<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดฉากพุทธะอิสระ ผิดม.112-ซ่องโจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดตำนาน &amp;quot;พุทธะอิสระ&amp;quot; ตำรวจคอมมานโดกว่า 200 บุกรวบคาวัดอ้อน้อย นิมนต์ 2 ข้อหาหนัก! ผิด ม.112 ฐานปลอมพระปรมาภิไธยประดิษฐานหลังองค์พระเครื่อง และปล้นทรัพย์ อั้งยี่ ซ่องโจร ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยวตำรวจสันติบาล 3 นายขณะเข้าไปหาข่าวม็อบ กปปส.แจ้งวัฒนะ ศาลยกคำร้องปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนทำการสึกถอดผ้าเหลืองให้สวมชุดขาว คุมตัวเข้าห้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 24 พ.ค. ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พร้อมคณะ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดกว่า 200 นาย อาวุธครบมือ นำหมายจับศาลเพื่อนิมนต์พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม &amp;nbsp;หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ ในข้อหาสนับสนุนให้มีการปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ อั้งยี่ ทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค้อนปอนด์ขนาดใหญ่พังประตูเข้าไป ในขณะที่พระพุทธะอิสระกำลังจำวัด จึงได้แสดงหมายศาลก่อนนำนิมนต์มาสอบสวนที่กองปราบปราม
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่รู้ เดี๋ยวคงรู้รายละเอียด ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 14.30 น. พนักงานสอบสวน บก.ป.ได้ควบคุมตัวพระพุทธะอิสระตามหมายจับศาลอาญา คดีอั้งยี่ซ่องโจร และคดีปลอมพระปรมาภิไธย มาฝากขังผลัดแรกต่อศาลอาญาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.-4 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น&amp;nbsp;
โดยคำร้องฝากขังคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2557 ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ และ ร.ต.ต.สงวน คมขาว ผู้กล่าวหาที่ 1-3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ประจำ จ.นนทบุรี ได้รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวม็อบชาวนา จึงได้ปลอมตัวเป็นม็อบชาวนา แต่เมื่อมาถึงศูนย์ราชการ ซึ่งพระพุทธะอิสระกับพวกได้ยึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณดังกล่าวอยู่ ซึ่งกลุ่มการ์ดของพระพุทธะอิสระได้เข้ามาขอดูโทรศัพท์ และทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแล้ว แต่ยังร่วมกันทำร้ายร่างกาย พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือ, นาฬิกา และสร้อยคอพร้อมพระไป รวมทั้งพาทั้งสองไปข้างเวที กปปส. ก่อนบังคับขืนใจให้ตอบคำถาม และทำร้ายร่างกาย ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้ง 3 นายได้ประสานขอตัวกลับมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561 โดยศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหา เลขที่ 1115/2561 ลงวันที่ 23 พ.ค.2561 กระทั่งวันที่ 24 พ.ค. พนักงานสอบสวนได้รับผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ พร้อมแจ้งข้อหาฐานใช้ผู้อื่นให้ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จิตใจ อันทำให้ได้รับอันตรายสาหัส, เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังให้เจ้าหน้าที่พนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส, เป็นผู้ใช้ผู้อื่นร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด หรือจำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร, เป็นผู้อื่นให้ปล้นทรัพย์ ให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และเป็นหัวหน้าผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือซ่องโจร ซึ่งได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 298, 310 วรรคสอง, 309 วรรคสองและวรรคสาม, 339 วรรคสอง, 340 วรรคแรกและวรรคสาม, 213 ประกอบมาตรา 84 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะเข้าไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำร้องฝากขังคดีปลอมพระปรมาภิไธย ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2560 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ได้เข้าทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย &amp;nbsp;ส.ก. มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนายวิชัยกล่าวหา ได้ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สร้างพระสำเร็จ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 250, 252
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการสอบสวนพยานบุคคล พร้อมทั้งตรวจสอบไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนายืนยันตรงกันว่า พระพุทธะอิสระไม่ได้รายงานขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามกฎระเบียบของ มส. และจากการสอบสวนพยานบุคคลเจ้าหน้าที่ กรมราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่าพระพุทธะอิสระไม่ได้ขออนุญาตใช้พระปรมาภิไธยย่อ และอักษรย่อพระนามาภิไธย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐาน จึงยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอท รุ่นหนึ่งในปฐพีเป็นปัญหาในคดีนี้จริง โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย และอักษรพระนามาภิไธยย่อ ไปประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องดังกล่าว เหตุเกิดที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างปี 2554-15 ส.ค.2554
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาฐานปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250, 252 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล ขณะที่การฝากขังคดีนี้ พนักงานสอบสวน ระบุว่าหากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวในชั้นศาล ก็ขอให้เป็นดุลยพินิจของศาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาคำร้องฝากขังทั้ง 2 คดีแล้ว ผู้ต้องหาไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขังได้ทั้ง 2 สำนวน ขณะที่ทนายความของพระพุทธะอิสระได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 150,000 บาท ในคดีอั้งยี่ซ่องโจร และเงินสด 850,000 บาท ในคดีปลอมพระปรมาภิไธยฯ เพื่อขอปล่อยชั่วคราว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบรรยากาศระหว่างที่นำตัวพระพุทธะอิสระมาฝากขังที่ศาลอาญา มีประชาชนที่มาให้กำลังใจกลุ่มคนอยากเลือกตั้งโห่ร้องและตะโกนด่า โดยตัวพระพุทธะอิสระมีสีหน้าเรียบเฉย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 18.00 น. ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพระพุทธะอิสระทั้ง 2 สำนวน โดยศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนัก-เบาของข้อหาในส่วนคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงและหลายข้อหา อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายราย และผู้ต้องหาก็ยังเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาในคดีปลอมพระปรมาภิไธยฯ (พ.1107/2561) ประกอบกับพนักงานสอบสวน ก็คัดค้านการประกันตัวด้วย เพราะหากปล่อยชั่วคราว ก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้ยกคำร้อง ส่วนคดี พ.1107/2561 ปลอมพระปรมาภิไธยฯ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดร้ายแรง และเกี่ยวพันกับคดีอั้งยี่ซ่องโจร (พ.1106/2561) หากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว มีการนิมนต์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ 3 รูปจากวัดเสมียนนารี และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนจาก พศ. มาทำการสึกจากความเป็นพระ โดยถอดพระเหลือง แล้วให้สวมชุดขาว ซึ่งได้ทำการสึกภายในห้องควบคุมผู้ต้องขังของราชทัณฑ์ บริเวณใต้ถุนศาลที่มีสภาพมิดชิดบุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้ โดยเป็นส่วนเฉพาะของเจ้าหน้าที่เท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเมื่อทำการสึกจากความเป็นสงฆ์แล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำรถกระบะของเรือนจำมาจอดรอที่ทางออกห้องคุมขังดังกล่าว ก่อนคุมตัวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ขึ้นรถกระบะของเรือนจำทันทีเพื่อนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ฝากขังนี้ต่อไป ซึ่งระหว่างถูกนำตัวขึ้นรถเรือนจำ มีประชาชนที่ศรัทธาถึงกับร้องไห้ พร้อมกับร้องโวยวายคร่ำครวญว่า ทำไมคนดีที่ต่อสู้เพื่อชาติและศาสนาต้องโดนอย่างนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวว่า นายสุวิทย์เข้ามาในฐานะฆราวาส เพราะได้สึกจากความเป็นพระแล้ว หลังการรับตัวเข้าเรือนจำ จึงถือเป็นผู้ต้องขังชาย โดยจะได้รับการดูแลเหมือนกับผู้ต้องขังอื่นทั่วไป โดยหลังรับตัวเข้าเรือนจำ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะเข้าไปพูดคุยเพื่อชี้แจงแนวปฏิบัติตัวในเรือนจำ ตลอดจนตอบข้อสงสัยต่างๆ และจะดำเนินการตรวจสุขภาพและทำประวัติ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในการรับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ สำหรับการเยี่ยมญาติจะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ต้องขังอื่นๆ ทั่วไป โดยทนายความสามารถเข้าพบเพื่อปรึกษาคดีได้ตลอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9986</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., คดีอั้งยี่ซ่องโจร, ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พุทธะอิสระ, ภ.ป.ร, ม.112, ร.ต.ต.สงวน คมขาว, ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล, ส.ก., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อักษรพระปรมาภิไธย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07d405ec231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พุทธะอิสระลั่น คสช.อยู่ในใจนักสู้เวทีแจ้งวัฒนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2561 - พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อว่า ใครบอกว่ารัฐบาล คสช. ไม่มีผลงานระบุว่า ใครจะมองว่ารัฐบาล คสช. ไม่มีผลงานอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับพวกเรานักสู้ชาวเวทีแจ้งวัฒนะ ต่างมองเห็นสาระประโยชน์ที่รัฐบาล คสช. ทำให้แผ่นดิน เริ่มตั้งแต่ คสช. เขาทำให้บ้านเมืองสงบ คสช. ทำให้โครงการพระราชดำริขององค์พ่อหลวง เดินหน้าสืบสาน ต่อยอดจนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนแผ่นดินได้อย่างยั่งยืน คสช.ทำให้ทรัพยากรทางทะเลกลับมาอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีกครั้ง คสช.ทำให้ทรัพยากรป่าไม้กลับมาเขียวขจี และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้ คสช.ทำให้คนไทยกระตือรือร้นต่อการรักษาระเบียบวินัย กติกาสังคม และกฎหมายบ้านเมืองได้มากขึ้น คสช.ทำให้ภาคการเกษตรอยู่ได้อย่างมั่นคง มีทิศทางที่ชัดเจน มีอนาคตมากขึ้น แม้จะยังไม่ครอบคลุมในทุกพื้นเศรษกิจก็ตาม
แต่ คสช.เขาก็มิได้ดูดายใช้ความด้อยโอกาสนั้นมาเป็นช่องทางในการผ่านงบ อย่างรัฐบาลที่แล้วๆ ทำมา คสช.ทำให้สถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยมั่นคง คสช.ทำให้ปัญหาความหมักหมม เน่าใน ของวงการผ้าเหลืองได้รับการชำระล้าง ช่วยขจัดเห็บหมัดที่เกาะกินพระธรรมวินัยให้หมดไป และยังมีประโยชน์อีกหลายสิบอย่างที่รัฐบาล คสช.ทำให้แผ่นดินไทย โดยที่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะถามว่า ผลงานอะไรที่ คสช. ทำแล้ว พุทธะอิสระประทับใจมากที่สุด ตอบ 1.ทำให้บ้านเมืองสงบ&amp;nbsp;2.ทำให้สถาบันปลอดภัย 3.ทำให้ทรัพยากรของชาติได้รับการฟื้นฟู 4.ทำให้พระธรรมวินัยกลับมาบริสุทธิ์ บริบูรณ์มั่นคงดังเดิม เหล่านี้คือหนึ่งในหลากหลายตัวอย่างผลประโยชน์ที่รัฐบาล คสช. กระทำให้คนไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9561</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., นครปฐม, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, รัฐบาล, หลวงปู่พุทธะอิสระ, เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c1e9a8d473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลวงปู่พุทธะอิสระแรงสส์ ถาม’พระมหาไพรวัลย์’ นี่หรือสาวกพระพุทธเจ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 พ.ค.2561 - พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;มีวิธีคิดแบบนี้น่ะหรือคือผู้ที่อ้างว่าเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า&amp;rdquo; ระบุว่า&amp;nbsp;
หลังกลับมาจากกองปราบ กรณีไปชี้เบาะแสให้สืบสวนสอบสวนในพฤติการณ์ของนายมาร์ค พิทบูล ที่ใช้กิริยาวาจากล่าวจาบจ้วง ดูหมิ่นเหยียดหยามพระบรมศาสดา วันต่อมามีคนนำบทความของผู้ที่ใช้ชื่อ มหาไพรวัลย์ แห่งวัดสร้อยทอง ที่เขียนวิจารณ์การไปแจ้งความของพุทธะอิสระทำนองว่า ไปแจ้งความทำไม ไม่ควรมีใครใช้กฏหมายต่อการวิจารณ์ของนายมาร์ค เขามีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย เราศรัทธาพระพุทธเจ้า โดยไม่ศรัทธาพระเวสสันดรได้มั้ย เราไม่เชื่อในการเดิน 7 ก้าวของพระมหาโพธิสัตว์ สิทธัทธะได้มั้ย อะไรประมาณนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอพุทธะอิสระเห็นหน้า เห็นชื่อ ก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะคนคนนี้ ไม่เคยเห็นดีของพุทธะอิสระอยู่แล้ว แต่พอยิ่งได้อ่านบทความของมหาคนนี้ พุทธะอิสระกลับรู้สึกแปลกใจว่า คนๆ นี้เข้ามานุ่งเหลือง โกนหัวได้อย่างไร คนมาด่าพ่อตัวเองแท้ๆ กลับปกป้องเขา แต่คนที่ช่วยปกป้องพ่อตัวเองกลับถูกตำหนิ คนแบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่า พุทธสาวก อยู่อีกกระนั้นหรือ &amp;nbsp;ซึ่งอันที่จริงมหาคนนี้ เขาก็มิได้ชอบขี้หน้าพุทธะอิสระมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่พุทธะอิสระออกมาเรียกร้องให้จัดการกับหัวหน้าลัทธิธรรมกาย ที่ต้องอาบัติปาราชิก จนต้องหนีคดีหัวซุกหัวซุนอยู่ทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำได้ว่า ขณะเกิดเหตุกรณีคดีธรรมกาย มหาคนนี้ แกออกมาโพสต์เฟสบุ๊กตำหนิคนที่แอนตี้ธรรมกาย ด้วยการยกสารพัดแม่น้ำมาเปรียบเปรยจนดูประหนึ่งว่า มหาคนนี้กำลังปกป้องเจ้าลัทธิปาราชิกอยู่อย่างงั้นแหละ แม้กรณีรัฐบาล คสช. ใช้มาตรา 44 เข้าไปปิดล้อมสำนักธรรมกายเพื่อตรวจสอบค้นหาตัวผู้ต้องหาหนีคดี มหาคนนี้ แกออกมาโพสต์ตำหนิ คสช. กระทั่งกรณีที่ประชาชนเขาไม่เอาสมเด็จรถเถื่อนเป็นสังฆราช มหาคนนี้ แกก็ออกมาโพสต์ต่อว่าผู้เคลื่อนไหวคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมหาคนนี้ แกก็ออกมาโพสต์ตำหนิพุทธะอิสระที่บังอาจไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบดำเนินคดีนายมาร์ค ที่จาบจ้วงดูหมิ่นพระบรมศาสดา แม้เรื่องทั้งหมดที่แกพยายามออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็น อย่างสวยหรู อยู่หน้าคีย์บอร์ดจะดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วมหาคนนี้ แกไม่เคยมองย้อนหลังกลับไปดูต้นเหตุของแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นเลย เช่นกรณีลัทธิธรรมกาย หรือแม้แต่มูลเหตุที่พุทธะอิสระต้องไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบดำเนินการกับนายมาร์ค มหาคนนี้แกก็ไม่สืบสาวหาเหตุที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากมหาคนนี้ แกจะไม่สืบสาวดูที่ต้นเหตุของสารพัดปัญหาแล้ว แกยังชอบออกมาวางมาดเป็นนักคิด นักเขียน ประดิษฐ์คำสวยๆ วิจารณ์ผู้ที่กำลังดำเนินการดับเหตุแห่งธรรมนั้น ประหนึ่งว่าผู้เป็นต้นเหตุเป็นผู้บริสุทธิ์ถูกต้อง แต่ผู้เข้ามาดับเหตุแห่งธรรมนั้น กลายเป็นผู้ชั่วร้าย เป็นผู้ร้ายไปเสียนี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่นประเด็นที่รัฐบาล คสช. ใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการปิดล้อมจับกุมเจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย
ที่ต้องย้ำว่า เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็เพื่อชี้ให้เห็นต้นเหตุว่าทำไมรัฐบาล คสช. ถึงต้องใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการปิดล้อมจับกุม ซึ่งต้นเหตุครั้งนั้นล้วนเกิดมาจากพฤติกรรมของเจ้าลัทธิธรรมกายและพวก ที่ได้กระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จนถึงขั้นอาบัติปาราชิก โดยมีอดีตองค์พระสังฆราชเป็นผู้โจทในท่ามกลางมหาเถรสมาคม
แต่เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็มิได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในศาลชั้นใดๆ เลย ด้วยเพราะมีเส้นสายในมหาเถรคุ้มกะลาหัว แล้วยังมีบารมีของนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีคอยเป่าคดีให้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย จะทำการละเมิดพระธรรมวินัยแล้ว ยังย่ามใจว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครกระทำอะไรกูได้ จึงทำการละเมิดกฎหมายหลายครั้งหลายมาตรา จนนำมาซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องออกหมายเรียกหลายฉบับ เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็ใช้มุกเดิมคือพยายามหลีกเลี่ยง ลีลา โยกโยน แล้วขอเจรจาสารพัดวิธี แต่ก็ไม่ยอมไปพบเจ้าหน้าที่ ถึงขนาดต้องมีหมายจับ เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็ยังไม่ออกมามอบตัว ด้วยข้ออ้างสารพัดมากมายถึงขนาดจัดฉากว่า ขาจะเน่า เดินทางไปไหนไม่ได้ แล้วก็ใช้วิชานินจา หลบหนีออกมาจากสำนักไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหล่านี้คือมูลเหตุแห่งความจริง ที่มหาโลกสวยผู้นี้ไม่เคยมอง ไม่เคยรับรู้ รู้แต่ว่ากูพอใจจะประดิษฐ์คำสวยๆ วิจารณ์ ให้ร้าย แก่ผู้ที่กระทำตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย ขอเพียงกูได้นั่งหน้าคีย์บอร์ดประดิษฐ์คำสวยๆ ออกมาช่วยปกป้องคนผิดได้ กูก็พอใจแล้ว เมื่อ คสช. เขาบังคับใช้กฎหมาย มหาคนนี้ก็ไปด่าเขาเสียอีก จนต้องถูกใบสั่ง คสช. ให้สงบปากสงบคำ พฤติการณ์ของมหาคนนี้ดูแกจะชอบวิจารณ์ ชี้นำสังคมให้มีความเห็นขัดแย้งกับหลักพระธรรมวินัย และขัดแย้งต่อข้อกฎหมายอยู่เนืองๆ ด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่ามีสิทธิ์ แม้สุดท้าย แกก็ออกมาโวยวาย เรื่องสิทธิมนุษยชนอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เว้นแม้แต่กรณีพุทธะอิสระไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบดำเนินการกับนายมาร์ค พิทบูล ที่มันมาจาบจ้วงพระบรมศาสดา ซึ่งทรงเปรียบประดุจดังพ่อผู้ให้กำเนิดแก่พระสงฆ์ แทนที่มหาคนนี้จะรู้สึกถึงความชั่วร้ายที่นายมาร์ค กระทำย่ำยีต่อพระบรมศาสดาผู้ที่เปรียบประดุจดังพ่อผู้ให้กำเนิดหมู่สงฆ์ มหาคนนี้กลับออกมาโพสต์คำสวยๆ ว่านายมาร์ค เขามีสิทธิ์จะถามเมื่อเขาสงสัย ไม่ควรจักมีใครมาใช้กฎหมายจัดการกับเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุ...แม่เจ้า ผู้ที่เรียกตัวว่าเป็นศากยบุตร กลับมองว่านายมาร์ค กำลังสงสัยในพระลีลาที่ทรงประสูติ และสงสัยในการเสด็จพระดำเนินได้เจ็ดก้าวของพระมหาบุรุษ มหาคนนี้ก็กำลังมองว่านายมาร์ค กำลังสงสัยเรื่องการบำเพ็ญทานบารมีในมหาชาติเวสสันดร ของพระมหาโพธิสัตว์ ถึงขนาดกล้าถามว่า แล้วมันจะมีปัญหาอะไร และอีกสารพัดข้อสงสัย ที่นายมาร์ค มีต่อองค์พระบรมศาสดา มหาคนนี้ก็ออกมาโพสต์ปกป้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปรวมความว่า มหาคนนี้แห่งวัดสร้อยทอง เขาพยายามจะออกมาบอกสังคมว่า นายมาร์ค พิทบูล แค่สงสัยเขาไม่ผิด พุทธะอิสระที่ไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนพฤติการณ์ของนายมาร์ค พุทธะอิสระผิดประมาณนี้ หรือว่าสังคมพุทธเดินมาถึงจุดที่ พุทธบริษัททั้งสี่สามารถจาบจ้วงวิพากษ์ วิจารณ์ สงสัย ด้วยพฤติการณ์ดูหมิ่น เหยียดหยาม ต่อองค์พระบรมศาสดาได้โดยไม่มีความละอายกันแล้วหรือ ไม่น่าเชื่อนะว่า นี้คือคำพูดของคนที่ประกาศตนเองว่าเป็น สาวกของพระบรมศาสดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปแล้วมหาคนนี้เป็นสาวกของนายมาร์ค หรือสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากันแน่ อันนี้คือข้อสงสัยจริงๆ นะ แต่ที่ไม่สงสัยก็คือ ดูจะเป็นขาประจำ ที่ชอบเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์ วิจารณ์ ในสิ่งที่พุทธะอิสระทำด้วยความไม่ชอบขี้หน้าพุทธะอิสระซักเท่าไหร่ เพราะจากที่สังเกตดูไม่ว่าพุทธะอิสระจะทำอะไร ดูจะไม่เป็นที่ถูกใจแกไปเสียทุกเรื่อง ช่างน่าสมเพชตัวเองเหลือเกินที่เกิดมาทั้งที ทำไมทำให้มหาคนนี้มารักชอบเราไม่ได้หน่อ แล้วอยากตะโกนบอกมหาคนนี้ให้รู้ ดังๆ ว่า ไม่มีใครเขาว่าดอก หากเกิดข้อสงสัย แล้วตั้งคำถามโดยสุจริตใจ แต่คนมีปัญญา เขามองออกว่า พฤติการณ์ของนายมาร์ค พิทบูล มิได้มีเจตนาถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ต้องการจะจาบจ้วง ดูหมิ่น เหยียดหยาม หาได้มีเจตนาตั้งคำถามโดยสุจริตไม่ เพราะฉะนั้น อย่ามาเถียงแทนนายมาร์คเลย เอาเวลาไปแนะนำนายมาร์คดีกว่าว่า จะสู้คดีนี้อย่างไร.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8373</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครปฐม, พระพุทธเจ้า, พระมหาไพรวัลย์, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, มาร์ค พิทบูล, วัดพระธรรมกาย, วัดสร้อยทอง, หลวงปู่พุทธะอิสระ, เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c1e9a8d473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงปปช.พัน7วัด หลักฐานโกงชัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปปป.ส่งสำนวนเงินทอนวัด 7 วัด 7 สำนวน 7 คดีให้ ป.ป.ช.แล้ว ระบุพยานหลักฐานพระทั้ง 7 รูปชัดเจน มีพฤติกรรมไม่ต่างจากชุด 1 และ 2 &amp;quot;วัชรพล&amp;quot; เผยต้องรอดูพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ทั้งข้อมูลการเงิน การจัดสรรงบประมาณ ยันต้องรอบคอบเพราะคดีเกี่ยวพันบุคคลสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสำนวนคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่มีพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง 5 รูปว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะข้อมูลในสำนวนที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ส่งมานั้นยังไม่ครบถ้วน เนื่องจากมีเวลารวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพียง 30 วัน ป.ป.ช.เห็นว่ายังไม่ชัดเจนจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตามระเบียบของ ป.ป.ช.จะมีกรอบเวลาในการแสวงหาข้อมูล 6 เดือน หากยังทำไม่เสร็จเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนจะขอขยายเวลาได้อีก 3 เดือน หากยังทำไม่เสร็จอีกจะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอขยายเวลาอีก 3 เดือน แต่หลังจาก 1 ปีแล้วยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่เสร็จ จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้คณะกรรมการลงไปดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คิดว่าหากรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จเร็ว เจ้าหน้าที่คงจะส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา คงไม่ชักช้า ส่วนเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลเต็มกรอบเวลาหรือไม่นั้น จะต้องรอดูพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลทางการเงิน เรื่องการจัดสรรงบประมาณ เราต้องรอบคอบเพราะคดีดังกล่าวเกี่ยวกับบุคคลสำคัญ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องเชิญ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มาให้ข้อมูลด้วยหรือไม่ ประธาน ป.ป.ช.ตอบว่าเป็นดุลยพินิจของผู้รับผิดชอบ อาจจะเป็นการขอข้อมูลไป หรือเป็นการสอบปากคำพยานผู้เกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;ส่วนจะสามารถใช้หลักฐานเดิมจากคดีเงินทอนวัดที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้มาประกอบการพิจารณาได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานนั้นๆ บางอย่างสามารถใช้พยานหลักฐานเดิมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีพระชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พรเข้าแจ้งความดำเนินคดี 3 วัดใหญ่ และพระชั้นผู้ใหญ่อีก 5 รูป โดยเฉพาะงบการศึกษาพระปริยัติธรรมเมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ และเมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พรได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีวัดที่เกี่ยวข้องอีก 7 วัด ซึ่งเป็นวัดแถวจังหวัดปริมณฑลและต่างจังหวัด ส่วนจะเป็นวัดอะไรไม่ขอเปิดเผยเพราะอยู่ในสำนวน หลังจากพนักงานสอบสวนรับแจ้งความได้สอบคำให้การ พ.ต.ท.พงศ์พรตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย และนำเข้าที่ประชุมเพื่อหารือถึงพยานหลักฐานในการดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ปปป.เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ส่ง 7 สำนวน 7 คดีไปยัง ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว ต่อไปเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณาชี้มูลความผิด ส่วนเวลาในการดำเนินการเท่าไหร่ต้องไปสอบถาม ป.ป.ช.เอง เพราะพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนทุกอย่างไปหมดแล้ว &amp;nbsp;.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ รอง ผบก.ปปป.ได้นำสำนวนคดีการทุจริตเงินทอนวัดชุดที่ 3 ยื่นเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. หลังจากยื่นรอบแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เม.ย. โดยรอบนี้ประกอบไปด้วยสำนวนจำนวน 8 แฟ้ม รวมกว่า 4,000 แผ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พ.ต.อ.วรายุทธกล่าวว่า วันนี้เป็นการนำสำนวนคดีเพิ่มเติมอีก 7 สำนวน โดยเป็นสำนวนจากทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ โดยพบว่าเป็นผู้กระทำผิดชุดเดียวกันกับสำนวนชุดแรกและชุดที่ 2 และมีเพิ่มทั้งฆราวาสและพระผู้ใหญ่ โดยในชุดนี้มีพระสงฆ์เกี่ยวข้องทั้งที่ยื่นก่อนหน้านี้และที่ยื่นเพิ่มเติมวันนี้รวม 7 รูป โดยเป็นการทุจริตในงบประมาณทั้ง 3 ส่วน คือ งบปริยัติธรรม งบการศึกษา &amp;nbsp;และงบบูรณปฏิสงขรณ์ ส่วนใหญ่เป็นงบปริยัติธรรมทั้งหมด 165 ล้าน งบปริยัติธรรมเกือบร้อยล้านบาท ใน 7 วัดนั้นก็ตามที่เป็นข่าวไป แต่ยังรอตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วนสำนวนที่เราได้มาครั้งนี้เป็นทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐานผสมกัน ซึ่งพยานหลักฐานของพระทั้ง 7 รูปนั้นก็ชัดเจน พฤติกรรมไม่ต่างจากชุด 1 และ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีพระผู้ใหญ่บางรูปบอกตำรวจไม่เคยไปสอบปากคำหรือขอข้อมูลจากวัดแต่กลับมากล่าวหา พ.ต.อ.วรายุทธกล่าวว่า เราไม่ขอชี้แจงอะไรเพราะรายละเอียดอยู่ในสำนวนแล้ว แต่ยืนยันว่ากระทำการโดยบริสุทธิ์และพยานหลักฐานที่เรามีเพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต ในบางส่วนจะมีฆราวาสและมีพระสงฆ์สนับสนุน ต้นเรื่องที่แท้จริงไม่ใช่พระสงฆ์แต่เป็นเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในชุดใหม่นี้มีเจ้าหน้าที่ของ พศ.ร่วมด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.วรายุทธกล่าวว่ามี ซึ่งความเสียหายในชุด 3 รวม 10 วัด มูลค่า 140 ล้านบาท โดยการตรวจสอบทำเป็นช่วงๆ ช่วงละ 3 เดือน ตรวจสอบ 30 วัด เบื้องต้นพบความผิดปกติ 10 วัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;quot;จะหวั่นอะไรกับผู้ไม่ละอาย&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;ข่าวการเข้าร่วมประชุมของกรรมการมหาเถรสมาคมที่มีผู้ถูก ผอ.สำนักพุทธ โจทด้วยอาบัติปาราชิกถึง 3 คน จากภาพข่าวดูพวกเขาไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับสายตาและความรู้สึกของพุทธบริษัทใดๆ เลย ทำให้มีผู้ถามเข้ามาว่า ในครั้งพุทธกาลมีการดำเนินการกับพระที่ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิกอย่างไรบ้าง หลักคิดของพระธรรมวินัยนี้ แม้ในสมัยพุทธกาลท่านรังเกียจความทุจริตผิดศีลถึงขนาดที่ตรัสเอาไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระธรรมวินัยนี้เปรียบดังคลื่นลมในท้องมหาสมุทร จักทำหน้าที่พัดพาเอาสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจเข้าหาฝั่งอยู่เสมออันใด &amp;nbsp;พระธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น จักทำการคัดกรองทุรชนและภิกษุผู้ทุศีลอยู่ตลอดเวลาฉันนั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลวงปู่พุทธะอิสระระบุว่า &amp;quot;ด้วยพุทธพจน์นี้จึงทำให้พุทธบริษัททั้งหลายได้เข้าใจว่า พระธรรมวินัยนี้ต้องไม่มีผู้ทุศีลละเมิดศีล และปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดาอย่างเคร่งครัด จักเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงนิสัย แก้ไขพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติให้ถูกตรง สุจริต มีสติปัญญา สอนให้ภิกษุ บริษัททั้ง 4 มีศีล สมาธิ ปัญญา และละอายชั่วกลัวบาป เมื่อใดที่มีใครมากล่าวร้าย โพนทะนา โจทด้วยอาบัติใดแก่ภิกษุรูปใด พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงนิ่งเฉยปล่อยให้ลืมหายไป แต่จักตรัสสั่งให้เรียกประชุมสงฆ์ เพื่อทำการระงับอาบัติที่มีผู้โจทหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นทันที นี่คือวินัยกรรมในการระงับปัญหา &amp;nbsp;เรียกว่าระงับอธิกรณ์ ซึ่งก็ทรงวางหลักการในการระงับอธิกรณ์นั้นเอาไว้ถึง ๗ วิธี เรียกว่า อธิกรณสมถะทั้ง ๗ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หลักคิดของผู้ปกครองสงฆ์และสังคมโลกปัจจุบัน เขาให้เชื่อเอาไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกโจทเป็นผู้บริสุทธิ์ เรียกว่าเอาวิธีคิดทางโลกมาใช้กำหนดถูกผิดของพระธรรมวินัย แทนวินัยกรรมของพระบรมศาสดา มหาเถรสมาคมบอกว่าปล่อยให้ไปว่ากันในชั้นศาลทางโลกให้จบก่อน แล้วจึงมาเปิดศาลสงฆ์พิจารณา จึงกลายเป็นข้ออ้างของพวกอลัชชีปาราชิกทั้งหลายว่า ตราบใดที่ศาลทางโลกยังไม่ตัดสินพวกตนก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงลอยหน้าลอยตาไปเข้าร่วมประชุมองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดได้อย่างที่เห็นนี่ไง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าแล้วกรรมการมหาเถรสมาคมที่ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิกทั้ง 3 คนกล้าไหม มีความละอายไหม อันนี้ท่านทั้งหลายต้องเก็บไปคิดกันเอาเอง แต่ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า หากมหาเถรยังไม่ดำเนินการใดๆ กับภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก แล้วยังปล่อยให้เข้านั่งร่วมประชุมในกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ เมื่อกรรมการชุดนี้มีมติเป็นคำสั่งปกครองใดๆ มา อย่าหวังว่าพุทธะอิสระจะยอมรับคำสั่งนั้นๆ เพราะถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยหลักพระธรรมวินัยและกฎหมาย&amp;quot; หลวงปู่พุทธะอิสระระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7706</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเกี่ยวพันบุคคลสำคัญ, ป.ป.ช., ปปป., ผอ.สำนักพุทธฯ, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, ระบุพยานหลักฐานพระทั้ง 7 รูป, สำนวนเงินทอนวัด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ะหวั่นอะไรกับผู้ไม่ละอาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addf91f2a0fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2018 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หลวงปู่พุทธะอิสระ’ ลั่นไม่รับมติ มส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม &amp;nbsp;หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;จะหวั่นอะไรกับผู้ไม่ละอาย&amp;rdquo; ระบุว่า ข่าวการเข้าร่วมประชุมของกรรมการมหาเถรสมาคมที่มีผู้ถูก ผอ.สำนักพุทธ โจทด้วยอาบัติปาราชิกถึง 3คน จากภาพข่าวดูพวกเขาไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับสายตาและความรู้สึกของพุทธบริษัทใดๆ เลย จึงทำให้มีผู้ถามเข้ามาว่า ในครั้งพุทธกาลมีการดำเนินการกับพระที่ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิกอย่างไรบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาเป็นว่าขออธิบายให้ท่านได้ทำความเข้าใจแต่เบื้องต้นก่อนว่า หลักคิดของพระธรรมวินัยนี้ แม้ในสมัยพุทธกาลท่านรังเกียจความทุจริตผิดศีลถึงขนาดที่ทรงตรัสเอาไว้ว่า &amp;ldquo;ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระธรรมวินัยนี้เปรียบดังคลื่นลมในท้องมหาสมุทร จักทำหน้าที่พัดพา เอาสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจเข้าหาฝั่งอยู่เสมออันใด พระธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น จักทำการคัดกรองทุรชนและภิกษุผู้ทุศีลอยู่ตลอดเวลาฉันนั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพุทธพจน์นี้จึงทำให้พุทธบริษัททั้งหลายได้เข้าใจว่า พระธรรมวินัยนี้ต้องไม่มีผู้ทุศีลละเมิดศีล และปฎิบัติตามพระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดาอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกันพระธรรมวินัยนี้จักเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงนิสัย แก้ไขพฤติกรรมของผู้ปฎิบัติให้ถูกตรง สุจริต มีสติปัญญา มีสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ รู้เหตุ รู้ผล และรู้กฎของกรรม รู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปรวมความว่า พระธรรมวินัยนี้สอนให้ภิกษุบริษัททั้ง 4 มีศีล สมาธิ ปัญญาและละอายชั่วกลัวบาป เมื่อใดที่มีใครมากล่าวร้าย โพทะนา โจทด้วยอาบัติใดแก่ภิกษุรูปใด พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงนิ่งเฉยปล่อยให้ลืมหายไป แต่จักทรงตรัสสั่งให้เรียกประชุมสงฆ์ เพื่อทำการระงับอาบัติที่มีผู้โจทหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นทันที นี่คือวินัยกรรมในการระงับปัญหา เรียกว่า ระงับอธิกรณ์ซึ่งก็ทรงวางหลักการในการระงับอธิกรณ์นั้นเอาไว้ถึง ๗ วิธี เรียกว่า อธิกรณสมถะทั้ง ๗ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สัมมุขาวินัย ตัดสินในที่พร้อมหน้าทั้ง โจทย์และจำเลยพร้อมพยาน ตามพยานหลักฐาน
2.สติวินัย ถือสติเป็นหลัก การยกเลิกความผิดเพราะเป็นพระอรหันต์หรืออริยบุคคลที่จะไม่ทำผิดวินัยในข้อนั้นได้ และภิกษุผู้เป็นบ้า
3.อมูฬหวินัย ใช้กับภิกษุผู้หายจากเป็นบ้า การประกาศยกเลิกความผิดเพราะผู้กระทำผิดนั้นวิกลจริตหรือเป็นบ้า
4.ปฏิญญาตกรณะ ทำตามที่รับ การตัดสินตามการยอมรับผิด คำสารภาพของผู้กระทำผิด
5.ตัสสปาปิยสิกา ลงโทษแก่ผู้ผิดที่ไม่รับ การลงโทษพยานผู้ที่ไม่ยอมพูดในการสอบสวนของคณะสงฆ์
6.เยภุยยสิกา การตัดสินตามมติเสียงข้างมาก
7.ติณวัตถารกะ ดุจกลบไว้ด้วยหญ้า วิธีประนีประนอม การตัดสินยกฟ้อง เลิกแล้วต่อกัน(ในกรณีทะเลาะกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลักคิดของผู้ปกครองสงฆ์และสังคมโลกปัจจุบัน เขาให้เชื่อเอาไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกโจทเป็นผู้บริสุทธิ์ เรียกว่าเอาวิธีคิดทางโลกมาใช้กำหนดถูกผิดของพระธรรมวินัย แทนวินัยกรรมของพระบรมศาสดา &amp;ldquo;เช่นนี้แหละที่พุทธะอิสระเรียกร้องว่า ให้มีการแก้ พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้มาดูว่า เมื่อผู้ปกครองสงฆ์ใช้หลักระงับอาบัติตามวิธีทางโลกแล้ว เมื่อเรื่องอยู่ในกระบวนการสอบสวนของเจ้าพนักงาน แม้จะมีผู้โจทชี้มูลความผิดความเสียหายมากมายเพียงใด ผู้ปกครองสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม ก็บอกว่า ปล่อยให้ไปว่ากันในชั้นศาลทางโลกให้จบก่อน แล้วจึงมาเปิดศาลสงฆ์พิจารณา นี่แหละจึงกลายเป็นข้ออ้างของพวกอลัชชีปาราชิกทั้งหลายว่า ตราบใดที่ศาลทางโลกยังไม่ตัดสินพวกตนก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงลอยหน้าลอยตาไปเข้าร่วมประชุมองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดได้อย่างที่เห็นนี่ไง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคำถามว่า ถ้าเป็นพุทธะอิสระถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิกบ้างจะทำอย่างไร ตอบไวๆ และทำมาแล้วด้วยคือ เมื่อทนายประสิทธิ์ เข้ามายื่นหนังสือโจทพุทธะอิสระด้วยอาบัติปาราชิก ข้อหาทำให้ราชการเสียทรัพย์ในการชุมนุม พุทธะอิสระขอร้องพระสงฆ์ในอาวาสโปรดประชุมพิจารณาอธิกรณ์ทันที พระสงฆ์ในอาวาสซึ่งมีสมภารเป็นประธาน ได้ทำหนังสือเชิญทนายประสิทธิ์มาให้ปากคำ แต่สิ่งที่คณะสงฆ์ได้รับคือ รอคอย ทนายของธรรมกาย ไม่เข้ามาให้ปากคำประมาณว่า แค่มาร้องเรียนใส่ร้าย ป่วนให้เสียหายเฉยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกซักเรื่องมีพระสงฆ์บางรูปร่วมมือฆราวาสกล่าวหา ใส่ร้ายพุทธะอิสระว่า โกงอายุพรรษา พอถึงวันประชุมพระสังฆาธิการทั้งจังหวัด พุทธะอิสระหยิบไมโครโฟนประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบลในทันที
ด้วยข้ออ้างที่ตนยกให้คณะสงฆ์ฟังคือ ไม่อยากให้คนแค่คนเดียวทำให้สังฆมณฑลเสียหาย ต้องช่วยกันรักษาความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ของพระธรรมวินัยเอาไว้มากกว่ารักษาบุคคล นี่คือตัวอย่างคร่าวๆ ที่พุทธะอิสระใช้จัดการกับปัญหาที่เกิดกับตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมที่ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิกทั้ง 3 คนกล้าไหม มีความละอายไหม อันนี้ท่านทั้งหลายต้องเก็บไปคิดกันเอาเอง แต่ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า หากมหาเถรยังไม่ดำเนินการใดๆ กับภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก แล้วยังปล่อยให้เข้านั่งร่วมประชุมในกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ เมื่อกรรมการชุดนี้มีมติเป็นคำสั่งปกครองใดๆ มา อย่าหวังว่า พุทธะอิสระจะยอมรับคำสั่งนั้นๆ เลย เพราะถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยหลักพระธรรมวินัยและกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7586</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครปฐม, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พศ., มส., มหาเถรสมาคม, สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, หลวงปู่พุทธะอิสระ, เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c1e9a8d473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 20:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘ปาราชิก’ หลวงปู่พุทธะอิสระเสนอธรรมะวันละคำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐมได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อธรรมะวันละคำว่า &amp;ldquo;วันนี้เสนอคำว่า ปาราชิก&amp;rdquo; คำว่า ปาราชิก เป็นชื่อของอาบัติอย่างหนักที่แก้ไขไม่ได้ ใช้ปรับอาบัติแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น ซึ่งแปลว่า ผู้พ่าย หมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว จักพ่ายแพ้ต่อมรรคผล นิพพาน และคุณอันยิ่งแห่งพรหมจรรย์นี้ ท่านเปรียบภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก เหมือนกับต้นตาลยอดด้วน หรือ ต้นมะพร้าวที่ยอดและไส้ขาด รอวันตาย มิอาจเจริญเติบโตขยายพันธุ์ใดๆ ได้เลยในชาตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้วแก้ไขมิได้เลยมี 4 อย่างคือ 1. เสพเมถุน 2. ลักของเขา 3.ฆ่าสัตว์ในปาราชิกนี้ หมายเอาการฆ่ามนุษย์ 4.อวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมทั้งปวงที่ไม่มีในตนเอง อวดเพื่อต้องการให้ผู้ฟังหลงเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปาราชิกทั้ง 4 สิกขาบทหรือสี่ข้อนี้ ต้องประกอบไปด้วยสจิตตกะ คือ มีเจตนาที่จักกระทำ จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม&amp;nbsp;หากมีเจตนาเสพเมถุน หรือลักทรัพย์ หรือฆ่ามนุษย์ หรืออวดอุตริ ล้วนต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่ง แล้วต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้ถามว่า กรณีทุจริตเงินทอนวัดก็ดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ก็ดี และทุจริตเงินงบประมาณสารพัดโครงการที่มีภิกษุเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยก็ดี การที่ท่าน ผอ.สำนักพุทธ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ปรับอาบัติปาราชิกแก่กรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 3 คนคือ 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เช่นนี้จะถูกผิดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะว่ากันตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว ฆราวาสไม่สามารถปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุใดได้ แม้จักเป็นผู้รู้ธรรมรู้วินัยก็ตาม แต่ฆราวาสสามารถทำการโจทหรือโพนทะนา ประกาศ ประจาน บอกกล่าว แจ้งความ แก่คณะสงฆ์ว่าภิกษุรูปใดต้องอาบัติปาราชิก ด้วยมูลความผิดตรงกับสิกขาบทหรือข้อใด เมื่อพระภิกษุรูปใดทราบเรื่องแล้วต้องนำข้อกล่าวหาของฆราวาสผู้นั้นไปแจ้งแก่ประธานสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ให้ได้ทราบ เพื่อทำการไต่สวน แต่หากพระภิกษุผู้ได้รับทราบการกล่าวหา ซึ่งอาจจะเป็นประธานสงฆ์ก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี รู้เรื่องแล้ว กลับนิ่งเฉยไม่ทำการไต่สวน องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น เมื่อคณะสงฆ์หรือประธานสงฆ์ ทำการตรวจสอบทั้งฝ่ายผู้โจทและภิกษุผู้ถูกโจทแล้ว เห็นว่าผิดจริงก็จักปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุนั้น ในกรณีนี้ใช้เฉพาะภิกษุหน้าด้าน ไม่ยอมรับผิด จึงต้องเปิดศาลสงฆ์ไต่สวนและปรับอาบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งว่ากันตามความจริงแล้ว จะเป็นอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น มิใช่ที่ขบวนการไต่สวน แต่อาบัติปาราชิกเกิดขึ้นทันทีในขณะที่ภิกษุนั้นทำเหตุแห่งอาบัติปาราชิก ให้เกิดขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเมื่อใด เมื่อนั้นก็ต้องอาบัติปาราชิกทันที โดยมิต้องมีใครโจทหรือรอผลไต่สวนด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ก็เพราะภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ผู้นั้นไม่มีความละอาย เป็นผู้เก้อยาก ขาดความรับผิดชอบ ไม่แยกแยะดีชั่ว จึงต้องมีขบวนการไต่สวนเอาไว้ขจัดพวกอลัชชีหน้าด้าน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี่ล่ะ มีผู้ถามต่อว่า กรณีลักทรัพย์ของกรรมการมหาเถรสมาคมและภิกษุผู้เกี่ยวข้องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากว่ากันตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว มูลค่าของทรัพย์ที่ลัก จักมูลค่าเท่าไรจึงจะต้องอาบัติปาราชิก ตอบว่าการลักทรัพย์ที่กำหนดตามหลักพระธรรมวินัย ทรัพย์นั้นต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 มาสก ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งท่านก็แยกชนิดของทรัพย์ที่ลักเอาไว้ 2 ชนิดคือ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ และอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลักทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้มีมูลค่าเกิน 5 มาสกหรือเท่ากับราคาปัจจุบัน 300 บาท ทำให้พ้นจากพื้นแค่เส้นผมรอดได้ ด้วยเจตนาที่จะลัก เช่นนี้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว โดยมิต้องให้ใครมาโจท ส่วนการลักทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้จะสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ลักก็ต่อเมื่อ ทำให้เสียสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์เดิม หรือทำให้เจ้าของทรัพย์เดิมทอดอาลัยสละสิทธิ์ เช่น ที่ดิน บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านยังแจกแจงอาการลัก ที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุเอาไว้ถึง 13 อย่าง เรียกว่า อวหาร คือ 1.ลัก ได้แก่อาการถือเอาทรัพย์ที่เคลื่อนจากฐานได้ ด้วยไถยจิต (จิตคิดจะลัก) อันเป็นอาการแห่งขโมย 2.ชิงหรือวิ่งราว ได้แก่อาการที่ชิงเอาทรัพย์ที่เขาถืออยู่ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง 3.ลักต้อน ได้แก่อาการที่ขับต้อนหรือจูงปศุสัตว์ หรือสัตว์พาหนะไป 4.แย่ง ได้แก่อาการที่เข้าแย่งเอาของซึ่งคนถือทำตก 5.ลักสับ ได้แก่สับสลากชื่อตนกับชื่อผู้อื่นในกองของด้วยหมายจะเอาสลากที่มีราคา การถือเอาทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของดังนี้ 6.ตู่ ได้แก่อาการกล่าวตู่ เพื่อจะเอาที่ดินเป็นของตัว แม้เจ้าของจะขอคืนก็ไม่ยอม 7.ฉ้อ ได้แก่อาการที่รับของฝากแล้วเอาเสีย 8.ยักยอก ได้แก่อาการที่ภิกษุผู้เป็นภัณฑาคาริก มีหน้าที่รักษาเรือนคลังนำเอาสิ่งของที่รักษานั้นไปจากเขตที่ตนมีกรรมสิทธิ์รักษาด้วยไถยจิต 9.ตระบัด ได้แก่อาการที่นำของต้องเสียภาษี จะผ่านด่านที่เก็บภาษีซ่อนของเหล่านั้นเสีย 10.ปล้น ได้แก่อาการชักชวนกันไปทำโจรกรรม ลงมือบ้าง มิได้ลงมือบ้าง ต้องอาบัติถึงที่สุดด้วยกันทั้งนั้น 11.หลอกลวง ได้แก่อาการที่ทำปลอม เช่น ทำธนบัตรปลอม เป็นต้น ต้องอาบัติด้วยทำสำเร็จ 12.กดขี่หรือกรรโชก ได้แก่อาการที่ใช้อำนาจข่มเหงเอาทรัพย์ของผู้อื่นดังราชบุตรเก็บค่าอากรเกินพิกัด อาบัติถึงที่สุดในขณะได้ของมา 13.ลักซ่อน ได้แก่อาการที่เห็นของเขาทำตก แล้วเอาของมีใบไม้เป็นต้น ปกปิดเสีย อาบัติถึงที่สุดขณะทำสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีคดีทุจริตเงินทอนวัดก็ดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของพระภิกษุก็ดี หรือทุจริตเงินอุดหนุนพระธรรมทูตก็ดี เข้าข่ายอวหารข้อที่ 8 ว่าด้วยการยักยอก ทีนี้ท่านทั้งหลาย คงพอจะเข้าใจมูลเหตุของอาบัติปาราชิกในข้อหาลักทรัพย์กันพอสมควรแล้ว ต่อไปเราท่านทั้งหลาย ก็มาคอยลุ้น คอยเชียร์ท่าน ผอ.สำนักพุทธ ว่าจะสามารถลากไส้เน่าในองค์กรปกครองสงฆ์มากำจัดได้หรือไม่ เพราะยังมีเงินอุดหนุนพระธรรมทูต เงินอุดหนุนโครงการบ้านศีลห้า เงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมพิเศษในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนมหาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งที่หายไปและถูกนำไปใช้ผิดประเภท ซึ่งก็รอ ผอ.สำนักพุทธ ปปป. ป.ป.ช. คสช. เข้าไปตรวจสอบว่าเงินมันรั่วไหลหายไปไหน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7376</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ป.ป.ช., ปปป., ปาราชิก, พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พศ., หลวงปู่พุทธะอิสระ, เงินอุดหนุน, เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c1e9a8d473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลวงปู่พุทธอิสระปลุกล้าง ‘กาฝาก-มหาโจร’ ผ้าเหลือง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.2561 - พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐมได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เมื่อไรคณะสงฆ์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาจะลุกขึ้นมาแสดงความกล้าหาญช่วยกันปกป้องพระธรรมวินัยเสียที&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาว่า 3-4 ปีมาแล้วที่ต้องต่อสู้กับอธรรมที่ใช้ผ้าเหลืองห่อหุ้มกาย 3-4 ปีมาแล้วที่ต้องต่อสู้กับอลัชชีที่อ้างเพียงแค่คำว่าบุญ แล้วหลอกใช้ศรัทธาของชาวบ้านมาสร้างความร่ำรวย ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง 3-4 ปีมาแล้วที่ต้องสู้กับพวกมหาโจร ที่ฝังตัวอยู่ในองค์กรปกครองสูงสุดซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจตุลาการ นิติบัญญัติบริหารเพียงลำพังทั้งที่พวกมหาโจรเหล่านี้ ก็ใช้อำนาจไปในทางมิชอบ โดยที่ไม่มีใครในคณะสงฆ์ จะกล้าออกมาคัดค้านต่อกรด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลวงปู่พุทธะอิสระโพสต์ต่อว่า 3-4 ปีมาแล้วที่พุทธะอิสระต้องสู้กับกลุ่มมหาโจร ในคราบผ้าเหลืองที่กระหายอำนาจ ต้องการอำนาจ ถึงขนาดช่วยกันเดินขบวนเรียกร้องอำนาจหรือจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ 3-4 ปีมาแล้วที่คณะสงฆ์ไทย มองพุทธะอิสระเป็นพระบ้า พระกบฏ พระเถื่อน ถ่อย สถุล อันธพาล ระรานพระผู้ใหญ่ เป็นเวลา 3-4 ปีเหมือนกันที่ไม่ยอมก้มหัวให้พวกอธรรมเหล่านี้แม้แต่น้อยนิด ถึงจะรู้ว่าต้องสู้อยู่คนเดียว ก็ไม่เคยสะดุ้งกลัวหวาดผวา 3-4 ปีมาแล้วที่พุทธะอิสระต้องกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาและผู้ต้องหาคดีกบฏ อันเป็นผลมาจากการต่อสู้กับพวกทุจริตและมหาโจรในผ้าเหลือง 3-4 &amp;nbsp;ปีมาแล้วที่ต้องถูกขู่ฆ่า ถูกเหยียดหยามย่ำยี ถูกประณาม ถูกจ้องจับผิด และอาฆาตพยาบาทจากพวกพ้องของผู้เสียผลประโยชน์ เป็น 3-4 ปีที่เคยถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า สาวกสงฆ์ในพระธรรมวินัยนี้ มีพุทธะอิสระเพียงผู้เดียวหรือ ที่ทำหน้าที่ปกป้องพระธรรมวินัย ทั้งที่หน้าที่ปกป้องพระธรรมวินัย เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยหาได้เป็นของพุทธะอิสระคนเดียวไม่ แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คำถามก็คือ แล้วพุทธบริษัทเหล่านั้นหายไปไหนหมด หรือสงบนิ่งเพียงเพื่อที่จะเอาตัวรอด แล้วรอรับผลประโยชน์ คอยประดิษฐ์คำสวยๆ มาหลอกชาวบ้านให้มึนงงเท่านั้น งานนี้ไม่เห็นบรรดานักเทศน์ นักคิด นักเขียน นักวิเคราะห์ นักวิชาการสายออเจ้าทั้งหลาย ออกมาชี้ว่าอะไรถูก อะไรผิดกันบ้างเลย หรือกลัวว่าจะเปลืองตัว ปีนี้จักไม่ได้รับเลื่อนขั้น พิจารณายศ ไอ้นักบวชแบบนี้ล่ะ ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า กาฝากล่ะ มีชีวิตอยู่แค่จะแสวงหาประโยชน์เท่านั้น ถ้าชาวบ้านจะหวังพึ่งได้ก็แค่คำพูดปลอบประโลมให้คลายเหงา หาได้จับต้อง พึ่งพาเอาเป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้ชาวบ้านมีปัญญาชี้ถูก ชี้ผิดได้ไม่ ที่พุทธะอิสระเขียนมานี้ หาใช้ตำหนินักบวชทุกท่านดอกนะ แต่ตำหนิพวกที่เป็นอีแอบ ขมุกขมัว มั่วซั่ว อึมครึม ไม่ชัดเจน มีผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้ล่ะ สังคมถึงได้แยกไม่ได้ว่าอะไรสุจริต อะไรทุจริต อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรคือสิ่งที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะอย่างนี้ล่ะ บ้านเมืองถึงได้มีปัญหาหมักหมม แก้ไม่ได้เสียที ขออภัยที่ต้องบ่นออกมาดังๆ เพราะทนเห็นความเห็นแก่ตัวของนักบวชหลายๆ คนไม่ได้ กระทบกับใครก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7364</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฝาก, นักบวช, นักวิชาการ, ผ้าเหลือง, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พุทธบริษัท, มหาโจร, หลวงปู่พุทธะอิสระ, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad718bc81255.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
