<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งคุก6ปี 24 เดือน ปรับ 1.6 แสน อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ คดีฟอกเงินการศึกษารร.พระปริยัติธรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.63- ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.205/2561 ในคดีที่ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระเมธีสุทธิกร หรือพระราชอุปเสณาภรณ์ หรือพระมหาสังคม หรือสังคมญาณวฑฒโน หรือนายสังคม สังฆะพัฒน์อดีต &amp;nbsp;ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือพระมหาเทิด หรือเทอดญาณวชิโร หรือนายเทอด วงศ์ชะอุ่ม อดีตเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และนายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องระบุว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1-2 เป็นพระสงฆ์ จำเลยที่ 1 มีสมณศักดิ์ชื่อพระเมธีสุทธิกร จำเลยที่ 2 มีสมณศักดิ์ชื่อพระวิจิตรธรรมาภรณ์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าอาวาสดูแลบำรุงรักษาวัด และจัดกิจการศาสนสมบัติของวัด ตลอดจนปกครองสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่อยู่หรือพักอาศัยในวัดให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม ซึ่งตำแหน่งของจำเลยที่ 1-2 เป็นตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ จึงมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 45&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้ง 2 มีอำนาจร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชีวัดสระเกศฯ ตามเงื่อนไขการเปิดบัญชีอันเป็นบัญชีเงินฝากของวัดสระเกศฯ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2558 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1-2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและจำเลยที่ 3 ได้บังอาจร่วมกันกระทำการฟอกเงินโดยจำเลยที่ 1-2 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำการเบิกถอนเงินงบประมาณสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาวรจักร บัญชีออมทรัพย์ จำนวน 7 แสนบาท ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ไปใช้จ่ายเป็นประโยชน์ส่วนตนของจำเลยทั้ง 3 โดยที่จำเลยทั้ง 3 ทราบดีอยู่แล้วว่า เงินจํานวนดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่อนุมัติเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้ง 3 จึงไม่สามารถร่วมกันนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ หรือโอนไปใช้เพื่อกิจการอื่นนอกเหนือจากการนำไปใช้เพื่อกิจการสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้ อันเป็นการร่วมกันโอน รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา การโอนการได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดการได้มาครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินโดยรู้ในขณะที่ได้มาครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้ง 3 ดังกล่าวเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันฟอกเงิน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ องค์กรหรือบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเนื่องจากจำเลยที่ 1-2 เป็นเจ้าพนักงานตามกฏหมายกระทำความผิดฐานฟอกเงินจึงต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นตามกฎหมายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2558 จำเลยทั้ง 3 ได้บังอาจร่วมกันทำการฟอกเงิน โดยจำเลยที่ 1-2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำการเบิกถอนเงินงบประมาณสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาวรจักร จำนวน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ไปใช้จ่ายเป็นประโยชน์ส่วนตนของจำเลยทั้ง 3 โดยที่จำเลยทั้ง 3 ทราบดีอยู่แล้วว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่อนุมัติเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การกระทำของจำเลยทั้ง 3 ดังกล่าวเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ทั้ง 3 ได้ร่วมกันทำการฟอกเงิน โดยถอนเงินงบประมาณสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาวรจักร จำนวน 3.4 ล้านบาท, เมื่อวันที่ 6 ส.ค.อีก 1 แสนบาท, เมื่อวันที่ 11 ก.ย.อีก 3 ล้านบาท, เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.อีก 4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชั้นสอบสวนเเละชั้นพิจารณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่ระหว่างพิจารณา อดีตพระมหาสังคมหรือสังคม ญาณวฑฒโน จำเลยที่ 1 และ อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด จำเลยที่ 2 อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เพิ่งได้ประกันตัววันที่ 15 ส.ค. 2562 หลังจากมีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว โดยอดีตพระทั้งสองได้ประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยที่ 1-2 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล พร้อมกับให้มารายงานตัวต่อศาลชั้นต้นทุก 1 เดือนจนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาด้วย ส่วน นายทวิช สังข์อยู่ ฆราวาส ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ผู้ผลิตสื่อให้วัดสระเกศฯ จำเลยที่ 3 ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา จึงถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาพยานหลักฐานเเล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5(3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1-2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงินต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละกระทงละ 2 ปี ปรับคนละกระทงละ 42,000 บาท รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยที่ 1-2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละกระทงละ 28,000 บาท รวม 6 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน และปรับคนละ 168,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1-2 เป็นพระภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่อท 197/2561ของศาลนี้นั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่คดีฟอกเงิน ซึ่งมีการกล่าวหาพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดพื้นที่ กทม.หลายแห่ง รวมทั้งต่างจังหวัด ที่สืบเนื่องจากการทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณ พศ.ของกลุ่มนายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.พศ. นั้น ก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง ก็มีคำตัดสินคดีฟอกเงินฯ ไปแล้ว 2 สำนวน ประกอบด้วย 1. คดีหมายเลขดำ อท.38/2561 กล่าวหาฟอกเงินจากการที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนี) คดีทุจริตจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 ล้านบาท ให้วัด 12 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ , ตาก , นครสวรรค์ , ชุมพร โดยมิชอบ ที่ลงโทษจำคุก นายสมเกียรติ ขันทอง อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค อายุ 56 ปี รวม 13 กระทง เป็นเวลา 26 ปี (ตัดสินวันที่ 18 เม.ย. 2562 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยไม่ได้ประกันตัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 กล่าวหาฟอกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก ที่ลงโทษ 2 กระทง นายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา , กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) , เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี &amp;nbsp;และ นายสมทรง อรรถกฤษณ์ อายุ 53 ปี อดีตพระอรรถกิจโสภณและเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี (ตัดสินวันที่ 16 พ.ค. 2562 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองได้ประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราช, พระวิจิตรธรรมาภรณ์, พระเมธีสุทธิกร, ฟอกเงิน, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec378b06d912.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า 4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; storage.thaipost.net ข่าวครึกโครมของวัน ต้องยกให้ &amp;quot;ยุทธการฟ้าสาง&amp;quot; ของกองปราบฯ ลุยค้นรวบพระผู้ใหญ่ 3 วัดดัง ไล่ตั้งแต่วัดสระเกศราชวรวิหาร รวบตัว พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือ เจ้าคุณเทอด พระครูสิริวิหารการ พระศรีคุณากรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส แต่พระพรหมสิทธิ หรือเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาส หายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนวัดสามพระยาวรวิหาร คุมตัวพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน เจ้าอาวาส และ พระอรรถกิจโสภณ ขณะที่วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ไม่พบตัวพระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เช่นกัน ยังไงก็ขอปรบมือให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่กล้าสังคายนาวงการสงฆ์ หนึ่งในสถาบันที่คนไทยเคารพนับถือ การจัดการกับพระผู้ใหญ่นอกรีตไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่งั้นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) &amp;quot;พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์&amp;quot; คงไม่โดนเด้งไปครั้งหนึ่ง ยังโชคดีของประเทศไทย ที่ ผอ.พศ.ต่อสู้จนชนะกับความอยุติธรรม ที่สำคัญเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ งานนี้ก็ต่อเนื่องหลัง ผอ.พศ.แจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ในคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดสามพระยา เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๐ จับพระผู้ใหญ่คดีเงินทอนวัด แต่หวยออกที่อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ พ่วงไปกับเขาด้วย คอมมานโดอาวุธครบมือบุกวัดอ้อน้อยรวบตัวใน 2 ข้อหาหนัก คดีอั้งยี่ ซ่องโจร ในช่วงที่เป็นแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ เมื่อปี 57 คดีผิดมาตรา 112 ปลอมพระปรมาภิไธย ในฐานะผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอท รุ่นหนึ่งในปฐพี กรณีนำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ถึงแม้คนละคดี แต่อดีตพระผู้ใหญ่ทั้ง 5 ราย กับอดีตพุทธะอิสระ ก็ถูกจับสึกและส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแห่งเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๐ วันศุกร์นี้ได้ฤกษ์ยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคกำนันซะที&amp;nbsp; ยื้อมาเกือบ 3 เดือน นับจากที่ &amp;quot;เชน เทือกสุบรรณ&amp;quot; น้องชายกำนันร่ำๆ จะไปจดทะเบียนตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. มาลงตัวกันที่ชื่อ &amp;quot;รวมพลังประชาชาติไทย&amp;quot; ถึงแม้ชื่อจะยาวกว่าชาวบ้าน แต่ก็ยังสั้นกว่าเดิมเยอะเลย ถ้าเทียบกับ &amp;quot;มวลมหาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข&amp;quot; ฟัง &amp;quot;กำนันสุเทพ&amp;quot; บอกว่า จะรับแค่เก้าอี้กุนซือ พร้อมกับย้ำไม่รับตำแหน่งการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น อดนึกถึงคำพูดที่เคยประกาศไว้เมื่อปี 59 ว่าจะไม่กลับไปเล่นการเมือง และไม่ตั้งพรรคใหม่แน่นอน มาวันนี้ ถึงไม่ได้เล่นเอง แต่คอยกำกับดูแลทุกสิ่งอย่างในพรรค 3 ไม่ที่กำนันย้ำ ก็ไม่ได้พูดถึงการช่วยหาเสียง ต่อให้ตั้งชื่อพรรคอย่างไรก็แล้วแต่ โลโก้อะไรก็ตาม แต่ยังไงยี่ห้อกำนันก็ติดตัวพรรคนี้ตั้งแต่ยังไม่เกิด แกะยังไงก็คงไม่ออกหรอกกำนัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๐ &amp;quot;ผมจะร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ได้ด้วยพรรคและนักการเมืองแบบใหม่ ประเทศจะกลับไปเป็นการเมืองอย่างเดิมอีกไม่ได้ และจะเดินหน้าผลักดันเรื่องความปรองดองให้สำเร็จด้วย เพราะถือเป็นโปรเจ็กต์สุดท้ายของชีวิต ผมจะสร้างพรรคคุณภาพของสมาชิกและประชาชน&amp;rdquo; ในที่สุด เจ้าของทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย &amp;quot;เอนก เหล่าธรรมทัศน์&amp;quot; ยอมรีเทิร์นการเมืองอีกครั้ง หลังบอบช้ำกับพรรคมหาชน ที่ได้รับเลือกตั้งเพียง 2 คน เมื่อ 6 ก.พ.2548 และเพิ่มอีก 1 เก้าอี้จากเลือกตั้งซ่อม ทั้งที่เปิดตัวอย่างเกรียวกราว ประกาศตัวเป็นพรรคทางเลือกใหม่หรือทางเลือกที่สาม ตั้งเป้าไว้ถึง 50 ที่นั่ง ความผิดหวังครั้งนั้น เจ้าตัวถึงกับลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และก็หันหลังให้กับวงการเมือง กลับไปอยู่ในเวดวงการศึกษาอย่างที่ตัวเองถนัด กระทั่งเข้ามาช่วยงาน คสช. ด้านปรองดองและปฏิรูปประเทศ ก่อนหน้านี้แว่วมาว่ากำนันตามจีบมาหลายเดือนแล้ว แต่เจ้าตัวปฏิเสธ เพราะเข็ดขยาดเสียแล้ว ก็ไม่รู้ว่าอะไรถึงทำให้ ดร.เอนกเปลี่ยนใจ หรือว่าเจ้าตัวยังพอเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ ถึงกล้าเดิมพันเป็นโปรเจ็กต์สุดท้ายของชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., บันทึกหน้า4, พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พระครูสิริวิหารการ, พระพรหมดิลก, พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี), พระวิจิตรธรรมาภรณ์, พระศรีคุณากรณ์, พระอรรถกิจโสภณ, ยุทธการฟ้าสาง, รวมพลังประชาชาติไทย, ลี้คิมฮวง, หลวงปู่พุทธะอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2018 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมกโครงการโกง70ล. ชงป.ป.ช.ลงดาบ5พระเถระ จับตาประชุมมส.20เม.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กมล&amp;rdquo; ยืนยัน &amp;ldquo;พงศ์พร&amp;rdquo; แจ้งความพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปจริง พร้อมส่งเรื่องทันควันไปยัง ป.ป.ช.ให้ลงดาบแล้ว มั่นใจเอาผิดได้แน่เพราะหลักฐานชัด &amp;ldquo;รอง ผบก.ปปป.&amp;rdquo; ลั่นไม่หวั่นแม้มีชื่อพระดังพัวพัน &amp;ldquo;ป.ป.ช.&amp;rdquo; ยันพร้อมไต่สวน &amp;ldquo;มโน&amp;rdquo; ชี้เป็นกรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 56 ปีในวงการผ้าเหลือง แนะจับตาประชุมใหญ่ มส. 20 เม.ย. สมเด็จพระสังฆราชอาจมีพระบัญชาอย่างใดอย่างหนึ่ง &amp;ldquo;พุทธะอิสระ&amp;rdquo; เชียร์ฟันอลัชชี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 เม.ย. พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปปป.ให้ดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 3 แห่ง 4 สำนวน โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปเกี่ยวข้อง คือ 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10 4.พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ 5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ว่ากระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติ แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม และแผนกบาลี และงบเผยแผ่ศาสนา มีความเสียหายทั้งสิ้น 70 ล้านบาท เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พรได้เข้าร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) &amp;nbsp;ในวันนั้นเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนที่เหลืออีก 7 วัดที่ยังต้องสอบต่อจะเชิญ พ.ต.ท.พงศ์พรมาให้ปากคำก่อนในวันที่ 19 เม.ย.นี้เพื่อดูแนวทางปฏิบัติ หลังจากนั้นจะได้เรียนผู้บังคับบัญชาทราบอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ ป.ป.ช.เขารับเรื่องไปแล้ว ผมไม่อยากให้ข่าวอะไรมาก ไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย ถ้าให้สัมภาษณ์มากจะทำให้เนื้อหาทางคดีของ ป.ป.ช.เขาเสียหาย อะไรที่อยู่ในส่วนของเราเดี๋ยวค่อยว่ากัน&amp;rdquo; พล.ต.ต.กมลระบุ
พล.ต.ต.กมลกล่าวต่อว่า ส่วนคดีฟอกเงินกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น่าจะทำเอง &amp;nbsp;ส่วนความผิดที่พนักงานสอบสวน ปปป.ส่งเรื่องไปสามารถเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องได้แน่นอน เรามีข้อมูลหลักฐาน และไม่ใช่เฉพาะคดีของ 3 วัดล่าสุดที่ส่ง ป.ป.ช.ไป วัดอื่นเราก็มีหลักฐานถึงสามารถสรุปส่ง ป.ป.ช.ได้ ยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ ทำงานกันได้ตามปกติ
พร้อมสอบพระชั้นผู้ใหญ่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รองผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ( รอง ผบก.ปปป.) ที่ควบคุมดูแลคดีเงินทอนวัดดังกล่าวเผยว่า หลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พรได้เข้าแจ้งความเสร็จ พนักงานสอบสวนได้นำสำนวน 3 วัด 4 คดี ประมาณกว่า 2,000 หน้าส่งไปที่ ป.ป.ช.เลยในวันเดียวกัน หลังจากนี้ ป.ป.ช.อาจตั้งคณะไต่สวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเข้าใจว่า ป.ป.ช.จะส่งเรื่องมาให้ ปปป.ทำการสอบสวนในคดีนี้ แล้วเราก็จะสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และมีความเห็นทางคดีสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ต่อไป ส่วนที่ ป.ป.ช.จะส่งเรื่อกลับมาเร็วหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า ป.ป.ช.จะนำเรื่องเข้าบอร์ดเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับบอร์ดว่าเขาจะส่งมาให้เราเมื่อไหร่ หรือท่านจะไปดำเนินการไต่สวนเองก็ได้ ถ้า ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมาให้ ปปป.ดำเนินการก็จะมีด้วยกัน 2 ส่วน มีทั้งที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องเองที่วัด เพื่อความรวดเร็ว หรือบางปากอาจเชิญมาให้ปากคำก็ได้ พนักงานสอบสวนของเราพร้อมอยู่แล้ว&amp;quot; พ.ต.อ.จักษ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จักษ์กล่าวถึงการฟอกเงินว่า บช.ก.น่าจะตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานครบถ้วนในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิด ทุกอย่างเราดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ส่วนการดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่รู้สึกหวั่นใจ เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เราทำอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ไปมีอคติกับใคร ทำเพื่อให้ศาสนาดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวเรื่องนี้ว่า ถือเป็นขั้นตอนปกติ ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. โดย ปปป.จะส่งให้ และที่ผ่านมาคดีเงินทอนวัด ปปป.ได้ทยอยส่งมาเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้ยังไม่ทราบว่ามีการส่งมาให้แล้วหรือยัง ส่วนที่มีรายงานข่าวว่าในชุด 3 นี้มีพระชั้นผู้ใหญ่ใน มส.ด้วยนั้น ต้องเรียนว่าคดีเงินทอนวัดมีเจ้าหน้าที่ใน พศ.เป็นตัวการ ถ้ามีพระภิกษุ ประชาชน หรือเอกชน ที่แม้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถ้ากระทำผิดด้วย ป.ป.ช.สามารถตรวจสอบได้เช่นกันในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าว ดังนั้นถ้าเกี่ยวข้องจะต้องถูกไต่สวน
ชี้มหากาพย์ทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องปัญหาว่าพระอยู่ในอำนาจตรวจสอบของ ป.ป.ช.หรือไม่ เคยมีการถกเถียงกันและแปลความกันว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจ เว้นแต่ว่าเข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในกรณีที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพย์สินของวัด หาประโยชน์จากทรัพย์สินหรือเบียดบังทรัพย์สินของวัด กรณีจะถูกไต่สวนได้คือ มีตัวการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้คดีเงินทอนวัดที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร การทุจริตแต่ละแห่งมีลักษณะคล้ายกัน เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการทยอยชี้มูลออกมาเรื่อยๆ เพราะคดีเงินทอนวัดมีจำนวนมากในการไต่สวนของ ป.ป.ช.&amp;rdquo; นายสุรศักดิ์ระบุ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป &amp;nbsp;(ปชช.) ระบุว่าการร้องทุกข์กล่าวโทษของ พ.ต.ท.พงศ์พรในการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมใน 3 วัดนั้น มีบางแห่งไม่มีแม้แต่โรงเรียนปริยัติธรรม แต่กลับไปเบิกงบการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างหน้าตาเฉย แสดงให้เห็นว่าวงการสงฆ์ของไทยต้องสังคายนาครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาการขาดกลไกตรวจสอบใดๆ ในคณะสงฆ์ อีกทั้งพระบางรูปที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังเป็นถึงหนึ่งในกรรมการ มส. แสดงให้เห็นว่าอดีตที่ผ่านมา มส.เองสามารถครอบงำ พศ.เพื่อหาประโยชน์เข้าสู่คณะสงฆ์ทั้งที่เป็นเรื่องผิดพระธรรมวินัย ขณะที่พระผู้ใหญ่บางรูปหลงทางโลก จึงเอื้อให้การทุจริตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;ldquo;กรณีดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมหากาพย์การทุจริตที่ปรากฏขึ้นเท่านั้น ยังมีเงินที่มาจากรายได้จากศาสนสมบัติของทางวัด ทั้งการปล่อยให้เช่าที่หรืออาคารต่างๆ รวมทั้งเงินทำบุญจากพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าหากมีการลงไปตรวจสอบสองกรณีดังกล่าวให้ถี่ถ้วน เชื่อว่าการทุจริตปรากฏขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ไม่เคยมีกระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเลยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช เลขาธิการพรรคประชาชนปฏิรูป วิเคราะห์ถึงการร้องทุกข์กล่าวโทษพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ซึ่งเป็นกรรมการ มส.ถึง 3 รูปว่า จะมีผลกระทบต่อ มส.แน่นอน และถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตั้งแต่มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นต้นมาถือว่าสะเทือนที่สุด ที่ยุคนี้มีพระถูกร้องทุกข์กล่าวโทษถึง 5 รูป ทั้งเจ้าอาวาสอย่างเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก 3 รูปเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่รู้จักในวงการสงฆ์มากมาย&amp;nbsp;
แนะจับตาประชุม มส. 20 เม.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชาวพุทธฟังแล้วตกใจนึกไม่ถึงว่า พ.ต.ท.พงศ์พรจะไปฟ้อง แต่เชื่อว่าคงมีหลักฐานชัดแจ้งแล้ว &amp;nbsp;และคาดว่าในวันศุกร์ที่ 20 เม.ย.นี้ที่มีการประชุมคณะกรรมการ มส.คงมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น สมเด็จพระสังฆราชอาจมีพระบัญชาอย่างใดอย่างหนึ่ง&amp;rdquo; นพ.มโนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มโนกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชาวพุทธตื่นรู้ว่าต้องแก้ปัญหาแล้ว ไม่ควรเป็นอย่างนี้ &amp;nbsp;ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อำนาจอยู่กับเจ้าอาวาสแบบเด็ดขาดเหมือนเป็นราชาในอาณาจักรเล็กๆ บัญชีเงินวัดกับบัญชีเงินเจ้าอาวาสแยกกันไม่ออก ใช้อำนาจได้ทุกอย่างตามใจ การแต่งตั้งไวยาวัจกรก็ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาส จึงจำเป็นต้องปฏิรูปสงฆ์ ซึ่งยากกว่าการปฏิรูปตำรวจเสียอีก เนื่องจากพระสงฆ์เป็นที่ศรัทธาและมีอำนาจทางสังคมในวัฒนธรรมไทย เชื่อว่าคดีแบบนี้จะมีอีกเป็นระลอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มโนยังกล่าวถึงกรรมการ มส.ว่า การแต่งตั้งกรรมการ มส.เองก็มีการเล่นพวกกันเยอะ มีกรรมการจากวัดปากน้ำถึง 3 คน ใครเป็นใหญ่ก็ตั้งคนของตัวเอง ไม่คำนึงถึงความรู้สึกประชาชน ตัว พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็ไม่เคารพพระธรรมวินัย พระสงฆ์ไม่ควรจับเงิน แต่กลับให้มีเงินมีอำนาจมากมาย สำหรับคดีที่เกิดนี้ถือเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงแตกต่างจากคดีเงินทอนวัด เพราะเอาเงินไปใช้ในงานที่ไม่มีจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันในช่วงเย็น พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;แม้นึกว่าคดีทุจริตเงินทอนจะเจอตอทำให้สะดุดหยุดลงเสียอีก&amp;rdquo; โดยระบุว่าข่าว พ.ต.ท.พงศ์พรเดินทางไปพบ พล.ต.ต.กมล เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูป ที่มีส่วนเข้าไปพัวพันการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม &amp;nbsp;แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรมและบาลี รวมทั้งงบเผยแผ่ มูลค่าความเสียหาย 70 ล้านบาท การกระทำเข้าข่ายผิดทางคดีอาญา และยังเข้าข่ายปาราชิก ข้อว่ายักยอกทรัพย์เกิน 5 มาสกอีกต่างหาก ที่น่าสนใจ คือ มีนักบวชระดับเจ้าคุณชั้นพรหมเป็นเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ทั้งยังมีกรรมการ มส.อีกด้วย
หลวงปู่เชียร์สุดลิ่ม
หลวงปู่พุทธะอิสระโพสต์อีกว่า พอได้เห็นข่าวนี้ทำให้รู้สึกโล่งใจ เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่าสิ่งที่พูดและสู้มาตลอดหลายปีนั้นสามารถพิสูจน์ได้ทุกเมื่อ จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ทีนี้พวกบรรดากองเชียร์ของพวกกรรมการ มส.เหล่านี้คงจะตาสว่างกันขึ้นมาบ้าง หากยังมีจิตสำนึก มีปัญญาแยกแยะถูกผิดดีชั่ว คงจะคิดได้ว่าจะมัวเอาแต่ปกป้องคนผิด คนชั่ว หรือจะปกป้องความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระธรรมวินัย ลองถามใจตัวเองดูกันบ้าง มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนดีๆ พระดีๆ จะช่วยกันลุยล้างบาง พวกนักบวชอลัชชีที่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากินกันอยู่ ทำไมถึงปล่อยให้พุทธะอิสระสู้อยู่คนเดียว ทั้งที่สิ่งที่ได้มาจากการสู้มันก็คือประโยชน์ของพุทธบริษัททุกคน นี่แค่หนังตัวอย่าง ยังมีอีกเพียบ หากจะช่วยกันล้างบาง
&amp;ldquo;ยังไงงานนี้ต้องให้เครดิต พ.ต.ท.พงศ์พร ที่กล้าหาญเลือกความถูกต้องมากกว่าเลือกความถูกใจ &amp;nbsp;และช่วยชำระล้างความสกปรกในวงการผ้าเหลืองแทนพระภิกษุผู้ปกครอง ผู้มีหน้าที่โดยตรงแต่กลับไม่ทำอะไรเลย ขออนุโมทนาที่ท่าน ผอ.สำนักพุทธและ ปปป. คสช.ช่วยกันทำให้พระธรรมวินัยกลับมาเป็นที่มุ่งหวังได้ โดยไร้ข้อกังขาใดๆ จากผู้ศรัทธา คนชั่วต้องถูกกำจัด คนดีพระดีต้องได้รับการกราบไหว้บูชา ซึ่งมันควรจะเป็นเช่นนี้มานานแล้ว&amp;rdquo; หลวงปู่พุทธะอิสระโพสต์ทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7229</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมล, จำนงค์ ธมฺมจารี, ธงชัย สุขญาโณ, ป.ป.ช., พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร, พงศ์พร, พระวิจิตรธรรมาภรณ์, พระเถระชั้นผู้ใหญ่, พศ., มส., มโน, รอง ผบก.ปปป., สังคม ญาณวฑฺฒโน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอื้อน หาสธมฺโม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad4b5e227259.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
