<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 07:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หนี้ท่วมหัว เอาตัวให้รอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ในโลกพร้อมใจกันใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล โดยเร่งระดมการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างฉับพลันและรุนแรง ทำให้ภาครัฐต้องกู้ยืมเป็นจำนวนเงินมโหฬาร เป็นผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายรวมกันมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 140% ของ GDP แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทยก็ใช้นโยบาย &amp;quot;เจ้าบุญทุ่ม&amp;quot; เพื่อบรรเทาปัญหาโควิด-19 เช่นเดียวกันกับหลายประเทศ โดยต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นที่วิตกกันว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นในระดับที่เกิน 60% ของ GDP ซึ่งในปัจจุบันถือเป็น &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; ที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นเกณฑ์สำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเชื่อว่า &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; เป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลควรใช้เป็นเกณฑ์ในการรักษาวินัยการคลัง มูลค่าหนี้สาธารณะที่สะสมรวมกันต้องไม่เกินเพดานหนี้ เพราะหากกู้มาจนทะลุเพดานหนี้ ก็จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้หนี้คืนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือจะมีลักษณะ &amp;quot;หนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าเพดานหนี้นี้ควรเป็นเท่าใด (ส่วนใหญ่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP) การคำนวณเพดานหนี้คือการนำเอาส่วนที่เป็นภาระหนี้มาเทียบกับส่วนที่เป็นรายได้ภาษีที่รัฐแบ่งมาใช้ชำระหนี้ โดยมีคำอธิบายดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของหนี้ เรากำหนดให้ D คือมูลค่าหนี้สาธารณะทั้งหมดของภาครัฐ และ a คืออัตราดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ดังนั้น ถ้า S เป็นภาระดอกเบี้ยที่ภาครัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละปี S ก็จะเท่ากับ a คูณกับ D หรือ S = aD กำหนดให้ f เป็นสัดส่วนของหนี้ที่จะต้องชำระคืนในส่วนที่เป็นเงินต้น และให้ P เป็นภาระเงินต้นที่ภาครัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละปี ดังนั้น P ก็จะเท่ากับ f คูณกับ D หรือ P = fD ภาระหนี้ที่จะต้องชำระคืน (ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นรวมกัน) คือ S + P = aD + fD = (a + f) D&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของรายได้ของรัฐที่เก็บจากภาษีนั้น รายได้ภาษีที่ภาครัฐสามารถเก็บได้ในแต่ละปีน่าจะเป็นสัดส่วนกับ GDP ของประเทศ คือเก็บภาษีได้สูงเมื่อประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี และเก็บภาษีได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ถ้าเรากำหนดให้ C เป็นรายได้ภาษี และ Y เป็น GDP เราก็จะเขียนสมการได้ว่า C = bY โดย b คือสัดส่วนของ GDP ที่ภาครัฐสามารถเก็บมาเป็นรายได้ภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายได้ภาษีทั้งหมด ภาครัฐอาจกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการชำระคืนหนี้ในแต่ละปี สมมุติให้สัดส่วนที่กันไว้เป็น h ดังนั้นรายได้ภาษีที่กันไว้ชำระหนี้ (เรียกว่า R) ก็จะเท่ากับ h คูณด้วย C หรือ R = hC หรือ (เมื่อแทนค่า C ด้วย bY)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R = hbY เงื่อนไขที่ทำให้ภาครัฐสามารถชำระหนี้ได้อย่างครบถ้วนตามกำหนดในแต่ละปีก็คือ รายได้ภาษีที่กันไว้ชำระหนี้ (R) จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับภาระหนี้ที่จะต้องชำระคืน (S + P) หรือเขียนเงื่อนไขนี้เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;(S + P)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือhbY &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;(a + f) D หรือhb หารด้วย (a + f)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;D หารด้วย Y หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;hb / (a + f)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;gt; D / Y&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นเงื่อนไขที่ทำให้ภาครัฐสามารถชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืนคือ การที่ก้อนหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนของ GDP (คือ D / Y) จะต้องไม่เกิน hb / (a + f)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคำนวณค่าของ hb / (a + f) ออกมา ผลก็คือ &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; คิดเป็นสัดส่วนของ GDP นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อใช้เงื่อนไขตามสูตรสมการข้างบนแล้ว เพดานหนี้ที่กำหนดตามกฎหมายไว้ 60% ของ GDP มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ ตารางข้างล่างแสดงผลการคำนวณตามสูตรสมการดังกล่าวโดยใช้ตัวเลขที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับกรณีของไทย คอลัมน์ที่เรียกว่า Realistic แสดงตัวเลขที่น่าจะเป็นจริงมากที่สุดสำหรับไทย เช่น รายได้ภาษีในปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และภาครัฐมักจะกันเงินไว้เพื่อชำระคืนหนี้ในแต่ละปีประมาณ 12% ของรายได้ภาษีทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 2.5% ต่อปี และอายุเฉลี่ยของหนี้ภาครัฐน่าจะอยู่ประมาณ 25 ปี ซึ่งหมายความว่ามีกำหนดชำระคืนปีละประมาณ 4% ของเงินต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อคำนวณตามสูตรสมการข้างบนแล้ว ปรากฏว่าเพดานหนี้ของไทยที่ควรจะเป็นตามสภาพปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 46% ของ GDP ซึ่งก็ต่ำกว่าหนี้สาธารณะทั้งหมดของไทยในปัจจุบัน (สิ้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว หนี้สาธารณะอยู่ที่ 49.3% ของ GDP) แสดงว่าตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ภาครัฐมีหนี้โดยรวมมากเกินไป คือเกินกว่าเงื่อนไขที่จะทำให้สามารถชำระหนี้คืนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคต รัฐบาลไทยยังมีแผนที่จะใช้งบประมาณขาดดุลมากขึ้น ทำให้ต้องกู้ยืมมากขึ้น และจำนวนหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หนี้โดยรวมจะสูงขึ้นเป็นเกือบเท่ากับ 60% ของ GDP ซึ่งก็ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สูตรสมการข้างบนชี้ให้เห็นว่า หากจะให้เพดานหนี้ของไทยเท่ากับ 60% ของ GDP ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ความสามารถในการเก็บภาษีของรัฐจะต้องดีขึ้น หรือเศรษฐกิจจะเติบโตได้เร็วขึ้น และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐอยู่ในระดับที่ต่ำลงไปอีก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ Optimistic ในตารางแสดงให้เห็นว่า หากรัฐสามารถเก็บภาษีให้ได้เป็นสัดส่วนถึง 30% ของ GDP และเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีที่กันไว้เพื่อชำระคืนหนี้เป็น 13% ก็จะทำให้เพดานหนี้เท่ากับ 60% ของ GDP พอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆ แล้ว หากมีเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ยน้อยลง และระยะเวลาการชำระหนี้สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เพดานหนี้ที่คำนวณได้มีสัดส่วนที่สูงขึ้นดังแสดงในคอลัมน์ High ของตาราง แต่ตัวเลขเพดานหนี้ที่มากกว่า 80% ของ GDP ดูจะยังสูงเกินไปสำหรับไทยในภาวการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงเป็นที่ยอมรับว่า ในปัจจุบันรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมหาศาลเพื่อชดเชยความเสียหายและฟื้นฟูเศรษฐกิจอันเป็นผลจากโรคระบาดโควิด-19 และต้องใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำอธิบายข้างบนเกี่ยวกับเพดานหนี้ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้โดยนิตินัย รัฐบาลไทยจะสามารถรักษาวินัยการกู้ยืมให้อยู่ในกรอบตามกฎหมายได้ แต่โดยพฤตินัยและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ภาวะหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าสู่ขีดอันตราย โดยเฉพาะเมื่อหนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้แค่ไหนอย่างไร อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบันไปอีกนานเท่าใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรทำคือ การลดภาระการเงินการคลังในด้านอื่นๆ ลงให้มากที่สุด โดยการลด/เลื่อน/เลิกโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐที่ดูจะยังไม่มีความจำเป็นอยู่ในขณะนี้หรือในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสนามบิน การขยายท่าเรือ รถไฟฟ้าความเร็วสูง โรงไฟฟ้า เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ หรือแม้กระทั่ง.......การส่งคนไปเหยียบผิวดวงจันทร์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์ นโยบายสาธารณะ:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบความยั่งยืนการคลัง, ก่อหนี้ท่วมหัว, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, พรายพล คุ้มทรัพย์, เพดานหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec24ae8c35f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การลงทุนตามวิถีชีวิตใหม่ (ในโลกใบเดิม)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิด 19 เป็นทั้งวิกฤติด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ มีผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อชีวิตของมนุษย์ และต่อเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) &amp;nbsp;คาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัว &amp;nbsp;4.5% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สภาพัฒน์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัวประมาณ 8% ถือได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงไม่น้อยไปกว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งปี 2540 สาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือการท่องเที่ยวโดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะลดลงอย่างน้อย 70% ในขณะเดียวกันการส่งออกโดยรวมปีนี้ก็คาดว่าจะลดลงประมาณ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาวะการระบาดของโควิดในปัจจุบันก็ยังไม่หมดไป หนำซ้ำจะยิ่งรุนแรงกว่าในช่วงแรก ข้อมูล ณ วันที่ 20 กันยายน 2563 ชี้ว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลกสะสมกว่า 30 ล้านคน เพิ่มขึ้นวันละกว่า 300,000 คน และมีคนตายด้วยโรคระบาดนี้รวมกันเกือบ 1 ล้านคนแล้ว โดยตายเพิ่มขึ้นวันละกว่า 5 พันคน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราพอรู้แล้วว่าแนวโน้มและพฤติกรรมใหม่ๆ ของมนุษย์ได้เกิดขึ้น ซึ่งเรียกกันว่าเป็น &amp;ldquo;วิถีชีวิตใหม่&amp;rdquo; หรือ new normal และมีท่าทีว่าจะยังคงเป็นจริงอยู่ต่อไปแม้ว่าการระบาดจะบรรเทาหรือหมดไปในที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;new normal อันเกิดจากการ &amp;ldquo;ปิดเมือง-ปิดประเทศ&amp;rdquo; (lock down) &amp;nbsp; และการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ประกอบด้วย การทำงานจากบ้าน (work -from home) &amp;nbsp;บริการที่หลีกเลี่ยงการสัมผัส (contact-free services) &amp;nbsp;และการเดินทางที่น้อยลง (reduced travel)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อจำกัดพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อระงับการแพร่เชื้อโควิด-19 เหล่านี้ มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่จำเป็นต้องมีการเดินทางหรือการอยู่ใกล้กัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การเดินทาง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบินระหว่างประเทศ) &amp;nbsp;ร้านอาหาร &amp;nbsp;การกีฬา และสถานบันเทิงต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลทั่วโลกได้อัดฉีดเงินเป็นจำนวนมากเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการ &amp;ldquo;ปิดเมือง-ปิดประเทศ&amp;rdquo; &amp;nbsp;และเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและเศรษฐกิจ จึงก่อให้เกิดการขาดดุลงบประมาณและการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลไทยมีแผนที่จะใช้เงินมากถึงเกือบ 2 ล้านล้านบาทในการเยียวยาผู้เดือดร้อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ &amp;nbsp;การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นจำนวนเงินมหาศาลนี้น่าจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้ชี้นำและขับเคลื่อนให้สังคมและเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับ new normal ได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 และ new normal ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจและกิจกรรมหลายประเภท ทั้งสำหรับโลกและประเทศไทย ซึ่งแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มแรก เกี่ยวกับดิจิตอลเทคโนโลยีซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับธุรกิจที่มีความต้องการมากขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ การประชุม/สื่อสาร/การเรียนการสอนออนไลน์ นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่สอง เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่น ยารักษาโรค เครื่องมือทางการแพทย์ (เช่น ถุงมือยาง และเครื่องช่วยหายใจ) รวมทั้งบริการทางการแพทย์แบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า telemedicine ซึ่งต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่สาม เป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสุขภาพ และอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในช่วงโควิดมีความต้องการผลิตอาหารมากขึ้นเพื่อทดแทนความสามารถในการผลิตที่ลดลงอันเนื่องมาจากโรคระบาด &amp;nbsp;จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถสนองความต้องการด้านอาหารให้กับโลกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงโควิดระบาดชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ 2 อย่าง &amp;nbsp;หนึ่ง คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มชนต่าง ทั้งในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศ เราเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่าคนที่ได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุดคือผู้มีรายได้น้อยซึ่งสูญเสียทั้งงานและรายได้ทันทีที่มีการ lock down ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวนหนึ่งกลับมียอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้นมาก &amp;nbsp;สอง คือสภาพสิ่งแวดล้อม (เช่น คุณภาพของอากาศ) ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่มนุษย์เดินทางน้อยลงและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง แสดงให้เห็นว่าการกระทำของมนุษย์มีผลต่อสิ่งแวดล้อมโลก รวมไปถึงภาวะโลกร้อน (global warming) และการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ (climate change)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงมีแนวโน้มและความเชื่อว่า ทิศทางการลงทุนของโลกในอนาคตภายใต้ new normal นี้ ควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก การสร้างความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมในสังคม เพื่อความยั่งยืนทั้งของเศรษฐกิจและสังคม ทิศทางการลงทุนนี้อธิบายได้ในสองแนวทาง &amp;nbsp;แนวทางแรก เป็นการลงทุนในลักษณะที่ส่งเสริมสามมิติ อันได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และธรรมาภิบาล &amp;nbsp;(environment, sustainability, governance) เรียกว่า การลงทุนแบบ ESG &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางที่สอง เป็นการลงทุนที่มุ่งส่งเสริม เศรษฐกิจชีวภาพ (bio economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) เรียกว่า การลงทุนแบบ BCG&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเน้นของทั้งสองแนวทางคือการลงทุนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้น มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง เป็นการบรรเทาปัญหาโลกร้อนอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นการลดปริมาณขยะและมลภาวะ มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิล มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทดแทนที่ใช้น้ำมัน &amp;nbsp;มีการใช้วัสดุชีวภาพแทนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหรือพลาสติก มีการรีไซเคิลและการนำวัสดุต่างๆ มาใช้ซ้ำมากขึ้น รวมไปถึงอุตสาหกรรมสีเขียวต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ การทำเกษตรแบบแม่นยำและชาญฉลาด &amp;nbsp;และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมิติหนึ่งของการลงทุนคือการคำนึงถึงสังคม เช่น ความพอใจของลูกค้า มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน &amp;nbsp;ส่วนมิติในด้านธรรมาภิบาลจะเกี่ยวกับการป้องกันคอรัปชั่น ความโปร่งใสในการดำเนินกิจการ และความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมีการพูดถึง sharing economy &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจและธุรกิจที่มีการแบ่งปันกันใช้ &amp;nbsp;อันนำไปสู่ประสิทธิภาพ การประหยัดทรัพยากร และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ยานพาหนะ/สถานที่ร่วมกันโดยทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์/สถานที่ (ตัวอย่างเช่น บริการ UBER Grab และ AirBnB) การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อใช้เองและขายไฟที่เหลือให้กับเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศทางการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ คือ silver economy ซึ่งเป็นธุรกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;การดูแลรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยว
ใครที่สนใจอยากให้โลกสะอาดขึ้น เท่าเทียมกันมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น ช่วยออกมาเชียร์ให้รัฐบาลไทยหันมาส่งเสริมการลงทุนตามวิถีชีวิตใหม่ให้มากขึ้นกันเถอะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความเวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
ดร พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78757</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนตามวิถีชีวิตใหม่, พรายพล คุ้มทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b21ca007ba8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกเครื่องการท่องเที่ยวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิด-19 มีผลทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไปทั่วโลก และในหลายประเทศ สาขาท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุด ในประเทศไทยสาขาท่องเที่ยวเคยนำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้วรายได้จากการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติเป็นเงินมากถึง 2 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 30 กว่าล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเกิดภาวะโควิด เคยคาดการณ์กันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง 40 ล้านคนในปี 2563 โดยมาจากจีนมากที่สุด แต่การปิดเมืองปิดประเทศเพื่อหยุดการระบาดของโควิด-19 ทำเอานักท่องเที่ยวหดหายไปจากประเทศไทยในพริบตา ทั้งปีคาดว่าจำนวนจะลดลงถึง 80% เหลือประมาณ 8.2 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงเหลือไม่ถึง 4 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาการท่องเที่ยวมากที่สุด โดยมีส่วนแบ่งใน GDP มากถึง 15% ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าโควิด-19 จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าหลายประเทศในระดับการพัฒนาเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะติดลบถึง 8% และอาจจะติดลบมากกว่านี้หากไม่สามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวได้ภายในปีนี้ เชื่อกันว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของภาวะถดถอยในเศรษฐกิจไทยเป็นผลจากความซบเซาที่เกิดขึ้นในสาขาท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีเป็นจำนวนมาก มีทั้งบริษัทนำเที่ยว สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ธุรกิจการเดินทาง ร้านค้าขายของที่ระลึก สถานบันเทิง รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางอื่นๆ อีก คนทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีจำนวนมากถึง 4 ล้านคน มีทั้งที่เป็นมัคคุเทศก์ พนักงานโรงแรม พนักงานเสิร์ฟ คนขับแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ หมอนวด พนักงานขาย และพนักงานให้บริการต่างๆ ประเมินกันว่าประมาณ 65% ของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมดต้องปิดกิจการลงอย่างชั่วคราวและอาจจะถาวรไปเลย ทำให้คนทำงานจำนวนเกือบ 3 ล้านคนต้องตกงานและขาดรายได้ ส่วนใหญ่แม้จะได้รับเงินเยียวยาทั้งที่เป็นเงินอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลและที่เป็นเงินชดเชยจากกองทุนประกันสังคม แต่ก็เป็นเพียงการเยียวยาในระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น หลังจากนั้นคนเหล่านี้ก็คงต้องพึ่งพาทางอื่นเพื่อความอยู่รอดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามในขณะนี้ก็คือ &amp;ldquo;การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้เมื่อไรและอย่างไร&amp;rdquo; &amp;nbsp;รัฐบาลกำลังพิจารณาให้ชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวต่างชาติบางประเภทเดินทางเข้ามาในประเทศได้โดยมีการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ในระดับหนึ่งแต่ในขณะที่โรคระบาดนี้กำลังคุกคามหลายประเทศในโลกอยู่อย่างรุนแรง เราคงยังมองไม่เห็นว่าประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย จะเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศได้ตามปกติเหมือนในอดีตก่อนหน้าภาวะโควิด &amp;nbsp;เราจึงคาดได้ว่าสาขาท่องเที่ยวจะยังคงซบเซาอยู่ต่อไปจนกว่าโลกจะมีความมั่นใจว่ามียารักษาโรคหรือวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้อย่างแน่นอน ซึ่งก็อาจจะเป็นเวลาอีกหลายเดือนหรือหลายปีด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระหว่างนี้ น่าจะเป็นเวลาที่พวกเราควรช่วยกันคิดว่า การท่องเที่ยวไทยควรมีรูปร่างหน้าตาที่พึงปรารถนาอย่างไรในอนาคตหลังโควิด ผมเห็นด้วยกับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่บอกว่า เราควรมองวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการแก้ปัญหาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในอดีต และหาทางแก้ไขปรับปรุงให้เสร็จทันก่อนที่เจ้าโควิดนี้จะหมดฤทธิ์ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่าที่ผ่านมา ธุรกิจการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ต่างก็มีส่วนในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความเสียหายให้กับชายหาด ปะการัง สัตว์ป่า พันธุ์พืช และแหล่งน้ำต่างๆ สร้างมลภาวะสารพัดชนิด ก่อให้เกิดขยะสะสมเป็นกองใหญ่&amp;nbsp;
นักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มมุ่งมาเที่ยวไทยเพื่อซื้อบริการทางเพศ ซื้อยาเสพติด บางคนก็นำโรคร้ายมาแพร่เชื้อ หลายคนเข้ามาปักหลักทำมาหากินแย่งอาชีพคนไทย เมืองไทยได้ &amp;ldquo;ชื่อเสีย&amp;rdquo; ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวของโลกที่มีครบทั้ง sun, sand and sex
เราต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้ การท่องเที่ยวไทยควรเติบโตอย่างมีคุณภาพและความยั่งยืน ไม่เน้นปริมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณนักท่องเที่ยว แต่เราก็คงจะต้องคำนึงถึงปริมาณเงินรายได้ที่ได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย เราควรส่งเสริมนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เราอยากเห็นนักท่องเที่ยวที่สนใจต้องการเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของคนไทย บางกลุ่มอาจสนใจในวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในชนบทไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน เราก็อยากจะส่งเสริมต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย โดยไม่ทำให้คนไทยเองต้องเสียโอกาสในการรักษาพยาบาลที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวสูงวัยที่เกษียณแล้วและต้องการใช้ชีวิตในบั้นปลายในประเทศและสังคมที่สงบสุข หรือที่เรียกว่า long stay เราอยากเห็นนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายในลักษณะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยให้มากขึ้น การท่องเที่ยวควรเป็นแนวทางหนึ่งที่นอกจากจะทำให้รายได้ของประเทศสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะเจ้าภาพ รัฐบาลและคนไทยก็ควรให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวเหล่านี้ให้เป็นอย่างดีกว่าที่เคยเกิดปัญหาในอดีต เราต้องสร้างความมั่นใจและมาตรฐานในเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ไม่ปล่อยปละละเลยให้เรือบรรทุกผู้โดยสารจนเรือล่มทำให้มีคนตายจำนวนมาก ป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักไม่คุ้นเคยกับสภาพสังคมไทย ป้องกันไม่ให้แท็กซี่เอาเปรียบผู้โดยสารต่างชาติ และป้องกันไม่ให้พ่อค้าแม่ค้าโก่งราคาขายคนต่างชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถ้าเราทำได้ ก็จะกลายเป็นการ &amp;ldquo;ยกเครื่อง&amp;rdquo; หรือ reset ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เรามีโอกาสแล้ว เรามีงบประมาณด้วยแล้ว อย่างน้อยรัฐบาลก็ควรใช้เงินเพื่อการนี้จากบางส่วนในงบ 4 แสนล้านบาทที่กันไว้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังภาวะโควิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
ดร พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภูบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72170</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรายพล คุ้มทรัพย์, ยกเครื่องการท่องเที่ยวไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f1694d0de169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2020 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2020 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินกู้สู้โควิด ช่วยกันคิดให้รอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโควิด-19 เป็นมหันตภัยที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลกในรอบเวลา 100 ปี นอกจากจะทำให้คนเป็นจำนวนมากต้องเจ็บป่วยล้มตายแล้ว มาตรการที่ภาครัฐใช้ในการชะลอการแพร่เชื้อของโรคระบาดนี้ยังทำให้ผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนหลายล้านคนต้องตกงานและขาดรายได้อย่างฉับพลันทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลและธนาคารกลางของทุกประเทศจึงต้องทุ่มเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อเยียวยาประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ นอกจากนั้น ยังต้องใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจใช้นโยบายเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยจะใช้เงินเกือบ 2 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งเอาไปเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการต่างๆ เพื่อหยุดการแพร่เชื้อ และอีกส่วนหนึ่งเอาไปกระตุ้นและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤติในครั้งนี้&amp;nbsp;รัฐบาลคาดว่าจะกู้เงินเป็นจำนวน 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมาจากการปรับลดงบประมาณส่วนอื่น และจากเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นด้วยกับนโยบายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เพราะภาวะวิกฤติคราวนี้เป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน การที่รัฐบาลสั่ง &amp;ldquo;ปิดเมือง&amp;rdquo; ในช่วงเวลาหนึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีการชะลอการแพร่เชื้อโควิด-19 ที่ดีที่สุด แต่มันก็ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องบรรเทาความเดือดร้อนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดตอนนี้คือภาระการเงินการคลังของภาครัฐที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากมายในอนาคต &amp;nbsp; ขนาดไม่มีภาวะวิกฤตโควิด-19 กระทรวงการคลังก็เคยคาดการณ์ไว้ว่า หนี้สาธารณะคงค้างจะสูงขึ้นทุกปีในช่วงห้าปีข้างหน้า โดยสูงขึ้นทั้งในรูปของจำนวนเงินและในรูปของเปอร์เซ็นต์ต่อ GDP (คือขนาดเศรษฐกิจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปีที่แล้วกระทรวงการคลังเคยคาดว่า GDP (nominal) ของไทยจะขยายตัวปีละ 6% ไปตลอด 5 ปีข้างหน้า และหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นปีละ 7% ถึง 10% จึงคาดว่าหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP จะเพิ่มจากประมาณ 43% ในปี 2562 ขึ้นไปเป็นประมาณ 48% ในปี 2566 ซึ่งก็ยังเป็นระดับที่พอรับได้ เพราะเมื่อปี 2561 รัฐบาลนี้เองก็ได้กำหนดเพดานหนี้ที่สอดคล้องกับวินัยการคลังไว้ที่ 60% ของ GDP ถึงแม้ว่าเราจะพยากรณ์ต่อไปอีกโดยสมมุติอัตราการขยายตเดิม สัดส่วนของหนี้คงค้างต่อ GDP ในปี 2572 ก็ยังเพิ่มเป็น 50% กว่าๆ (ดูคอลัมน์ &amp;ldquo;กรณีปกติ&amp;rdquo; ในตาราง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
แต่แล้ววิกฤติโควิด-19 ก็ทำให้ภาพที่กระทรวงการคลังวาดไว้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากวิกฤติจะทำให้ GDP ลดลงแล้ว ยังจะทำให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณและมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากแผนเดิม โดยรายได้ภาษีจะลดลงตามขนาดของเศรษฐกิจ และที่สำคัญก็คือรัฐบาลจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นจำนวนเงินก้อนโตเพื่อบรรเทาปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกด้วย นอกจากนั้น รัฐบาลยังจะต้องมาอุ้มรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนซ้ำซากมากขึ้น (เช่น การรถไฟฯ) และที่ขาดทุนเข้าขั้นล้มละลาย (เช่น การบินไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1 ล้านล้านบาท เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด-19 นี้ หากเรานำก้อนหนี้นี้ไปรวมกับหนี้อื่นๆ ตามแผนเดิมที่กระทรวงการคลังเคยวางไว้เมื่อปีที่แล้ว แล้วเอาหนี้ทั้งหมดนี้ไปคำนวณเทียบกับ GDP (nominal) หลังโควิด ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะลดลงประมาณ 5% ในปี 2563 นี้ อาจจะขยายตัวได้เล็กน้อยประมาณ 1% ในปีถัดไป และน่าจะขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 4% ในช่วงปี 2565 ถึง 2572&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการคำนวณแสดงว่าหนี้คงค้างของรัฐบาลไทยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 56% ในปี 2563 และจะแตะเพดานที่ 60% ในปี 2564 หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเป็น 70% ในปี 2570 และทะลุเพดานไปอยู่ที่ 74% ในปี 2572 (ดูคอลัมน์ &amp;ldquo;กรณีโควิด-ลุยแหลก&amp;rdquo; ในตาราง) ถ้าไม่มีการขยับเพดานหนี้ตามกฎหมายขึ้น ก็แสดงว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป &amp;nbsp;รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่ผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐและขัดแย้งกับเกณฑ์ที่ตนเองได้กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนเคยถามผมว่าหนี้ของภาครัฐสูงแล้วมีปัญหาอะไรหรือ? รัฐบาลก็เหมือนกับลูกหนี้ทั่วๆ ไปคือ &amp;ldquo;หนี้ยิ่งสูง เจ้าหนี้ยิ่งเสียว&amp;rdquo; โดยเจ้าหนี้จะมั่นใจน้อยลงว่าลูกหนี้จะสามารถชำระคืนได้ครบตามกำหนด และถ้าหากจะต้องกู้เพิ่มขึ้นก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้น หนี้ภาครัฐต่อ GDP ที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการใช้จ่ายและการกู้เงินในอนาคตถดถอยลงไป อาจมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และสวัสดิการสังคมต่างๆ และหากเกิดภาวะวิกฤตขึ้นมาอีกในอนาคต รัฐบาลก็จะมีศักยภาพในการแก้ไขได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลเสียอีกข้อหนึ่งของการที่รัฐบาลกู้ยืมและมีหนี้ค่อนข้างมากก็คือ จะทำให้ภาคเอกชนถูก &amp;ldquo;เบียดออกจากตลาดการเงิน&amp;rdquo; และสามารถกู้เงินได้น้อยลง อันอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป และทำให้ธุรกิจเอกชนลงทุนน้อยเกินไป
การศึกษาโดยธนาคารโลกในปี 2553 ครอบคลุม 101 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนา หนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ที่สูงกว่า 64% จะมีผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีสัดส่วนหนี้สูงเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน นักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า &amp;ldquo;ความไม่ยั่งยืนทางการคลัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดจากความ &amp;ldquo;เปราะบางทางการคลัง&amp;rdquo; นี้ได้หรือไม่อย่างไร? ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้โดยต้องระวังไม่ให้การขาดดุลงบประมาณและการก่อหนี้ในอนาคตของรัฐบาลไร้ทิศทางและขีดจำกัด ต้องปรับปรุงวิธีการจัดเก็บและโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มศักยภาพในการหารายได้เข้าคลัง ในขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายก็ต้องเข้มงวดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมมุติในช่วง 10 ปีข้างหน้า รัฐบาลสามารถลดหนี้ที่คาดไว้เดิม (ก่อนวิกฤติโควิด) ลงได้ 10% เราก็จะสามารถกดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลงได้มาก (ดูคอลัมน์ &amp;ldquo;กรณีโควิด-ยอมถอย&amp;rdquo; ในตาราง) โดยเลื่อนปีที่มีการแตะเพดานหนี้&amp;nbsp;60% ออกไปเป็นปี 2567 และรักษาสัดส่วนหนี้ไว้ไม่ให้เกิน 70% ตลอดช่วงเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสนอว่า สำหรับภาระผูกพันงบประมาณที่ได้วางแผนไว้ก่อนวิกฤติโควิดนั้น รัฐบาลควรพิจารณาลดหรือเลื่อนหรือเลิกได้ในหลายรายการ เพราะวิกฤติทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต การท่องเที่ยวและเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศหยุดชะงักในช่วงวิกฤติและคงยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมได้ในอีกหลายปีข้างหน้า การค้าและการลงทุนทั้งในและระหว่างประเทศลดฮวบในช่วงวิกฤติ &amp;nbsp; ผู้บริโภคและผู้ผลิตคงยังไม่ใช้จ่ายและลงทุนเพราะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าโรคระบาดจะหมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จำนวนผู้โดยสารและปริมาณขนส่งสินค้าก็จะลดต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ การขยาย/พัฒนาสนามบินหลายแห่งก็น่าจะเลื่อนออกไปได้ (เช่น สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงก็อาจจะเลื่อนหรือเลิกไปเลย (เช่น รถไฟไทย-จีนเชื่อมกรุงเทพกับหนองคาย และรถไฟเชื่อมสามสนามบิน) การขยายท่าเรือก็อาจจะไม่จำเป็นในช่วง 10 ปีข้างหน้า (เช่น แหลมฉบัง และมาบตาพุด) อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ต้องซื้อมาสะสมไว้เกินความจำเป็นเพราะช่วงนี้ทุกประเทศไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบกับใครแล้ว (เช่น เรือดำน้ำ และรถถัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราเลื่อนหรือเลิกโครงการเหล่านี้ได้จริง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจะสามารถประหยัดงบประมาณรายจ่ายและลดการกู้ยืมลงไปเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ทำให้ลดความเสี่ยงด้านการเงินการคลังของประเทศลงไปได้เยอะเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินกู้สู้โควิด &amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันคิดให้รอบคอบ
โครงการต้องตรวจสอบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านเห็นชอบกรอบยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67697</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรายพล คุ้มทรัพย์, หนี้สาธารณะ, เงินกู้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed509b8603a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาทุกคนเท่ากันเลยดีกว่าไหม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีแผนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19 โดยแจกเงินจำนวนเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลาสามเดือนให้กับผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม คือผู้ที่มีอาชีพอิสระ เช่น คนขับแท็กซี่ พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม พนักงานนวด/เสริมสวย ช่างตัดผม ฯลฯ ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยานี้เป็นจำนวนกว่า 27 ล้านคนแล้ว กระทรวงการคลังได้คัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและจ่ายเงินเดือนแรกออกไปแล้วให้กับผู้ลงทะเบียนจำนวนประมาณ 4 ล้านคน

แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านการคัดกรอง โดยกระทรวงการคลังแจ้งว่าไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น เป็นนักศึกษา เป็นเกษตรกร หรือมีอาชีพที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นี้ สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลเหล่านี้ เพราะปรากฏว่าบางคนอายุเกือบ 50 ปีขี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ถูกระบุว่าเป็นนักศึกษา บางคนไม่เคยทำไร่ทำนาเลย แต่ถูกปฏิเสธเพราะระบบ artificial intelligence (AI) ของกระทรวงการคลังจัดให้เป็นเกษตรกร แม้ว่าภาครัฐจะยอมให้มีการอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ์ได้ แต่ก็เชื่อว่าความวุ่นวายต่างๆ คงไม่หมดไปง่ายๆ คงจะมีความผิดพลาดในระบบคัดกรองและการประท้วงต่อไป และการแจกจ่ายเงินออกมาให้ผู้คนได้ใช้จ่ายเพื่อบรรเทาปัญหาการว่างงานและการขาดรายได้ก็คงจะล่าช้าออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 9 ล้านคน จ่ายคนละ 15,000 บาทในสามเดือน จึงเป็นงบประมาณรวม 135,000 ล้านบาท แต่ผมเชื่อว่าเมื่อคัดกรองไปจนครบคนแล้ว อาจพบว่าจะต้องจ่ายชดเชยให้มากเกิน 9 ล้านคนแน่ๆ ซึ่งในที่สุดก็อาจจะทำให้ภาครัฐต้องจ่ายเงินรวมกันมากถึง 300,000 ล้านบาทก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนคือการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจากกองทุนประกันสังคมให้กับผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฯ ที่ต้องออกจากงานอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 คาดว่าผู้ได้รับเงินชดเชยส่วนนี้น่าจะมีจำนวนระหว่าง 1 - 2 ล้านคน และหากอัตราการชดเชยนี้เท่ากับเงินที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม คือ 15,000 บาทในช่วงสามเดือนข้างหน้า เงินทั้งหมดที่จะจ่ายออกจากกองทุนประกันสังคมในส่วนนี้ก็น่าจะตกประมาณ 15,000 - 30,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลยังมีแผนที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วย โดยในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ แต่ข่าวเบื้องต้นระบุว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ที่ลงทะเบียนเป็นเกษตรกรครัวเรือนละ 30,000 บาท ในปัจจุบันมีเกษตรกรลงทะเบียนจำนวนประมาณ 7.5 ล้านครัวเรือน ถ้ารัฐบาลจ่ายเกษตรกรทุกครัวเรือนก็จะใช้งบประมาณรวม 300,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรวมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งสามกลุ่มข้างต้น คือ กลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ (ที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม) กลุ่มผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม และกลุ่มเกษตรกร ก็จะปรากฏว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นระหว่าง 465,000 ล้านบาท ถึง 550,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากงบประมาณของรัฐและบางส่วนจ่ายออกจากกองทุนประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากจะเสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาชดเชยแยกเป็นกลุ่มๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ข้างต้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนคนไทยทุกคนในจำนวนเท่าๆ กัน โดยกำหนดจ่ายให้กับประชาชนที่มีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป จะมียกเว้นก็เฉพาะบุคคลที่ได้รับเงินเดือน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือเลี้ยงดู และสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งก็ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงนักโทษในคุก เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจ่ายเงินเท่ากันเป็นรายหัวเป็นวิธีการเยียวยาที่สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ยุ่งยากมากนัก เพราะภาครัฐสามารถคัดกรองโดยตรวจสอบเฉพาะอายุและการเป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจได้โดยง่าย อย่างน้อยก็ง่ายกว่าเกณฑ์การคัดกรองที่ AI ของกระทรวงการคลังกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นการแจกจ่ายเงินที่ทำได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทั่วถึงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนอาจจะค้านว่า วิธีการจ่ายเท่ากันรายหัวนี้มีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะผู้ที่ได้รับการชดเชยมีรายได้ไม่เท่ากัน และมีบางกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 การชดเชยจึงไม่ควรใช้เงินจ่ายเท่ากันทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมต้องยอมรับในจุดอ่อนของวิธีการนี้ แต่เราก็ได้เห็นความยุ่งยากและความไร้ประสิทธิภาพของความพยายามที่จะคัดแยกเอาเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบที่มีรายได้น้อยแล้ว ผมต้องชี้ให้เห็นด้วยว่าวิกฤติโควิด-19 นี้มีผลกระทบต่อทุกคนในประเทศ (มนุษย์ทั่วโลกด้วยซ้ำไป) ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม มากบ้างน้อยบ้าง หากเรากำหนดให้ผู้ที่ต้องการรับเงินเยียวยานี้ต้องมาลงทะเบียนกับภาครัฐ ผมก็ยังหวังว่าผู้มีรายได้ค่อนข้างดีส่วนใหญ่ก็คงมีจิตสำนึกที่จะเลือกไม่มาลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินส่วนนี้จากภาครัฐ อันจะทำให้ความเป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วควรจ่ายหัวละเท่าไหร่? ต้องใช้เงินมากไหม? ผมเสนอให้พิจารณาโดยเทียบกับสองประเทศในโลกที่ใช้วิธีจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 เท่ากันทุกคน คือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลญี่ปุ่นแจกเงินเยียวยาประชาชนญี่ปุ่นทุกคนหัวละ 100,000 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30,000 บาท รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus check) ให้กับประชาชนอเมริกันหัวละ 1,200 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 40,000 บาท โดยให้เฉพาะกับคนที่มีรายได้ก่อนหักภาษีไม่เกิน 100,000 เหรียญต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปรียบเทียบกันระหว่างประเทศน่าจะเป็นการใช้ตัวเลขรายได้ต่อหัวเป็นเกณฑ์ การคำนวณรายได้ต่อหัวเมื่อปรับด้วยค่าครองชีพ (หรือที่เรียกว่า purchasing-power-parity per capita income) สำหรับปี 2560 แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีรายได้ต่อหัวประมาณ 60,000 เหรียญต่อปี ญี่ปุ่นมีรายได้ต่อหัวประมาณ 42,000 เหรียญต่อปี และไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 18,000 เหรียญต่อปี เมื่อปรับตามความแตกต่างของรายได้ต่อหัวแล้ว ปรากฏว่าเงินเยียวยาในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะเทียบเท่ากับเงินเยียวยาในไทยที่มีมูลค่าประมาณ 12,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้การเยียวยาในไทยไม่น้อยหน้ามาตรการเดียวกันกับที่ใช้ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงควรจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 แก่คนไทยทุกคนในอัตราหัวละ 12,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนคนที่รัฐบาลไทยจะต้องจ่ายเท่ากันเป็นรายหัวนี้น่าจะเป็นประมาณ 45 ล้านคน คือจำนวนผู้มีสัญชาติไทยทั้งหมดประมาณ 65 ล้านคน หักด้วยจำนวนคนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปีประมาณ 15 ล้านคน และหักออกไปอีกด้วยจำนวนผู้เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสากิจ และผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนขอรับเงิน (อาจจะเป็นเพราะไม่เดือดร้อนมากนัก) รวมกันประมาณ 5 ล้านคน เบ็ดเสร็จแล้วมาตรการจ่ายชดเชยเท่ากันรายหัวจะต้องใช้เงินทั้งสิ้นประมาณ 540,000 ล้านบาท (12,000 คูณด้วย 45 ล้าน) ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าเงินที่จะใช้ในมาตรการเยียวยาคนสามกลุ่มตามที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ขณะนี้ แต่จำนวนเงินที่มากกว่าก็ไม่น่าจะเกิน 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ว่าจะใช้เงินมากกว่าอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าการจ่ายเงินเยียวยาเท่ากันรายหัวน่าจะทำได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั่วถึงกว่า และมีผลบรรเทาความเดือดร้อนได้มากกว่าด้วย หากจะเปลี่ยนมาใช้มาตรการนี้ก็ยังพอทำได้ในขณะนี้ เพราะเม็ดเงินที่ได้จ่ายออกไปแล้วภายใต้มาตรการปัจจุบันก็สามารถปรับมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเท่ากันรายหัวได้ และจำนวนเงินรายหัวที่ลดลง (จาก 15,000 บาท) ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พอยอมรับได้เพราะถือว่าเป็นการกระจายรายได้ออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง รัฐบาลควรจะใช้โอกาสในการแจกเงินให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในคราวนี้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและขอความร่วมมือจากผู้ได้รับประโยชน์นี้ เพื่อนำเอาใช้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการ/ควบคุม/สืบสวนโรคการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น อาทิเช่น การกำหนดหรือขอความร่วมมือให้ผู้ได้รับเงินเยียวยาทุกคนใช้แอพพลิเคชั่นบางอย่าง (เช่น แอพฯ ที่ชื่อ &amp;ldquo;หมอชนะ&amp;rdquo;) บนมือถือ เพื่อทำให้ contact tracing เป็นไปได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็วมากขึ้น

พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64600</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรายพล คุ้มทรัพย์, รับเงินเยียวยา5พัน, เราไม่ทิ้งกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7db9b97f26e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับประชานิยมให้ได้สมราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการประชารัฐสวัสดิการถือได้ว่าเป็นโครงการประเภท &amp;ldquo;ประชานิยม&amp;rdquo; ที่มีลักษณะการแจกเงินให้กับคนจนโดยตรง ซึ่งริเริ่มโดยรัฐบาลประยุทธ์ 1 ในปี พ.ศ. 2559 และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ 2 โดยมีแนวโน้มว่าจะมีอายุยืนยาวต่อไปอีกหลายปี จึงน่าสนใจที่จะตั้งคำถามว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน และหากทำต่อไปควรจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกลางปี 2559 รัฐบาลได้เปิดให้มีการลงทะเบียนสำหรับคนจนที่มีรายได้ปีละไม่เกิน 100,000 บาท และมีทรัพย์สินไม่เกิน 100,000 บาท มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและมีสัญชาติไทย มีผู้ผ่านการลงทะเบียนจำนวน 7.5 ล้านคน และได้รับเงินสวัสดิการคนละ 3,000 บาทสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี และได้คนละ 1,500 บาทสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 2560 รัฐบาลก็เปิดให้มีการลงทะเบียนคนจนอีกครั้งหนึ่งโดยปรับคุณสมบัติให้รัดกุมขึ้น แล้วก็ขยายเวลาการลงทะเบียนจนทำให้มีผู้ผ่านการลงทะเบียนจำนวน 11.4 ล้านคน มีการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่องชำระเงินของร้านที่รัฐบาลกำหนด โดยมีวงเงินซื้อสินค้าคนละ 200 ถึง 300 บาทต่อเดือน มีเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถโดยสารและรถไฟรวมกันเดือนละ 1,500 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2561 เปิดให้มีการลงทะเบียนเพิ่มเติมในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียนทั้งหมดที่ผ่านคุณสมบัติเพิ่มเป็น 14.5 ล้านคน และก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ยังเปิดโอกาสให้มีผู้มาลงทะเบียนเพิ่มเติมได้อีก ทำให้มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมกันประมาณ 17 ล้านคน ในช่วงหลังมีการแจกเงินเพิ่มเติมให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกทักษะที่หน่วยงานของรัฐจัดให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดในโครงการนี้เป็นเงินประมาณ 124,000 ล้านบาท ถ้าถามว่าคุ้มกับเงินที่ใช้ไปเป็นจำนวนมากนี้หรือไม่ ก็คงตอบได้ยาก เพราะเป็นการแจกเงินกับผู้มีรายได้น้อยที่อาจมีความต้องการในการครองชีพจริงๆ แต่ก็เชื่อว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการบางส่วนไม่ใช่คนที่ยากจนจริงๆ จึงมีส่วนที่รั่วไหลอยู่บ้าง ประเด็นที่จะต้องมีการประเมินกันต่อไปก็คือคำถามที่ว่าโครงการนี้ช่วยให้คนจนที่ได้รับประโยชน์ช่วยตัวเองได้ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน และสามารถหลุดพ้นจากภาวะความยากจนได้หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้มีโอกาสเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการทำรายงานวิจัยของนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (หรือ ปศส.) รุ่นที่ 17 กลุ่มที่ 1 โดยนักศึกษากลุ่มนี้ได้ร่วมกันศึกษาเจาะลึกและประเมินโครงการประชารัฐสวัสดิการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่านักศึกษากลุ่มนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงโครงการในอนาคต จึงขอนำเอาประเด็นเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะได้นำไปพิจารณาต่อไป ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินโครงการประชารัฐสวัสดิการสรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก แทนที่รัฐบาลจะหว่านเงินไปทั่วประเทศ รัฐบาลควรมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรกแก่ผู้ที่ยากจนในพื้นที่ที่พบว่ามีความยากจนอย่างเรื้อรังและรุนแรง ได้แก่จังหวัดที่มีความยากจนมากที่สุด เช่น แม่ฮ่องสอน นราธิวาส กาฬสินธุ์ และตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง รัฐบาลควรใช้วิธีการช่วยเหลือผู้ยากจนโดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือสามารถพัฒนาตนเองและครอบครัวให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานเลี้ยงชีพได้ ตัวอย่างโครงการที่ดีที่ควรนำมาพิจารณาคือโครงการที่ชื่อว่า Bolsa Familia ของประเทศบราซิลซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลต้องมีหน้าที่ในการนำเด็กในครอบครัวเข้าโรงเรียนและฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาลกำหนดเป็นเงื่อนไข โดยหากไม่ทำตาม รัฐบาลก็สามารถระงับเงินช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม ในปัจจุบันรัฐบาลได้มอบหมายงานเป็นส่วนๆ ให้กับหลายหน่วยงานในหลายกระทรวงเป็นผู้ดูแล ทำให้การกำหนดมาตรการและการควบคุมดูแลมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดประสิทธิภาพในการบริหารโครงการ จึงควรจัดตั้งหรือมอบหมายกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งให้รับผิดชอบและบูรณาการเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สี่ ฐานข้อมูลของทะเบียนผู้มีรายได้น้อยควรมีความถูกต้อง ทันสมัย รวมเฉพาะผู้ที่ยากจนจริงๆ และไม่ทำให้ผู้ยากจนบางส่วนตกสำรวจไป การตรวจสอบของข้อมูลจึงไม่ควรอาศัยเฉพาะข้อมูลที่ผู้มาลงทะเบียนกรอกให้แต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีการ cross check กับข้อมูลจากหลายแหล่ง และควรให้บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนเป็นผู้ร่วมกลั่นกรองบุคคลที่สมควรอยู่ในทะเบียนผู้มีรายได้น้อย อีกทั้งควรตัดผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในสถาบันการศึกษาออกไปจากทะเบียนคนยากจนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ห้า รัฐบาลควรมีการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดงบประมาณแต่ละปีได้อย่างเหมาะสม และลด/เลิกความช่วยเหลือแก่ผู้ที่หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว ซึ่งจะช่วยให้การใช้เงินมีความคุ้มค่ามากขึ้น ในปัจจุบันรัฐบาลยังคงใช้เงินโดยมิได้มีมาตรการติดตามและประเมินผลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่หก โครงการในปัจจุบันมีลักษณะเป็นโครงการระยะสั้นจัดทำเป็นรอบๆ ตามงบประมาณที่จัดสรรเป็นครั้งๆ ขาดความต่อเนื่องและซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นๆ เช่น บัตรผู้สูงอายุ การแก้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องระยะยาวที่อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะเห็นผลสำเร็จ รัฐบาลจึงควรกำหนดเป็นนโยบายระยะยาวของประเทศเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการวางแผนด้านการคลังสำหรับสวัสดิการของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่เจ็ด โครงการในปัจจุบันเป็นการแก้ไขความยากจนตามรายบุคคล จึงทำให้ขาดมิติเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนในครอบครัว หากโครงการจะยึดเอาครัวเรือนเป็นหน่วยหลักในการให้ความช่วยเหลือ ก็จะทำให้สามารถตัดตอนวงจรของความยากจนในอนาคตได้โดยการพัฒนาเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษาและการมีสุขภาพที่ดี (เป็นแนวทางที่ใช้ในโครงการของประเทศบราซิล) การดูแลคนแก่ในครอบครัวโดยลูกหลานของตนก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรได้รับการอุดหนุน&amp;nbsp; นอกจากนั้นการพิจารณาความช่วยเหลือเป็นรายครอบครัวยังอาจช่วยคัดกรองผู้ที่ไม่จำเป็นให้ออกไปจากโครงการได้ เช่นในครอบครัวอาจจะมีทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้ปานกลางรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งเมื่อรวมรายได้ของครัวเรือนทั้งหมดก็อาจจะไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวนั้น ทำให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่แปด ควรมีการติดตามความก้าวหน้าของโครงการและกำหนด exit strategy ที่ชัดเจน โดยหากผู้ร่วมโครงการมีรายได้เกินระดับรายได้ขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลก็จะยุติการช่วยเหลือ หรือรัฐบาลอาจให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานควบคู่ไปด้วยเพื่อเร่งรัดให้ผู้ร่วมโครงการสามารถพัฒนาตนเองจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสุดท้าย รัฐบาลไม่ควรให้เงินใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อหวังผลคะแนนเสียงทางการเมือง เช่น แจกเงินเป็นของขวัญปีใหม่ เงินช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;พรายพล คุ้มทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;วันที่ 18&amp;nbsp; กันยายน &amp;nbsp;2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชานิยม, พรายพล คุ้มทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181210/image_big_5c0e10cc66712.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
