<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเรียนนอกเสนอตั้ง &#039;ผู้ตรวจการกองทัพ&#039; ลั่นหยุดใช้เงินภาษีไปทำนักรบไซเบอร์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หยุดใช้เงินภาษีไปทำ &amp;ldquo;นักรบไซเบอร์&amp;rdquo; - ตั้ง #ผู้ตรวจการกองทัพ ตรวจสอบทหารแทนประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายของ ส.ส.ณัฐชา บุญไช&amp;shy;ยอินสวัสดิ์ เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นอีกครั้ง&amp;shy;ที่เปิดเผยการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation หรือ ไอโอ) ของกองทัพ โดย ส.ส.ณัฐชาอ้างจากข้อมูลหลักฐานว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีการทำอย่างเป็นระบบ (เช่น สั่งการผ่านหนังสือราชการ ติดตามและรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอ) ใช้กำลังพล และงบประมาณจากภาษีประชาชนในการดำเนินการ จุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และตอบโต้/ลดทอนคุณค่าความเห็นของผู้เห็นต่าง (จากรัฐบาล) ในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีบางคนที่พยายามปกป้องรัฐบาลและกองทัพโดยการบอกว่า IO ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เหมือนกับคนทั่วไปที่แสดงความเห็นชื่นชมรัฐบาล แต่ประเด็นที่ต้องชี้ให้เห็นคือ การแสดงความเห็นของ IO กองทัพนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มาจากการจัดตั้งโดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ปัญหาของ IO กองทัพจึงอยู่ที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปฎิบัติการ IO เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนไปดำเนินการ ไม่ได้ใช้เงิน เวลา หรือทรัพยากรส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การอวยผลงานรัฐบาล หรือ ตอบโต้คนเห็นต่าง ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพ หากอ้างว่าทำไปเพื่อความมั่นคงของรัฐ ก็ต้องบอกย้ำว่าความมั่นคงของรัฐบาลเป็นคนละสิ่งกับความมั่นคงของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมจะชี้แจงแล้วว่า เอกสารที่ ส.ส.ณัฐชา แสดงในสภานั้น &amp;ldquo;มีเอกสารที่ไม่เป็นเอกสารจริง&amp;rdquo; แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการนำงบประมาณไปใช้ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร รวมถึงไม่ได้ชี้แจงให้ประชาชนคลี่คลายความกังวลว่าการใช้งบประมาณในเรื่องนี้ เหมาะสม-โปร่งใสหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากใช้งบประมาณไปกับเรื่องที่ดู &amp;ldquo;ไม่ใช่หน้าที่&amp;rdquo; แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น กองทัพยังขึ้นชื่อเรื่องการเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบยาก มีเอกสาร &amp;ldquo;ลับ&amp;rdquo; อยู่ไม่น้อย ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลก็ทำได้ลำบาก หลายครั้งที่หลักฐานเล็ดลอดออกมาจึงเป็นเพราะ &amp;ldquo;คนใน&amp;rdquo; แอบส่งให้ ทั้งที่จริง หากหน่วยงานยึดความโปร่งใสเป็นพื้นฐานในการทำงาน เจ้าหน้าที่จะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อความหวังให้กองทัพปฏิรูปตัวเอง อาจมีความเป็นไปได้น้อย กลไกหนึ่งที่อาจช่วยกระตุ้นและเป็นทางออกของเรื่องนี้ คือการจัดตั้ง &amp;ldquo;คณะผู้ตรวจการกองทัพ&amp;rdquo; เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปตรวจสอบการทำงานของกองทัพ โดยอำนาจหลักๆ อาจครอบคลุมไปถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม หรือที่ไม่ตรงกับหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทัพมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของรัฐภายใต้รัฐบาลพลเรือน แต่ปัจจุบันเราเห็นกองทัพใช้ทรัพยากรหลายอย่างไปทำสิ่งที่ไม่เข้าข่ายหน้าที่หลักข้อนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการทำ IO เพื่อชื่นชมผลงานรัฐบาล อีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่กองทัพใช้ทหารเกณฑ์มาทำหน้าที่เป็นพลทหารรับใช้ให้กับนายทหารที่มียศสูงกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กองทัพไทยยังมีการกระทำอื่นที่ขัดกับหลัก &amp;ldquo;กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน&amp;rdquo; เช่น การที่ผู้นำทหารแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ หรือการทำรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทัพ ที่อาจไม่โปร่งใสหรือมีการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลบางส่วนของกองทัพเป็นสิ่งที่เข้าถึงยากกว่าหน่วยงานอื่น อาจด้วยประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;ความมั่นคง&amp;rdquo; ที่มักถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง - ผู้ตรวจการกองทัพจึงควรมีหน้าที่ตรวจสอบว่างบประมาณทุกบาทที่ถูกใช้ ไม่มีเรื่องการทุจริต หรือใช้ไปอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งรวมถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การตรวจสอบงบประมาณรายจ่าย (แม้งบของกองทัพในปีงบประมาณ 2565 ในภาพรวมลดลงเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า - เช่น งบการจัดหายุทโธปกรณ์ เพิ่มเป็น 4,937 ล้านบาท จากเดิมปีงบ 2564 อยู่ที่ 3,132 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบว่าการจัดงบประมาณแบบนี้ จำเป็นหรือไม่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การตรวจสอบรายได้ของกองทัพ เพราะนานมาแล้วที่อำนาจทางการเมืองของกองทัพได้แปรไปเป็นอำนาจในการครอบครองทรัพยากรของชาติ โดยปัจจุบันมีธุรกิจในการดูแลของทหาร (อย่างน้อย) 15 ธุรกิจ เช่น สถานีโทรทัศน์ สนามม้า สนามกอล์ฟ (อ.สุรชาติ บำรุงสุข เรียกว่า &amp;ldquo;เสนาพาณิชย์นิยม&amp;rdquo; หรือ military commercialism) ซึ่งสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคลแก่ทหารบางนาย และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รายได้จากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนากองทัพมากเพียงใด&amp;nbsp;อ่านต้นฉบับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115368</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหาร, ปฏิรูปกองทัพ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ไอโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605867cfb20ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หลานอภิสิทธิ์&#039;ร่ายยาว!งบพระมหากษัตริย์ต้องโปร่งใส เพื่อให้สถาบันฯดำรงต่อได้เคียงข้างประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64-พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;nbsp;ไอติม หลานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า งบสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องโปร่งใส เพื่อให้สถาบันฯดำรงต่อได้เคียงข้างประชาธิปไตย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา ระบอบประยุทธ์กำลังทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีความเสี่ยงที่จะไม่อยู่ในสถานะ &amp;lsquo;เหนือการเมือง&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; อย่างที่ควรจะเป็น จากการถูกระบอบประยุทธ์ตั้งใจลาก หรือ ปล่อยให้ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ไว้กับตนเองเพียงผู้เดียว และผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพิจารณางบประมาณรายจ่ายเป็นการตัดสินใจของรัฐที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในแต่ละปี เพราะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่พวกเราเสียให้แก่รัฐ ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราจะประเมินว่างบประมาณถูกจัดสรรให้แต่ละหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ อาจมี 2 เกณฑ์ที่เราต้องคำนึงถึง หรือ 2 &amp;ldquo;ไม้บรรทัด&amp;rdquo; ที่เรานำมาใช้วัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. งบประมาณสำหรับหน่วยงานนั้น &amp;ldquo;สูง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ต่ำ&amp;rdquo; เกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์หรือปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งอาจพิจารณาได้คร่าวๆจากการเปรียบเทียบกับงบหน่วยงานนั้นในอดีต งบของหน่วยงานอื่นในประเทศไทย หรืองบของหน่วยงานเดียวกันในประเทศอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. งบประมาณทุกบาท (ไม่ว่าจะมากหรือน้อย) ถูกใช้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน เพื่อประโยชน์ของประชาชน - การจะประเมินเรื่องนี้ได้ &amp;ldquo;ความโปร่งใส&amp;rdquo; เป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อเปิดให้ประชาชนเห็นข้อมูลทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานที่ขอรับงบประมาณจะเอาเงินไปทำอะไร ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ใด โดยควรเป็นการเปิดข้อมูลที่ละเอียด ไม่ใช่เห็นแค่หมวดหมู่กว้างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณที่ถูกจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องผ่านทั้งสองเกณฑ์นี้ (เช่น บางหน่วยงานอาจได้งบน้อยกว่าปีที่แล้ว หรือ ใช้งบประมาณไม่มาก แต่หากมองไม่เห็นว่าทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร หรือ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง งบส่วนนั้นก็สมควรถูกตัด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และหากประชาชนมีข้อสงสัย ก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะผู้ใช้ภาษีที่ต้องคลี่คลายข้อสงสัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบสถาบันกษัตริย์ ก็ต้องถูกประเมิน ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และ ชี้แจงด้วยมาตรฐานเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราเข้าใจตรงกันว่า &amp;ldquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; เป็นสับเซต (subset) ของระบอบประชาธิปไตย (หรือทางเลือกหนึ่งภายใต้ร่มใหญ่ของระบอบประชาธิปไตย) ดังนั้น ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะมีใครเป็นประมุข ทุกสถาบันทางการเมืองต้องถูกปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราลองพิจารณางบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ งบส่วนราชการในพระองค์ ประจำปีงบประมาณ 2565 จากข้อมูลสาธารณะที่พรรคก้าวไกลได้วิเคราะห์และนำเสนอในการประชุมสภาฯ โดยยึดเกณฑ์ 2 ข้อข้างต้น จะพบว่างบส่วนนี้ มีข้อน่ากังวลอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จำนวนงบประมาณดูสูง เมื่อเทียบกับมิติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i) เมื่อเทียบกับอดีต: นับตั้งแต่การออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ในยุค คสช. ที่มีผลให้เกิดการรวมกันของ 5 หน่วยงานมาอยู่ภายใต้ร่มเดียวคือ &amp;ldquo;ส่วนราชการในพระองค์&amp;rdquo; ก็พบว่า งบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปีงบประมาณ 2560 งบส่วนนี้อยู่ที่ 5,674 ล้านบาท แต่หลังจาก พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวบังคับใช้ งบส่วนราชการในพระองค์เพิ่มขึ้นมาที่ 8,761 ล้านบาท ในปี 2565 (ไม่นับรวมงบประมาณที่กระจายอยู่ในหน่วยงานอื่น) หรือ เฉลี่ยที่ 8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และแสดงให้เห็นว่ามีการเพิ่มรายจ่ายโดยเจตนาในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นในประเทศไทย: งบส่วนราชการในพระองค์ได้รับงบมากกว่ากระทรวงถึง 7 กระทรวง (เช่น กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) โดยคำชี้แจงที่ได้จากคำถามว่าทำไมถึงได้รับจัดสรรงบประมาณเยอะขนาดนั้น ก็คือจำนวนบุคลากรของส่วนราชการในพระองค์กว่า 14,000 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนบุคลากรในหลายกระทรวง (เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาฯ) รวมแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา งบสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้น 54 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;(หากนับเฉพาะงบส่วนราชการในพระองค์) ในขณะที่งบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) เมื่อเทียบกับหน่วยงานเดียวกันในประเทศอื่น: ในบรรดาประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เช่นเดียวกับไทย พบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้รับงบประมาณสูงกว่าประเทศอื่น (สถาบันพระมหากษัตริย์ของสหราชอาณาจักรได้รับงบ 3,565 ล้านบาท, เนเธอร์แลนด์ ได้รับ 1,867 ล้านบาท, สเปน ได้รับ 330 ล้านบาท, สวีเดน ได้รับ 266 ล้านบาท) ธรรมดาเราอาจต้องคำนึงถึงว่าแต่ละประเทศมีประชากรไม่เท่ากัน และเปรียบเทียบงบต่อหัว แต่ตรงนี้อาจไม่จำเป็นในส่วนของงบสถาบันกษัตริย์ เพราะทุกประเทศมีกษัตริย์องค์เดียว หรือหากจะเทียบกับประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทย (เช่น สหราชอาณาจักร) จะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยรับงบมากกว่าสหราชอาณาจักรประมาณ 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประเมินยากว่าใช้เงินอย่างคุ้มค่าหรือไม่ เพราะมีรายละเอียดน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i) ไม่มีการชี้แจงอย่างเพียงพอ: ในขณะที่กระทรวงซึ่งขอรับจัดสรรงบประมาณจำนวนน้อยกว่า กลับมีเอกสารชี้แจงงบประมาณที่ละเอียดกว่า (เช่น กระทรวงพลังงานมีรายละเอียด 112 หน้า, กระทรวงอุตสาหกรรม มีรายละเอียด 195 หน้า หรือ กระทรวงพาณิชย์มีรายละเอียด 269 หน้า) แต่ส่วนราชการในพระองค์ มีเอกสารชี้แจงแค่ 7 หน้า ยิ่งไปกว่านั้น งบส่วนราชการในพระองค์ไม่มีผู้แทนของหน่วยงานมาชี้แจงรายละเอียดต่อสภาผู้แทนราษฎร เหมือนที่หน่วยงานอื่นปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) ไม่มีข้อมูลเรื่องการเบิกเกินงบ: พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดให้ทุกหน่วยงานหากเบิกใช้งบประมาณไม่หมดตามที่ขอไป ก็ต้องส่งเงินนั้นคืนคลัง แต่ส่วนราชการในพระองค์เป็นหน่วยงานที่เบิกจ่ายงบประมาณเต็มจำนวน 100% และบางปีก็เบิกจ่ายเกินด้วย เช่น ปี 2561 เบิกเกินประมาณ 52%, ปี 2563 เบิกเกินประมาณ 28%โดยไม่อาจทราบรายละเอียด เพราะไม่มีการชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) ไม่อำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ: การตรวจสอบงบส่วนนี้ดูมีอุปสรรคกว่างบส่วนอื่น อย่างเช่นการตีความข้อบังคับการประชุมสภาฯ จนนำไปสู่การห้ามขึ้นสไลด์ที่มีข้อมูลทางการเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (ที่เปิดต่อสาธารณะอยู่แล้ว) ในที่ประชุมผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเห็นตัวเลขเบื้องต้น ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามในทั้ง 2 มิตินี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำคือการออกมาชี้แจงรายละเอียดให้เกิดความกระจ่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งรัฐบาลปล่อยให้มีความคลุมเครือโดยไม่ออกมาชี้แจง ยิ่งรัฐบาลดึงดันปกปิดข้อมูลบางส่วนไว้ ยิ่งรัฐบาลใช้มาตรฐานที่แตกต่างออกไปจากงบประมาณส่วนอื่นในการรับมือกับคำถามเหล่านี้ ประชาชนก็ยิ่งมีสิทธิที่จะคิดไปในทางที่เลวร้ายที่สุด และทำให้ความศรัทธาความเชื่อมั่นในรัฐบาลและสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะยิ่งเสื่อมสลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ความไม่ชัดเจนดำรงอยู่ต่อไป จะดีกว่าหรือไม่ หากฝ่ายรัฐบาลจะทำให้ทุกข้อสงสัยได้ถูกคลี่คลายในสภา ท่ามกลางสายตาของประชาชนผู้เป็นพยาน ที่รับชมอยู่ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขั้นพื้นฐาน รัฐบาลควรทำหน้าที่ชี้แจงเหมือนกับงบประมาณส่วนอื่น เช่น แสดงให้เห็นว่างบส่วนราชการในพระองค์มีความเหมาะสมอย่างไร &amp;nbsp;ลงรายละเอียดในเชิงสถิติเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชัด (เดิมทีเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาในการชี้แจงของหน่วยงานอื่นเช่นกัน เช่น งบประมาณของกองทัพ &amp;ndash; จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมี &amp;ldquo;ผู้ตรวจการกองทัพ&amp;rdquo; เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณด้วย อ่านต่อได้ที่นี่ https://bit.ly/3z9RjIJ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลยิ่งมีความจำเป็นต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต้องสวมสองบทบาทควบคู่กันในประเด็นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดทางการเมือง รัฐบาลมีหน้าที่ในการบริหารจัดการธุรการต่างๆให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้สถาบันต้องมาบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้เอง และ สามารถดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐได้อย่างสมพระเกียรติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ในฐานะตัวแทนของประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่จัดงบประมาณ ดูแลด้านธุรการ และจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ-สังคมที่ประชาชนกำลังเผชิญ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างที่เราเห็นตลอดมา รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ทั้งสองข้อนี้ แต่กลับปล่อยให้ความรับผิดชอบนี้ตกไปเป็น &amp;ldquo;พระราชภาระ&amp;rdquo; ของสถาบัน ที่เข้ามาจัดการกำลังพล บุคลากร หรือโครงการต่างๆเอง และกลับบกพร่องอย่างรุนแรงในการทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน ด้วยการจัดเป็นเงินอุดหนุนก้อนโต ไร้รายละเอียด และไร้ความรับผิดชอบที่จะอธิบายชี้แจงแทนสถาบันฯ ว่าการใช้งบนั้นคุ้มค่าเหมาะสมเพียงใดในภาวะวิกฤติของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกทางหนึ่ง หากการจัดงบเช่นนี้ เป็นพระราชประสงค์ที่รัฐบาลเป็นฝ่ายตอบสนอง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เองที่กำลังเสื่อมพระเกียรติของสถาบันในระยะยาว เพราะไม่กล้าที่จะถวายคำแนะนำ และยืนหยัดยึดมั่นในการจัดการเรื่องเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่ไร้ข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทางการเมืองผ่านการจัดงบประมาณ แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นในรัฐบาลที่อ้างความจงรักภักดีอยู่เป็นประจำ แต่กลับไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่อันสำคัญในการรักษาพระเกียรติยศของสถาบันฯ ที่ตัวเองเอ่ยอ้างว่าจะปกป้องด้วยชีวิต ทำให้ทุกคำถามและทุกคำวิจารณ์ของสาธารณชนพุ่งตรงไปที่สถาบัน ทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน และสุ่มเสี่ยงต่อการดำรงพระเกียรติในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจำเป็นต้องเรียกร้องไปยังประชาชนที่ประกาศตนว่าเป็น &amp;ldquo;ผู้จงรักภักดี&amp;rdquo; รวมถึงสื่อมวลชนหลักในประเทศไทย ให้ร่วมกันถามไปยังรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับการจัดงบประมาณเช่นนี้ ให้ออกมาชี้แจงเหตุผล เพราะความเชื่อถือศรัทธา จะเกิดขึ้นได้ต้องมีความไว้วางใจเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดซึ่งความโปร่งใส ตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพเชื่อถือศรัทธาของประชาชน อยู่คู่ประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลต้องทำให้เรื่องนี้อยู่ในที่สว่าง มิใช่ทิ้งไว้ในความมืดอึมครึม ผ่านมาแล้วผ่านไปเช่นหลายปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการประชาธิปไตยที่โปร่งใส การชี้แจงเหตุผลของงบประมาณส่วนนี้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสถาบันฯ ให้อยู่คู่ประชาธิปไตย อย่าปล่อยให้ความไม่รับผิดชอบของระบอบประยุทธ์ทำให้ประชาชนหมดหนทางกับการพยายามทำให้สองสิ่งนี้อยู่เคียงข้างกันได้เลยครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114331</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบสถาบัน, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124467777d4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039; ยกหลักสากล การใช้แก๊สน้ำตา ต้องไม่ยิงใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ถึงกรณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าทั้ตำรวจชุดคุมฝูงชน(คฝ.)และม็อบ ว่า ข้อ 7.3.6 ของแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) เขียนไว้ชัดว่าการใช้แก๊สน้ำตาตามหลักสากลจะต้อง:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ไม่ยิงเข้าไปใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆก็ตาม จะต้องไม่ยิงไปที่ศีรษะหรือใบหน้า เนื่องจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;



&lt;p dir=&quot;ltr&quot; lang=&quot;th&quot;&gt;ข้อ 7.3.6 ของแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) เขียนไว้ชัดว่าการใช้แก๊สน้ำตาตามหลักสากลจะต้อง:

&amp;quot;..ไม่ยิงเข้าไปใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆก็ตาม จะต้องไม่ยิงไปที่ศีรษะหรือใบหน้า เนื่องจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทก&amp;quot;#ม็อบ13สิงหา pic.twitter.com/VKzjmPntDw&lt;/p&gt;
&amp;mdash; Parit Wacharasindhu (Itim) (@paritw92) August 13, 2021


&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113236</URL_LINK>
                <HASHTAG>พริษฐ์ วัชรสินธุ, ม็อบ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605867cfb20ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039; ลั่นอยากให้เข้าใจม็อบไม่มีใครอยากเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกไม่มีทางอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ Parit Wacharasindhu (Itim)&amp;nbsp;ระบุว่า ม็อบ11สิงหา&amp;nbsp;อยากให้ใครที่ตั้งคำถามถึงการชุมนุม เข้าใจว่าไม่มีใครอยากออกมาเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกว่าไม่มีทางอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-เลือกตั้งเสร็จ คุณก็พลิกสูตร
-ยื่นแก้ รธน. คุณก็ปัดตก
-พูดถึงสถาบันฯ คุณก็ยัด112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่ควรถูกตั้งคำถามคือระบอบประยุทธ์ ที่ปล่อยให้สังคมมาถึงจุดแตกหักขนาดนี้&lt;/p&gt;


&lt;p dir=&quot;ltr&quot; lang=&quot;th&quot;&gt;#ม็อบ11สิงหา
อยากให้ใครที่ตั้งคำถามถึงการชุมนุม เข้าใจว่าไม่มีใครอยากออกมาเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกว่าไม่มีทางอื่น
-เลือกตั้งเสร็จ คุณก็พลิกสูตร
-ยื่นแก้ รธน. คุณก็ปัดตก
-พูดถึงสถาบันฯ คุณก็ยัด112
คนที่ควรถูกตั้งคำถามคือระบอบประยุทธ์ ที่ปล่อยให้สังคมมาถึงจุดแตกหักขนาดนี้&lt;/p&gt;
&amp;mdash; Parit Wacharasindhu (Itim) (@paritw92) August 11, 2021
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113082</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ม็อบ11สิงหา, ไล่ประยุทธ์, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาฯ เปิดรับฟังความเห็นร่างรธน.ภาคปชช.ของ &#039;ไอติม-ปิยบุตร&#039; ก่อนบรรจุวาระประชุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.64 - นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนายพริษฐ์&amp;nbsp;วัชรสินธุ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยคณะผู้เชิญชวนได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2564 ว่า จากที่สภาฯได้ส่งข้อมูลของผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายไปให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจสอบความเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส.ส. ปรากฏว่าผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่มีเอกสารหลักฐานถูกต้องครบถ้วนคงเหลือ จำนวน 135,247 คน จากทั้งสิ้น 139,517 คน จึงถือว่าผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายถูกต้องครบถ้วน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ประกอบพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 5 กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะได้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 กำหนดไว้ ก่อนบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป&amp;rdquo; นายราเมศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112804</URL_LINK>
                <HASHTAG>พริษฐ์ วัชรสินธุ, ราเมศ รัตนะเชวง, ร่างรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611200751607a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอโทษไม่พอแล้ว &#039;ไอติม&#039; ยื่นคำขาด &#039;ประยุทธ์&#039; ต้องลาออก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ -หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมดเวลาของรัฐบาลที่ไร้ความรับผิดชอบทางการเมือง : &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; ไม่พอ / ต้อง &amp;ldquo;ลาออก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แก้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงไม่มีใครคาดหวัง ว่ารัฐบาลใดๆก็ตาม จะสามารถการแก้ไขทุกปัญหาได้อย่างไร้ข้อผิดพลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งที่เราควรจะคาดหวังได้จากทุกรัฐบาลคือ &amp;ldquo;ความรับผิดชอบ&amp;rdquo; ทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขาดมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความรับผิดชอบ&amp;rdquo; ขั้นพื้นฐานที่สุดที่รัฐบาลควรจะมี คือการสำรวจตัวเองว่าทำอะไรลงไปบ้าง หากผิดพลาดก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองทำอะไรพลาดไป และ ปรับแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
&amp;nbsp;
ในขณะที่รัฐบาลมัก &amp;ldquo;สั่งสอน&amp;rdquo; ประชาชนอยู่เสมอ ว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ต้องให้ประชาชน &amp;ldquo;เริ่มต้นที่ตัวเอง&amp;rdquo; แต่รัฐบาลนี้ไม่เคย &amp;ldquo;เริ่มต้นที่ตัวเอง&amp;rdquo; เลยสักครั้ง ในการบริการทั้งวิกฤตสาธารณสุข วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง ที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่
&amp;nbsp;
1. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ข้อเสนอจากหลายฝ่ายในช่วงแรกๆของการระบาด ให้สรรหาวัคซีนหลากหลายยี่ห้อตั้งแต่ต้นเพื่อกระจายความเสี่ยง...
...รัฐบาลก็มัวแต่ไปไล่ฟ้องคนที่ออกมาทักท้วงเพียงเพราะเขามาจากขั้วตรงข้ามทางการเมือง และไม่เอาเวลาไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงข้อดีของการเข้าร่วมโครงการ COVAX&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตัวเองดำเนินการล่าช้าและบริหารอย่างผิดพลาดมหาศาลในการตกลงสัญญากับ AstraZeneca เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนได้ตามแผนที่ประกาศกับประชาชน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับเลือกปกปิดข้อมูลและ &amp;ldquo;โกหก&amp;rdquo; ต่อหน้าประชาชนกลางสภา จนกระทั่งความจริงถูกเปิดโปงจากจดหมายระหว่าง AstraZeneca กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าวัคซีน Sinovac ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าวัคซีนชนิด mRNA และรีบทำทุกวิถีทางให้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ถูกฉีดเข้าร่างกายบุคลาการทางการแพทย์ด่านหน้าได้เร็วที่สุด...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับดึงดันที่จะสั่ง Sinovac เข้ามาเพิ่ม แถมใช้เวลาไปมากมายกับการงัดสารพัดเหตุผล เพื่อพูดถึงข้อดีของวัคซีนที่แม้กระทั่งประเทศเจ้าของอย่างจีน ยังไม่เลือกที่จะใช้เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ความจริง ว่าการล็อกดาวน์อาจมีความจำเป็น แต่ต้องมาควบคู่กับแผนการเยียวยาที่เพียงพอ ครอบคลุม และ ทันท่วงที เพื่อชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนจำนวนมาก...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับขาดความชัดเจนในการประกาศมาตรการ ขาดความรวดเร็วในการวางแผนการเยียวยา และขาดความเข้าใจในความยากลำบากของประชาชน ยังไม่รับการจงใจเลี่ยงบาลีไม่ใช้คำว่า &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการเยียวยาประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าระบบสาธารณสุขของเรากำลังขาดแคลนทรัพยากรอย่างสาหัส ทั้งจำนวนเตียง ปริมาณยา และ บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทำให้งบประมาณสาธารณสุขต้องได้รับความสำคัญที่สุดในการักษาความมั่นคงของประเทศ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับยังคงใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงรูปแบบเดิมๆ เพื่อจัดสรรงบประมาณมาให้กับ &amp;ldquo;ของเล่น&amp;rdquo; ต่างๆของกองทัพที่ไม่จำเป็น หรือ &amp;ldquo;โครงการเชิงวัฒนธรรม&amp;rdquo; ต่างๆที่อยู่รอดมาได้จากความเคยชิน แต่ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าการตนเองดำเนินการอย่างไร้ความโปร่งใส คัดเลือกบุคลากรมาดำรงตำแหน่งสำคัญที่ขาดความสามารถและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน และ เผชิญข้อครหาเรื่องการทุจริตที่ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลก่อนๆที่ตนเองชอบต่อว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับมัวแต่ไปป่าวประกาศอย่างไร้ประโยชน์ ให้การกำจัดการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แถมใช้เวลาในสภาไปกับการกระแนะกระแหนรัฐบาลก่อนๆมากกว่าการชี้แจงคำถามต่อการทำงานของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าอำนาจที่ตนเองมีอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากการแข่งขันที่เป็นธรรมในการครองใจประชาชน แต่มาจากรัฐธรรมนูญที่ตนเองเขียนขึ้นมาเองเพื่อสืบทอดอำนาจตนเอง ผ่านองค์กรที่ไร้ศักดิ์ศรีอย่างวุฒิสภา ที่มีทั้งอำนาจทั้งเลือกนายกฯ และอำนาจแต่งตั้ง กกต. ให้เข้ามาบิดสูตรคำนวน ส.ส. เพื่อพลิกผลเลือกตั้ง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับอ้างอยู่เสมอว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเรายังเขียนให้ ส.ว. 250 คน มีอำนาจมากกว่าประชาชน 19 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตนเองมีส่วนสำคัญในการตั้งใจลากหรือปล่อยให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดี หรือผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับเลือกปราบประชาชนด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 และผลักไสไล่ส่งหลายคนที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูป ว่ามีเจตนาล้มลางสถาบันฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตนเองตัดสินใจพลาดในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการโควิด จนทำให้ชีวิตประชาชนจำนวนมากยังต้องอยู่บนเส้นดาย ที่ล้อมรอบไปด้วยทั้งโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจ และทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยทรุดโทมกว่าอีกหลายประเทศทั่วโลก&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...แต่รัฐบาลกลับชอบอ้างว่าประเทศอื่นก็เผชิญวิกฤต และชอบหาสารพัดสถิติมาใช้ในแถลงการณ์ ศบค. เพื่อทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยดูดีกว่าที่เป็นจริง โดยไม่เคยเอ่ยปากขอโทษประชาชน เหมือนกับผู้นำในอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่อาจเคยตัดสินพลาดบ้างในบางครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตนเองกำลังทำลายความฝันของประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเห็นบ้านเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้าง และใช้เวลานั่งคิดกับตัวเองบ้าง ว่าทำไมประชาชนจำนวนมาก จึงยอมเสี่ยงชีวิตตนเอง เพื่อออกมาต่อสู้บนท้องถนน&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับเลือกที่จะตอบโต้ด้วยวิธีการอำมหิต ที่ขัดหลักสากล ขาดความเป็นมนุษย์ และขาดความจริงใจในการรับฟังหรือแก้ไขปัญหาร่วมไปกับประชาชนจำนวนมากที่เป็นเจ้าของประเทศนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าหากนายกฯและรัฐบาล เคยแสดงให้เห็นมาก่อนถึง &amp;ldquo;ความรับผิดชอบทางการเมือง&amp;rdquo; ขั้นพื้นฐาน ที่พร้อมจะยอมรับข้อผิดพลาด ปรับปรุงตนเอง และเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยความเห็นอกเห็นใจ คำว่า &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; อาจพอซื้อเวลาพวกท่านได้ ก่อนที่พวกท่านจะต้องถูกตัดสินโดยประชาชนในสนามเลือกตั้ง ที่ต้องเสรีและเป็นธรรม และต้องปราศจากกลไกการสืบทอดอำนาจอย่าง ส.ว. 250 คน หรือ กกต. ที่พวกท่านแต่งตั้งเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาถึงวันนี้ คำว่า &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; ไม่เคยออกจากปากพวกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงคำขอโทษ ยังจำเป็นอยู่ต่อการรักษาเกียรติของตัวท่านเอง แต่มันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วต่อการรักษาบาดแผลที่ท่านได้สร้างให้กับประเทศและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลาออกของพวกท่าน และ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เท่านั้น ถึงจะเพียงพอ ต่อการที่ประเทศเดินไปข้างหน้า ด้วยการเมืองที่ช่วยชีวิตประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110300</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร-ไอติม&#039; หน้าบาน &#039;รื้อระบอบประยุทธ์&#039; ทะลุ 1 แสนรายชื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.64 - เฟซบุ๊กเพจ &amp;quot;Re-Solution ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่&amp;quot; โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะลุ 100,000 รายชื่อ + ยังมีที่เร่งตรวจนับอยู่อีกเพียบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขล่าสุด ณ 27 มิ.ย. พุ่งขึ้นไปกว่า 100,000 รายชื่อแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะรีบจัดการรวบรวมเอกสารที่ส่งมาแล้วทั้งหมด และประกาศจำนวนรายชื่อประชาชนทั้งหมดที่มาร่วมแสดงพลัง #รื้อระบอบประยุทธ์ เร็วๆ นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากการประกาศปิดรับเอกสารเข้าชื่อ #ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน เวลา 12.00 น. ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าชื่อแล้วกว่า 100,000 รายชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่ม Re-Solution ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมแสดงพลังและขออภัยทุกท่านที่ต้องทำการปิดรับเอกสาร เพราะจำเป็นต้องใช้เวลาต่อจากนี้จัดการเอกสารส่งสภาฯ โดยเร็วที่สุดอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น เมื่อประชาชนแสดงพลัง หยุดสืบทอดอำนาจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอกันทีกับโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่ม Re-solution ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่ นั้น มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; เป็นแกนนำขับเคลื่อน โดย รณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 4 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ล้ม ส.ว. เดินหน้าสภาเดี่ยว 2.โละศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ-ปฏิรูปที่มา อำนาจ การตรวจสอบ 3. เลิกยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป-ปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ 4. ล้างมรดกรัฐประหาร-หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิยบุตร แสงกนกกุล, พริษฐ์ วัชรสินธุ, แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210406/image_big_606c2524b89ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
