<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแก๊งอุ้มชาวจีน เรียกค่าไถ่15ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจตั้งโต๊ะแถลงจับแก๊งอุ้มนักธุรกิจจีนไปเรียกค่าไถ่ 15 ล้าน ได้ผู้ต้องหา 5 คน ยังหลบหนีอีก 2 สาเหตุทะเลาะกับผู้รับเหมาสร้างสปา อีกฝ่ายเลยรวมหัวก่อเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) วันที่ 9 ธันวาคมนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น., พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น., พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผกก.กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.), พ.ต.ท.ปิยรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส.ตำรวจ กก.ดส. และตำรวจ สน.ทองหล่อ แถลงข่าวกรณีคนร้าย 7 คน อุ้มลักพาตัวเรียกค่าไถ่นักธุรกิจชาวจีน เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.63 ตำรวจ กก.ดส.ได้รับแจ้งจากนายเกรียงไกร (สงวนนามสกุล) เพื่อนของนายเชน ลี หรือลูคัส อายุ 43 ปี นักธุรกิจชาวจีน ถูกอุ้มตัวหายไปเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. เวลา 16.30 น. บริเวณซอยสุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ พื้นที่ สน.ทองหล่อ โดยได้รับการติดต่อเรียกค่าไถ่จากนายเซียว ทุง ยิน อายุ 49 ปี ไกด์ชาวมาเลเซีย ว่าถ้าไม่จ่ายเงินจำนวน 3 ล้านหยวน หรือประมาณ 15 ล้านบาท กลุ่มคนร้ายจะฆ่านายเชน ลี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาตำรวจ กก.ดส.และตำรวจ สน.ทองหล่อ ลงพื้นที่ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด พบกลุ่มคนร้ายได้ลักพาตัวนายเชน ลี ขึ้นรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแชมป์ สีขาว จากการสืบสวนทราบว่าจอดหลบซ่อนอยู่รีสอร์ตใน ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นห้องพักหมายเลข 1 พบนายสมบูรณ์ (สงวนนามสกุล) และรถยนต์คันก่อเหตุ ห้องพักหมายเลข 2 พบนายสุชาติ (สงวนนามสกุล) ห้องพักหมายเลข 3 พบนายเชน ลี โดยมีนายวงพงศ์อยู่หน้าห้องพัก ห้องพักหมายเลข 4 พบนายเซียว ทุง ยิน และพักหมายเลข 5 พบนายวันชัย (สงวนนามสกุล) พร้อมของกลาง บัตรกดเงินสด สมุดบัญชี โทรศัพท์ และเงิดสดจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่า 5 แสนบาท เบื้องต้นแจ้งข้อหา &amp;quot;ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ และร่วมกันปล้นทรัพย์&amp;quot; ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนคนร้ายชาวเมียนมาอีก 2 คน ทำหน้าที่ลักพาตัวในวันแรกอยู่ระหว่างหลบหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุมี 7 คน จับกุมได้ 5 คน ส่วนอีก 2 คนเป็นชาวเมียนมา อยู่ระหว่างติดตามจับกุม ส่วนกรณี น้ำชา ชีรณัฐ ยูสานนท์ ดาราและนักร้องสาวโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ระบุว่า มีผู้หญิงโดนลักพาตัว 4 คน ตอนกลางวันแสกๆ บริเวณซอยสุขุมวิท 39 วันที่ 8 ธ.ค. เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และน่าจะเข้าใจในการสื่อสารข้อมูลผิด คดีอุ้มนายลูคัส ตำรวจได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. จากนั้นสืบสวนขยายผลจนจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ วันที่ดาราสาวโพสต์ข้อมูลตรวจสอบแล้วไม่พบเหตุดังกล่าว ส่วนจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่ต้องดูเจตนา เบื้องต้นทราบว่าผู้โพสต์ต้องการเตือนภัยสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จิรกฤตกล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด พบรถยนต์คันก่อเหตุมีความผิดปกติ เนื่องจากเป็นป้ายทะเบียนกระดาษ จึงไล่กล้องจากกรุงเทพฯ ถึง จ.สุพรรณบุรี ในขณะเดียวกันพยายามหาความสัมพันธ์ของมูลเหตุในการกระทำความผิด ทราบว่าชาวจีนจากเซี่ยงไฮ้ที่ถูกอุ้มนั้นมีฐานะดี เป็นนักธุรกิจสปาในกรุงเทพฯ หลายแห่ง ก่อนหน้านี้ได้มีการว่าจ้างนายสุชาติรับเหมางานก่อสร้างสปา และจากคำให้การของนายเชน ลี ผู้เสียหาย ทราบว่า มีปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มนายชาติ ผู้รับเหมาและผู้ว่าจ้างการอุ้มลักพาตัวในครั้งนี้ สาเหตุจากการก่อสร้างสปาที่ล่าช้า ผิดสเปก และจ่ายเงินไม่ครบ ส่วนนายสุชาติบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าไม่ทำแบบนี้เงินหมดตัวแล้ว ส่วนนายเซียว ทุง ยิน ไกด์ชาวมาเลเซีย ได้บอกให้ร่วมกันอุ้มตัวนายเชน ลี โดยมีการวางแผนล่วงหน้า เนื่องจากถูกโกงเงิน 10 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คนร้ายได้เอาบัตรของผู้เสียหายไปกดซื้อทองรูปพรรณหนักประมาณ 20 บาท แมคบุ๊ก เครื่องเสียง และแบ่งเงินไปแล้วส่วนหนึ่ง รวมถึงเอาบัตรไปเพิ่มวงเงินในบัตรเครดิตของคนร้าย รวมเป็นเงินที่หายไปประมาณกว่า 1 ล้านบาท หลังจากนี้จะทำการตรวจสอบธนาคารที่จีนด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86437</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.ปิยรัช เวสสะโกศล, พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย, พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เซียว ทุง ยิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd0c6ed3f2b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.จ่อออกหมายจับมือยิงหน้า SCB ยันการ์ดอาชีวะ 2 สถาบันทะเลาะส่วนตัว ไม่เกี่ยวชุมนุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.63 - ที่ สน.พหลโยธิน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล(ผบก.สส.บช.น.) และ พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) พร้อมตำรวจ สน.พหลโยธิน ประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีมีเหตุยิงการ์ดผู้ชุมนุมคณะราษฎรที่แยกรัชโยธินจนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ นายวันชัย อารีย์ อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษาอาชีวะสถาบันเทคนิคปทุมธานี และนายภาสพงศ์ กุลอมรกานต์ อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษาอาชีวะสถาบันมีนบุรีโปลีเทคนิค หลังประกาศยุติการชุมนุมหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ช่วงค่ำวานนี้(25 พ.ย.) โดยใช้เวลาประชุมร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวว่า จากการสืบสวนและสอบสวนพยาน 3-4 ปาก ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ มีความชัดเจนว่าตำรวจจะขอศาลออกหมายจับนายภาสพงศ์ ผู้ยิงที่ถูกรุมทำร้ายร่างกายหลังก่อเหตุ เบื้องต้นเป็นความผิดฐานครอบครองอาวุธปืน เนื่องจากมีหลักฐานตั้งแต่ก่อนและขณะเกิดเหตุทั้งภาพกล้องวงจรปิด และพยานบุคคลชัดเจน ส่วนอาวุธปืนที่พบนั้นเป็นปืนลูกโม่ขนาด .38 เบื้องต้นพบว่ามีทะเบียน แต่กำลังตรวจสอบเรื่องการครอบครองและลายพิมพ์นิ้วมือ รวมถึงคราบเขม่าควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างคนยิงกับคนเจ็บนั้น จากการสอบปากคำทราบว่าทั้งคู่เป็นการ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรแต่ทั้งคู่ก็พ้นสภาพนักศึกษาอาชีวะทั้ง 2 สถาบัน โดยมีปัญหามาจากเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังยุติการชุมนุม แล้วมีฝ่ายหนึ่งจะเริ่มขว้างระเบิดปิงปองก่อน แล้วพากันวิ่งหลบหนี จนมีกลุ่มนึงไล่ตาม และคว้าอาวุธปืนมายิง โดยเวลา 17.00น. จะมีการแถลงข่าวพร้อมไล่ลำดับเหตุการณ์อีกครั้งที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)&amp;nbsp; ยืนยันว่าตำรวจไม่มีความกังวลเพราะยึดตามพยานหลักฐานที่ปรากฎ และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีมือที่สาม แม้การ์ดจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องทะเลาะกันเอง ก็ต้องสอบปากคำพยานเหตุการณ์อย่างละเอียดถึงเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง เพราะหลังเกิดเหตุต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันหลบหนี ตอนนี้ยังไม่ได้สอบคนเจ็บทั้ง 2 ราย เพราะแพทย์ไม่อนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกันไม่ให้นำอาวุธเข้าพื้นที่ชุมนุมนั้น ตำรวจก็ต้องขอความร่วมมือจากผู้ชุมนุมด้วยการแสดงความบริสุทธิ์ ส่วนตำรวจเองก็จะเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลประชาชนทุกฝ่ายที่ชุมนุม แต่คงไม่สามารถตั้งด่านตรวจค้นได้อย่างทั่วถึง แต่จะหารือกับแกนนำผู้ชุมนุมได้หรือไม่ คงไม่มีโอกาสเพราะหลายคนมีคดีติดตัวกันอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.ท.วิโรจน์ ผลบุญ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน กล่าวว่า เมื่อคืนกองพิสูจน์หลักฐาน และพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังมีเหตุยิงกันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือนายวันชัย กำลังรักษาตัวที่ รพ.พระราม 9 ถูกยิงเข้าที่ท้อง ส่วนนายภาสพงศ์ ถูกรุมทำร้ายร่างกายเนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.เซนต์หลุยส์&amp;nbsp;ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นของบุคคลใดเนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เพราะหนึ่งในผู้บาดเจ็บมีอาการสมองกระทบกระเทือน ตำรวจจะเข้าไปสอบปากคำอีกครั้ง ตอนนี้ยังไม่ได้อายัดตัว ต้องตรวจสอบคลิปปรากฎในสื่อโซเชียลว่าเห็นผู้ก่อเหตุด้วยว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีรายงานแจ้งว่า หลังมีการแจกคูปองเป็ดหรือธนบัตรคณะราษฎรเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมนำไปใช้แลกซื้อสินค้าจากผู้ค้าภายในม็อบแล้ว ได้มีผู้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้แจกคูปองเป็ดในความผิดตาม พ.ร.บ.เงินตรา จริง แต่กำลังพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่&lt;/p&gt;


	&amp;#39;อานนท์&amp;#39; โดนแล้ว เจอ 2 หมายเรียกรับทราบข้อหาคดี 112
	เกมตื้นๆ &amp;#39;ปารีณา&amp;#39; ชี้เปรี้ยง 3 นิ้วยิงกันเอง หวังสร้างสถานการณ์
	แห่แชร์คลิป &amp;#39;อย่าให้สื่อรู้ ถ้าสื่อรู้เราเสียกันหมด&amp;#39; หลังเกิดเหตุยิงปืน-ปาระเบิดปิงปอง
	&amp;#39;เต้&amp;#39; เปิดใจเหตุถอนตัวพ้นพรรคร่วมรัฐบาล &amp;#39;มองไม่เห็นอนาคต การที่พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไป&amp;#39;
	&amp;#39;อาชีวะ 3 นิ้ว&amp;#39; ร่อนแถลงการณ์ แจงปมยิง-ปาระเบิด!
	&amp;#39;เต้&amp;#39; เปิดใจเหตุถอนตัวพ้นพรรคร่วมรัฐบาล
	คงหิวมาก! &amp;#39;สิระ&amp;#39; เตรียมกล้วยให้ &amp;#39;เต้&amp;#39;&amp;nbsp;
	&amp;#39;โบ้&amp;#39; ขยี้ &amp;#39;ส.ศิวรักษ์&amp;#39; เละ&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85122</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, ม็อบ25พฤศจิกา, รองผบช.น.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf5c95d2112.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เมเจอร์&#039;ผิดชัดเจน จัดงานเปิดตัวดารา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาเมเจอร์และผู้จัดอีเวนต์เปิดตัวดารา &amp;quot;หยิ่น-วอร์&amp;quot; &amp;quot;พล.ต.ท.ปิยะ&amp;quot; เผยผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จัดกิจกรรมไม่เว้นระยะห่างเสี่ยงแพร่เชื้อโควิด-19 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท &amp;quot;รอง ผบช.น.&amp;quot; ลั่นไม่เลือกปฏิบัติ ผอ.เขตปทุมวันเผยตัวแทนโรงหนังชี้แจงไม่ได้จัดมีตติ้ง แต่ศิลปินมาถ่ายไลฟ์สดโปรโมตหนัง ส่งผลให้มีแฟนคลับตามมาเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;quot;บัณฑิต ทองดี&amp;quot; โพสต์เฟซบุ๊กเผย &amp;quot;โรงหนัง&amp;quot; ออกประกาศทำให้แฟนคลับแห่ตามมาดู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน ที่ สน.ปทุมวัน ตัวแทนศูนย์การค้าสยามพารากอน, บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), ผู้จัดกิจกรรม เดินทางมาพบ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ปทุมวัน กรณีมีการจัดไลฟ์สดเปิดตัว 2 นักแสดงวัยรุ่นคือ นายอานันท์ ว่อง หรือหยิ่น อายุ 22 ปี และนายวนรันต์ รัศมีรัตน์ หรือวอร์ อายุ 26 ปี ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีแฟนคลับมารอกันจำนวนมาก แต่ทางผู้จัดไม่ได้กำหนดระยะห่างตามกฎหมาย ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมี พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. ร่วมสอบปากคำภายในห้องประชุมชั้น 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรพัฒน์กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า ผบช.น.ได้สั่งการให้ตนมาร่วมสอบปากคำกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของกิจกรรมดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรฐานการเว้นระยะห่างทางสังคม ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นการร่วมมือพร้อมทหารกับกรุงเทพมหานคร ในการตรวจสถานที่ผ่อนปรน และเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ ส่วนการสั่งปิดพื้นที่ 3 วันนั้นเป็นมาตรการภายในขององค์กร ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าบริษัทเจ้าของพื้นที่และผู้เช่าพื้นที่จะมีความผิดหรือไม่ ต้องรอการสอบปากคำของพนักงานสอบสวนก่อน ยืนยันไม่ได้เข้าข้างผู้ประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.ต.ท.ปิยะกล่าวภายหลังประชุม 3 ชั่วโมงว่า ตัวแทนของศูนย์การค้าสยามพารากอนกับตัวแทนบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ได้นำเอกสาร ภาพนิ่ง และวิดีโอ เกี่ยวกับงานทั้งหมดมาเป็นหลักฐาน จากการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว พบว่ามีความผิดครบองค์ประกอบ โดยเฉพาะผู้จัดนั้น ได้มีการโพสต์เชิญชวนแฟนคลับผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งต้องทราบอยู่แล้วว่าการเชิญดารามาออกงานจะต้องมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก จะต้องประเมินว่าพื้นที่มีกี่ตารางเมตร สามารถรองรับได้กี่คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะกล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำทางศูนย์การค้าสยามพารากอนได้ปฏิเสธว่าไม่ทราบว่ามีการจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น ในส่วนของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ผู้จัดกิจกรรมนั้นไม่ได้แจ้งศูนย์การค้าสยามพารากอนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่, สำนักงานเขตปทุมวัน, สน.ปทุมวัน และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 หรือ ศบค. ให้ทราบว่าจะมีจัดกิจกรรมขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะกล่าวอีกว่า พิจารณาแล้วเข้าข่ายความผิดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 5) ข้อ 2 วรรค 2 ห้ามผู้ใดจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งขณะนี้การสอบปากคำยังไม่แล้วเสร็จ อาจจะมีผู้กระทำผิดมากกว่า 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของดาราชาย จะต้องตรวจสอบก่อนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ หากเกี่ยวข้องจะต้องเชิญมาสอบปากคำเช่นกัน นอกจากนี้จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถึงมาตรการตรวจคัดกรองเข้มงวด ทั้งการวัดอุณหภูมิร่างกาย และการกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่จัดกิจกรรมด้วย&amp;quot; ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะกล่าวยืนยันว่า ตำรวจไม่กังวลในเรื่องการดำเนินคดี แต่อยากฝากไปยังศูนย์การค้าและสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ ว่า ขอให้คำนึงถึงข้อห้ามตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดต่อนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เดินทางมาที่ สน.ปทุมวัน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าเป็นการหารือ 4 ฝ่าย ได้แก่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในฐานะเจ้าของพื้นที่, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในฐานะผู้เช่า, ผู้จัดงานและตัวแทนฝ่าย กทม. เพื่อหารือร่วมกันหลังกิจกรรมดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรพัฒน์กล่าวยืนยันว่า การพิจารณาดำเนินการลงโทษจะต้องเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับคนอื่นที่กระทำผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยต้องยืนหยัดบนความถูกต้อง และไม่เข้าข้างผู้ประกอบการ ส่วนการสั่งปิดโรงภาพยนตร์เป็นเวลา 3 วัน เป็นมาตรการภายในของผู้ประกอบการ ในส่วนของตำรวจจะต้องพิจารณาในประเด็นทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากพิจารณาแล้วเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อหารวมตัวกันจัดกิจกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ จะไม่มีการปัดความรับผิดชอบระหว่างตำรวจและ กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเรียก 2 ศิลปินดาราคู่จิ้นมาสอบสวนด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน หากเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนมาตรการเว้นระยะห่างสังคมด้วย ก็จะต้องเชิญมาสอบปากคำเช่นกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางมาศวัลย์ ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตปทุมวัน ได้เชิญผู้ประกอบการจากโรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เข้ามาพบ เพื่อย้ำมาตรการด้านสาธารณสุขในการป้องกันโรคโควิด-19 ตามมาตรฐานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ศบค.) กำหนดให้เว้นระยะห่าง จำกัดจำนวนคน และห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางมาศวัลย์กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งกับทางเขตว่าไม่ได้เป็นลักษณะของการจัดมีตติ้ง แต่ศิลปินดังกล่าวมาถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อโปรโมตหนัง แต่ปรากฏว่าแฟนคลับจำนวนมากทราบข่าวเลยตามขึ้นมาบนโรงหนัง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางเขตยังไม่ได้มีบทลงโทษ เนื่องจากห้างสรรพสินค้าได้มีมาตรการในการสั่งปิดโรงหนังเป็นเวลา 3 วันแล้ว แต่จะมีการกวดขันผู้ประกอบการ โดยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการเปิดให้บริการในวันที่ 10 มิ.ย.นี้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงจากกรณีดรามาโรงภาพยนตร์ปล่อยให้มีการทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อวันก่อน โดยสรุปว่า ทางทีมซีรีส์ นักแสดง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น นอกจากทางผู้จัดงานจ้างนักแสดงมาทำการไลฟ์ สตรีมมิง ไม่ได้มีการถ่ายทำละครหรือภาพยนตร์ใดๆ แค่เป็นการถ่ายไลฟ์สดของนักแสดง และทีมงานอีก 3 คนเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ทำให้เป็นประเด็นเกี่ยวกับกองถ่ายคือ โรงหนังออกหนังสือขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้คำว่า &amp;quot;การถ่ายทำในโรงภาพยนตร์&amp;quot; ซึ่งใครเห็นก็ต้องเข้าใจว่ามีการถ่ายทำอะไรสักอย่างที่ใหญ่โตในโรงหนัง แล้วมีแฟนคลับจำนวนมหาศาลตามมาดู ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ ศบค.ก็เข้าใจอย่างนั้น ซึ่งหลังจากสืบสาวราวเรื่องแล้วก็พบว่าเป็นการจัดงานโดยโรงภาพยนตร์เอง ไม่เกี่ยวกับกองถ่าย และได้ส่งหลักฐานทั้งหมดชี้แจงต่อกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อแจ้งกับ ศบค.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สรุปคือ กองถ่ายเราน่าจะรอดตัว แต่โรงหนังกับห้างไม่รอด โดนทั้งคดีอาญา ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดนทั้งสังคมรุมประณาม แต่ที่น่าเป็นห่วงมากๆ ก็คือกลุ่มคนจัดงานอีเวนต์และคอนเสิร์ตที่กำลังรวมตัวทำข้อมูลไปขอปลดล็อกในเฟส 4 นี้ อาจจะทำให้มีผลต่อการพิจารณา&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68158</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), บัณฑิต ทองดี, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5ede20aa71fd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบพ่อค้าปืนเถื่อนขายทางไลน์100กระบอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จับพ่อค้าปืนเถื่อน ติดต่อลูกค้าทางไลน์ ตำรวจ 191 ล่อซื้อก่อนแสดงตัวจับกุมพร้อมของกลาง สารภาพรับจากผู้ผลิตมาขายต่อ ช่วง 2 ปีส่งให้ลูกค้าแล้วกว่า 100 กระบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 (บก.สปพ.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เพตรา บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม, พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี, พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบก.สปพ. ร่วมแถลงการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด รวมของกลาง ไอซ์ 64 กิโลกรัม ยาบ้า 42 เม็ด อาวุธปืน 10 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 9 นัด และรถยนต์อีก 1 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สำราญกล่าวว่า คดีแรก จับกุมนายชัยณรงค์ หรือกุ๊ก อินทะ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดี &amp;ldquo;มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมตแอมเฟตามีน) ไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย&amp;rdquo; จับกุมได้หน้าชุมชนแออัดซอยเสนานิเวศน์ 120/3 ถนนเสนานิคม 1 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ภายหลังชุดจับกุมขยายผลจากคดีที่มีกลุ่มวัยรุ่นลักลอบลำเลียงยาเสพติด หน้าถนนอิสรภาพ ซึ่งจับกุมได้พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 1 แสนเม็ด จนทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดที่ลักลอบจำหน่ายยาให้กับลูกค้าย่านเกษตรนวมินทร์ และย่านอาร์ซีเอ พระรามเก้า โดยจะซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี ทะเบียน 8 กด 3753 กทม. เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนและพบรถยนต์ต้องสงสัยมาจอดภายในชุมชนแออัดดังกล่าว เมื่อตรวจค้น พบนายชัยณรงค์และของกลางไอซ์ 64 กก.ซุกซ่อนอยู่ จึงคุมตัวพร้อมของกลางดำเนินคดี ก่อนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่สอง จับกุมนายสุรัติ เสี่ยงตรง ผู้ต้องหาคดี &amp;ldquo;มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาต, มีหรือจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo; พร้อมยึดอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาด .38 รวม 9 กระบอก จับกุมได้ในลานจอดรถจักรยานยนต์ในสถานีขนส่งหมอชิต แขวงบางซื่อ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้งานสายตรวจ 1 พบการซื้อขายอาวุธปืนผ่านทางไลน์ ก่อนนัดหมายสถานที่รับสินค้า จึงสืบสวนนานกว่า 6 เดือน จนทราบว่าผู้ค้าคือนายสุรัติ เจ้าหน้าที่จึงตกลงซื้อขายและนัดส่งของที่สถานีขนส่งหมอชิต ต่อมานายสุรัตน์ขี่จักรยานยนต์ฮอนด้า ฟอร์ซ่า ป้ายทะเบียน กทม. เข้ามายังลานจอดรถพร้อมหยิบถุงอาวุธปืนออกมาจากใต้เบาะจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้นและยึดปืนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอบสวนนายสุรัติรับว่าซื้ออาวุธปืนมาในราคากระบอกละ 3,500 บาท ก่อนนำมาขายราคากระบอกละ 5,500 บาท ซึ่งได้ซื้อขายอาวุธปืนไทยประดิษฐ์มากว่า 2 ปี รวมขายปืนประมาณ 100 กระบอก ทั้งปืนที่ใช้กระสุนลูกซอง และกระสุน .38 โดยนายสุริติรับด้วยว่าที่บ้านพักมีถังสำหรับทดสอบยิงปืน เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบก็พบของกลางเป็นถังทดสอบยิงอยู่ในสภาพดี ภายในบุด้วยผ้า จึงจับกุมพร้อมนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.สปพ.เผยว่า สำหรับอาวุธปืนดังกล่าวนั้นมาจากผู้ผลิตรายเดียวกัน เนื่องจากอาวุธปืนแต่ละกระบอกมีลักษณะเฉพาะที่ใกล้เคียงกัน ทั้งลายไม้ที่ด้ามจับ ลักษณะลำกล้อง ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่ตำรวจติดตามตัวมาตั้งแต่ช่วงการกวาดล้างจับกุมอาวุธปืนออนไลน์ก่อนหน้านี้ที่ จ.นครสวรรค์ โดยปืนดังกล่าวมีต้นตอแหล่งผลิตมาจาก จ.อุทัยธานี และถือว่าเป็นปืนที่สามารถใช้ก่อเหตุได้ แต่อาจเกิดอันตรายจากลำกล้องแตกหรือแรงสะท้อน ขณะที่ผู้สั่งซื้อเป็นบุคคลทั่วไปและกลุ่มวัยรุ่น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52201</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยณรงค์ อินทะ, พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี, พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม, พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน, พล.ต.ต.สำราญ นวลมา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5def95afec573.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มข้อหาพยายามฆ่าบิ๊กไบค์ชนสวป.สาหัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวป.บางใหญ่อาการกระเตื้องหลังถูกบิ๊กไบค์ชนต้องผ่าสมอง ผู้ช่วย ผบ.ตร.นำคณะเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ เผย ผบ.ตร.เป็นห่วง สั่งทุกด่านตรวจระมัดระวัง เพิ่มข้อหาผู้ก่อเหตุ พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ที่ห้องไอซียู ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และ พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง ผกก.สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เดินทางเข้าเยี่ยมอาการ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ แก้วเนียม สวป.สภบางใหญ่ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุถูกรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ชนขณะปฏิบัติหน้าที่ ในเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีอาการดีขึ้นตามลำดับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันเสาร์ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ พร้อมตำรวจกว่า 10 นาย ตั้งด่านจุดตรวจจุดสกัดป้องกันรถแข่งขันในทาง บริเวณหน้าห้างเซ็ลทรัลพลาซาเวสต์เกต ถนนกาญจนาภิเษกขาเข้า ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ระหว่างนั้นได้มีนายอัครินทร์ มุ่งมาตร อายุ 28 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชนเลขที่ 110 หมู่ 4 ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ขี่จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สีดำ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น CBR 650 ซีซี ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาด้วยความเร็ว ตำรวจได้ให้สัญญาณหยุดรถ แต่นายอัครินทร์กลับเร่งเครื่องฝ่าด่านเพื่อหลบหนี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเวลาดังกล่าว พ.ต.ท.วีระศักดิ์ได้เดินออกมาจากจุดตรวจกลางถนน พร้อมใช้ไฟฉายส่องเพื่อให้หยุดรถ แต่นายอัครินทร์กลับขี่รถซิกแซ็กแล้วพุ่งเข้าชนร่าง พ.ต.ท.วีระศักดิ์จนล้มลงหมดสติคาด่าน มีบาดแผลแตกที่ศีรษะด้านหลัง เลือดออกทางจมูก ต้องรีบนำตัวส่ง รพ.ตำรวจ เนื่องจากอาการสาหัส หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้วิทยุสกัดจับนายอัครินทร์ไว้ได้ ผู้ต้องหารับว่าเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านจริง จึงควบคุมตัวมาสอบสวน ตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 131 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีใน 8 ข้อหา คือ ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่น, ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่, ขับขี่รถในขณะเมาสุรา, ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน, เมื่อเกิดเหตุไม่ยอมหยุดให้การช่วยเหลือ (ชนแล้วหนี), ไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่, ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และไม่พกบัตรประจำตัวประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้มาเยี่ยมให้กำลังใจ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ พร้อมความห่วงใยในการตั้งด่าน สั่งให้เพิ่มความระมัดระวัง แม้ว่าทำตามยุทธวิธีตำรวจแล้วก็ตาม ส่วนทางคดีนั้นได้ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแจ้งข้อหา พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ชนแล้วหนี ขับรถขณะเมาสุรา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43299</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล, พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d516ab930a33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มจับวิ่งไหล่ทาง ล้อมคอกด่วนนรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจลั่นจับแน่รถวิ่งบนไหล่ทางของทางด่วน แต่ไม่วายห่วงปัญหาจราจรปล่อยผีชั่วโมงเร่งด่วนตอนเย็น อ้างตำรวจจราจรไม่จอด จยย.หลังรถเกียและเปิดไซเรนตามยุทธวิธี เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ครอบครัวสุดโศกรับศพหญิงวัย 68 ที่ตกเป็นเหยื่อ ตั้ง 3 ข้อหาคนซิ่งฟอร์จูนเนอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล วันที่ 4 กันยายนนี้ มีการประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากนั้น พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องอุบัติเหตุบนทางยกระดับฉลองรัช ขาเข้า รถยนต์วิ่งบนไหล่ทาง ชนท้ายรถยนต์ที่จอดเสีย ก่อนกระแทกร่างหญิงผู้เคราะห์ร้ายที่ยืนอยู่หน้ารถ จนร่วงลงมาที่พื้นด้านล่างเสียชีวิต ว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นกรณีศึกษา ที่กองบังคับการตำรวจจราจรจะประสานไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทยลงโทษผู้ขับขี่ที่วิ่งบนไหล่ทาง แต่จะอนุโลมให้เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนในช่วงเย็น เพื่อบรรเทาปัญหารถติดสะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พื้นที่ไหล่ทางมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ส่วนผู้ขับขี่ที่รถเกิดขัดข้องให้จอดรถชิดริมทางให้มากที่สุด และระหว่างรอเจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือควรนั่งในรถ คาดเข็มขัดนิรภัย และเปิดไฟฉุกเฉินจนกระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรพัฒน์กล่าวว่า กรณีเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจจราจรที่ไปให้การช่วยเหลือผู้ตายที่รถเสียบนทางด่วน ไม่ได้จอดรถจักรยานยนต์ด้านหลังรถที่จอดเสีย และเปิดสัญญาณไซเรนตามยุทธวิธี ว่า เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยตำรวจที่ให้การช่วยเหลือบังเอิญผ่านมาพบเห็นพอดี และให้การช่วยเหลือตามหน้าที่ จึงไม่ได้จอดรถจักรยานยนต์ให้ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.น.เปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุมยังมีการพูดถึงเรื่องการจัดตั้งศาลจราจร โดยศาลเป็นผู้ตัดสินบทลงโทษ เนื่องจากที่ผ่านมาผู้กระทำผิดกฎจราจรจนนำไปสู่อุบัติเหตุ สร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้รับการลงโทษที่เหมาะสม และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหวั่นเกรงกฎหมาย ซึ่งจะต้องนำข้อคิดเห็นดังกล่าวไปหารือร่วมกับส่วนราชการ ว่ามีความเป็นได้ในการจัดตั้งศาลจราจรหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกนิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ น.ส.พิมพ์ธิชา เจริญวงษ์ธนากุล อายุ 38 ปี ลูกสาวของ น.ส.ธัญญพัทธ์ พร้อมครอบครัว ไปรับศพ น.ส.ธัญญพัทธ์ที่เสียชีวิตจากการถูกรถชนตกทางด่วน โดยทางครอบครัวจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดบึงทองหลาง ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. ก่อนฌาปนกิจในวันที่ 8 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 ศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วน 1 เจ้าของคดี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ตั้งข้อหา น.ส.นุชนาฏ พรหมณะ คนขับรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ คือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และขับรถประมาทชนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ส่วนการกระทำความผิดอื่นเกี่ยวกับคดีจราจร หรือการขับรถคร่อมเข้าช่องทางฉุกเฉินนั้น เป็นโทษปรับ ต้องตรวจสอบเพื่อแจ้งข้อหาหลังจากนี้ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจกล้องวงจรปิด ว่ามีการกระทำผิดเรื่องใดบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.ฉัตรชัยกล่าวว่า ขณะนี้ น.ส.นุชนาฏอยู่ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยมีตำรวจดูแล เพราะถือว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ยังไม่มีการสอบปากคำ เพราะอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยขณะนี้มีผู้เสียหายในคดีนี้ 3 ราย คือ น.ส.ธัญญพัทธ์ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ 2 รายคือ น.ส.เขมณัฐ รุ่งเรืองวิสิทธิ์ อายุ 27 ปี ผู้นั่งมาในรถเกีย ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์เนื่องจากกำลังตั้งครรภ์ด้วย และ ร.ต.ต.สุพจน์ ไชยนอก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรด่วน 1 ที่เข้าให้การช่วยเหลือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงสายวันจันทร์ น.ส.ธัญญพัทธ์ขับรถเกีย มี น.ส.เขมณัฐนั่งไปด้วย ขึ้นทางด่วนฉลองรัฐ ขาเข้า ถึงก่อนทางลงสุขุมวิท 50 รถเกิดเสีย จึงจอดรถชิดขอบทางแล้ว น.ส.ธัญญพัทธ์ลงจากรถเพื่อโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ บังเอิญ ร.ต.ต.สุพจน์ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไปพบ จึงจอด จยย.หน้ารถเกียและตรวจดูเครื่องยนต์ จู่ๆ น.ส.นุชนาฏขับรถฟอร์จูนเนอร์เลาะไหล่ทางพุ่งชนท้ายรถเเกีย และรถกระแทก น.ส.ธัญญพัทธ์ตกลงไปด้านล่างเสียชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16834</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พิมพ์ธิชา เจริญวงษ์ธนากุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e8f0d54355.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับวันแรกกว่าหมื่นราย จอมปาด-เบียดที่คับขัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เริ่มแล้ว ติดตั้งกล้อง 15 จุดตรวจจับจอมปาด จอมเบียดในที่คับขัน เผยสะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ สถิติทำผิดสูงสุด ส่งใบสั่งถึงบ้าน ถ้าดื้อแพ่งต่อภาษีไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ เป็นวันแรกที่กองบังคับการตำรวจจราจรเริ่มใช้กล้องจับภาพรถเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือกล้องเลนเชนจ์ เพื่อตรวจจับรถฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องทางเดินรถในเขตห้าม โดยได้เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เวลา 01.00 น.ที่ผ่านมา ใน 15 จุด ประกอบด้วย 1.สะพานแยกบางเขน ถนนงามวงศ์วาน ขาออก 2. สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ขาออก 3.ทางลอดแยกห้วยขวาง ถนนรัชดาภิเษก ขาเข้า 4.สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี ถนนบรมราชชนนี ขาออก 5.สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถนนแจ้งวัฒนะ ขาเข้า 6.สะพานข้ามแยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี ขาออก 7.แยกสามเหลี่ยมดินแดง ถนนดินแดง ขาเข้า 8.สะพานข้ามแยกประชานุกูล ถนนรัชดาภิเษก ขาออก 9.สะพานศิริราช ด้านถนนอรุณอมรินทร์ ถนนอรุณอมรินทร์ ขาออก 10.แยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาออก 11.แยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาเข้า 12.สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ถนนรัชดาภิเษก ขาออก 13.สะพานข้ามแยกพระราม 4 ถนนรัชดาภิเษก ขาออก 14.สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถนนประชาธิปก ขาเข้า 15.สะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถนนกัลปพฤกษ์ ขาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งกล้องจับรถเปลี่ยนช่องจราจร และบังคับใช้กฎหมายไปก่อนหน้านี้แล้ว 3 แห่ง คือ ที่สะพานข้ามแยกยมราช สะพานข้ามแยกประชานุกูล และอุโมงค์สุทธิสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ ผบก.จร. แถลงว่า การติดตั้งกล้องตรวจจับรถฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องเดินรถในเขตห้าม เนื่องจากพบการจราจรติดขัดมาก และมีปัญหาขับรถปาด เบียด หรือแซงมาก อันดับ 1 คือ สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ตามด้วยแยกสามเหลี่ยมดินแดง สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน แต่ละจุดจะมีป้ายแจ้งเตือน 3 ระยะ ก่อนถึงจุดตรวจจับ ระบบตรวจจับแต่ละจุดจะมีกล้อง 4 ตัว ทำงานอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง มีความละเอียดคมชัดสูง ตรวจจับได้ทั้งกลางวัน กลางคืน และทุกสภาพอากาศ พร้อมบันทึกข้อมูลเก็บไว้นานถึง 1 ปี ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ผ่านระบบ ATS ส่งภาพกลับมายังศูนย์ควบคุมและสั่งการ บก.02 เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนรถ ยี่ห้อ รุ่นและสีรถ ก่อนจะออกใบสั่งและส่งไปยังระบบ PTM ของธนาคารกรุงไทย เพื่อได้บาร์โค้ดกลับมา ยืนยันความถูกต้อง ใช้เป็นหลักฐานในการออกใบสั่ง จากสถิติการทดลองจับเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบผู้ฝ่าฝืนถึง 226,257 ราย/เดือน เฉลี่ย 7,542 ราย/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท เบื้องต้นตำรวจจราจรจะทำการเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 500 บาท สามารถชำระผ่านตู้เคาน์เตอร์และตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ หรือผ่าน &amp;nbsp;KTB netBank หรือตามสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รอง ผบก.จร.&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ผู้ที่ได้รับใบสั่งแล้วไม่ยอมไปชำระค่าปรับภายใน 7 วัน เจ้าหน้าที่จะประสานข้อมูลไปยังกรมการขนส่งเพื่ออายัดการต่อภาษี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8862</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมเบียด, จับจอมปาด, ติดตั้งกล้อง 15 จุดตรวจ, พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์, สะพานข้ามแยกประชานุกูล, สะพานข้ามแยกยมราช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อายัดการต่อภาษี, อุโมงค์สุทธิสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180509/image_big_5af2f4250903f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
