<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 18:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039; เกาะติดโควิด-19ระลอกใหม่เตรียมปรับจีดีพีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ม.ค.2564 นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในขณะนี้ ธปท. ยังคงประมาณการเศรษฐไทยปี 2563 ไว้ที่ ติดลบ6.6% ตามการประเมินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมเมื่อเดือนธ.ค. 2563 ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขจีดีพีที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์ไว้ที่ ติดลบ6.5% โดยตัวเลขจีดีพีที่แท้จริงจะต้องรอการประกาศจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ในเดือน ก.พ. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2564 กนง. เคยคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.2% ซึ่งเป็นการประเมินก่อนที่จะเกิดระบาดของโควิด-19 ในรอบใหม่ดังนั้นคงต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีผลกระทบให้ต้องหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยาวนานเพียงใด รวมถึงมาตรการของภาครัฐที่จะทยอยออกมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในรอบนี้ ตลอดจนพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าร่วมด้วย ซึ่งเชื่อว่า กนง.จะนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาประเมินผลก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขจีดีพีในปีนี้ใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มการส่งออกของไทยในปีนี้ คงต้องขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และปริมาณการค้าโลกเป็นสำคัญ แต่เชื่อว่าปัจจัย 2 ตัวนี้ จะค่อย ๆ ปรับดีขึ้น ทำให้การส่งออกของไทยยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องจากในเดือนธ.ค. 2563 ที่การส่งออกพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 4.6% ขณะที่แนวโน้มการท่องเที่ยวปีนี้กนง.ได้ประเมินไว้ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 5.5 ล้านคน ดังนั้นจะต้องติดตามพัฒนาการในเรื่องโควิด-19 อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการเดินทางท่องเที่ยว รวมทั้งติดตามนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย โดยเชื่อว่าในเรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจไม่ได้เห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยมากนักในปีนี้ ดังนั้น หากจะพิจารณาเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา อาจต้องพิจารณาเรื่องการกระตุ้นการใช้จ่ายต่อหัว หรือการเข้าพักในระยะเวลาที่นานขึ้น รวมทั้งการพิจารณานักท่องเที่ยวในกลุ่มพรีเมียม ซึ่งอาจจะพอชดเชยกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมี 3 ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.การแพร่ระบาดของโควิด-19ในประเทศ ซึ่งต้องดูว่าจะส่งผลกระทบไปยังแต่ละพื้นที่ และแต่ละกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ 2.การฟื้นตัวของตลาดแรงงาน และ 3. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และบรรยากาศการค้าโลก&amp;rdquo; นางสาวพรเพ็ญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2563 ยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ตามกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัวในภาพรวม และแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ประกอบกับมีปัจจัยชั่วคราวจากวันหยุดยาวพิเศษ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนโดยรวมปรับดีขึ้น แต่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังเปราะบางและมีความแตกต่างกันตามกลุ่มรายได้และพื้นที่ สำหรับการส่งออกสินค้าหดตัวน้อยลงตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน กลับมาขยายตัวสอดคล้องกับอุปสงค์และความเชื่อมั่นของธุรกิจที่ดีขึ้น อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวน้อยลงสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวตามรายจ่ายลงทุน ส่วนหนึ่งจากผลของฐานต่ำในปีก่อนจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 ล่าช้า อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังหดตัวสูงจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ในเดือนธ.ค.63 เงินบาทแข็งค่าจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า เนื่องจากความมั่นใจของนักลงทุนในสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่ จากปัจจัยของพัฒนาการด้านวัคซีน และการมีประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐ จึงทำให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น และหันไปสนใจลงทุนในตลาดประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งไทย จึงทำให้สกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังจากที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 รอบใหม่ระบาดในไทยช่วงเดือนม.ค. 2564 จึงทำให้เงินบาทมีความน่าสนใจน้อยลงในสายตาของนักลงทุน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91409</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ปรับประมาณการ, พรเพ็ญ สดศรีชัย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae6d4cad044f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นสัญญาณดี หวังส่งออกธ.ค. ติดลบน้อยลง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แบงก์ชาติเชื่อส่งออก ธ.ค.62 ติดลบน้อยลง หลังเห็นสัญญาณที่ดีจากเจรจาการค้า คาดจีดีพี Q4/62 โตใกล้เคียง 2.5% ทั้งปี 2563 โต 2.5% โฆษกรัฐบาลฟุ้งผลงานเด่นของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรก เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม น.ส.พรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.62 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีจะดีขึ้นกว่าเดือนที่แล้ว โดยน่าจะติดลบน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากเริ่มเห็นความชัดเจนของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในเฟสแรกที่จะมีขึ้นในต้นปี 63 นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับฐานการส่งออกในเดือน ธ.ค.61 ที่ต่ำ จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้มูลค่าการส่งออกเดือน ธ.ค.นี้ดีขึ้นกว่าเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราคาดว่าส่งออก ธ.ค.นี้จะติดลบน้อยกว่า พ.ย. เพราะฐานธ.ค.ปี 61 ต่ำ นอกจากนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในเฟสแรกเริ่มจะมีความชัดเจน จากที่บรรยากาศยังอึมครึมในเดือนพ.ย. ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ตัวเลขการส่งออกในเดือน ธ.ค.นี้จะหดตัวน้อยกว่า พ.ย.&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 62 นี้จะหดตัว -3.3% ขณะที่คาดว่าในปี 63 มูลค่าส่งออกจะขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 0.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรเพ็ญยังกล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 63 ว่า ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.8% ซึ่งดีขึ้นกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 2.5% พร้อมมองว่าปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมาจากภาคการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งในเรื่องการส่งออกนั้น แม้ปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การค้าโลกยังคงมีอยู่ แต่เชื่อว่าการส่งออกปีหน้าจะเติบโตได้ดีกว่าปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการลงทุนนั้น ในด้านการลงทุนภาครัฐ จากที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จะมีผลใช้ได้ในช่วงต้นปี ก็เชื่อว่าจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้าไปสู่โครงการต่างๆ ของภาครัฐได้มากขึ้น ทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากฝากความหวังไว้ที่การลงทุนภาคเอกชน อยากเห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมายังลงทุนต่ำ ซึ่งมองว่าภาวะการเงินก็ยังเอื้อให้กับการลงทุนภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อม เมื่อเศรษฐกิจกลับมาแล้ว ก็จะได้เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และสามารถเอื้อกับการส่งออกด้วย&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจคงจะหวังพึ่งแต่การส่งออกด้านเดียวคงไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นต้องเน้นเรื่องการลงทุนควบคู่กันไป เพราะการลงทุนนอกจากจะช่วยในเรื่องการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่เศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เพิ่มในเรื่องของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นลงทุนภาครัฐ ลงทุนภาคเอกชน เพื่อจะช่วยเสริมให้กับการส่งออกและการท่องเที่ยวด้วย เพราะการส่งออกสินค้ายังมีความไม่แน่นอนจากการค้าโลกอยู่&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรเพ็ญกล่าวอีกว่า ธปท.คาดการณ์ว่า ในปี 63 การลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 6.3% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3.4% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายน 2562 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยการส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้า การผลิตภาคอุตสาหกรรม และเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวสอดคล้องกัน สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวทั้งจากรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ด้านเครื่องชี้การบริโภคเอกชนยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว โดยมาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อบางส่วน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานที่หดตัวน้อยลง สำหรับอัตราการว่างงานที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำทรงตัว ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิจากด้านสินทรัพย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมูลค่าส่งออกสินค้าหดตัว -7.7% จากระยะเดียวกันปีก่อน ใกล้เคียงกับมูลค่าส่งออกที่ไม่รวมทองคำ โดยเป็นการหดตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า จากภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว, วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ประกอบกับมีปัจจัยชั่วคราวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าในหมวดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหดตัวทั้งด้านราคาและปริมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการผลิตและการค้าโลกจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่ผ่านมา ยังทำให้สินค้าไทยบางส่วนถูกทดแทนด้วยสินค้าจากจีนในตลาดอาเซียน อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าในภาพรวมที่หดตัวส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวสอดคล้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลงานเด่นของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรกเพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ คือ คมนาคม รายได้เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย แยกได้ดังนี้ 1.การขยายโครงสร้างคมนาคม คือการดูแลประชาชนในการเดินทางและลดมลพิษ ด้วยการขยายโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งนับเป็นผลงานต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ได้มีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าครอบคลุมทั่ว กทม. อาทิ &amp;nbsp;สายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ) 14 กม., สายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) 19 กม., สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) 22 กม., สายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 15 กม., สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) 26.3 กม., สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 34.5 กม., และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) 30 กม. เมื่อรถไฟฟ้าเปิดใช้บริการครบทั้งหมด จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางของคนกรุง ลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล นำไปสู่การลดมลพิษทางอากาศในที่สุด เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ 2 คือเรื่องรายได้เกษตรกร โดยดูแลเกษตรกรทั้งโครงการประกันรายได้สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิด ซึ่งได้เริ่มจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างตรงเข้าบัญชีเกษตรกรไปแล้ว และยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาของสินค้าเกษตร เช่น การอุดหนุนปัจจัยการผลิตสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าว ช่วยเหลือค่าปลูก &amp;nbsp;500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน รวมตลอดถึงมาตรการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อรวบรวมผลผลิต นอกจากนี้ นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ด้วยการกำหนดให้น้ำมันไบโอดีเซลบี 10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วพื้นฐาน ได้ส่งผลให้ราคาปาล์มสูงขึ้น เกิดประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลเข้าไปพยุงราคา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องที่ 3 คือเรื่องมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย ดูแลผู้มีรายได้น้อย ด้วยมาตรการลดค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าไม่เกินครัวเรือนละ 50 หน่วย และมาตรการช่วยเหลือค่าน้ำไม่เกินครัวเรือนละ 100 บาท ไปจนถึง ก.ย.63 และยังคงมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าเดินทางเดือนละไม่เกิน 500 บาท, ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเดือนละ 200/300 บาท, คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ อีก 1% โอนเข้ากองทุนการออมแห่งชาติในนามเจ้าของบัตรสวัสดิการ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลย้ำว่า รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมกับพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งยังมีผลงานที่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม และที่กำลังดำเนินงานอีกมาก ซึ่งรัฐบาลจะได้บอกเล่าสู่ประชาชนให้ได้รับรู้และติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53561</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลงานเด่นของรัฐบาล, พรเพ็ญ สดศรีชัย, สัญญาณส่งออกดี, สำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจรจาการค้า, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae6d4cad044f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2019 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2019 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. รับเศรษฐกิจ พ.ค. ชะลอตัว ท่องเที่ยวสะดุด-ส่งออกยังสาหัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 2562 น.ส.พรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. 2562 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า จากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐหดตัว ขณะที่การส่งออกสินค้ายังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าหดตัว 7.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน วัฎจักรของสินค้าอิเล็กทรอนิกสืที่ยังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่กลับมาหดตัวอีกครั้ง ส่งผลให้การส่งออกในหลายหมวดสินค้ายังคงหดตัว ได้แก่ สินค้าที่มูลค่าการเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ ยานยนต์ และชิ้นส่วน โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เชิงพาณิชย์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารา สินค้าเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะยาง และน้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การส่งออกสินค้าในบางหมวดสินค้ายังขยายตัวได้ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าตามการส่งออก เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องรับโทรทัศน์ สินค้าเกษตรตามการส่งออกผลไม้และยานยนต์และชิ้นส่วนตามการส่งออกจักรยานยนต์และยางล้อ ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าหดตัวเล็กน้อยที่ 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการนำเข้าทองคำที่หดตัวสูง สอดคล้องกับ การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวในเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องจากระยะเดียวกันปีก่อนในเกือบทุกหมวด การใช้จ่าย ยกเว้นในหมวดสินค้าคงทนที่ทรงตัว ตามปัจจัยสนับสนุน กำลังซื้อโดยรวมที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรายได้ครัวเรือนในภาคเกษตรกรรมขยายตัวจากทั้งผลผลิตและราคา ขณะที่รายได้ลูกจ้างนอกภาค เกษตรกรรมทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กลับมาหดตัวเล็กน้อยที่ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และจำนวนนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะเยอรมันและรัสเซียก็หดตัวลงด้วยเช่นกัน จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอื่น ๆ ยังขยายตัวได้ อาทิ มาเลเซีย และอินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.15% ชะลอจากเดือนก่อน ตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ชะลอลง และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลง ขณะที่ราคาหมวดอาหารสดปรับเพิ่มขึ้นจากราคาผักเป็นสำคัญ สำหรับอัตราการว่างงานที่ปรับฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเล็กน้อยตามดุลการค้าที่เกินดุลลดลง และดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุล ตามฤดูกาลส่งกลับก าไรและเงินปันผลของธุรกิจต่างชาติขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายค่อนข้างสมดุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39728</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., พรเพ็ญ สดศรีชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae6d4cad044f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2018 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2018 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. แจงเศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 2561 นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย.ขยายตัวจากเดือนก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวตาม การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมาขยายตัว แท้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังหดตัว ด้านการส่งออกสินค้าทรงตัว ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวเล็กน้อยจากรายจ่ายลงทุน ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวตามราคาน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มูลค่าส่งออกในเดือน พ.ย.ทรงตัว 0.2% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 8.4% โดยการส่งออกหดตัวในหลายหมวด จาก 1.ผลจากฐานสูงช่วงเดียวกันปีก่อน จากกลุ่มสินค้าฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ &amp;nbsp;โทรศัพท์มือถือ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น 2.ผลมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงต่อเนื่องที่ 16.2% ด้านการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวเล็กน้อย ส่วนรายจ่ายประจำขยายตัว ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยว ขยายตัว 4.5% ตามการขยายตัวนักท่องเที่ยวเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะอาเซียน ส่วนนักท่องเที่ยวจีนยังหดตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งออกในเดือน พ.ย.ได้รับผลจากสงครามการค้า และ ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงทำให้มูลค่าส่งออกลดลงด้วย ซึ่งทุกอย่างเป็นตามไปที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินไว้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจในเดือน ธ.ค.จะมีแนวโน้มดีขึ้น โดยผลกระทบจากสงครามการค้ามีความผ่อนคลาย ทำให้ไตรมาส 4/2561 จะขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาส 3/2561 ที่ขยายตัว 3.3% ส่วนทั้งปีจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 4.2% หรือไม่ จะต้องขอดูตัวเลขในเดือน ธ.ค.อีกครั้ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ กล่าวว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 4/2561 ขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาส 3/2561 ได้รับอานิสงค์จากการใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและคาดว่าในปี 2562 จะขยายตัวดีกว่าปี 2561 จากเครื่องชี้ในการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อใช้ในการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามการย้ายฐานการผลิตธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์มาในไทย และยอดจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการลงทุน ขณะที่ภาคการส่งออกไม่ได้เร่งตัวมากนัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., พรเพ็ญ สดศรีชัย, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bda5e6f7bfcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. จ่อหั่นเป้าส่งออกปีนี้ หลังไตรมาส 3 ตัวเลขดิ่งกว่าที่คาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. จ่อหั่นเป้าหมายส่งออกไทยปี 2561 จากคาดโต 9% หลังเจอปัจจัยเสี่ยงชั่วคราว-ผลกระทบส่งครามการค้ากดดันต่อเนื่อง แจงภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3/2561 ขยายตัวแผ่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ขยายตัวแผ่วกว่าเดือนก่อนหน้า เป็นผลมาจากอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวลงตามการส่งออกสินค้าที่หดตัว -5.5% และหากหักทองคำ -1% เป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราว ได้แก่ 1.การเร่งส่งออกรถยนต์นั่งไปออสเตรเลียในช่วงก่อนหน้า 2.ปัญหาวาตภัยที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เป็นปัจจัยชั่วคราว 3.ผลของฐานสูงจากการส่งออกสินค้าบางรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ และ 4.การเร่งส่งออกโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้า ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การหดตัวของภาคการส่งออกในเดือน ก.ย. ยอมรับว่าแผ่วกว่าที่คาดไว้มาก เป็นผลมาจากหลายปัจจัยและเป็นปัจจัยชั่วคราว ส่วนผลกระทบจากสงครามการค้ามีในส่วนของบรรยากาศและคำสั่งซื้อที่ชะลอลงไปบ้าง ซึ่งก็เป็นผลกระทบไม่มาก ทำให้การส่งออกในไตรมาส 3 ขยายตัว 2.6% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 12.6% โดย ธปท.จะขอติดตามสถานการณ์ส่งออกที่เหลือในเดือน ต.ค. อีกครั้ง แต่ก็มีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะขยายตัวได้แผ่วกว่า และมีโอกาสปรับประมาณการส่งออกลงจากที่คาดไว้ทั้งปีที่ 9%&amp;rdquo; นางสาวพรเพ็ญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในด้านจำนวนท่องเที่ยวขยายตัวเล็กน้อยที่ 2.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจที่ดีขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้งในประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกง ไต้หวัน และอินเดียที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวบางกลุ่มยังคงหดตัว เช่น จีน อังกฤษ และรัสเซีย โดยเฉพาะจีนที่ได้รับกระทบจากปัญหาเรือล่มที่ จ.ภูเก็ต และความเป็นห่วงต่อความปลอดภัยจากผลกระทบที่ปรากฏเป็นข่าวในสนามบิน แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นผลกระทบในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากระยะเดียวกันปีก่อน เป็นการขยายตัวทุกหมวดการใช้จ่ายยกเว้นหมวดสินค้าไม่คงทนที่หดตัว การใช้จ่ายภาครัฐ รายจ่ายประจำขยายตัวตามรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ แต่รายจ่ายลงทุนยังหดตัวตามการเบิกจ่ายงบกลาง ด้านการลงทุนภาคเอกชน ยังทรงตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.33% ลดลงจาก 1.62% ในเดือนก่อนหน้าตามราคาอาหารสดที่ลดลง &amp;nbsp;อัตราว่างงานทรงตัวที่ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ กล่าวอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจภาพรวมไตรมาส 3/2561 ขยายตัวได้แผ่วจากไตรมาส 2/2561 โดยขยายตัวต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก การบริโภคเอกชนยังขยายตัวดีตามการใช้จ่ายในเกือบทุกหมวดสินค้า ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง ด้านอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวชะลอลง ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ขยายตัวลดลง ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนตามราคาน้ำมัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21137</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ปรับเป้าส่งออก, พรเพ็ญ สดศรีชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bda5e6f7bfcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.เผยศก.ไตรมาสแรกปี61โต 4% แต่คนจน-เกษตรกรยังน่าห่วง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.เผยเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 61 โต 4% ยอมรับดีกระจุกแค่คนชั้นกลาง ส่วนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรยังลำบาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2561 คาดว่าขยายตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 4 /2560 ที่เติบโต 4% โดยแรงส่งมาจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีเกือบทุกหมวดสินค้าและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีต่อเนื่องมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 10 ล้านคน โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่เต็มที่ การบริโภคขยายตัวดีมาจากผู้มีรายได้ปานกลางและผู้มีรายได้สูง ขณะที่กำลังซื้อโดยรวมยังไม่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สะท้อนจากรายได้ครัวเรือนภาคเกษตรกรรมเดือนมีนาคมหดตัว 3.8% ตามการส่งออกสินค้าเกษตรที่ลดลง โดยเฉพาะการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่หดตัวจากทั้งด้านราคาและปริมาณ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2561 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องและเห็นการกระจายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยคาดว่าการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะมีบทบาทมากขึ้น หลังจากไตรมาส 1/2561 การลงทุนภาครัฐแผ่วลงตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของกรมทางหลวงที่ลดลง ประกอบกับผลของฐานสูงจากการเร่งเบิกจ่ายปีก่อน ซึ่งหากการลงทุนภาครัฐขยายตัวจะมีส่วนสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนให้ลงทุนตามจากที่ไตรมาส 1/2561 แผ่วลงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ยังเป็นปัจจัยต่างประเทศ ทั้งนโยบายกีดกันทางการค้า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ แม้มีสัญญาณดีขึ้นแต่ยังไม่น่าไว้วางใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเศรษฐกิจไทยในเดือนมี.ค. 61 ยังขยายตัวต่อเนื่องจากการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี สอดคล้องกับการขยายตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกือบทุกหมวดการใช้จ่าย ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสอดคล้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานที่สูงในปีก่อน การใช้จ่ายภาครัฐลดลงตามรายจ่ายลงทุนขณะที่รายจ่ายประจำยังคงขยายตัว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8170</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., พรเพ็ญ สดศรีชัย, ้เศรษฐกิจไทยไตรมาส1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae6d4cad044f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
