ต้องดำเนินการตรวจสอบว่านักโทษรายใดมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจะได้รับการทยอยปล่อยตัว ภายในเวลา 3 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74469</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, ปลอดประสพ สุรัสวดี, พระราชกฤษฎีกา, พระราชทานอภัยโทษ, ยงยุทธ วิชัยดิษฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f367fe372d3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการตร. ยกระดับ &#039;ตำรวจไซเบอร์&#039; ขึ้นกองบัญชาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;29 ก.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติหลักการ​ร่างพระราชกฤษฎีกา​ แบ่งส่วน​ราชการ​สำนักงาน​ตำรวจแห่งชาติ​ และร่างกฎกระทรวง​ แบ่งส่วนราชการ​เป็นกองบังคับการ​ หรือส่วนราชการ​อื่นในสำนักงานตำรวจ​แห่งชาติรวม 2 ฉบับ ​ซึ่งจัดตั้งขึ้น​มาเนื่องจากจะมีการจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจสืบสวน​สอบสวนอาชญากรรม​ทางเทคโนโลยี​ และเป็นการกำหนด​อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ​ดังกล่าว​&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ความจำเป็น​ที่จะต้องมีกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ เนื่องจากอาชญากรรม​ทางเทคโนโลยี​ หรืออาชญากรรม​ทางไซเบอร์เป็นอาชญากรรม​ที่ใช้​เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์​เป็นเครื่องมือ​ หรือช่วยอำนวยความสะดวกในการกระทำความผิด เช่น การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต​ การขโมย​ข้อมูล​ส่วนบุคคล​ การเรียกค่าไถ่​ทางคอมพิวเตอร์​ ซึ่งความรุนแรงของอาชญากรรม​มีมูลค่าความเสียหายที่สูง มีผู้เสียหาย​เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีจำนวนเพิ่มขึ้น​เรื่อย​ๆ ส่งผลให้การสืบสวนสอบสวน​เป็นไปอย่างยากลำบาก​&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ปัจจุบันทางสำนักงานตำรวจ​แห่งชาติ มีกองบังคับการ​ปราบปราม​การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม​ทาง​เทคโนโลยี​อยู่แล้ว เพียงแต่เป็นแค่ระดับกองบังคับการ ซึ่งไม่สามารถรองรับคดีอาชญากรรมทาง​เทคโนโลยี​ที่เกิดขึ้นได้&amp;nbsp; ดังนั้น ครม.จึงเห็นสมควรที่จะจัดตั้งดังกล่าว&amp;nbsp; ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างฯ จะเป็นการกำหนดภารกิจในการตรวจสอบ​ การควบคุมการรักษาความปลอดภัย​ การตรวจสอบ​วิเคราะห์​การกระทำ​ความผิด​ทางเทคโนโลยี​ ซึ่งจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ​ของกองบัญชาการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับร่างกฎกระทรวง​ สาระสำคัญ​จะเป็นการจัดตั้งกองบัญชาการ​ตำรวจสืบสวน​สอบสวน​อาชญากรรม​ทาง​เทคโนโลยี​ขึ้น และจะมีการปรับปรุง​โครงสร้าง​กำหนด​อำนาจ​หน้าที่​ของหน่วยงาน​ระดับกองบังคับการ เพื่อสังกัดหน่วยงานเทคโนโลยี​ ซึ่งจะใช้งบประมาณ​จากสำนักงานตำรวจ​แห่งชาติ ​โดยจะมีการจัดบุคลากร​เข้าไปดำเนินการ 2 พันอัตรา ซึ่งไม่ได้มีการบรรจุอัตราใหม่ แต่จะเป็นการเกลี่ยคนที่อยู่ในหน่วยงานสำนักงานตำรวจ​แห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้อง​กับภารกิจ​ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว​จะทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจ​และสังคม และจะใช้งบประมาณบางส่วนของกระทรวงฯ ด้วย เพื่อให้ครบถ้วนตามกระบวนการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์, พระราชกฤษฎีกา, มติ ครม., ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f213f172a706.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชน-โรงงานเฮ!ราชกิจจาฯยกเว้นภาษี50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2563 &amp;ndash; ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนที่ 5 ก ลงวันที่ 20 มกราคม 2563 ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 690) พ.ศ.2563 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน บางกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 690) พ.ศ.2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
&amp;ldquo;เครื่องจักร&amp;rdquo; หมายความว่า สิ่งที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้นสำหรับใช้ก่อกำเนิดพลังงานเปลี่ยนหรือแปลงสภาพพลังงาน หรือส่งพลังงาน ทั้งนี้ ด้วยกาลังน้า ไอน้ำ เชื้อเพลิง ลม ก๊าซ ไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน และหมายความรวมถึงเครื่องอุปกรณ์ ไฟลวีล ปุลเล สายพาน เพลา เกียร์ หรือสิ่งอื่นที่ทำงานสนองกัน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563 เพื่อการลงทุนในเครื่องจักร แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละห้าสิบของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่งและลงทุนในเครื่องจักรเพื่อให้เช่าเครื่องจักรนั้นแบบลีสซิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 เครื่องจักรตามมาตรา 4 ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
(1) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
(2) เป็นเครื่องจักรที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2)
แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม
พ.ศ.2563
(3) ต้องอยู่ในราชอาณาจักร
(4) ไม่เป็นเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความใน
ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(5) ไม่เป็นเครื่องจักรที่นาไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย
ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับ
อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 6 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้จะต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงิน และแจ้งต่ออธิบดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 7 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้สิ้นสุดลง และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกาไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้นเว้นแต่กรณีที่มีการขายเครื่องจักรนั้น หรือเครื่องจักรนั้นถูกทาลายหรือสูญหายหรือสิ้นสภาพ
ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ขายเครื่องจักรหรือเครื่องจักรนั้นถูกทำลายหรือสูญหายหรือสิ้นสภาพ แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องนาเงินได้ที่ได้รับจากการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ที่ได้รับแล้วไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกาไรสุทธิอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจานวนร้อยละห้าสิบของรายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักร แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55043</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิติบุคคล, พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกฤษฎีกา, ยกเว้นภาษีเงินได้, รัษฎากร, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc4f7fbff19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!พระบรมราชโองการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง50%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2563 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2563 เล่ม 137 ตอนที่ 5 ก มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2563&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 3 ให้ลดภาษีในอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้ เฉพาะทรัพย์สินที่บุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองมาโดยทางมรดก และได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นแล้วก่อนวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2562
(2) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงผลิตไฟฟ้า และโรงผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ ให้รวมถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น
ที่ใช้ประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับการผลิตไฟฟ้า
(3) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นเขื่อนและพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับเขื่อน ที่ใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 4 ให้ลดภาษีในอัตราร้อยละเก้าสิบของจานวนภาษีที่จะต้องเสียสาหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่หน่วยงานดังต่อไปนี้ได้รับมาเป็นเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของหน่วยงาน
(ก) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(ข) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(ค) สถาบันการเงินประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงินประชาชน
(ง) บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์
(2) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการจัดสรรเพื่อที่อยู่อาศัยหรือการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ทาการจัดสรรที่ดินดังกล่าว
(3) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุดตามกฎหมาย
ว่าด้วยอาคารชุด เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว
(4) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นเวลาไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(5) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้ดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน กฎหมายว่าด้วย
อาคารชุด หรือกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้ว และผู้ประกอบการที่ได้รับ
อนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ขายเป็นเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2562
(6) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วย
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เฉพาะที่ใช้เป็นที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณและอาคารที่ระบุในรายการ
ข้อกำหนดจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้น
(7) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่ใช้เป็นที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณและอาคารที่ระบุในรายการตราสารจัดตั้ง
โรงเรียนนั้น
(ก) โรงเรียนในระบบ
(ข) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทสอนศาสนา
(ค) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทศูนย์การศึกษาอิสลามประจามัสยิด (ตาดีกา)
(ง) โรงเรียนนอกระบบ ประเภทสถาบันศึกษาปอเนาะ
(8) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปเฉพาะเพื่อการ
ดังต่อไปนี้
(ก) การเล่นกีฬาตามชนิดที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนดให้สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาได้
(ข) สวนสัตว์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
(ค) สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
(ง) ที่จอดรถของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยที่จัดให้สาหรับผู้โดยสารรถไฟฟ้า
(จ) ที่ดินที่เป็นลานจอดรถโดยสารสาธารณะในสถานีขนส่งผู้โดยสาร
(9) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในสนามบินที่ใช้เป็นทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน ตามที่
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(10) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับที่เป็นทางพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือเป็นทางหลวงสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสาหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจาเป็นทางเศรษฐกิจสังคม เหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพแห่งท้องที่ จึงจาเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียดกฎหมายที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55040</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบรมราชโองการ, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกฤษฎีกา, ราชกิจจานุเบกษา, ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
