<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 7ธ.ค.นายกฯลงเมืองคอน สังเวยน้ำท่วมแล้ว11ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;quot; พระราชทานถุงยังชีพ 10,000 ชุด บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย จ.นครศรีธรรมราช &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เตรียมลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมภาคใต้ 7 ธ.ค. กำชับเร่งช่วยเหลือ ปชช. &amp;quot;มท.&amp;quot; สั่งผู้ว่าฯ ปรับใช้แผนเผชิญเหตุ &amp;quot;ปภ.&amp;quot; แจ้ง 7 จว.ยังจมน้ำ 2,618 หมู่บ้านเดือดร้อน &amp;quot;นครศรีธรรมราช&amp;quot; มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ได้สั่งการและย้ำเตือนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และตนเองจะต้องลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมในเร็วๆ นี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จึงไม่อยากไปเป็นภาระให้กับเจ้าหน้าที่ที่กำลังช่วยเหลือประชาชน จึงมอบแนวทางการทำงานลงไป อย่างไรก็ดี ในวันจันทร์ที่ 7 ธ.ค. ก็จะลงไปดูด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งภาครัฐพยายามหาวิธีการช่วยเหลือประชาชนให้กับทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 7 ธ.ค. เพื่อตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัย และมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ที่ศูนย์ศิปลาชีพบ้านเนินธัมมัง ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์จากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และชลประทานจังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นจะเดินทางไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลหูล่อง อ.ปากพนัง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลา 12.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ นายกฯ มอบหมายให้ตนพร้อมทีมงานลงพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ ติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลา รวมถึงประเมินสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จังหวัดสงขลามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 13 อำเภอ (เมืองสงขลา จะนะ สะเดา หาดใหญ่ ควนเนียง สิงหนคร นาหม่อม รัตภูมิ บางกล่ำ สทิงพระ ระโนด กระแสสินธุ์ คลองหอยโข่ง) 70 ตำบล 435 หมู่บ้าน 56,873 ครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ กำชับการลงพื้นที่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนและกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน เน้นย้ำให้ลงพื้นที่เพื่อไปรับทราบข้อมูลความเดือดร้อน พร้อมกับเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป&amp;quot; รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ในภาพรวมรัฐบาลมีกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกองทุนดังกล่าวเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคมา โดยได้เตรียมนำมาช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมจากงบฉุกเฉินที่แต่ละจังหวัดมีอยู่แล้ว โดยเตรียมซื้อถุงยังชีพ ส่วนในระยะถัดไป เตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เสียชีวิต บาดเจ็บ และบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้วงเงินเหลืออยู่พอสมควร แต่หากประชาชนต้องการจะช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ สามารถบริจาคเข้ามาเพิ่มเติมมาที่กองทุนได้ ซึ่งกองทุนนี้รับบริจาคเฉพาะเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือ ส่วนสิ่งของจำเป็นอื่นสามารถบริจาคได้ในพื้นที่&amp;quot; ปลัดสำนักนายกฯ กล่าว &amp;nbsp;
ร.10 พระราชทานถุงยังชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ประสบภัยให้ดำเนินการ 7 ด้าน คือ 1.ปรับแผนเผชิญเหตุอุทกภัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของพื้นที่ 2.ให้ความสำคัญกับการสำรวจพื้นที่ประสบภัยและดำเนินการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในกรณีฉุกเฉินโดยทันที 3.ให้จัดสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพและจัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบเลี้ยงบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.กรณีเส้นทางคมนาคมได้รับความเสียหายหรือถูกน้ำท่วมขังจนไม่สามารถใช้สัญจรผ่านได้ ให้เร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อแขนงต่างๆ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจร 5.กำชับหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยในการเดินเรือ 6.เน้นย้ำสร้างการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจสถานการณ์เป็นระยะ และ 7.ให้ความสำคัญกับการสรุปรายงานสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เน้นย้ำไปยังผู้ว่าฯ พื้นที่ประสบภัยเร่งสำรวจพื้นที่ประสบภัยและตรวจสอบซ้ำ เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมทั้งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด&amp;quot; รมว.มหาดไทยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัยในพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัด 90 อำเภอ 469 ตำบล 2,960 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 314,639 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 8 ราย ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา และยะลา รวมทั้งสิ้น 67 อำเภอ 374 ตำบล 2,618 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 302,110 ครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่ 4 ธ.ค.ท้องฟ้าเปิด แดดออก ไม่มีฝนตกแล้ว ทำให้ระดับน้ำเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะระดับน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ยังมีน้ำท่วมทุกตรอกซอกซอยระดับสูง ถนนหลายสายยังใช้การไม่ได้ ชาวบ้านยังต้องใช้เรือพายเข้า-ออกซอยอยู่ ขณะที่ถนนราชดำเนินน้ำลดลงแล้ว โดยที่หน้าโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช น้ำลดลงปกติแล้ว สามารถเข้า-ออกด้านหน้าโรงพยาบาลได้ตามปกติ ยกเว้นบริเวณถนนราชดำเนินบริเวณคอสะพานราเมศวร์ถึงสนามกีฬาระดับน้ำยังท่วมอยู่, ถนนพัฒนาการคูขวางระดับน้ำยังท่วมสูงอยู่ รถเล็กยังผ่านไม่ได้, ถนนสายเทิดพระเกียรติระดับน้ำลดลง, ถนนประตูลอดน้ำยังท่วมอยู่ รถเล็กยังผ่านไม่ได้, ถนนสายพุทธภูมิน้ำลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับถนนสายหน้าสนามบินนครศรีธรรมราช ช่วงสามแยกบางปู-น้ำแคบ ระดับน้ำลดแล้ว รถทุกชนิดสามารถวิ่งผ่านได้ และสามารถวิ่งเข้า-ออกสนามบินได้ตามปกติ ยกเว้นจุดทางเลี้ยวเข้าสนามบิน ระดับน้ำท่วมขังเล็กน้อย ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับ อย่างไรก็ตาม ยังมีอำเภอที่น้ำท่วมอยู่ประกอบด้วย อ.เมืองฯ อ.ปากพนัง อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เชียรใหญ่ อ.พระพรหม อ.ท่าศาลา ซึ่งคาดว่าหากฝนไม่ตกซ้ำลงมาอีกภายใน 1-2 วันนี้ ระดับน้ำจะลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนยอดผู้เสียชีวิตใน จ.นครศรีธรรมราช ล่าสุดอยู่ที่ 11 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานถุงยังชีพจำนวน 10,000 ชุด ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัยของจังหวัดนครศรีธรรมราชในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจังหวัดได้จัดพิธีมอบให้ผู้ประสบภัยที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 19 อ.ท่งสง เป็นจุดแรกในวันที่ 4 ธ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ&amp;nbsp; เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร&amp;nbsp;&amp;nbsp; มหาวัชรราชธิดา ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 5,000 ชุด และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จำนวน 800 ชุด
หลายพื้นที่น้ำเริ่มลด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราชกล่าวว่า พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ประสบภัยมีทั้งหมด 23 อำเภอ มีผู้ประสบภัยจนถึงขณะนี้ 184,000 ครัวเรือน ประชากร 525,000 คน ลักษณะที่ประสบภัยมีทั้ง 4 รูปแบบ คือ น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม สภาพที่เป็นน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ตอนนี้คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง จะเหลือน้ำท่วมขังที่เป็นจุดที่ลุ่ม แต่มวลน้ำจำนวนหนึ่งก็ยังคงอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองในเขตตัวเมือง อำเภอพระพรหม น้ำกำลังไหลลงสู่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอปากพนัง ใน 1-2 วันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของมวลน้ำที่รับจากพัทลุง น้ำบางส่วนลงสู่อำเภอจุฬาภรณ์ ร่อนพิบูลย์ เฉลิมพระเกียรติ และอำเภอชะอวด ได้เร่งระบายน้ำลงสู่คลองพระราชดำริชะอวด-แพรกเมือง ซึ่งทำให้สามารถระบายลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น สำหรับในเขตพื้นที่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีจุดอพยพผู้ประสบภัยทั้งหมด 10 จุด มีผู้อพยพประมาณเกือบ 2,000 คน ระดับน้ำลดลงประมาณ 10-15 เซนติเมตร แต่ยังมีน้ำท่วมขัง คลองสายหลักในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ทั้ง 5 สายคลอง ตั้งแต่คลองคูพาย คลองป่าเหล้า คลองสวนหลวง คลองนครน้อย คลองราเมศร์ จะลงสู่คลองท่าซัก ยังมีสภาพน้ำเชี่ยว น้ำล้นตลิ่งอยู่บางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในพื้นที่อำเภอทุ่งสงที่ทุกคนเป็นห่วง นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอทุ่งสงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถุงยังชีพ การจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลในเรื่องสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยทุกภาคส่วนได้ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย&amp;quot; ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ตรัง มณฑลทหารบกที่ 43 ร่วมกับ อบต.ควนเมา และส่วนราชการ จัดรถครัวสนามเพื่อประกอบอาหารและนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยที่ ต.ควนเมา อ.รัษฎา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.กระบี่ กรมทหารราบที่ 15 สนับสนุนส่วนราชการท้องถิ่นช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อ.ลำทับ และ อ.เขาพนม มองถุงยังชีพพร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้ อ.พุนพิน มีน้ำท่วมขังสูง 70-90 เซนติเมตร ประชาชนไม่สามารถเดินทางได้ กรมทหารราบที่ 25 เข้าแจกจ่ายอาหารกล่องและขนย้ายสิ่งของให้กับประชาชนริมฝั่งแม่น้ำตาปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สงขลา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดริมทะเลสาบสงขลาทั้งสองฝั่งใน 5 อำเภอ ทั้งฝั่ง อ.ควนเนียง และฝั่งคาบสมุทรสทิงพระ ทั้ง อ.ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร ยังคงต้องเผชิญกับน้ำในทะเลสาบสงขลาหนุนเข้าท่วมบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นมวลน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ จ.พัทลุง และต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่น้ำล้อมรอบบ้าน โดย จ.สงขลาถูกน้ำท่วม 13 อำเภอ ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน 12 อำเภอ ยกเว้น อ.นาหม่อม มีเพียง 3 อำเภอที่แม้จะท่วมแต่ไม่หนักมากคือ อ.เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.นราธิวาส ท้องฟ้ายังคงมีเมฆฝนมืดครึ้มแผ่ปกคลุมพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ แต่ได้หยุดตกในช่วงเช้า ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของแม่น้ำสายหลักมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งประมาณ 50 ซม. และได้ไหลทะลักของท่วมบ้านเรือนของประชาชนที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ราบลุ่มริมตลิ่ง จำนวน 2 ชุมชนคือ ชุมชนท่าประปา และชุมชนหัวสะพาน เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ซึ่งมีระดับน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 30 ถึง 50 ซม. ที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวน 50 ครัวเรือน ถือว่าเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก และเกิดสภาวะน้ำท่วมขังในระลอกแรกที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนต้องใช้เรือพายเป็นพาหนะสัญจรไปมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งได้ถูกประกาศยกระดับเป็นเขตภัยพิบัติทั้ง 23 อำเภอ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการสัญจร การคมนาคม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85997</URL_LINK>
                <HASHTAG>.นครศรีธรรมราช, บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย, พระราชทานถุงยังชีพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201204/image_big_5fca47a723cd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.10พระราชทานถุงยังชีพ ปชช.รอบเขตพระราชฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ในหลวง-พระราชินี ทรงห่วงใยประชาชน พระราชทานถุงยังชีพแก่ชาวบ้านรอบเขตพระราชฐาน ที่สกลนคร เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานห้องคลีนรูมสำหรับตรวจรักษาผู้ป่วยแบบแรงดันลบแก่ 5 โรงพยาบาลในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใย ทรงให้ความสำคัญและทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนในชุมชนรอบเขตพระราชฐานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนในชุมชนรอบเขตพระราชฐานต่างจังหวัด ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานพัฒนา ภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สนภ.3 นทพ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาพระราชทาน เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนบริเวณรอบพระราชฐานพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ อาทิ ชุมชนบ้านภูพิงค์ หมู่ที่ 12 และประชาชนชุมชนดอยปุย หมู่ที่ 9 ต.สุเทพ อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดสกลนคร เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนรอบเขตพระราชฐานพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ อาทิ ชุมชนบ้านห้วยยาง หมู่ที่ 2, ชุมชนบ้านนกเค้า หมู่ที่ 10, ชุมชนบ้านโนนสวรรค์ หมู่ที่ 8, ตำบลห้วยยางและชุมชนบ้านคงสมบูรณ์ หมู่ที่ 10 ตำบลพังกว้าง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสกลนคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนชุมชนรอบเขตพระราชฐานพระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จำนวน 3 ชุมชน อาทิ ชุมชนวัดกำแพง หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน และที่จังหวัดนราธิวาส เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนรอบเขตพระราชฐานพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อาทิ ชุมชนบ้านบางมะนาว หมู่ที่ 1 ชุมชนบ้านเปล &amp;nbsp;และชุมชนบ้านเขาตันหยง หมู่ที่ 4 ชุมชนบ้านบางมะนาว ตำบลกะลุวอเหนือ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงห่วงใยและทรงไม่ทอดทิ้งประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ รพ.ขอนแก่น นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วย พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4, นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น และ พล.ต.ปราโมทย์ นาคจันทึก ผบ.มทบ.23 นำหัวหน้าส่วนราชการและบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมประกอบพิธีรับมอบรถเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบภาพดิจิตอล (Mobile x-ray) พระราชทาน ตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สำหรับการใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสุขภาพให้กับผู้ต้องขังที่ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำ และทัณฑสถานในพื้นที่ จ.ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์ และ จ.มหาสารคาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์เผยว่า รถเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบภาพดิจิตอล พระราชทานตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะประจำการที่ รพ.ขอนแก่น ซึ่งเป็น รพ.แม่ข่ายของเขตสุขภาพที่ 7 ที่จะออกให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้ต้องขังในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประกอบด้วย จ.ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์ และ จ.มหาสารคาม ตามแผนการดำเนินงานที่ รพ.กำหนด ซึ่งรถเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบภาพดิจิตอลพระราชทานคันนี้จะเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว คล่องตัว และสามารถตรวจสุขภาพให้กับผู้ต้องขังในการเอกซเรย์ปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบดิจิตอลที่ทันสมัย
พระราชทานห้องคลีนรูม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานที่ปรึกษา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการโครงการฯ ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยทรงมองเห็นว่าแม้จะเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองและต้องมารับโทษในเรือนจำ แต่บุคคลเหล่านี้เป็นประชาชนคนไทยกลุ่มหนึ่งที่องค์พระประมุขของชาติใส่พระทัยดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างเท่าเทียมในเรื่องการแพทย์และสาธารณสุข&amp;quot; ผวจ.ขอนแก่นกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ &amp;nbsp;สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ ) เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาได้พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนาใช้งบประมาณจากกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นคือ ห้องคัดกรอง และห้องตรวจเชื้อ พระราชทานแก่โรงพยาบาล 4 แห่ง หุ่นยนต์ปิ่นโต และกระจก ระบบสื่อสารทางไกล จำนวน 73 ชุด เพื่อพระราชทานแก่โรงพยาบาล 73 แห่งในต่างจังหวัด ซึ่งอุปกรณ์ที่พระราชทานนี้จะช่วยป้องกันบุคลากรทางการแพทย์จากความเสี่ยงในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต่อมาได้พระราชทานพระราชานุมัติเพิ่มเติมให้ใช้เงินจากกองทุนดันกล่าว จัดซื้อห้องคลีนรูมสำหรับตรวจรักษาผู้ป่วยแบบแรงดันลบ (negative pressure) ห้องคลีนรูมนี้เป็นห้องตรวจคัดกรองเชื้อแบบความดันลบเคลื่อนที่ ออกแบบและจัดสร้างโดยสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านวัสดุหน้าที่พิเศษขั้นสูง (COE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับบริษัท อีคิว เทคเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งห้องนี้จะสามารถจัดการอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย ไม่ให้ออกไปนอกห้อง และบำบัดอากาศจนปราศจากเชื้อ ทั้งยังลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ป่วยรายอื่นและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชกระแสให้มูลนิธิชัยพัฒนา ประสานกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการจัดสร้างและติดตั้งห้องคลีนรูมสำหรับตรวจรักษาผู้ป่วยแบบแรงดันลบ พระราชทานแก่โรงพยาบาลในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 โรงพยาบาล คือ โรงพยาบาลสุรินทร์, โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น โรงพยาบาลอุดรธานี, โรงพยาบาลชัยภูมิ และโรงพยาบาลโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ โดยบริจาคเงินสมทบมูลนิธิชัยพัฒนากองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด 19 เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ผ่านช่องทางธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 067-300487-3 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2447-8585-8 ต่อ 109, 121 และ 259
ภูเก็ตพบผู้ป่วยเพิ่ม 3 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดต่างๆ นั้น ยังคงพบประปรายในบางจังหวัด เช่นที่จังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ตแจ้งสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จังหวัดภูเก็ต ข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม-21 เมษายน 2563 จังหวัดภูเก็ตมีผู้ติดเชื้อยืนยันโรคโควิด-19 แล้วจำนวน 196 ราย (รายใหม่ 3 ราย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้ติดเชื้อได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน 150 ราย (เพิ่มขึ้นจากเดิม 17 ราย) จำหน่าย 1 ราย (จำหน่าย เนื่องด้วยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์) กำลังรักษาพยาบาลอยู่ 45 ราย ในจำนวนนี้ อาการรุนแรง 4 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ที่เหลืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 3,113 ราย (รายใหม่ 75 ราย) โดยยังคงรักษาพยาบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 82 ราย ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 37 ราย กลับบ้านแล้ว 3,031 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่น่ากังวลคือที่จังหวัดสงขลา หลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.สงขลา ปฏิบัติหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดาติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ราย และแม้ว่าทางสำนักงานสาธารณสุข จ.สงขลา ได้ออกมาระบุว่าทั้งสองนายไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เดินทางกลับจากประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 18-21 เมษายนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ล่าสุดในวันนี้ ได้มีการกักตัวเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงจำนวน 70 คน เพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน ในจำนวนนี้กักตัวอยู่ที่โรงแรมเอ็มโซโฮ ที่บ้านด่านนอกชายแดนไทยมาเลเซีย 10 คน ส่วนที่เหลือให้กักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอีก 3 คนที่ถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และอยู่ระหว่างรอการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบรรยากาศที่ด่านพรมแดนสะเดา เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงทำงานกันตามปรกติเพื่อคัดกรองคนไทยที่เดินทางกลับมาจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งในวันนี้ยังคงทยอยเดินทางเข้ามาเป็นวันที่ 5 และมีจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเดินทางเข้ามาจำนวน 110 คนโดยเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการคัดกรองสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นกรรมการและหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคง (ศปม.) เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจด่านพรมแดนสะเดาและจุดตรวจโควิดหน่วยบริการตำรวจทางหลวงพรุพ้อ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ว่าได้มีการปิดด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลาชั่วคราวแล้วยาวไปจนถึงวันที่ 29 เมษายน เพื่อทำความสะอาดด่าน ส่วนผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศมาเลเซียให้เปลี่ยนไปใช้ด่านปาดังเบซาร์แทนชั่วคราว และจะกลับมาเปิดด่านพรมแดนสะเดาอีกหรือไม่นั้นต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดยะลา ออกคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 จังหวัดยะลา ที่ 49/2563 ลว.20 เมษายน 2563 เรื่องมาตรการป้องกันการแพร่รระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ว่าด้วยการให้จำหน่ายอาหารในเดือนรอมฎอน จำนวน 6 ข้อ คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ให้ผู้ขายสามารถจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มได้เฉพาะหน้าร้านของตัวเอง 2.ห้ามใช้บาทวิถีจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในลักษณะหาบเร่แผงลอยโดยเด็ดขาด 3.ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดสถานที่จำหน่าย จัดระเบียบให้ผู้ขายอาหารหรือเครื่องดื่ม โดยให้แต่ละผู้ขายเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 3 เมตร และจัดการลงทะเบียนผู้ขาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.สามารถจำหน่ายได้เฉพาะอาหารสำเร็จรูป หรือเครื่องดื่มเท่านั้น (ห้ามขายสินค้าประเภทอื่นๆ) 5.สำหรับสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้จำหน่ายได้ตั้งแต่เวลา 14.00-20.00 น. และ 6.ขอความร่วมมือแต่ละครอบครัวในการออกไปซื้ออาหารไม่เกินครอบครัวละ 2 คน และห้ามมิให้นำบุตรหลานที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบออกไปซื้อหาอาหาร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63970</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสมเด็จพระเทพฯ, นราธิวาส, พระนครศรีอยุธยา, พระราชทานถุงยังชีพ, พระราชทานห้องคลีนรูม, ร.10, รอบเขตพระราชฐาน, สกลนคร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ห้องคลีนรูม, เชียงใหม่, ในหลวง-พระราชินี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea0447969d22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
