<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.ข้องใจงบกระทรวงคมนาคม&#039;จ้างที่ปรึกษา-ซ่อมถนน&#039;อื้อซ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลเมืองไทย หรือเสี่ยติ่ง ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2564 ว่า กมธ.ได้ใช้เวลามาทั้งหมด 16 วันแล้ว &amp;nbsp;โดยได้พิจารณางบประมาณของ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้พิจารณางบประมาณของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมจนครบทุกหน่วยงานงบประมาณทั้งสิ้น 193,554,304,900 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า ในการพิจารณางบประมาณ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท คณะ กมธ.ได้หารือกันเกี่ยวกับการจ้างที่ปรึกษาซึ่งในแต่ละปีมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงมี กมธ.สอบถามหน่วยงานว่า เพราะเหตุใดหน่วยงานจึงต้องจ้างที่ปรึกษาในโครงการก่อสร้างต่างๆ ของหน่วยงาน ทั้งที่หน่วยงานมีวิศวกรและสถาปนิกที่มีความสามารถอยู่แล้ว ทั้งนี้กรมทางหลวงชนบทได้ชี้แจงว่า หน่วยงานมีนโยบายให้วิศวกรและสถาปนิกเป็นผู้ออกแบบและดำเนินการโครงการเองอยู่แล้ว แต่ที่ต้องจ้างที่ปรึกษา เพราะการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือการจัดทำอีไอเอ หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้เอง ต้องให้บุคคลที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น หน่วยงานจึงต้องมีการจ้างที่ปรึกษาในโครงการต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการพิจารณางบประมาณของกรมทางหลวง ก็ได้มี กมธ.สอบถามเกี่ยวกับการซ่อมแซมถนนของหน่วยงานว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ซึ่งหน่วยงานได้ชี้แจง ถึงระดับการซ่อมแซมบำรุงรักษาถนนว่ามีทั้งหมด 4 ระดับโดยในระดับแรกเป็นการซ่อมบำรุงปกติธรรมดา เช่น การตัดหญ้าพื้น ระดับที่สอง เป็นการซ่อมบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา โดยจะมีการฉาบผิว เมื่อถนนมีอายุ การใช้งาน 3-5 ปี จะมีรอยแตกซึ่งหากน้ำเข้าไปในรอยแยกนั้นจะทำให้ถนนเสียหาย จึงต้องมีการฉาบผิว ซึ่งหน่วยงานจะใช้งบประมาณตารางเมตรละ 100 บาท ระดับที่สาม เป็นการบำรุงรักษาพิเศษ โดยจะเป็นการขุดลื้อถึงชั้นพื้นถนนเพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก และระดับสุดท้าย คือ การรื้อทำใหม่ทั้งหมดซึ่งจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73459</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา, กระทรวงคมนาคม, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย, สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์, หัวหน้าพรรคพลเมืองไทย, เสี่ยติ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a2755217c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หืดจับ เข็นผ่าน พ.ร.บ.งบฯ 63 สภาฯ ต้องเร่งสรุปปมฉาวเสียบบัตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สุดท้ายที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อพฤหัสบดีที่ 13 ก.พ. ก็ดำเนินการแก้ไข-ซ่อมแซมจุดบกพร่อง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ เสร็จสิ้นแล้วในชั้นสภาผู้แทนราษฏร หลังก่อนหน้าถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สภาฯ ดำเนินการลงมติในวาระ 2 และ 3 อีกครั้ง หลังเกิดกรณีปัญหา ส.ส.รัฐบาลเสียบบัตรแทนกัน จนทำให้การนำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นไปอย่างล่าช้า จนส่งผลต่อการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 ที่ล่าช้าอยู่แล้วหลายเดือน ต้องล่าช้าออกไปอีกร่วมเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และในวันศุกร์ 14 ก.พ.นี้ ที่ประชุมวุฒิสภาที่มีการเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ ก็จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ที่ผ่านสภาฯ มาพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วนอีกเช่นกัน ที่ก็จะไม่มีอะไรพลิกโผ วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าวอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว จากนั้นพลเอกประยุทธ์จะได้นำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไปโดยเร็วทันที โดยหลังพลเอกประยุทธ์ได้รับร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 ที่ผ่านสภาฯ และวุฒิสภามาแล้ว พลเอกประยุทธ์ต้องเก็บร่างฯ ไว้ก่อน 5 วัน ยังไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทันที เพื่อรอว่าจะมีสมาชิกรัฐสภาทักท้วงใดๆ หรือไม่ หากครบ 5 วันแล้ว ถ้าไม่มีการทักท้วง จากนั้นถึงจะนำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม กว่าที่ประชุมสภาฯ จะให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ออกมาได้ ก็ปรากฏว่าเกิดความวุ่นวายพอสมควรกับปัญหาเรื่องเดิมคือ จำนวนเสียงองค์ประชุม ส.ส.ในห้องประชุมสภาฯ จากซีกรัฐบาล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่เกิดปัญหาขลุกขลักขึ้นเล็กน้อย จนต้องมีการพักการประชุมสภาฯ กลางคัน ร่วม 1 ชั่วโมง จากปัญหาเรื่องการนับองค์ประชุมในช่วงการโหวตลงมติวาระ 2 เรียงรายมาตรา ที่มีการแสดงความเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในมาตรา 6 งบกลาง เพราะองค์ประชุมไม่ครบระหว่างการโหวตลงมติ เนื่องจากตอนโหวตลงมติเห็นชอบในมาตราดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 237 ต่อ 0 นั้น มีจำนวนผู้อยู่ในห้องประชุมแค่ 245 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม แต่ฝ่ายวิปรัฐบาล โดยวิรัช รัตนเศรษฐ์ ประธานวิปรัฐบาล ยืนกรานต่อที่ประชุมว่า ได้ตรวจสอบเสียง ส.ส.รัฐบาลแล้วยืนยันว่าอยู่ครบ โดยการแจกแจงว่า ก่อนการโหวตมาตรา 6 ดังกล่าว ช่วง 11.17 น. ได้มีการเช็กองค์ประชุมก่อนลงมติโหวตพบว่า มีองค์ประชุม 253 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม แต่ต่อมาเวลา 11.18 น. ซึ่งห่างกันเพียง 1 นาที ได้มีการโหวตลงมติมาตรา 6 ปรากฏว่ามีองค์ประชุมเหลือแค่ 245 เสียง หายไป 8 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;quot;วิปรัฐบาลได้สอบถาม ส.ส.ทั้ง 8 คนแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในห้องประชุมครบโดยตลอด จึงเป็นไปได้ว่าอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ใน 3 ประการ ได้แก่ 1.ปัญหาเครื่องลงคะแนนที่กดบัตรแล้ว คะแนนไม่ขึ้น 2 ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนผิด และ 3.เสียบบัตรแสดงตนเป็นองค์ประชุมแล้ว แต่ลืมกดปุ่มตอนลงมติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกัน ส.ส.รัฐบาล 8 คน ที่มีชื่อหายไประหว่างการโหวตลงมติมาตรา 6 อาทิเช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ก็ยืนยันว่าได้อยู่ในห้องประชุมและได้ร่วมการแสดงตนเป็นองค์ประชุม และโหวตลงมติด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทำให้ที่ประชุมอภิปรายถกเถียงกันอย่างหนัก จนมีข้อเสนอจากฝ่ายค้านให้กลับไปโหวตใหม่ ตั้งแต่มาตรา 1 ชื่อร่าง พ.ร.บ.เป็นต้นมา เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหามีการส่งศาล รธน.ตีความขึ้นอีก จะได้ไม่เสียเวลา ข้อเสนอดังกล่าวทำให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เสนอความเห็นให้ไปโหวตใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่มาตรา 1 และที่ประชุมเห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จนสุดท้ายที่ประชุมสภาฯ ต้องย้อนกลับไปโหวตเรียงรายมาตรา ตั้งแต่มาตรา 1 ใหม่อีกรอบ โดยที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ชุดเดิม อย่างเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ขอถอนคำสงวนคำแปรญัตติในวาระ 2 ออกไปทั้งหมดทุกมาตรา จึงทำให้การพิจารณาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และนับจากนั้นวิปรัฐบาลก็มีการคุมเข้มตรวจเสียงองค์ประชุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก จนสุดท้ายสภาฯ ก็พิจารณาวาระ 2 และมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ วาระ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 257 ไม่เห็นด้วย 1 และงดออกเสียง 3 คน จากที่ประชุมทั้งหมด 261 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับเสียง ส.ส.ที่หายไปจำนวนมากในห้องประชุม เป็นเสียงที่เกิดจากฝั่งฝ่ายค้าน ที่มีมติไม่ร่วมสังฆกรรมการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าว แต่มีการลงชื่อเข้าร่วมประชุม แต่ไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุมและไม่ร่วมลงมติใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท จะผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ แล้ว และวุฒิสภาก็จะให้ความเห็นชอบออกมาโดยเร็วเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ควรต้องดำเนินตรวจสอบ-สะสาง-เอาผิดให้ได้ ก็คือบรรดา แก๊งเสียบบัตรแทนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จนส่งผลทำให้การบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ล่าช้า และเป็นสิ่งที่สร้างความอดสูให้กับสภาฯ ไทยที่มี ส.ส.ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง มีการฝากบัตรให้ ส.ส.เสียบแทนกันในห้องประชุมฯ เพราะแม้เรื่องนี้จะมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบอยู่ในเวลานี้ แต่ก็อย่างที่รู้กัน การทำงานของ ป.ป.ช.ที่มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบล่าช้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ควรที่ฝ่ายสภาฯ ที่เวลานี้ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ แม้จะมีการตรวจสอบเรื่อง ส.ส.เสียบบัตรแทนกันอยู่ แต่ก็ควรต้องเร่งตรวจสอบและสรุปผลโดยเร็ว อย่าทำแบบล่าช้า ลอยตัว หรือหวังโยนให้ ป.ป.ช.พิจารณาฝ่ายเดียว ยิ่งต่อมามีการเปิดเผยข้อมูลว่ายังมี ส.ส.รัฐบาลอีกหลายคนมีการเสียบบัตรแทนกัน แม้จะไม่ใช่ตอนโหวต พ.ร.บ.งบฯ ไม่ใช่แค่คนที่ถูกร้องไปยังศาล รธน.เท่านั้น สภาฯ ก็ต้องสะสางเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;quot;ชวน หลีกภัย-ประธานสภาฯ&amp;quot; จึงต้องสนับสนุนทุกกระบวนการที่จะทำให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ จนได้ผลออกมาโดยเร็ว จะได้มีการแฉชื่อ ส.ส.ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้สังคมรับรู้ จะได้เกิดการรับผิดทางสังคมและคดีความต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563, สภาผู้แทนราษฎร, หืดจับ เข็นผ่าน พ.ร.บ.งบฯ 63 สภาฯ ต้องเร่งสรุปปมฉาวเสียบบัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e4564b551c25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเปิดตัวเลขหนี้ประเทศล่าสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 พ.ค.2561- นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ ได้รายงานหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 มีจำนวน 6,454,168.89 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41.04% ของ GDP โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 5,145,028.98 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 918,898.16 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 381,046.94 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 9,194.81 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะคงค้างลดลงสุทธิ 9,522.95 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้รัฐบาล จำนวน 5,145,028.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิ 9,945.30 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของหนี้รัฐบาล ดังนี้ เงินกู้ภายใต้แผนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 และการบริหารหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นสุทธิ 52,226.87 ล้านบาท เนื่องจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพื่อนำไปลงทุนในการพัฒนาประเทศ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ จำนวน 70,508.21 ล้านบาท การไถ่ถอนพันธบัตร 10,477.34 ล้านบาท และการลดลงของตั๋วเงินคลัง 7,804 ล้านบาท เงินกู้เพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศเพิ่มขึ้นสุทธิ 4,291.61 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การกู้ให้กู้ต่อแก่ (1) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 920.19 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจำนวน 304.81 ล้านบาท สายสีน้ำเงินจำนวน 382.59 ล้านบาท และ สายสีเขียวจำนวน 232.79 ล้านบาท (2) การรถไฟแห่งประเทศไทยเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 3,371.42 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี &amp;ndash; ปากน้ำโพ จำนวน 1,600 ล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม &amp;ndash; ชุมพร จำนวน 646.50 ล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ &amp;ndash; ขอนแก่น จำนวน 573.79 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา &amp;ndash; คลองสิบเก้า - แก่งคอย จำนวน 452.67 ล้านบาท และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - รังสิต จำนวน 98.46 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกู้เงินบาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน การชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำนวน 2,059.14 ล้านบาท โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ &amp;nbsp;เงินกู้ล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ลดลง 44,800 ล้านบาท เนื่องจากได้นำไปชำระคืนหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและการบริหารหนี้ที่ครบกำหนดในวันที่ 13 มีนาคม 2561 หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นสุทธิ 85.96 ล้านบาท เนื่องจากการเบิกจ่ายและชำระคืนเงินกู้สกุลเงินต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน หนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 918,898.16 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 16,893.64 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน ลดลงสุทธิ 4,183.31 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่ลดลงของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน ลดลงสุทธิ 12,710.33 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่ลดลงของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลคํ้าประกัน) จำนวน 381,046.94 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 2,523.65 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หนี้หน่วยงานของรัฐ จำนวน 9,194.81 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 50.96 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากหนี้ที่ลดลงของสำนักงานธนานุเคราะห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 จำนวน 6,454,168.89 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหนี้ในประเทศ 6,184,166.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 95.82 และหนี้ต่างประเทศ 270,002.37 ล้านบาท (ประมาณ 8,421.46 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือร้อยละ 4.18 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด และหนี้สาธารณะคงค้าง แบ่งตามอายุคงเหลือ สามารถแบ่งออกเป็นหนี้ระยะยาว 5,824,318.73 ล้านบาท หรือร้อยละ 90.24 และหนี้ระยะสั้น 629,850.16 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.76 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8501</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย, มีนาคม, หนี้ต่างประเทศ, หนี้รัฐบาล, หนี้สาธารณะ, หนี้ในประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aec16fc58511.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
