<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>5365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วยการร่วมถกนายก พรรคการเมืองโต้ไม่ใช่หน้าที่หวั่นโดนล้วงนโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พรเพชร&amp;rdquo; ลงนามยื่นตีความกฎหมายลูก ส.ว.ส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ลั่นไม่กระทบโรดแมป กัดฟันยันกฎหมายลูก ส.ส.ไม่ขัด รธน. &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; ชี้ช่องควรส่งทีเดียว 2 ฉบับใช้เวลาไม่นาน &amp;ldquo;มาร์ค&amp;rdquo; แนะบิ๊กตู่ควรแก้ปัญหา &amp;ldquo;ปชป.-พท.&amp;rdquo; ประสานเสียงถล่มแนวคิด &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เชิญร่วมหารือ มิ.ย. อัดหวังล้วงนโยบายพรรคไปต่อยอด ซัดปรองดองจริงทำไมยังเหน็บ ควรปลดล็อกมากกว่า กกต.เผยซุ่มเก็บข้อมูลโจมตีใส่ร้ายทางโซเชียลไว้แล้ว รอเช็กบิลเมื่อมีเรื่องร้องเรียน
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้นำหนังสือพร้อมสำเนาคำร้องของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ที่ลงนามแล้ว เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่มาส่งศาล
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า นายพรเพชรได้ชี้แจงเรื่องนี้ว่าได้ลงนามส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.แล้วเมื่อเวลา 09.00 น. ตามที่สมาชิก สนช.ร่วมลงชื่อให้ตีความ 30 คน ส่วนที่ สนช.เสนอให้พรรคการเมืองทำสัตยาบันยินยอมเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งไป 3 เดือนแลกกับการยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้นไม่ขอแสดงความเห็น แต่มองว่าไม่สมควรพูด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายพรเพชรได้แจกเอกสารต่อสื่อมวลชน เป็นบันทึกความเห็นของประธาน สนช.กรณีการส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยระบุว่าการให้ตีความกฎหมายลูก ส.ว.นั้นไม่น่ามีผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้ง เนื่องจากมีการเลื่อนวันบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วันอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรเพชรยังกล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งข้อสังเกตใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กรณีการตัดสิทธิ์นั้นถือว่าเป็นหลักการถูกต้องแล้ว ไม่น่ามีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนให้มีบุคคลช่วยเหลือในการลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งของผู้พิการได้นั้น ก็สอดคล้องกับหลักปฏิบัติการสากล และไม่ใช่การเปิดเผยการลงคะแนนต่อสาธารณะ
&amp;ldquo;หากยื่นร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ต่อศาล จะส่งผลให้การประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ช้าไปกว่าเดิม 2 เดือน แม้ไม่นานนัก แต่เมื่อสมาชิก สนช.เชื่อมั่นว่าทั้งสองประเด็นดังกล่าวไม่มีปัญหาเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าชื่อเสนอให้ศาลวินิจฉัย และได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปยังนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มี.ค.เพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว&amp;rdquo; นายพรเพชรกล่าว
นายพรเพชรกล่าวถึงกรณีการตัดสิทธิ์ว่า หากมีการร้องตีความในภายหลังจะมีผล คือผู้ถูกตัดสิทธิ์จะได้รับสิทธิ์นั้นคืน แต่ไม่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.จึงไม่กระทบโรดแมป ส่วนกรณีคนพิการนั้นหากร้องในภายหลัง สิทธิ์ของผู้พิการที่ได้รับความช่วยเหลือจะหายไป ไม่จำเป็นต้องแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.เช่นกัน แต่อาจมีผลต่อการนับคะแนนได้ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องที่เห็นว่าบทบัญญัตินี้อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงควรยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ ก่อนเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่า สนช.พิจารณากฎหมายด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังไม่ให้มีบทบัญญัติใดขัดรัฐธรรมนูญ
กรธ.แนะควรยื่น 2 ฉบับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.กล่าวว่า สนับสนุนฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นศาลตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ก่อนเข้ากระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งในภายหลัง แม้หลายฝ่ายมองว่าการยื่นตีความช่วงนี้อาจกระทบโรดแมปเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นความกังวลของ กรธ.เช่นกัน แต่ทางออกที่ดีที่สุดควรวางเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการสร้างความชัดเจนก่อนการเลือกตั้งหรือไม่
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณี สนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ว่า ถือเป็นประโยชน์ต่อ กกต.เพราะจะได้ชัดเจนในการทำงาน ส่วนกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.นั้น เมื่อไม่มีการยื่นศาล กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติต้องออกระเบียบให้รัดกุม เพราะการเลือกตั้งมีการแข่งขันสูง ฝ่ายแพ้ก็จ้องที่จะหาเหตุร้องเรียนและอาจเกิดปัญหาขึ้นได้
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งอาจเลื่อนออกไป เนื่องจาก สนช.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายลูกว่า ขอให้เลิกพูดเรื่องนี้ การตีความกฎหมายลูกจะอยู่ในเวลาที่เผื่อไว้แล้ว จะไปยื้อการเลือกตั้งได้อย่างไร
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เชื่อว่าศาลจะใช้เวลาตีความไม่มากนัก เพราะเป็นการยื่นประเด็นเดียว และแม้จะยื่นทั้ง 2 ฉบับก็ใช้เวลาไม่ต่างกัน เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนสามารถแบ่งงานกันได้ สามารถปิดประตูกันนั่งคิด เมื่อถึงเวลานัดมาประชุมกันแล้ววินิจฉัยถือว่าจบ ทำเหมือนตอนตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ดังนั้นยื่นให้เสร็จแล้วกัน อย่าไปหลายขยัก และคงไม่นานเหมือนที่นายสมชาย แสวงการ สนช.ระบุว่าใช้เวลาถึง 3 เดือน จึงต้องให้มาลงสัตยาบัน และไม่รู้ว่าสัตยาบันที่นายสมชายเสนอคืออะไร ไม่มีความเห็น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สนช.ควรยื่นตีความทั้ง 2 ฉบับ การยื่นตีความกฎหมาย ส.ว.ฉบับเดียวจะไม่ไปกล่าวหาว่ามีทฤษฎีสมคบคิดกับใครหรือไม่ แต่คิดว่าการทำหน้าที่ของ สนช.กับแม่น้ำแต่ละสายสร้างปัญหาตลอดเวลา ทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าจะเดินตามโรดแมป ทำให้กระทบความเชื่อมั่นของ คสช.เอง ซึ่งคนที่จะแก้ปัญหาตรงนี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกฯ โดยอย่าทำให้กฎหมายมีปัญหา และต้องไม่มีอะไรไปกระทบโรดแมป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย มองว่ามาตรา 44 ใช้แก้ปัญหาเรื่องอื่นมามาก เรื่องนี้พอเกิดปัญหาความขัดแย้งแล้วทำไมไม่ใช้ ทำไมการจะคืนอำนาจให้ประชาชนถึงกลับไม่นำมาใช้
สำหรับกรณี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับคนไทยในออสเตรเลียว่าในเดือน มิ.ย.จะเรียกพรรคการเมืองมาหารือเรื่องนโยบาย แผนบริหารประเทศ และขจัดความขัดแย้งนั้น นายวิษณุปฏิเสธว่าไม่ทราบ คสช.เป็นเจ้าภาพประชุม เมื่อพบกันแล้วอาจจะหารือเรื่องอื่นด้วย แต่ไม่รู้ว่าใครจะทำอะไรและจะคุยอะไรกันบ้าง
จี้ปลดล็อกดีกว่า
นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวประเด็นนี้ว่า สิ่งที่ควรทำเวลานี้คือควรปลดล็อกนักการเมือง หน้าที่ คสช.คือควรทำให้เกิดความมั่นใจว่ากลไกจัดการเลือกตั้งจะเดินไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ส่วนการสลายความขัดแย้งนั้นก็มีอยู่ในประกาศ คสช.ฉบับที่ 1 แต่จนถึงวันนี้เกือบ 4 ปียังไม่คืบหน้าเลย แค่ คสช.เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ละเว้นวาทกรรมสร้างความเกลียดชังหรือ &amp;nbsp;Hate Speech และอย่าหวาดระแวงนักการเมือง พรรคการเมือง แล้วเดินหน้าทำตามโรดแมป ตรงนี้ถือเป็นการสร้างความปรองดองที่ตรงจุดที่สุด &amp;nbsp;
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เท่าที่ดูจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบทั้งหลาย ไม่ปรากฏว่าเป็นหน้าที่กงการอะไรของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะในฐานะนายกฯ หรือหัวหน้า คสช. ถ้าไม่ใช่การออกคำสั่งที่มีบทลงโทษรุนแรง แต่เป็นการเชิญตามปกติโดยไม่มีเหตุผลหรือไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อะไร เชื่อว่าป่วยการที่พรรคการเมืองจะไปร่วมหารือด้วย
&amp;ldquo;ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์กับพวกไม่เคยจริงใจและแสดงความพยายามใดๆ ที่จะทำให้เกิดการปรองดองในสังคม ส่วนการจะถามว่าพรรคการเมืองมีนโยบายในการบริหารหรือพัฒนาประเทศอย่างไรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองต้องไปอธิบายให้ พล.อ.ประยุทธ์ฟัง แต่เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองควรชี้แจงกับประชาชนทั่วประเทศมากกว่า&amp;rdquo; นายจาตุรนต์กล่าวและว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ควรทำคือการรีบปลดล็อกให้พรรคการเมือง
นายสมคิดกล่าวว่า นักการเมือง พรรคการเมือง ไม่ใช่ทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ทุกพรรคการเมืองล้วนมีนโยบายพัฒนาประเทศอยู่แล้ว จะเชิญมาถามนโยบายพัฒนาประเทศทำไม ในเมื่อตัวเองเขียนยุทธศาสตร์ไว้ 20 ปี ไม่ใช่หน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ หากให้ กกต.เชิญยังดีกว่า ส่วนเรื่องสลายความขัดแย้ง &amp;nbsp;ท่านไปพูดในต่างประเทศยังเหน็บแนมเรื่องคนหนีคดีไปต่างประเทศ อย่างนี้หรือจะสร้างความปรองดอง
ส่วนนายวิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์คิดอะไรกับการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไปเพื่อหารือและขอทราบนโยบายของแต่ละพรรค เพราะไม่ใช่หน้าที่ และหากท่านได้รับทราบข้อมูลก่อนอาจนำนโยบายนั้นๆ ไปต่อยอดเพื่อให้พรรคนอมินีที่สนับสนุนทหารใช้หาเสียง จะเป็นการเอาเปรียบมากเกินไปหรือไม่ ยิ่งมีข่าวว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อสนับสนุนให้ท่านเป็นนายกฯ คนนอกต่อ ท่านยิ่งไม่มีสิทธิ์เพราะสามารถเลือกสวมหมวกได้หลายใบ&amp;nbsp;
เวลา 14.45 น.วันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย โดยตอบคำถามสื่อกรณีผลสำรวจนิด้าโพลระบุว่าประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ต่อไปเพียงสั้นๆ ว่าเรื่องของโพล ทำงานก่อน
พล.อ.ประวิตรกล่าวเรื่องนี้ว่า ผลสำรวจออกมาอย่างไรว่าไปตามนั้น ส่วนตนเองจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไปหรือไม่นั้นยังไม่ขอพูด ส่วนกรณีจะไปรับหน้าที่ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐนั้น &amp;nbsp;ตอบไปแล้วเรื่องนี้ ต้องไปถามนายกฯ และนายกฯ คงไม่มาปรึกษาอะไรเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะไม่เล่นการเมือง
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กล่าวว่ายังไม่ได้อ่านข่าวโพล แค่ดูผ่านๆ ส่วนกระแสไปนั่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่เป็นความจริง ไม่เคยได้ยินจาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นพูดเรื่องนี้เลย
เมื่อถามว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่าส่วนตัวเห็นว่าท่านทำงานหนัก ทำงานเพื่อประเทศชาติมาตลอด ท่านก็เป็นทหาร
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอกว่า ไม่อยากให้ความเห็นในเรื่องนี้เพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่ไทยเคยผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 มาแล้ว เรามีบทเรียนมาแล้วและควรนำบทเรียนนั้นมาใช้&amp;nbsp;
เมินรับพรรคคอมมิวนิสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าการจดแจ้งพรรคใหม่นั้น พบว่าเมื่อวันที่ 19 มี.ค. มีผู้ยื่นคำขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคที่ กกต. 4 กลุ่ม คือ พรรคไทยก้าวข้าม นำโดยนายเกียรติศักดิ์ ภักดีเดโชชัย พรรคประชาธิปไตย &amp;nbsp;(ไทย) นำโดยนายสุธี ปีขาล พรรคพลังแผ่นดินทอง นำโดยนายอนุวัฒน์ วิใจเงิน พรรคสุบาล นำโดยนายประสาร เศรษฐนันท์ โดยตั้งแต่เปิดให้ยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคมีเข้ามาทั้งสิ้น 65 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.กล่าวถึงกรณีนายปฐม ตันธิติ มายื่นขอจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า เจ้าหน้าที่อาจรับเรื่องทางธุรการไว้ แต่ได้สั่งการให้ไม่รับจดแจ้ง เพราะถือว่าขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญเนื่องจากไม่เป็นประชาธิปไตย
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต. รักษาการเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการนายทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวว่า สำนักงานได้รับเอกสารไว้แต่ก็ต้องมาพิจารณาว่าชื่อเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ซึ่งคาดว่าในวันที่ 20 มี.ค.จะชัดเจน
ด้านนายวรเจตน์กล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ว่า รู้สึกเสียดายความรู้ความสามารถทางวิชาการของนายปิยบุตร แต่ให้กำลังใจและเข้าใจว่านายปิยบุตรต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทย ซึ่งต้องรอดูว่าจะเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถือว่าไม่ง่าย&amp;nbsp;
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า กกต.ได้หารือกันถึงแนวทางการตรวจสอบการใส่ร้ายในการเลือกตั้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีการตั้งคณะทำงานไว้แล้ว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ขนาดไหน แต่เราก็จะทำให้ดีที่สุด เพราะเห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาในอนาคต&amp;nbsp;
พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า สำนักงาน กกต.ได้ตั้งคณะทำงานขึ้น โดยประสานงานกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหาแนวทางว่ากรณีที่เกิดเหตุขึ้นนอกจากเป็นความผิดเรื่องการนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว การจะหยุดการกระทำจำเป็นต้องร้องต่อศาลหรือใช้อำนาจรัฐมนตรีในการสั่งปิดเพจในโซเชียลมีเดียหรือไม่
ร.ต.อ.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนงานสืบสวน กล่าวว่า ความผิดทางโซเชียลมีเดียจะมี 3 กรณี คือ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ การหมิ่นประมาท และการใส่ร้าย ซึ่ง กกต.จะดูเฉพาะกรณีสุดท้ายเป็นหลัก ซึ่งเป็นการใส่ร้ายที่จะเป็นผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต โดยตามกฎหมายไม่ได้กำหนดว่า กกต.ต้องตรวจสอบเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเท่านั้น จึงทำให้ กกต.สามารถตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ก็มีการเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ หากเกิดเหตุก็สามารถใช้ข้อมูลที่รวบรวมไว้มาพิจารณาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5365</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พรเพรช, มาร์ค, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aafc91217dbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
