<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่อนคลายยกยวง  ‘นั่งกินในร้านถึง2ทุ่ม-เปิดห้าง-เสริมสวย-นวด’แตยั่งคงเคอร์ฟิว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในหลวง-พระราชินี&amp;rdquo; พระราชทานเครื่องมือการแพทย์แก่ กทม.ไว้รับมือผู้ป่วยโควิด-19 ยอดติดเชื้อใหม่ยังพุ่ง 18,501 ราย ดับเพิ่ม 229 ราย &amp;ldquo;ธนกร&amp;rdquo; โวยอดคนรักษาหายกลับบ้านสูงเกินกว่า 2 หมื่น &amp;nbsp;20 วันติดแล้ว &amp;ldquo;สธ.&amp;rdquo; ฟุ้งบริหารจัดการเตียงคล่องขึ้น แต่ไอซียูยังลำบาก &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศบค.ชุดเล็ก&amp;rdquo; เคาะแล้วเตรียมหาช่องผ่อนคลายยกยวง &amp;ldquo;นั่งกินในร้าน-เปิดห้าง-ร้านเสริมสวย-สปา&amp;rdquo; แต่ยังคงเคอร์ฟิว ปลัด สธ.แจงยิบข้อกำหนดนั่งกินในร้านสุดเฮี้ยบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องมือการแพทย์ และเครื่องช่วยหายใจ &amp;nbsp;(ระบบปริมาตรและความดัน) แก่สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย และรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;โดยมีนายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ คณะผู้บริหารสำนักการแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ เป็นตัวแทนรับพระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ณ ห้องประชุมพิทยรักษ์ ชั้น 4 สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร โดยเครื่องมือการแพทย์พระราชทาน ประกอบด้วย เครื่องช่วยหายใจ ยี่ห้อ Hamilton รุ่น G5 จำนวน 8 เครื่อง และเครื่องตรวจติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพระบบรวมศูนย์ &amp;nbsp;(Central Monitor) 10 เครื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,501 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ &amp;nbsp;18,350 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 15,944 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 2,406 ราย และมาจากเรือนจำ 139 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 12 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 1,120,869 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 20,606 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 923,621 ราย อยู่ระหว่างรักษา 186,934 ราย &amp;nbsp;อาการหนัก 5,174 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,090 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 229 ราย เป็นชาย 127 ราย หญิง 102 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปี 151 ราย มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคเสี่ยง 57 ราย &amp;nbsp;เป็นเด็กอายุ 12 ปี 1 ราย อยู่ที่ จ.ชลบุรี โดยมีโรคประจำตัวคือโรคมะเร็งต่อมไพเนียร์ และเป็นการเสียชีวิตที่บ้าน 1 ราย อยู่ที่ กทม. โดยวันนี้มีผู้เสียชีวิตที่ กทม. 71 ราย ทำให้ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 10,314 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 26 ส.ค. ได้แก่ &amp;nbsp;กทม. 4,178 ราย, สมุทรปราการ 1,887 ราย, สมุทรสาคร 982 ราย, ชลบุรี &amp;nbsp;973 ราย, นครราชสีมา 693 ราย, นนทบุรี 504 ราย, ราชบุรี 493 ราย, &amp;nbsp;ระยอง 472 ราย, ฉะเชิงเทรา 459 ราย และบุรีรัมย์ 432 ราย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.มีการตรวจแบบ ATK พบผลบวกทั่วประเทศ 2,339 ราย &amp;nbsp;โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้นำมารวมกับตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ &amp;nbsp;เนื่องจากต้องการตรวจยืนยันผลด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้ง&amp;nbsp;
โอ่ยอดคนกลับบ้าน 20 วันติด
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของไทยมีสัญญาณดีขึ้น ในขณะที่ยอดผู้ป่วยที่รักษาหายสามารถกลับบ้านได้ ตัวเลขอยู่ที่กว่าสองหมื่นรายติดต่อกันเป็นเวลา 20 วันแล้ว และจำนวนผู้หายป่วยกลับบ้านนั้นมากกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ติดต่อกัน 10 วันด้วย ถือเป็นข่าวดีในช่วงเวลานี้อย่างมาก โดยสถิติสูงสุดผู้ป่วยหายกลับบ้านคือ วันที่ 14 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 23,672 ราย โดยยอดผู้ป่วยทั่วประเทศที่หายกลับบ้านสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.64 อยู่ที่ 896,195 คน ยอดผู้ป่วยสะสมจำนวน 1,092,006 &amp;nbsp;คน ขณะที่ยอดผู้ที่อยู่ระหว่างรักษาลดลงเหลืออยู่ที่ 186,934 คนแล้ว ขอให้ทุกคนอดทน ยึดหลักปฏิบัติในการป้องกันอย่างเข้มงวดตามหลักสากล และปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อช่วยกันลดโอกาสการติดเชื้อเพิ่ม และถือเป็นการลดความกดดันต่อแพทย์ &amp;nbsp;พยาบาล บุคลากรด่านหน้าอีกด้วย&amp;nbsp;
ขณะที่นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษก &amp;nbsp;ศบค.ยธ.กล่าวว่า มีเรือนจำที่พ้นจากการแพร่ระบาดเพิ่ม 1 แห่ง คือ &amp;nbsp;ทัณฑสถานหญิงสงขลา เพราะไม่มีการระบาดเพิ่ม ส่งผลให้มีเรือนจำสีแดงที่พบการระบาด 38 แห่ง และเรือนจำสีขาวที่ไม่มีการแพร่ระบาด &amp;nbsp;104 แห่ง ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่มีจำนวน 139 ราย มาจากเรือนจำสีแดง 97 ราย และในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 42 ราย รักษาหายเพิ่ม 304 ราย เสียชีวิต 5 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 3,381 ราย
​&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยังเกิดคลัสเตอร์โรงงานกระจายในหลายพื้นที่ต่อเนื่อง จึงได้ขอความร่วมมือโรงงานขนาดใหญ่ที่มีคนงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป &amp;nbsp;จำนวน 3,300 แห่ง ทำการประเมินผ่าน Thai Stop COVID &amp;nbsp;Plus โดยโรงงานที่ยังไม่พบพนักงานติดเชื้อขอให้ยังคุมเข้มต่อไป แต่หากโรงงานพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 10% ของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดก็ไม่ควรปิดบัง ให้แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สั่งการและให้คำแนะนำ หลังจากนั้นให้พิจารณาปิดพื้นที่หรือสถานที่และทำความสะอาดพื้นผิวทันที โดยจัดการแบบ Bubble and Seal เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
สธ.ยันบริหารเตียงไหลลื่นขึ้น
ด้าน นพ.สมศักดิ์ ​อ​รร​ฆ​ศิลป์ ​อธิบดี​กรม​การแพทย์​ แถลงถึงการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ว่า สถานการณ์​เตียงในต่างจังหวัด​เริ่มตึง แต่จังหวัดที่มีปัญหามีไม่มาก เพราะการบริหาร​ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ​เด็ดขาดในแต่ละจังหวัด ขณะที่ใน กทม.​ภาพรวมของการแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation (HI) ยอดสะสมอยู่ที่ 86,188 ราย ช่วงต้นๆ มีติดขัดบ้าง แต่ตอนนี้ระบบค่อนข้างไหลลื่นแล้ว มีการขยายคู่สายเป็น 2-3 พันคู่สาย โดยเฉลี่ยแต่ละวันตอนนี้เฉพาะผู้ป่วยใหม่ในกรุงเทพฯ ​ประมาณวันละ 4 พันคน มีผู้ป่วยที่ยินยอมทำ HI วันละกว่าพันคน ส่วนศูนย์พักคอย Community Isolation (CI) ในกรุงเทพ​ฯ เปิดดำเนินการ​แล้ว 64 แห่ง มีจำนวนเตียง 8,694 เตียง &amp;nbsp;จำนวนครองเตียง 3,410 เตียง คงเหลือ 5,284 เตียง รับผู้ป่วยใหม่ 251 &amp;nbsp;ราย สะสม 15,749 ราย ส่วนที่เหลือก็จะเข้าไปรักษาในฮอสพิเทลหรือเข้าโรงพยาบาล​ ทั้งนี้จากการทำ HI และ CI ทำให้จำนวนการรอคอยเตียงลดลงอย่างชัดเจน ระยะเวลาการรอคอยเตียงดีขึ้น รอคอยเกิน 24 &amp;nbsp;ชม.มีไม่มากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์​สีเหลืองดีขึ้นเยอะ ส่วนสีแดงยังต้องรอคอยอยู่ โดยจากที่คนไข้ในกรุงเทพฯ เกินพันขึ้นไป ทำให้เรากลัวว่าเตียง ICU ไม่พอ ตอนนี้ยังบริหารจัดการค่อนข้างยาก ต้องดูวันต่อวัน แต่จำนวนที่รอคอยเกิน 24 ชม.ดีขึ้น&amp;rdquo; นพ.สมศักดิ์​กล่าว​
สำหรับสถานการณ์ในต่างจังหวัดนั้น นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ &amp;nbsp;1,887 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสมระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;73,824 ราย และมีผู้เสียชีวิต 14 ราย เป็นเพศชาย 8 ราย และเพศหญิง &amp;nbsp;6 ราย ส่วนที่ จ.สมุทรสาครพบผู้ป่วยใหม่ 982 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ จ.บุรีรัมย์ พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 286 ราย และเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ที่ อ.บ้านกรวด ขณะที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ได้ประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการถนนคนเดินเซราะกราววอล์กกิงสตรีท จากมติปิดถนนคนเดินเซราะกราวตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. โดยจะมีการเยียวยาผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าที่มีล็อกประจำรายละ 500 บาท ซึ่งมีอยู่ประมาณ 430 ล็อก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครพนม ยังคงมีความต่อเนื่องจากคลัสเตอร์กลุ่มผู้ใช้แรงงานในศูนย์กระจายสินค้าเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม ซึ่งล่าสุดจังหวัดได้มีคำสั่งให้บุคคลที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดรวมทั้งสิ้น 29 จังหวัด ต้องไปพัก ณ พื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐที่ราชการกำหนด (State Quarantine) และต้องผ่านการคัดกรองก่อน ขณะที่ จ.อำนาจเจริญ มีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เพิ่ม 39 ราย &amp;nbsp;รวมมีผู้ป่วยยืนยันสะสมระลอก 3 จำนวน 2,507 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม &amp;nbsp;โดยคงสะสมที่ 18 ราย
สำหรับจังหวัดในภาคใต้ จ.สงขลา พบผู้ติดเชื้อโควิด 197 ราย ยอดสะสม 18,500 ราย ส่วน จ.ปัตตานี ปรากฏว่าใน 2 วันที่ผ่านมายอดผู้ติดเชื้อลดลงมาก โดยล่าสุดมีผู้ติดเชื้อใหม่ 99 ราย และเสียชีวิตอีก 3 &amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 14,588 ราย รักษาหาย 10,836 ราย &amp;nbsp;และเสียชีวิตสะสม 213 ราย
ผ่อนคลายร้านและคงเคอร์ฟิว
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ที่มี พล.อ.ณัฐพล &amp;nbsp;นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค.เป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ได้พิจารณามาตรการผ่อนคลายบางส่วนตามข้อเสนอของ สธ. ก่อนเสนอต่อที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม &amp;nbsp;ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธาน ในวันที่ 27 ส.ค. เวลา 09.30 น.&amp;nbsp;
โดย ศปก.ศบค.เตรียมเสนอให้ ศบค.ชุดใหญ่ผ่อนคลายมาตรการบางประเภทในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม 29 &amp;nbsp;จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำกัดการเดินทางที่ผ่อนคลายเป็นขอความร่วมมือ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทาง และห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา &amp;nbsp;21.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น และกำหนดมาตรการบริการขนส่งข้ามเขตพื้นที่สีแดงเข้ม ส่วนเรื่องการจัดกิจกรรมนั้น ให้ผ่อนคลายการจัดกิจกรรมหรือรวมคนได้ไม่เกิน 25 คน ขณะที่เรื่องร้านอาหาร บริโภคในร้านได้ตามประเภทร้าน และกำหนดเกณฑ์ผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 น. แต่ยังคงงดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน ส่วนศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดบริการได้แบบมีเงื่อนไข โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 น. ยกเว้นกิจกรรมเสี่ยงบางอย่างที่ยังไม่ให้เปิดบริการ อาทิ สถาบันกวดวิชา, โรงภาพยนตร์, &amp;nbsp;สปา, สวนสนุก, สวนน้ำ, ฟิตเนส, ห้องออกกำลังกาย, สระว่ายน้ำ, &amp;nbsp;ห้องประชุมและจัดเลี้ยง
สำหรับร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงามนั้น ผ่อนคลายให้เปิดบริการได้ ยกเว้นร้านนวดที่เปิดได้เฉพาะนวดเท้า ส่วนเรื่องสถานศึกษาทุกระดับ สถานกวดวิชา ผ่อนคลายให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนทำกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก โดยต้องผ่านการเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับความเห็นของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยมีมาตรการกำกับอย่างเคร่งครัด ส่วนสถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬานั้น ผ่อนคลายให้เปิดบริการได้ในประเภทกีฬากลางแจ้ง หรือในร่มที่เป็นที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีระบบปรับอากาศ และการซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกประเภท โดยผ่านความเห็นชอบและรับทราบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อ &amp;nbsp;กทม. โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 น. สำหรับการจัดการแข่งขันต้องจัดโดยไม่มีผู้เข้าชม โดยผู้ที่จะร่วมการแข่งขันต้องได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หรือ 1 เข็ม และตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ขณะที่ผู้จัดการแข่งขันต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;
ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่สีแดง เรื่องการจำกัดการเดินทางนั้นผ่อนคลายเป็นไม่จำกัดการเดินทาง ส่วนเรื่องการจัดกิจกรรมนั้นผ่อนคลายเป็นห้ามรวมคนไม่เกิน 50 คน ขณะที่พื้นที่ควบคุมหรือพื้นที่สีส้มผ่อนคลายเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมรวมคน โดยรวมคนได้ไม่เกิน 100 &amp;nbsp;คน โดยให้มีผลวันที่ 1 ก.ย. ขณะที่สถานบริการ สถานบันเทิง และสถานบริการอื่นในลักษณะคล้ายกันนั้น ยังคงปิดบริการในพื้นที่ทุกระดับสีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม สำหรับผลสรุปข้อเสนอดังกล่าวต้องรอความชัดเจนจากมติที่ประชุม ศบค.อีกครั้ง &amp;nbsp;
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับมาตรการที่ สธ.เสนอเพื่อผ่อนคลายในส่วนของสถานประกอบการและร้านอาหารในระบบปิดนั้น สธ.ได้เสนอให้นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ 50% และปิดร้านในเวลา 20.00 &amp;nbsp;น. พร้อมมีเงื่อนไขการผ่อนคลายที่ได้ตกลงกับผู้ประกอบการในพื้นที่สีแดงเข้ม&amp;nbsp;
ก่อนหน้านี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. แถลงถึงการผ่อนคลายมาตรการสถานประกอบการ ร้านอาหารในระบบปิด ว่าจะนั่งทานในร้านได้ประมาณ 50% และปิดร้านในเวลา 2 ทุ่ม โดยต้องมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1.ระดับบุคคล หรือผู้ที่เข้ารับบริการต้องปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention หรือการป้องกันเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล เป็นการป้องกันตนเองระดับสูง 2.ระดับองค์กร ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Program จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.สภาพแวดล้อมของสถานประกอบการหรือร้านอาหารต้องเว้นระยะห่าง ระบบระบายอากาศ สุขอนามัย สะอาด ปลอดภัย โดยเฉพาะสถานประกอบการระบบปิด 2.ผู้ประกอบการ/พนักงาน หรือผู้รับบริการที่ต้องอยู่ภายในสถานประกอบการต้องได้รับวัคซีนครบ 2 โดส หากเคยติดเชื้อต้องหายพ้นระยะการแพร่เชื้อแล้วมากกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน และมีการตรวจ ATK ในทุกสัปดาห์ แต่หากมีอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากอาจต้องตรวจทุก 3 วัน รวมไปถึงการปฏิบัติร่วมกับมาตรการ DMHTA&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ส่วนลูกค้าหากต้องเข้ารับบริการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ต้องมีการแสดงบัตรเขียว (Green Card) เพื่อแสดงว่าได้รับวัคซีนครบ 2 โดส หรือบัตรเหลือง (Yellow Card) แสดงว่าเคยติดเชื้อหายแล้วมากกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน หรือมีการตรวจ ATK &amp;nbsp;ในทุกสัปดาห์ โดยมีอายุการใช้งาน 1 สัปดาห์ ในกรณีที่เข้ารับบริการหากไม่มีทั้งบัตรเขียวหรือเหลืองก็ต้องได้รับการตรวจ ATK จากที่ตรวจเองที่บ้าน แต่ต้องซื่อสัตย์ด้วย หรือที่สถานประกอบการ หากพบว่าผลเป็นลบ ผู้ประกอบการจะออกบัตรเหลืองให้เพื่อยืนยันการเข้ารับบริการ และ 3.ต้องมีการกำกับติดตามประเมินผลจาก สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดมากขึ้น&amp;rdquo; นพ.เกียรติภูมิกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114665</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระราชทานเครื่องมือการแพทย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื้อใหม่ยังพุ่ง, ไว้รับมือผู้ป่วยโควิด-19, “ในหลวง-พระราชินี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab2ef6b1e3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ในหลวง พระราชินี พระราชทานเครื่องมือแพทย์และเครื่องช่วยหายใจแก่สำนักการแพทย์ กทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.64 - เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องมือการแพทย์ และเครื่องช่วยหายใจ (ระบบปริมาตรและความดัน) แก่สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ในรักษาผู้ป่วย และรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp;โดยมี นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ คณะผู้บริหารสำนักการแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ เป็นตัวแทนรับพระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ณ ห้องประชุมพิทยรักษ์ ชั้น 4 สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องมือการแพทย์พระราชทาน ประกอบด้วย เครื่องช่วยหายใจ ยี่ห้อ Hamilton รุ่น G 5 จำนวน 8 เครื่อง เครื่องตรวจติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพระบบรวมศูนย์ (Central Monitor) จำนวน 10 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีต่อสำนักการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์กรุงเทพมหานคร รวมทั้งผู้ป่วย ตลอดจนยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114624</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชทานเครื่องมือการแพทย์, สำนักการแพทย์, เครื่องช่วยหายใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_612744856cc5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
