<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สี่ต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ.2408 : มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo;และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน?&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้) และในตอนที่สาม ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชอำนาจน้อยมาก และยิ่งในปลายรัชกาลในปี พ.ศ.2408 ก็ยิ่งน้อยลงอย่างยิ่ง เมื่ออำนาจถูกรวบไปอยู่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แต่กระนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่ในปี พ.ศ.2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษว่า พระองค์มีพระราชอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์! และ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้นเต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; เรามาดูกันว่าพระองค์มีพระราชทรัพย์มากมายตามข่าวลือหรือเปล่า?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการศึกษาของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ถือเป็นพระราชทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่อ้างสิทธิ์ครอบครอง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่&amp;rdquo; คือ ทรัพย์สินรายได้ที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงหาได้เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งมีมากเสียจนต้องเก็บในอีกห้องหนึ่งต่างหาก อันเป็นที่มาของ &amp;ldquo;คลังข้างที่&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอย่างที่ทราบกันตามประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงปรีชาสามารถในทางการค้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงประสบความสำเร็จในการค้าและการสะสมความมั่งคั่ง จากการที่ได้ทรงรับราชการในหน้าที่กรมท่า และทรงสามารถหาเงินจากการแต่งสำเภาค้าขาย และเก็บภาษีขาเข้า มีได้รายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้จ่ายในราชการแผ่นดินทุกอย่างทุกประการ จนทำให้การคลังมั่งคั่งมั่นคงจนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดาทรงสัพยอกให้สมญาพระองค์ว่าเป็น &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; แห่งกรุงสยาม แต่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชดำริว่า เมื่อมีพระราชทรัพย์ในขณะที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทรัพย์ทั้งหมดจึงควรจะเป็นของแผ่นดิน หาใช่พระราชทรัพย์ที่จะตกทอดถึงพระราชโอรส ธิดาของพระองค์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่กระนั้น อย่างที่อาจารย์กุลลดาได้กล่าวข้างต้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่ทรงอ้างสิทธิ์ในพระคลังข้างที่ และอาจารย์กุลลดายังได้กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;จึงเกิดคำถามขึ้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหารายได้ส่วนพระองค์ด้วยวิธีใดในเมื่อมิใช่ผู้มี &amp;lsquo;หัวการค้า&amp;rsquo;&amp;rdquo; ด้วย &amp;ldquo;เมื่อเริ่มต้นรัชกาลนั้น พระองค์มีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อยู่ 100 ชั่ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดาอธิบายว่า &amp;ldquo;ทรงพยายามลงทุนในกิจการส่วนพระองค์ให้ได้กำไรงอกเงยขึ้น เมื่อกิจการดังกล่าวเกิดความยุ่งยากจากสนธิสัญญาเบาว์ริง พระองค์จึงขอความช่วยเหลือจากขุนนางผู้ใหญ่จนเป็นที่ตกลงกันในหมู่ชนชั้นนำว่า พระคลังข้างที่จะได้รับรายได้จากภาษีอากรร้อยละ 5 ซึ่งเป็นที่ถูกเพิกเฉยละเลยกันโดยมาก ส่วนใหญ่แล้ว พระองค์จะอาศัยเจ้าพระยาพลเทพผู้จงรักภักดี ซึ่งขึ้นเป็นเสนาบดีกรมนาได้ด้วยการสนับสนุนของพระองค์ เจ้าพระยาพลเทพได้ถวายเงินเข้าพระคลังข้างที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยปีละ 2,000 ชั่ง แต่เมื่อพระยาอาหารบริรักษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานและผู้ใต้อุปถัมภ์ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้ามาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมนาแทน พระองค์ก็ต้องสูญเงินอุดหนุน 2,000 ชั่งไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดากล่าวต่อไปอีกว่า &amp;ldquo;เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ถือว่า ภาษีอากรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว และใช้ทุกโอกาสที่จะไม่ต้องจ่ายเงินเข้าท้องพระคลัง ถึงแม้รายได้จากการประมูลภาษีอากรจะเพิ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว ขุนนางเหล่านี้ก็ถือว่าการจ่ายรายได้แผ่นดินเข้าพระคลังหลวงเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัวนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แม้กระทั่งกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งกำกับดูแลพระคลังสินค้า ก็มิได้ประพฤติต่างไปจากขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆ&amp;hellip;&amp;hellip;ด้วยเหตุนี้ ทั้งพระคลังข้างที่และพระคลังหลวงจึงได้ประโยชน์น้อยมากในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว&amp;hellip;&amp;hellip;ขุนนางผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ (จากการทำสนธิสัญญาการค้าเบาว์ริงกับอังฤษ/ผู้เขียน)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของขุนนางผู้ใหญ่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ตกอยู่ในฐานะผู้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางผู้ใหญ่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางเหล่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในวิทยานิพนธ์ของ ชลธิชา บุนนาค ได้กล่าวถึงภาวะทางการเงินของบ้านเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยต้องยอมเจรจาทำสนธิสัญญาฉบับใหม่กับชาติตะวันตก คือ สัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยตรงยิ่งกว่าสัญญาเบอร์นี เนื่องจากรัฐมีสิทธิ์เก็บภาษีขาเข้าจากต่างประเทศได้เพียงร้อยละสามเท่านั้น และต้องจ่ายคืนถ้าสินค้าที่พ่อค้านำเข้ามาจำหน่ายเหลือกลับออกไป ผลประโยชน์ที่รัฐเคยได้จากภาษีเบิกร่อง ภาษีปากเรือ ภาษีสินค้าเข้าและออก ต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหาวิธีแก้ไขเพื่อหารายได้แผ่นดินมาชดเชยส่วนที่เสียไป โดยการเรียกเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 อย่าง รวมกับภาษีอากรเดิมที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จำนวน 38 อย่าง เป็น 52 อย่าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะอยู่ในระยะที่ต้องใช้เงินเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเพื่อรักษาเอกราชของชาติด้วย และในขณะเดียวกันต้องคอยเอาใจบรรดาเจ้านายและขุนนางผู้เคยได้รับผลประโยชน์จากการค้าผู้ขาดแต่เดิม โดยทรงเลื่อนตำแหน่งเจ้านายและขุนนาง แจกเบี้ยหวัด และให้โอกาสข้าราชการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากระบบภาษีนายอากร ซึ่งทำให้ &amp;lsquo;ความลำบากในเรื่องเงินแผ่นดินตกต่ำจึงค่อยสงบลงไป&amp;rsquo;&amp;rdquo; นอกจากนี้ ชลธิชายัง &amp;ldquo;มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงพยายามแสวงหารายได้เพิ่มขึ้นทุกวิถีทางเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปในการเจรจากับประเทศคู่สัญญาขอแก้ไขอัตราภาษี และจัดเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 ชนิด ซึ่งน่าจะทำให้รายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่า จากตัวเลขประมาณการรายได้ตอนปลายรัชกาลที่ 4 รายได้อยู่ในภาวะทรงตัว แต่รายจ่ายในกรมพระคลังมหาสมบัติเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2403 จ่าย 2,217,426 บาท 87 สตางค์ พ.ศ.2404 จ่าย 2,615,764 บาท 50 สตางค์ พ.ศ.2405 จ่าย 2,680,332 บาท 50 สตางค์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2406 จ่าย 2,670,786 บาท 50 สตางค์ รายได้ในปีสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงเหลืออยู่ 2,967,604 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชลธิชาได้วิเคราะห์สาเหตุที่รัฐบาลมีปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่ายในช่วงนั้นไว้ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หนึ่ง เจ้านายภาษีอากรที่ประมูลจัดเก็บภาษีอากรไม่ส่งเงินผลประโยชน์ให้รัฐตามกำหนดเวลา นอกจากปัญหาไม่ส่งเงินตามเวลาแล้ว เจ้าภาษีนายอากรพากันเป็นหนี้รัฐบาลเป็นจำนวนมาก เพราะเจ้าภาษีมักจะนำเงินที่ได้ไปใช้สอยส่วนตัว เนื่องจากเจ้าภาษีนายอากรส่วนใหญ่มักจะทำการค้าอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย มักจะนำเงินภาษีอากรที่เก็บได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เจ้าภาษีนายอากรประมูลเงินส่งรัฐในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควร การรั่วไหลของเงินภาษีอากรแผ่นดินที่เกิดจากระบบเจ้าภาษีนายอากร คือ การที่รัฐให้เอกชนผู้ต้องการทำภาษีเป็นผู้เสนอราคาว่าจะส่งเงินให้แก่รัฐบาลเท่าใด เนื่องจากรัฐไม่เคยสำรวจการทำมาหากินของประชาชนว่าทำสิ่งใดมากน้อย มีสิ่งผลิตจำนวนเท่าใดที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นเจ้าภาษีจึงถือโอกาสเสนอราคาซึ่งต่ำกว่าที่สมควรเพื่อตนจะได้กำไรจากการทำภาษีเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บภาษีสูงโดยไม่จำเป็น การที่รัฐกำหนดให้มีเจ้าภาษีนายอากรเป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น ค่าพาหนะขนส่ง ค่าเรือ ค่าจ้างโคต่าง เกวียนต่างๆ ค่าก่อสร้างโรงภาษี ที่เจ้าภาษีหักไว้เป็นค่าใช้จ่าย เงินที่รัฐได้จึงลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สี่ รัฐไม่มีหน่วยงานควบคุมและตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของแผ่นดินโดยตรง อำนาจในการเก็บเงินภาษีอากรกระจายอยู่ในหน่วยงานทางการบริหารที่สำคัญหลายกรม ทำให้รัฐไม่อาจทราบจำนวนรายได้แท้จริงของแผ่นดินที่เจ้าภาษีจัดเก็บมาส่งมอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า รัฐอนุญาตให้ขุนนางในกรมที่ได้ควบคุมภาษีใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้ทันทีเมื่อเจ้าภาษีนำเงินมาส่งตามกำหนด ขุนนางในกรมนั้นสามารถหักเงินภาษีนี้ใช้จ่ายราชการได้ก่อนเหลือเท่าไร จึงจะนำส่งคลังมหาสมบัติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หก เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและซื่อตรง การที่บรรดาเจ้าภาษีนายอากรพากันติดค้างเงินหลวงเป็นจำนวนมาก เพราะเอาเงินไปลงทุนทำการค้าส่วนตัวโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ เป็นผลเนื่องมาจากเจ้าพนักงานที่รัฐตั้งให้เป็นผู้ควบคุมเจ้าภาษีที่เรียกว่า &amp;lsquo;เจ้าจำนวน&amp;rsquo; นั้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เนื่องด้วยมีผลประโยชน์ร่วมกับเจ้าภาษี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาด้านการเงิน ทำให้ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่มีเงินพอใช้จ่ายราชการและต้องตกเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพตลอดมาจนถึงปีมะแม (พ.ศ.2414) เป็นเงินถึง 100,000 ชั่ง และ &amp;ldquo;รายได้แผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลไม่พอใช้จ่าย&amp;rdquo; ดังความตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า &amp;ldquo;&amp;hellip;.แต่เบี้ยหวัดปีละ 11,000 ชั่งก็วิ่งตาแตก ได้เงินคลังมหาสมบัติ ซึ่งเปนเจ้าน่าที่ต้องวิ่งหาเปนพื้น นอกนั้นก็ปล่อยให้ค้าง ที่ได้ตัวเงินจริงมีประมาณ 20,000 ชั่งเท่านั้น เงินไม่พอจ่ายราชการ ต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพ ตลอดมาจนถึงปีมะแมนี้ เปนเงิน 100,000 ชั่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะชัดเจนแล้วว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; จริงตามข่าวลือหรือไม่! &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
มีเกร็ดเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คือ พระองค์ทรงเสียพระทนต์ทั้งพระโอษฐ์ไปตั้งแต่ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ.2397 (หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ 3 ปี) หมอบรัดเลย์ได้ทรงถวายชุดพระทนต์ปลอม (ฟันปลอม) จากทันตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อหมอฮิทช์คอก แต่ฟันปลอมไม่พอดีกับพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2410 (ก่อนสวรรคตหนึ่งปี) มีหมอฟันอีกท่านหนึ่งชื่อ หมอคอลลินส์ได้เดินทางมาจากประเทศจีน เพื่อจะมาถวายการจัดพระทนต์ปลอมแด่พระองค์ โดยหมอท่านนั้นได้ยินคำเล่าลือมาว่า พระองค์จะทรงพระราชทานเงินเป็นจำนวนถึง 1,000 ดอลลาร์ สำหรับหมอฟันคนใดที่ทำฟันปลอมให้พระองค์ได้สำเร็จ แต่ปัญหาคือ พระองค์ไม่ยอมให้หมอท่านนั้นเอามือเข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อทำพิมพ์ฟันปลอม แต่พระองค์ขอใส่พิมพ์ฟันนั้นด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อเอาพิมพ์ฟันนั้นไปทำฟันปลอม ก็ปรากฏว่าไม่พอดี พระองค์ทรงกริ้วหมอนั้นมาก แต่วันรุ่งขึ้น พระองค์ก็ทรงขอโทษคุณหมอ ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นผู้เอามือใส่ในพระโอษฐ์เพื่อกดขี้ผึ้งแท่นพิมพ์ คราวนี้ ฟันปลอมที่ทำมาใส่ได้พอดี แต่พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชทานเงิน 1,000 ดอลลาร์ให้หมอคอลลินส์ตามข่าวลือ แต่พระราชทานเพียง 560 ดอลลาร์เท่านั้น &amp;nbsp;และเงินจำนวนนั้นยังรวมค่าทำฟันปลอมให้กับพระประยูรญาติที่แก่กว่าพระองค์อีกหนึ่งชุดด้วย! ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ทรงต้องมัธยัสถ์หรือเหตุใดก็แล้วแต่จะพิจารณากันเอาเอง เมื่อเราทราบแน่นอนแล้วว่า ข่าวลือที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2408 นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตอนต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมถึงมีการปล่อยข่าวลือ และใครน่าจะเป็นคนปล่อย เพราะอะไร ใครได้อะไร?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย ; ๒๐๐ ปีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิมพ์ครั้งแรกในวารสารข่าวช่าง ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๓๐ ; ชลธิชา บุนนาค, การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416-235) : ศึกษากรณีขุนนางตระกูลบุนนาค, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ.2527 ; Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam.).
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112195</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชทรัพย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
