<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ&#039; ปราชญ์แห่งที่ราบสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยที่พระเทพวิทยาคม (หลวงพอคูณ ปริสุทฺโธ) พระเกจิอาจารยผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั้งประเทศเปนเจาอาวาสวัดบานไร ทําใหเปนที่รูจักของคนทั่วไปเพราะทานเปนพระที่เปยมดวยเมตตา &amp;nbsp;เขาถึงชาวบานทุกระดับชั้น ดวยวิธีการสั่งสอนอบรมที่เขาใจไดงาย ทําใหวัดบานไร ตําบลกุดพิมาน &amp;nbsp;อําเภอดานขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ไดรับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมวงศานุวงศหลายพระองค ในการเสด็จพระราชดําเนินมาทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ และเสด็จพระราชดําเนินมาทรงนมัสการหลวงพอคูณตามวาระโอกาสตางๆ ดังเชนครั้งที่วัดบานไรไดสรางพระอุโบสถหลังใหม และจะไดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไวที่บุษบกเหนือพระอุโบสถนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไดเสด็จพระราชดําเนินมาทรงประกอบพิธีบรรจุและอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐาน ณ บุษบกเหนือพระอุโบสถ วัดบานไร ณ วันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๘ และไดเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกรที่มาเฝาฯ รับเสด็จอยูจนพลบคํ่า ยังความปลาบปลื้มแกปวงพสกนิกรเปนอยางยิ่ง และกอนเสด็จพระราชดําเนินกลับ พระองคได้ทรงประนมพระหัตถนมัสการลาหลวงพอคูณซึ่งตามเสด็จอยูโดยตลอด หลวงพอคูณไดรวบพระหัตถของพระองคไวแนน พรอมทั้งกําหนดจิตและอธิษฐานในใจถวายพระพรวา สุคโต สุคโต สุคโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติกำเนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คูณ ฉัตรพลกรัง (หลวงพอคูณ) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ตรงกับแรม ๑๐ คํ่า เดือน ๑๐ ปกุน ที่บานไร หมูที่ ๖ ตําบลกุดพิมาน อําเภอดานขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เปนบุตรชายคนโตของนายบุญ และนางขาว ฉัตรพลกรัง ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรเปนครอบครัวชาวนา มีน้องสาวรวมบิดามารดาสองคน คือ นางคํามั่น วงษกาญจนรัตน และนางทองหลอ เพ็ญจันทร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชีวิตวัยเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โยมแมเสียชีวิตตั้งแตหลวงพออายุได ๑๑ ขวบ โยมพอไดนําไปฝากเปนศิษยวัดบานไรเพื่อใหเรียนหนังสือกับพระสงฆ อาจารยเชื่อม วิธโร พระอาจารยฉาย และพระอาจารยหลี พระอาจารยที่วัดทั้งสามทานตั้งใจสอนอยางจริงจัง ทั้งวิชาภาษาไทย ภาษาขอม ทั้งยังสอนวิชาคาถาอาคมเพื่อปองกันภัยอันตรายตางๆ ใหดวย ทําใหหลวงพอตั้งใจเรียนจนไดมีความรูมาตั้งแตบัดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชีวิตวัยรุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวัย ๑๖ ป หลวงพอไดออกจากวัดบานไรไปอยูในความอุปการะของนาชายและนาสะใภ หลวงพออยากเปนนักแสดงเพลงโคราช หรือที่เรียกวาหมอเพลง ตามความนิยมของหนุมสาวโคราชสมัยนั้น จึงไดเดินทางดวยเทา ๕ วัน ๕ คืน พรอมคนในหมูบานจํานวนหนึ่งไปยังบานมะระ ตําบลดอนชมพู อําเภอโนนสูง ฝากตัวเปนลูกศิษยครูสน ไดความรูและบทเพลงเกี้ยวพาราสีจากครูมาหนึ่งบท จากนั้นไดตัดสินใจลาครูกลับบาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลวงพออยากคบนักเลงดูบาง นักเลงสมัยนั้นเปนที่เกรงขาม ไดรับการยอมรับและยกยองวาเป็นผูยิ่งใหญ จึงไดลองคบกับนักเลงโตตามหมูบาน นักเลงเหลานั้นนอกจากจะทําตัวเกะกะระรานผูอื่นแลว &amp;nbsp;ยังลักขโมยสัตวเลี้ยงอยางวัวควายไปฆาชําแหละเนื้อมาแบงปนกันอีกดวย แตเดชะบุญที่หลวงพอมีจิตสํานึกที่ดีงาม สามารถแยกแยะความดีความเลวได จึงไมไดถลําตัวและรักษาตนใหรอดพนจากวัยอันตรายไดอยางปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชีวิตชาวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาชายและนาสะใภมีอาชีพทํานา เปนอาชีพที่ตองใชแรงกายเปนหลัก หลวงพอไดชวยนาทั้งสอง
ทํางานตามกําลังความสามารถโดยตลอด จนวันหนึ่งรางกายที่ปวดระบมไปทั้งตัวจนสุดที่จะทนได จึงได
ทอดกายนอนพาดบนคันนาเปนเวลานาน ไดยินนาสะใภพูดวา &amp;quot;ถาไมไหวก็ไปบวชเสียไป&amp;quot; หลวงพอจึง
ตอบไปวา &amp;quot;นาคอยดูเดอ หากฉันไดบวชแลว ขอรับรองวาฉันจะไมยอมซึกเปนอันขาด จะบวชจนตายเลยแหละ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุปสมบท บวชเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออายุได ๒๑ ป ไดอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ ตําบลกุดพิมาน อําเภอดานขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกรที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๗ (บางตําราระบุวา ๒๔๘๖) เดือน ๖ ปวอก พระครูวิจารยติกิจ อดีตเจาคณะอําเภอดานขุนทดเปนพระอุปชฌาย์ พระอาจารยสุข วัดโคกรักษ เปนกรรมวาจาจารย พระอุปชฌาย (พระครูวิจารยติกิจ) ใหฉายาวา ปริสุทฺโธ หลวงพอไดศึกษาพระธรรมวินัยจากหลวงพอคง พุทธฺสโร และเปนศิษยหลวงพอแดงที่มีชื่อเสียงดานวิปสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งหลวงพอไดตั้งใจฝกปฏิบัติเปนอยางดีและสมํ่าเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นทานไดฝากตัวเปนศิษยหลวงพอแดงวัดบานหนองโพธิ์ ตําบลสํานักตะครอ อําเภอดานขุนทด ซึ่งเปนพระนักปฏิบัติดานคันถธุระและวิปสสนาธุระอยางเครงครัด และเปนพระเกจิอาจารยที่เรืองวิทยาคมเปนที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป หลวงพอคูณไดตั้งใจรํ่าเรียนพระธรรมวินัยและปรนนิบัติรับใชหลวงพอแดงมานาน จนหลวงพอแดงไดนําทานไปฝากตัวเปนศิษยหลวงพอคง พุทธสโร ซึ่งเปนสหายที่มักแลกเปลี่ยนธรรมะและวิชาอาคมตางๆ กันอยูเสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลวงพอคูณจึงไดเรียนวิชาทั้งทางธรรมและทางไสยศาสตร เปนการสอนพระธรรมคูกับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เนนการมีสติ ระลึกรูพิจารณาอารมณตางๆ ที่มากระทบและใหเกิดการรูเทาทันในอารมณนั้น และสอนพระกัมมัฏฐานโดยใชหมวดอนุสติ ดวยการกําหนดความตายเปนอารมณ (มรณสติ) เพื่อใหเกิดการรูเทาทัน ไมหลงในอารมณ รูป รส กลิ่น เสียง ไมประมาทในความโลภ โกรธ หลง จนมีความรูชํานาญในการปฏิบัติธรรมเปนอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลวงพอคงจึงแนะใหหลวงพอคูณออกธุดงคจาริกไปตามปาเขาเพื่อฝกปฏิบัติธรรมขั้นสูงตอไป หลวงพอคูณไดเดินธุดงคจากเขตจังหวัดนครราชสีมาและไกลออกไปเรื่อยๆ จนถึงปาลึกในประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อทําความเพียรใหหลุดพนจากกิเกส ตัณหาและอุปาทานทั้งปวง กอนจะกลับวัดบานไร่ในปี พ.ศ.๒๔๙๕ และไดเริ่มบูรณะพัฒนาวัดบานไร จากการชวนชาวบานชวยกันตัดไมมาสรางอุโบสถในป พ.ศ.๒๔๙๖ (ซึ่งตอมาไดรื้อสรางใหม ไดสําเร็จในป พ.ศ. ๒๕๓๘) หลังจากนั้นหลวงพอคูณไดมีสวนสําคัญในการขุดสระนํ้า สรางกุฏิสงฆ ศาลาการเปรียญในวัดบานไร และไดบริจาคทุนทรัพยในการสรางโรงพยาบาล โรงเรียนอีกหลายแหง รวมทั้งการบริจาคปจจัยชวยเหลือดานสาธารณกุศลและมูลนิธิตางๆ อยูเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แตเดิมหลวงพอตั้งใจจะบวชเพียง ๓ พรรษา แตภาพความยากลําบากในอดีตของตนเองและผูคนในบานเกิด ทําใหตองครุนคิดอยูตลอดเวลาวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทําอยางไรจะชวยคนเหลานั้นใหพนทุกขได&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อันตัวกูก็ตํ่าตอยนอยคาอยางนี้ ถาซึกออกไปจะทําประโยชนอะไรใหคนในแผนดิน ลําพังการเลี่ยงตัวเองก็จะเอาตัวไมรอด แตการบวชเรียนถือศีลอยูหากมีความรู มีคุณธรรม อาจจะช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาใหพนวิบากกรรมไดมากกวา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลวงพอจึงไดตัดสินใจอยางแนวแนวาจะอุทิศกายถวายชีวิตบวชเพื่อพระพุทธศาสนาตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปราชญ์แห่งที่ราบสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ทําใหหลวงพอคูณเปนที่เลื่อมใสศรัทธาของคนทั่วไป เริ่มจากการสรางวัตถุมงคล ซึ่งตามประวัติที่ท่านไดเรียนวิชาคาถาอาคมจากพระอาจารยหลายๆ ทาน จนมีความชํานาญแกกลา และไดสรางวัตถุมงคลรุนแรกตั้งแตสมัยเมื่อบวชไดเจ็ดพรรษา เริ่มจากตะกรุดโทน ตะกรุดทองคํา เพื่อฝงใตทองแขน ณ วัดบานไร ในราวป พ.ศ.๒๔๙๓ ซึ่งทานกลาวเสมอวา &amp;quot;ใครขอกุก็ให ไมเลือกยากดีมีจน&amp;quot; ปจจุบันพระเครื่องหลวงพอคูณเปนที่นิยมของนักสะสมอยางมาก ทั้งความแกกลาในวิชาอาคมและความแตกฉานในพุทธศาสนา ทําใหหลวงพอคูณไดรับฉายาวา ปราชญแหงที่ราบสูง และแมทาทีการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา พูดภาษาพื้นบานโคราช ใชคํามึงกู แตทุกคนตางทราบดีวาหลวงพอคูณเปนผูมีจิตเมตตาเปนอยางยิ่ง ทุกๆ ครั้งที่ทานแสดงออกทานจะมีจิตที่แจมใส หมดสิ้นกิเลสอยางแทจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงป พ.ศ.๒๕๑๒ หลวงพอคูณไดไปจําพรรษาที่วัดสระแกว จังหวัดนครราชสีมา เพื่อความสะดวกในการรักษาอาการอาพาธ หลังจากนั้นหลวงพอไดเมตตาเดินทางไปจําพรรษาในหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคใหประชาชนทั่วประเทศไดมีโอกาสสรางบุญสรางกุศลอีกดวย กอนที่หลวงพอจะเดินทางกลับวัดบานไรอีกครั้งในป พ.ศ.๒๕๓๘ และจําพรรษาที่วัดบานไรจวบจนมรณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมตตาจิตอันยิ่งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครขอรองใหหลวงพอชวยทําอะไร ถาทําไดทานก็เมตตาทําใหทุกคน หลวงพอพูดวา &amp;ldquo;มันมาขอรองกูใหกูทําโนนทํานี่ ใหกูเหยียบ กูก็เหยียบใหมัน จั๊กกูจะคัดใจมันไปทําไมมันจะไดสบายใจ.....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แมแตวัตถุมงคลหลายประเภท ซึ่งหลวงพอเองไมไดมีเจตนาที่จะสนับสนุนในเรื่องนี้ แตถาหากทําแลวประชาชนอยูดีมีสุข หลวงพอก็ไมขัดใจใคร ดังนั้นบอยครั้งที่ไดเห็นภาพหลวงพอฝงตะกรุด เคาะหัว &amp;nbsp;เปากระหมอม เหยียบโฉนดที่ดิน เจิมรถยนต เจิมอาคารบานเรือน และอีกมากมายที่หลวงพอเมตตาทําให (เพื่อความสุขความสบายใจของผูมาขอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนเรา เมื่อมีเมตตาใหกับผูอื่น ผูอื่นเขาก็จะใหความเมตตาตอบสนองตอเรา ถาเราโกรธเขา เขาก็จะโกรธเราตอบเชนกัน ความเมตตานี่แหละคืออาวุธ ที่จะปกปองตัวเราเองใหไปไดตลอดรอดฝง เปนอาวุธที่ใครๆ จะนําเอาไปใชก็ได จัดวาเปนของดีนักแล&amp;rdquo;.
--------------
ข้อมูล: มหาวิทยาลัยขอนแก่น, https://drive.google.com/file/d/1NwgtOTzq1MPB5_Oh7mlZH1rMK8HdZ5sR/view&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระเทพวิทยาคม, หลวงพ่อคูณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c504f2f375d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
